นางสาวสมฤยอดทองหลาง อายุ 25 ปี จากสหกรณ์โคนมพิมาย

จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับโคพระราชทาน ชื่อ แรม อายุ 2 ปี 11 เดือน และได้รับการอบรมการเพิ่มขีดความสามารถยุวเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ครอบครัวได้เลี้ยงโคนม 63 ตัว แม่โครีด 35 ตัว โคสาว 14 ตัว โคพักท้อง 1 ตัว และลูกโค 13 ตัว ปริมาณน้ำนมโค เฉลี่ย 570 กิโลกรัม/วัน หรือมีอัตราการรีด เฉลี่ย 15.04 กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่งการรีดนมโคขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าช่วงไหนอากาศเย็น โคจะให้น้ำนมมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ผลผลิตจะลดลง ตนก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร ยาบำรุง การให้อาหารหยาบและอาหารข้น เพราะแต่ละวันอากาศจะไม่เหมือนกัน โคจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล จึงต้องควบคุมเรื่องอาหารเป็นหลัก การเลี้ยงโคนมต้องอาศัยความใส่ใจและดูแลใกล้ชิด และต้องทำด้วยใจรักจริงๆ

นายพัฒนพล เพียงแก้ว อายุ 21 ปี จากสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนได้รับโคพระราชทาน ชื่อ อุ้มบุญ อายุ 2 ปี 4 เดือน ขณะนี้โคตัวนี้ได้ตั้งท้อง 5 เดือน 11 วันแล้ว เมื่อตนได้รับโคพระราชทานไปแล้ว ได้นำไปผสมเทียมด้วยตนเอง รู้สึกภูมิใจและดีใจมาก จะเลี้ยงดูโคตัวนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้ตนแยกโคพระราชทานออกมาเลี้ยงเดี่ยว เพราะต้องดูแลใกล้ชิด แม้การเลี้ยงโคนมจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุข ปัจจุบันโคนมที่ครอบครัวเลี้ยงอยู่มีทั้งหมด 45 ตัว แบ่งเป็นแม่โครีด 20 ตัว โคพักท้อง 10 ตัว และลูกโค 15 ตัว ปริมาณน้ำนมโค เฉลี่ย 400-500 กิโลกรัม/วัน มีรายได้ 6,400 บาท ต่อวัน ตนเลี้ยงวัวมา 7 ปีแล้ว มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6,954 บาท นับเป็นรายได้ที่ช่วยเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้อย่างดี สำหรับหน้าที่หลักภายในฟาร์ม ได้นำความรู้จากการเข้ารับการอบรมของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาใช้ประโยชน์ โดยสามารถตรวจท้องโคนมและผสมเทียม การดูแลสุขภาพและรักษาสัตว์ ซึ่งสามารถลดรายจ่ายในการตรวจท้องและผสมเทียมเป็นอย่างมาก

นายภาณุวัฒน์ พวกจันทึก อายุ 18 ปี จากสหกรณ์โคนมด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้มาสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ ซึ่งโคนมที่ได้รับพระราชทานไปนั้นมีสุขภาพแข็งแรง เพิ่งจะคลอดลูก และเริ่มรีดนมได้แล้ว ตนเริ่มทำฟาร์มโคนมมาได้ 3 ปีแล้ว ส่วนตัวชอบอาชีพการเลี้ยงโคนมอยู่แล้ว เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ปัจจุบัน ในฟาร์มของครอบครัวมีโคนมทั้งหมด 37 ตัว รีดนมได้ 20 ตัว ได้น้ำนมวันละ 360 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้เฉลี่ย 6,400 บาท ต่อวัน

แต่เดิมที่บ้านทำฟาร์มสุกรแต่รายได้ไม่ค่อยแน่นอน จึงได้หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน และเริ่มเลี้ยงโคนม และเมื่อเทียบกันแล้วพบว่า การเลี้ยงโคนมให้ผลผลิตและรายได้ที่ดีกว่าการทำฟาร์มสุกร แต่ฟาร์มโคนมของตนมีอุปสรรคนิดหน่อย โดยเฉพาะเรื่องการให้อาหาร เพราะว่าต้องผสมอาหารข้างนอกแล้วยกขึ้นรถไถเอามาใส่ในถังให้โคกิน และหญ้าที่ปลูกไว้มีไม่เพียงพอให้โคกินได้ตลอด

อาชีพการเลี้ยงโคนม นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นอาชีพพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศเดนมาร์ก ในปี 2503 ได้ทอดพระเนตรกิจการโคนมของเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก

ด้วยทรงเล็งเห็นว่า อาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป และทรงมีพระราชดำรัสในคราวหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดอบรมเพิ่มขีดความสามารถทายาทและยุวชนเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเป็นผลจริง ซึ่งร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลโคนมให้มีคุณภาพ โดยดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี รวม 7 รุ่น

นอกจากนี้ ยังเชิญชวนให้ขบวนการสหกรณ์โคนมร่วมใจน้อมเกล้าฯ ถวายโคสาว 89 ตัว แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณฯ พระองค์ได้พระราชทานโคสาว ทั้ง 89 ตัว ให้กับเยาวชนบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรโคนม 89 ราย นำไปเลี้ยงต่อ

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง อายุ 25 ปี จากสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับโคพระราชทาน ชื่อ แรม อายุ 2 ปี 11 เดือน และได้รับการอบรมการเพิ่มขีดความสามารถยุวเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ครอบครัวได้เลี้ยงโคนม 63 ตัว แม่โครีด 35 ตัว โคสาว 14 ตัว โคพักท้อง 1 ตัว และลูกโค 13 ตัว ปริมาณน้ำนมโค เฉลี่ย 570 กิโลกรัม/วัน หรือมีอัตราการรีด เฉลี่ย 15.04 กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่งการรีดนมโคขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าช่วงไหนอากาศเย็น โคจะให้น้ำนมมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ผลผลิตจะลดลง ตนก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร ยาบำรุง การให้อาหารหยาบและอาหารข้น เพราะแต่ละวันอากาศจะไม่เหมือนกัน โคจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล จึงต้องควบคุมเรื่องอาหารเป็นหลัก การเลี้ยงโคนมต้องอาศัยความใส่ใจและดูแลใกล้ชิด และต้องทำด้วยใจรักจริงๆ

นายพัฒนพล เพียงแก้ว อายุ 21 ปี จากสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนได้รับโคพระราชทาน ชื่อ อุ้มบุญ อายุ 2 ปี 4 เดือน ขณะนี้โคตัวนี้ได้ตั้งท้อง 5 เดือน 11 วันแล้ว เมื่อตนได้รับโคพระราชทานไปแล้ว ได้นำไปผสมเทียมด้วยตนเอง รู้สึกภูมิใจและดีใจมาก จะเลี้ยงดูโคตัวนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้ตนแยกโคพระราชทานออกมาเลี้ยงเดี่ยว เพราะต้องดูแลใกล้ชิด แม้การเลี้ยงโคนมจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุข ปัจจุบันโคนมที่ครอบครัวเลี้ยงอยู่มีทั้งหมด 45 ตัว แบ่งเป็นแม่โครีด 20 ตัว โคพักท้อง 10 ตัว และลูกโค 15 ตัว ปริมาณน้ำนมโค เฉลี่ย 400-500 กิโลกรัม/วัน มีรายได้ 6,400 บาท ต่อวัน ตนเลี้ยงวัวมา 7 ปีแล้ว มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6,954 บาท นับเป็นรายได้ที่ช่วยเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้อย่างดี สำหรับหน้าที่หลักภายในฟาร์ม ได้นำความรู้จากการเข้ารับการอบรมของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาใช้ประโยชน์ โดยสามารถตรวจท้องโคนมและผสมเทียม การดูแลสุขภาพและรักษาสัตว์ ซึ่งสามารถลดรายจ่ายในการตรวจท้องและผสมเทียมเป็นอย่างมาก

นายภาณุวัฒน์ พวกจันทึก อายุ 18 ปี จากสหกรณ์โคนมด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้มาสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ ซึ่งโคนมที่ได้รับพระราชทานไปนั้นมีสุขภาพแข็งแรง เพิ่งจะคลอดลูก และเริ่มรีดนมได้แล้ว ตนเริ่มทำฟาร์มโคนมมาได้ 3 ปีแล้ว ส่วนตัวชอบอาชีพการเลี้ยงโคนมอยู่แล้ว เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ปัจจุบัน ในฟาร์มของครอบครัวมีโคนมทั้งหมด 37 ตัว รีดนมได้ 20 ตัว ได้น้ำนมวันละ 360 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้เฉลี่ย 6,400 บาท ต่อวัน

แต่เดิมที่บ้านทำฟาร์มสุกรแต่รายได้ไม่ค่อยแน่นอน จึงได้หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน และเริ่มเลี้ยงโคนม และเมื่อเทียบกันแล้วพบว่า การเลี้ยงโคนมให้ผลผลิตและรายได้ที่ดีกว่าการทำฟาร์มสุกร แต่ฟาร์มโคนมของตนมีอุปสรรคนิดหน่อย โดยเฉพาะเรื่องการให้อาหาร เพราะว่าต้องผสมอาหารข้างนอกแล้วยกขึ้นรถไถเอามาใส่ในถังให้โคกิน และหญ้าที่ปลูกไว้มีไม่เพียงพอให้โคกินได้ตลอด

วช. ยกระดับนวัตกรรมหนุนอาชีวะสร้างงานด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้่ร่วมจัดประชุมเชิงปฏิบัติ เรื่อง “Meet the Trainers : Invention & Innovation สายอาชีวศึกษา” ภายใต้แนวคิด Change for the Future อาชีวะก้าวไกล ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 29 – 30 กันยายน 2562 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมารวย การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

โดยมีบุคลากรระดับผู้บริหาร อาจารย์ สายอาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม จำนวน 350 คน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อมุ่งพัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษาให้เป็นทรัพยากรบุคคลคุณภาพด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “อาชีวะพันธุ์ใหม่ ก้าวสู่ Thailand 4.0” กล่าวว่า การจัดงานระดมสมองแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ มุ่งพัฒนารูปแบบและเนื้อหาการบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องตามทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งมุ่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเชิงสังคมและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้พร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0ตามความเหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ทรัพยากรมนุษย์ นับเป็นทุนสังคมที่สำคัญ ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญ และประสบการณ์ สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและหลากหลายรูปแบบ โดยการศึกษา วิจัย ตลอดจนการฝึกอบรม เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความสามารถและใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะดำเนินการเร่งรัดพัฒนาการวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ให้มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาให้เข้มแข็งบนพื้นฐานสติปัญญา ความรู้ ฐานเทคโนโลยี และคุณธรรม จริยธรรม พร้อมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมนักวิจัยในสายอาชีวศึกษาให้มีการวิจัยพัฒนาต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่มุ่งหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยการวิจัยและนวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการจัดระบบและกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการพัฒนากำลังคนให้สามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการสร้างและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเตรียมการสำหรับผลิตกำลังคนในสาขาที่ขาดแคลน รองรับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเป็นเลิศของประเทศไทยในอนาคต

รมช. มนัญญา มอบนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาช่องทางการขายสินค้าสหกรณ์ผ่านตลาดออนไลน์ แชร์ส่วนแบ่งตลาด 3 ล้านล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มากเพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง

“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร คาดว่าในงบประมาณปี 63 เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ขณะนี้กรมฯ ได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP shop เพื่อเป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์ ให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้ ควบคู่กับบ่มเพาะความรู้ในการค้าสินค้าสหกรณ์ผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ เพื่อเป็นช่องทางการขายพืชผักผลไม้ สินค้าสหกรณ์และผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ในที่เดียวกันให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก

ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร ปี2562 สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก11.6 ล้านคน สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9ล้านคน ทุนดำเนินการ 3.1ล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

รมช. มนัญญา กระชับงานกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงดันสหกรณ์เข้มแข็ง พร้อมนำสหกรณ์เข้าตลาดออนไลน์แชร์ตลาด 3 ล้านล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ว่าขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มาก เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง

“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์ กรมนี้ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร คาดว่าในงบประมาณปี 63 เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ขณะนี้กรมได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้ และกำลังเริ่มจะให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์

ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร ปี62 สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก11.6 ล้านคน สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9ล้านคน ทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

รมช. มนัญญา กระชับงานกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงดันสหกรณ์เข้มแข็ง พร้อมนำสหกรณ์เข้าตลาดออนไลน์แชร์ตลาด 3 ล้านล้านบาท นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ว่าขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มาก เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง

“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์ กรมนี้ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร คาดว่าในงบประมาณปี 63 เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ขณะนี้กรมได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้ และกำลังเริ่มจะให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์

ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร ปี62 สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก11.6 ล้านคน สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9ล้านคน ทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

รมช. มนัญญา กระชับงานกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงดันสหกรณ์เข้มแข็ง พร้อมนำสหกรณ์เข้าตลาดออนไลน์แชร์ตลาด 3 ล้านล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ว่าขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มาก เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง

“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์ กรมนี้ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร คาดว่าในงบประมาณปี 63 เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ขณะนี้กรมได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้ และกำลังเริ่มจะให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์

ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร ปี62 สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก11.6 ล้านคน สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9ล้านคน ทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

30 กันยายน 2562 – บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ร่วมกันในการต่อสู้กับแรงงานทาสยุคใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองบริษัทปราศจากแรงงานที่ผิดกฎหมาย

ในการประชุมประจำปีของ SeaBOS ที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งสองบริษัทแสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า “แรงงานทาสยุคใหม่ เป็นความท้าทายระดับโลก ซึ่งมีความพยายามร่วมมือเพื่อขจัดให้หมดไป ในการทำงานระหว่างปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”