นางหนูน้อยกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยทั่วไปการจำหน่ายหอมแบ่ง

จะถอนทั้งหัวและใบรวมกันมัดละ 10 บาท ซึ่งแต่ละมัดจะต้องใช้หอมแบ่งจำนวนมากไม่น้อยกวา 10 เหง้า แต่จากการค้นพบวิธีเพาะปลูกหอมแบ่งในถุง จะช่วยลดจำนวนหอมแบ่งและสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย ลูกค้าที่รับซื้อไปยังสามารถนำไปแบ่งปลูก เก็บกินในครัวเรือนได้อีกนาน หรือจะขยายพันธุ์ต่อก็ได้ การจัดหอมแบ่งปลูกในถุงดำ นอกจากจะดูแลง่ายแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี เป็นการปลูกหอมแบ่งทางเลือกใหม่ ที่พบแล้วว่าอนาคตจะไปได้ดี และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วไป นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปจัดเป็นสวนหย่อม บริเวณหน้าบ้าน รั้วบ้าน ให้สวยงาม โดยเฉพาะเด็ดใบเก็บไว้ประกอบอาหารกินนานๆ แบบว่าซื้อครั้งเดียวถุงเดียว 10 บาท สามารถเก็บกินตลอดปี หรือจะแบ่งถุงขยายพันธุ์แจกเพื่อนบ้าน เป็นของขวัญฝากญาติมิตรช่วงปีใหม่ก็ได้

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(วทน.)มาสู่เกษตรกร ในอดีตนับว่าทำได้ยากแต่ในปี 2560 ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)ได้นำนวัตกรรมเตาชีวมวลที่ประหยัดพลังงานส่งตรงถึงมือเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร จากการจัดโครงการพัฒนาเกษตรกรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.60 เห็นว่าการทำเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญที่ต้นทุนการผลิตและตัวผลิตภัณฑ์เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด

ความร่วมมือกันระหว่าง 2 หน่วยงาน จึงได้นำไปสู่การศึกษาวิจัยเตาประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงจนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ในปี 2561 วว.จะนำนวัตกรรมพลังงานถ่านไม้ไผ่ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกษตรกรต้องการขยายผลต่อยอดส่งถึงตัวเกษตรกร ทั้งนี้ การที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงนักวิจัย จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้นซึ่งจะทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนไป การพบกันของ วทน.โดยสภาเกษตรกรฯเป็นคนกลางในการประสานงานนั้นจะเป็นเสมือนแขนขาให้กับ วว.ซึ่งไม่มีหน่วยงานในพื้นที่ แขนขานี้จะพาเกษตรกรกับนักวิจัยมาพบกันและปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ วว.

ด้านผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เพราะหากเกษตรกรมีความเข้มแข็งจะทำให้ฐานรากของประเทศแข็งแรง วว.มีผลงานวิจัยและบุคลากรที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม พร้อมนำสู่เกษตรกรใน 3 กลุ่มเป้าหมายคือ ต้นน้ำเพื่อการพัฒนา แก้ปัญหาให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนในการผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กลางน้ำโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และผลผลิต และปลายน้ำด้านการรวมกลุ่มทำการตลาดอย่างเลือกใช้วทน. การนำวิทยาศาสตร์สู่เกษตรกรที่ได้ผลดีที่สุดคือการร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติเพราะเป็นองค์กรของเกษตรกรตัวจริง

เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายชายชาญ เอียมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “10 ปี หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์” และ “พิธีมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ข้าราชการตำรวจ โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์” ณ หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และธนาคารทหารไทย ร่วมกันดำเนินโครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ บนพื้นที่ 230 ไร่ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อยให้ดีขึ้น มีรายได้เสริมจากการเกษตร มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สำหรับการมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมีทั้งในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ และเป็นส่วนของที่ดินส่วนกลาง เพื่อธุรกิจเกษตรให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิกโครงการ ทั้งนี้มีข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยเข้าร่วมโครงการ 31 นาย

รองโฆษก ตร. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด มีสวัสดิการให้ข้าราชการตำรวจมาโดยตลอด อาทิ ให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยซื้ออาหารผลิตภัณฑ์ซีพี ในราคาย่อมเยา โดยมีส่วนลด สนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่สามารถดื่มน้ำอัดลมฟรีที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา เป็นต้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีความห่วงใยข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ปฏิบัติงานด้วยความยากลำบาก มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวันและหาเลี้ยงดูครอบครัวมาโดยตลอด จึงได้จัดหาสวัสดิการโครงการต่างๆดังเช่นที่ผ่านมาได้มีการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการให้ข้าราชการตำรวจในราคาถูกกกว่าท้องตลาด เพื่อให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวตำรวจมีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 4 มกราคม ที่มหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อ.องครักษ์ จ.นครนายก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธี เปิดงาน “มหกรรมการศึกษา เปิดโลกกว้างสู่เส้นทางอนาคต อาชีวศึกษา 4.0” ภาคกลาง-ตะวันออก โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี พ.อ.สุรินทร์ ปรียานุภาพ รองผู้อำนวยการ รมน.จังหวัดนครนายก แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ให้การต้อนรับ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 (ภาคกลาง) ระหว่างวันที่ 4-6 มกราคม ทั้งนี้ ดร.สุเทพได้มอบธงชาติอาชีวะเปิดโลกกว้างสู่เส้นทางอนาคต ให้กับนายสรุชาติ เครือศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 7 และยังมอบเกียรติคุณให้กับผู้บริหารในสถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ อีกด้วย

ดร.สุเทพ กล่าวว่า มหกรรมการศึกษาครั้งนี้ เป็นการแนะแนวการศึกษาด้านวิชาชีพให้กับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ที่เดินทางมาร่วมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งจัดในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง เปิดเส้นทางอาชีพให้นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก เข้าชมนิทรรศการ และจะได้มีแนวทางในการตัดสินใจศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ สร้างทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาด้านวิชาชีพตรงกับความสามารถ และความต้องการของตนเอง รวมทั้ง ให้ผู้ปกครองมีทัศนคติต่ออาชีพที่ตรงตามความสามารถ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการศึกษาสู่ตลาดแรงงานของประเทศ ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำทางด้านปริมาณ และคุณภาพการศึกษา คาดว่าจะมีนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เข้ามาร่วมชมกิจกรรมอย่างน้อย ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000 คน

ดร.สุเทพกล่าวอีกว่า การจัดนิทรรศการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล “อาชีวะสร้างชาติไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการส่งเสริมให้นักเรียนมีทางเลือกในการเรียนต่อในสายอาชีพ สำหรับการจัดในภาคกลางนี้ มีวิทยาลัยในสังกัดอาชีวศึกษาได้นำผลงานเด่นๆ ของแต่ละแห่งมานำเสนอ โดยจัดแบ่งเป็นโซน เช่น โซนด้านการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ First S-CURVE และกลุ่มอุตสาหกรรมในอนาคต New S-CURVE โซนการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคีกับต่างประเทศ การต่อยอดอาชีวศึกษากับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อาทิ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย นำความก้าวหน้าการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทวิภาคีพาณิชย์นาวี ทางด้านเครื่องกลเรือมาแนะนำ, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี นำสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ในการทำความสะอาด แผงโซล่าเซลล์มานำเสนอ, วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี นำเครื่องแกะสลัก 3 มิติมาสาธิตให้ชม นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรีนำโจ๊กข้าวกล้องงอกกึ่งสำเร็จรูป แกงเลียง และสมุนไพร ลูกประคบผลไม้ มาสาธิต และให้นักเรียนที่สนใจทดลองทำผลิตภัณฑ์ และโซนกิจกรรมฝึกวิชาชีพระยะสั้น 108 อาชีพ เพื่อการสร้างงานสร้างอาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม ชาวบ้านในหมู่ 5 ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง ออกมาโวยกรณีนายทุนดังตัดไม้ยางพาราบนเขาอ่าง หมู่ 5 ต.สำนักทอง พร้อมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวซึ่งอยู่ในซอยเกษตรศิริ –เขาอ่าง หมู่ 5 ต.สำนักทองมีเอกสารสิทธิ์หรือไม่ เนื่องจากสภาพภูเขาติดกันจำนวนหลายลูกไม้ยางถูกตัดโค่น ทำให้พื้นที่โล่งเตียนกว่า 50 ไร่ นอกจากนี้ยังพบรถสำหรับยกไม้จอดอยู่ และมีเต้นท์คนงานอยู่ด้วย โดยจากการสอบถามคนงานระบุว่าพื้นที่ใกล้ๆกันก็มีการตัดไม้ยาง ซึ่งได้ยินเสียงเครื่องเลื่อยกำลังตัดไม้อยู่เป็นระยะๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อขับรถเข้าไปในซอยที่อยู่ใกล้เคียงก็พบป้ายสีเขียวปักอยู่ ระบุข้อความชื่อโครงการ ฟื้นฟูเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ วัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ เนื้อที่ 50 ไร่เศษ ปลูกไม้พื้นล่าง เช่นหวาย ไผ่ เป็นต้น เพื่อยึดเกาะดิน ช่วยชะลอและอุ้มน้ำและป้องกันการกัดเซาะของผิวหน้าดิน ส่งผลให้สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ระยะเวลาดำเนินการ พฤษภาคม – กรกฎาคม 2555 ปีงบประมาณ 2555 ดำเนินการโดย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง อย่างไรก็ตามห่างออกไปไม่ไกลนัก สภาพพื้นที่มีการตัดโค่นไม้ยางเตียนโล่ง และยังพบว่ามีไม้ยางอยู่ระหว่างการตัดโค่นอีกจำนวนมาก และที่ถูกโค่นแล้ววางกองเรียงราย

น.ส.ทิพย์อาภา ยลธรรม์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดระยอง กล่าวว่า ได้ประสานหน่วยงานดูแลรักษาป่าเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ว่าพื้นที่ที่มีการตัดโค่นไม้ยางมีเอกสารสิทธิ์หรือไม่ ส่วนกรณีป้ายของสำนักงานฯ เป็นการขอใช้พื้นที่ในการปลูกไม้หวายเมื่อปี 2555โครงการฟื้นฟูเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

นายนายสุรินทร์ ตรีไตรรัตนกุล กำนัน ต.สำนักทอง กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิ์สปก. 17 ไร่ และทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการตัดไม้ยางรวม 3 ราย ซึ่งในวันที่ 5 มกราคมนี้ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรายงานให้นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการ จังหวัดระยองทราบต่อไป

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 ที่ชายหาดหน้ากองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 อ.เมือง จ.ภูเก็ต พลเรือตรีอาคม แตงอ่อน รองผู้บัญชาการ ทัพเรือภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยมีนายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน กลุ่มพลังมวลชน นักเรียน เข้าร่วมกิจกรรม

พลเรือตรีอาคม กล่าวว่า ตามที่ฝ่าพระบาททรงมีพระดำริที่จะอนุรักษ์แนวปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย โดยทรงห่วงใยปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล การทำร้ายสัตว์ทะเลด้วยน้ำมือมนุษย์โดยตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ในการนี้ ทัพเรือภาคที่ 3 หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และใกล้เคียง จึงจัดโครงการ “อนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์” เพื่อสนองพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ในการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยให้มีความอุดมสมบรูณ์ และมีความสมดุลอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกของประชาชนในการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน มีนิทรรศการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล โดยหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9, ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลฝั่งอันดามันตอนบน, ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต ภาคที่ 15, อุทยานแห่งชาติสิรินาถ, สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 23 ภูเก็ต, ประมงจังหวัดภูเก็ต, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต, ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่ 5 ฐานทัพเรือพังงา และ เทศบาลตำบลราไวย์ เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานในโครงการพระราชดำริของแต่ละหน่วยงาน จากนั้นมีกิจกรรมปล่อยเต่าทะเล 32 ตัว ตลอดจนกิจกรรมเก็บขยะชายหาดร่วมกัน

กลายเป็นปัญหาใหญ่ของอังกฤษเลยก็ว่าได้ เมื่ออุตสาหกรรมรีไซเคิลสหราชอาณาจักรออกมาระบุว่า “ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับการที่จีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติกได้อย่างไร”

ซึ่งโดยปกติแล้ว สหรัฐอาณาจักรจะส่งออกขยะพลาสติกไปรีไซเคิลที่จีนปีละกว่า 500,000 ตัน แต่ขณะนี้การค้าขยะพลาสติกดังกล่าวต้องยุติลง หลังจากจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติก

สมาคมรีไซเคิลสหราชอาณาจักรระบุว่า จากประกาศดังกล่าวของจีน ทำให้ขณะนี้สหราชอาณาจักรไม่สามารถจัดการกับของเสียจำนวนมากนี้ได้

ไซมอน เอลลิน นายกสมาคมฯ กล่าวกับบีบีซีว่า ตนยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าในระยะสั้นจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

“นี่เป็นระเบิดลูกใหญ่สำหรับเรา เกมนี้มันเปลี่ยนอุตสาหกรรมของเราไปเลย เพราะเราพึ่งพาประเทศจีนมาเป็นเวลานานในการรีไซเคิลของเสียของเราที่ราว 55% เป็นกระดาษ และอีกกว่า 25% เป็นพลาสติก” นายเอลลินกล่าว และว่า เราไม่เคยมีตลาดรองรับในสหราชอาณาจักรมาก่อน นี่จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเรา

ทั้งนี้ จีนได้ประกาศห้ามนำเข้า “ขยะจากต่างประเทศ” ในเดือนนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตน ซึ่งประเทศเอเชียอื่นๆ จะรับพลาสติกบางส่วนจากอังกฤษ แต่ก็ยังคงเหลือเป็นจำนวนมากอยู่ดี

ไมเคิล โกฟ เลขาธิการด้านสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า เขาช้าเกินไปที่จะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณที่องค์กร Recoup ในอังกฤษ ซึ่งรีไซเคิลพลาสติก กล่าวว่า การห้ามนำเข้าดังกล่าวของจีนจะนำไปสู่การสะสมของเศษขยะพลาสติกของอังกฤษ ทำให้อาจต้องเปลี่ยนไปสู่การเผาขยะและการฝังกลบแทนการรีไซเคิล

ปีเตอร์ เฟลมมิง จากสมาคมรัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่า จากปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าบางเมืองอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการนำขยะไปเผา แต่ไม่ใช่ว่าทุกส่วนของประเทศจะมีเตาเผาขยะ

“นี่ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ก็คงจะในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะเชื่อว่าเราจะสามารถรับมือได้ และในระยะยาว เราคงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการกำจัดของเสียที่ชาญฉลาดมากขึ้น” นายเฟลมมิงกล่าว

ฟังจากหลายเสียงอาจดูเหมือนว่าแนวทางแก้ปัญหาตอนนี้จะมุ่งไปสู่การเผาขยะ อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงต้านทานอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การเผาเป็นคำตอบที่ผิด หลุยส์ เอดจ์ จากกรีนพีซ กล่าวกับบีบีซีว่า การเผาเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด เพราะทำให้เกิดคาร์บอนที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังสร้างสารเคมีที่เป็นพิษและโลหะหนักด้วย

“หากคุณสร้างเตาเผาขยะ ก็ถือเป็นการสร้างตลาดสำหรับพลาสติกใช้ครั้งเดียว (single-use plastics) ไปอีก 20 ปีข้างหน้าเลย แต่พลาสติกดังกล่าวเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องลดการใช้งานในขณะนี้” หลุยส์ เอดจ์ กล่าว

โดยรัฐบาลควรกำลังหารือกับภาคอุตสาหกรรมในการเก็บภาษีผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียว รวมไปถึงโครงการเงินฝากขวดน้ำด้วย

ลดการใช้-ลดความซับซ้อน

ไมเคิล โกฟ กล่าวกับบีบีซีว่า เป้าหมายระยะยาวของเขาคือการลดปริมาณพลาสติกในระบบเศรษฐกิจโดยรวม, ลดจำนวนพลาสติกที่แตกต่างกัน, ลดความซับซ้อนของกฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ผู้คนสามารถตัดสินสิ่งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นี่คือสิ่งที่อังกฤษจะต้องทำ

คณะกรรมการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า อังกฤษควรจะเริ่มขยายมาตรการภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ยากต่อการรีไซเคิลมากที่สุด ให้เสียภาษีแพงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อตกลงกว้างๆ colourofwords.com เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนถึงเป้าหมายในระยะยาว หรือแม้แต่ระยะสั้นที่จะแก้วิกฤตจีนนี้อย่างไร… เมื่อวันที่ 4 มกราคม นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เดินทางเข้าเยี่ยมชมสุนัขบางแก้ว ที่บ้านเลขที่ 52/2 หมู่ที่ 9 บ้านยมราช ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก คอกสุนัขของนายเสนอ จันทร์พุฒ เจ้าของคอกชัยชนะ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีซื้อลูกสุนัขไทยบางแก้ว 3 ตัว ในราคา 25,000 ระหว่างเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจร ที่จ.พิษณุโลก-สุโขทัย เมื่อ 25 ธันวาคม 2560 โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ฉีดวัคซีนรวมแก่ลูกสุนัข ทั้ง 3 ตัวแล้ว ลูกสุนัขบางแก้วไม่มีอาการข้างเคียง หรือ แพ้วัคซีนแต่อย่างใด รวมทั้งสุนัขยังเล่นกับผู้มาชมอย่างน่ารัก อย่างไรก็ตาม หลังให้วัคซีน 7-14 วัน จะทำการส่งสุนัข 3 ตัวให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

นายภัคพงศ์ กล่าวว่า สุนัขบางแก้วมีถิ่นกำเนิด และเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งใน จ.พิษณุโลก มีฟาร์มสุนัขทั้งหมด 26 ฟาร์ม ในพื้นที่ ต.ท่านางงาม โดยเป็นสุนัขพันธุ์ที่นิยมของผู้ที่รัก และต้องการเลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวฝากว่า จะให้การสนับสนุนให้สุนัขพันธ์บางแก้ว ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ และส่งเสริมการค้าขายสุนัขพันธุ์บางแก้ว ให้เป็นที่นิยมของผู้คน และเป็นชื่อเสียงของจังหวัดพิษณุโลกต่อไป

ปัจจุบันภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทย เพื่อก้าวสู่ยุค 4.0 ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

โดยกูรูและผู้ประกอบการท่องเที่ยว-บริการยุคใหม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันกระแสโลกไว้หลากหลายแนวทาง

ใช้บิ๊กดาต้าให้เป็นประโยชน์

“แรนดี้ เดอร์บัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) บอกว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการต้องคำนึงถึง คือการนำ “บิ๊กดาต้า”(big data) ซึ่งนับวันจะมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ มาใช้ทำการตลาด

ยกตัวอย่างเช่น กรณีในต่างประเทศ เกาหลีใต้มีการนำข้อมูลจากการจับจ่ายผ่านสมาร์ทโฟนมาวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้งานว่าผู้คนมีการใช้สอยอะไรบ้าง แต่ละพื้นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาติไหนบ้าง

“มองว่าภายใน 5-10 ปีนับจากนี้ ทุกคนจะสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้มากขึ้นชนิดที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลย รีวิวต่าง ๆ ของนักท่องเที่ยวจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการชำระเงินได้สะดวกสบายและรวดเร็วก็จะยิ่งเอื้อต่อการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้เขาใช้ระบบ e-Payment กันหมดแล้ว”

เครื่องมือกระจายนักท่องเที่ยว

ขณะที่ “มาริโอ้ ฮาร์ดี้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก (PATA) เล่าว่า ปัจจุบันไทยยังมีปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวหลัก

และเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วยการบริหารหมุนเวียนนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวไปยังเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจที่ยังไม่เป็นที่รู้จักได้มากนัก

ด้าน “นพพล อนุกูลวิทยา” ผู้ร่วมก่อตั้ง เทคมีทัวร์ (TakeMeTour) แพลตฟอร์มนำเสนอบริการนำเที่ยวรองรับความต้องการเฉพาะบุคคล เชื่อมต่อระหว่างนักท่องเที่ยวต่างชาติกับผู้นำเที่ยวชาวไทย บอกว่า ปัจจุบันรายได้การท่องเที่ยวของไทยส่วนใหญ่ยังกระจุกที่กรุงเทพฯ 30-40% ภาคใต้ 20% ภาคเหนือ 10% และอีสาน 2% เท่านั้น

ดังนั้นที่ผ่านมา เทคมีทัวร์จึงต้องการเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกับคนในท้องถิ่น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯเท่านั้น เพื่อช่วยกระจายรายได้จากภาคท่องเที่ยวให้กระจายไปยังเมืองต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

“ผมมองว่าเราอยู่ในสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีความหลากหลายของช่วงวัย และเห็นการปะทะกันของคนในแต่ละโจทย์สำคัญของการทำธุรกิจในยุค 4.0 ในมุมผม คือเราจะทำอย่างไรให้ไทยแข่งกับต่างประเทศได้อย่างจริงจัง”

“นพพล” บอกด้วยว่า หนึ่งในวิธีที่จะช่วยทำให้ธุรกิจไทยไปยุค 4.0 ได้คือ กฎหมายจะต้องไม่ไปควบคุม หรือ “คุมกำเนิด” ธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ ๆ และส่งเสริมให้เกิดความหลากหลาย แล้วค่อยมาดูกันอีกที ซึ่งหน่วยงานภาครัฐก็ควรต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” พร้อมศึกษาการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ ๆ ตามให้ทัน แล้วก้าวนำไปดักข้างหน้าอีกที

นอกจากนี้ ต้องเข้าใจและเข้าถึงวิธีการหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ซึ่งมีทางเลือกมากขึ้น สอดรับกับเทรนด์โลกเรื่องความต้องการท่องเที่ยวแบบเฉพาะส่วนบุคคล (personalized trip) ไม่ใช่แค่โปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว