นางเสาวณีย์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยลบต่อดัชนีภาคบริการ

เป็นเรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ต้นทุนราคาวัตถุดิบสูง ค่าครองชีพสูง การแข่งขันในการทำธุรกิจสูง และค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อแยกเป็นรายสาขา พบว่า ค่าดัชนีบริการปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ในเกือบทุกรายการ โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงิน โรงแรมและภัตตาคาร การขนส่ง การศึกษา และการบริการสุขภาพ มีเพียงอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจนำเที่ยว กีฬาและนันทนาการ และบริการส่วนบุคคลยังต่ำกว่าระดับ 50 อยู่เล็กน้อย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีภาคบริการตัวนี้จะมองในเชิงทฤษฎี 4 ตัวหลักต่อยอดขาย คำสั่งซื้อ การจ้างงานและราคา ซึ่งค่าดัชนีส่วนใหญ่ที่เกิน 50 นั้น แสดงถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจด้านภาคบริการในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยที่ออกมา เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการส่งออก การท่องเที่ยว ทำให้ภาคตะวันออกและกรุงเทพฯที่ผูกพันกับการส่งออก การท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และวิทยาลัยราชสุดา เปิดตัวร้าน Cafe Amazon for Chance (คาเฟ่ อเมซอน ฟอร์ แชนซ์) ร้านกาแฟแห่งแรกที่ดำเนินการโดยผู้พิการด้านการได้ยิน เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาความสามารถ สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้พิการทางการได้ยินที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล และถือเป็นอีกหนึ่งโครงการวิสาหกิจชุมชนที่ได้นำความสำเร็จของธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน สร้างคุณค่าให้สังคม ด้วยการพัฒนาทักษะการทำงานให้แก่ผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พิการที่มีมากเป็นอันดับ 2 รองจากผู้พิการทางร่างกาย ตั้งเป้ามีร้านคาเฟ่ อเมซอน ฟอร์ แชนซ์ 5 สาขาภายในปีนี้

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. กล่าวว่า บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีโออาร์ อยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจระยะ 5 ปี ระหว่าง 2561-65 ก่อนเสนอคณะกรรมการบริหาร (บอร์ดพีทีทีโออาร์) เดือนสิงหาคมนี้ โดยตั้งเป้าเติบโตด้วยธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) ไปพร้อมกับเอสเอ็มอี เนื่องจากธุรกิจน้ำมัน 80% เป็นของเอสเอ็มอี และ 90% ของนอนออยล์เป็นของเอสเอ็มอีเช่นกัน รวมทั้งช่วยเอสเอ็มอีที่ไม่มีเงินลงทุน และนำเอสเอ็มอีไปต่างประเทศด้วย

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี มีความประสงค์รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย 101 อัตรา โดยแบ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ 68 อัตรา วุฒิปริญญาโทจำนวน 29 อัตรา ปริญญาเอกจำนวน 39 อัตรา ได้แก่ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม จำนวน 5 อัตรา คณะเทคโนโลยีการเกษตร จำนวน 1 อัตรา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ จำนวน 5 อัตรา คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน จำนวน 5 อัตรา คณะบริหารธุรกิจ จำนวน 14 อัตรา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 11 อัตรา คณะศิลปกรรมศาสตร์ 2 อัตรา คณะศิลปศาสตร์ 9 อัตรา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 6 อัตรา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 5 อัตรา และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย จำนวน 2 อัตรา สายสนับสนุน 33 อัตรา วุฒิพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนั

รศ.ดร. ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่า ผศ. ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี คิดค้นและสร้าง ” “เครื่องต้นแบบกระบวนการไพโรไลซิส” ได้สำเร็จ เครื่องดังกล่าวสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกผสมกับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วให้เป็นน้ำมันดีเซล โดยไม่ต้องอาศัยการกลั่น ทั้งยังมีคุณสมบัติผ่านมาตรฐานตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานประกาศไว้ ซึ่งงานวิจัยนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ขยายผลการทดลองจากในระดับห้องปฏิบัติการ มาสู่ระดับโรงงานต้นแบบ กลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณขยะ และยังได้น้ำมันเชื้อเพลิงที่คุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลโดยไม่ต้องอาศัยการกลั่นเพิ่มเติมมาใช้งานได้ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นขอความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า งานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์หลายผลงานของ มทร.ธัญบุรี ตอบโจทย์ในด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นหนึ่งในนโยบายของการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว โดยเริ่มดำเนินการภายในมหาวิทยาลัยแล้วหลายส่วน และขยายพื้นที่ไปยังรอบๆ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นให้อาจารย์ร่วมทำวิจัยแบบบูรณาการ เชื่อมโยงข้ามศาสตร์ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปขยายผลต่อการพัฒนาชุมชนสังคมและประเทศต่อไป และ มทร.ธัญบุรี พร้อมสนับสนุนภาครัฐในการร่วมแก้ปัญหาขยะต่อไป

ด้าน ผศ. ณัฐชา เจ้าของผลงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะประเภทพลาสติกประมาณ 2 ล้านตัน ต่อปี และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่มีการนำขยะพลาสติกไปใช้ประโยชน์โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลืออีก 1.5 ล้านตัน ยังเป็นปัญหาที่ยากต่อการกำจัด ขณะที่น้ำมันเครื่องที่ใช้งานแล้วจากยานยนต์ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เห็นได้จากจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และมีเพียงแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกกำจัดอย่างถูกวิธี

“โดยทั่วไปกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันไพโรไลซิสจะมีคุณภาพต่ำ ไม่ผ่านมาตรฐาน จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นอีกครั้งจึงจะได้น้ำมันดีเซลออกมา ซึ่งมีผลมาจากการนำขยะพลาสติกหลายชนิดมาผ่านกระบวน การให้ความร้อนสูงภายใต้บรรยากาศไร้ออกซิเจน และพบว่าสัดส่วนของชนิดพลาสติกเริ่มต้นร่วมกับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว ส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันจากกระบวนการไพโร ไลซิสมาก อีกทั้งการใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วมาเป็นวัตถุดิบร่วมส่งผลให้เพิ่มการถ่ายเทความร้อนและลดความหนืดของสารภายในเครื่อง จึงเกิดการหลอมเหลวเร็วขึ้นและลดพลังงานที่ใช้ในการกวนผสมด้วย” ผศ.ณัฐชา กล่าว

ผศ. ณัฐชา กล่าวอีกว่า จุดเด่นของผลงานนี้คือการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ให้สามารถป้อนน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วกับขยะพลาสติก ทั้งฝาขวดพลาสติก (HDPE) และสายรัดพลาสติกชนิดแข็ง (PP) ผสมในสัดส่วนที่ 50:30:20 ร้อยละโดยน้ำหนัก เพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซล โดยไม่ต้องอาศัยการกลั่น ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพ เมื่อนำน้ำมันที่ได้ไปทดสอบตามมาตรฐาน ASTM พบว่ามีดัชนี ซีเทน 67 ความถ่วงจำเพาะ 0.82 จุดวาบไฟ 58 องศาเซลเซียส ค่าการกลั่นที่ ร้อยละ 90 อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ซึ่งผ่านมาตรฐานน้ำมันดีเซลตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานได้ประกาศไว้

นางรุจิกาญจน์ ทันใจ วัฒนธรรมจังหวัดแพร่ กล่าวว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ทางการท่องเที่ยว ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคงยั่งยืน มีการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นระหว่างคนในชุมชนกับนักท่องเที่ยว และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน สินค้าทางภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงได้เตรียมจัดกิจกรรมตลาดวิถีสุขภาพชุมชนขึ้น ใช้ชื่อว่า “ตลาดวิถีธรรมนำสุขภาพ วิถีคนปีขาล” กำหนดจัดขึ้นในทุกวันเสาร์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 รวม 10 ครั้ง ที่วัดธรรมเมือง ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยจะไปสิ้นสุดการจัดโครงการวันเสาร์ที่ 22 กันยายน

ภายในงานตลาดวิถีธรรมนำสุขภาพ วิถีคนปีขาล ได้จัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสาธิตและจำหน่ายสินค้าทางหัตถกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น การสาธิตและจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของประชาชนจากชุมชน ตำบลช่อแฮ และตำบลป่าแดง ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม จะหยุดการจัดกิจกรรม 1 วัน

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจ ร่วมเที่ยวชม “ตลาดวิถีธรรมนำสุขภาพ วิถีคนปีขาล” สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ โทร. (054) 625-496

สุรินทร์ – ที่ อบต.เทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ นายวาน โสภา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้าน ตาพราม ตำบลเทพรักษา พร้อมด้วยชาวบ้านกว่า 300 คนจาก 13 หมู่บ้าน มาประชุมเพื่อหาแนวทางป้องกันโรคใบไหม้ในข้าว ที่กำลังระบาดเป็นวงกว้างกว่า 1,000 ไร่ ในพื้นทำการเกษตรของ ตำบล เทพรักษา ซึ่งชาวนาต่างวิตกกังวลกลัวได้รับผลกระทบถึงผลผลิตที่ตามมา

นายเต็ม สามสี นายก อบต.เทพรักษา กล่าวว่า ทางเกษตร อำเภอสังขะ และ อบต.เทพรักษา ได้รับรายงานจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ว่า เกิดโรคระบาดในนาข้าวที่มีลักษณะเสียหายเป็นวงกว้าง ได้ลงไปตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว

สำหรับพื้นที่ ตำบลเทพรักษา เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ประกอบกับช่วงนี้ฝนทิ้งช่วงเลยทำให้เกิดโรคไหม้ ทาง อบต.ได้กำชับให้เร่งช่วยเหลือแนะนำเกษตรกร และยังได้ให้เกษตรกรฝึกทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อฉีดพ่นป้องกันการระบาดของโรคต่อไป

ส่วน นายสุรพงษ์ เนตรพระ เกษตร อำเภอสังขะ กล่าวว่า โรคระบาดจากเชื้อราเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการปลูกข้าว โดยเฉพาะในหลายๆ พื้นที่ที่มีสภาพอากาศมีความชื้นสูง เช่น ฝนตก หมอกลงจัดในเวลากลางคืน ฟ้ามีอากาศร้อนในตอนกลางวัน และเป็นโรคพืชที่ทำความเสียหายให้แก่ชาวนา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนกระทั่งให้ผลผลิต หากเกิดโรคนี้แล้วรักษาไม่ทันก็จะลุกลามอย่างรวดเร็ว จน ผลผลิตเสียหายอย่างมาก จะทำให้เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการเพาะปลูกอีกด้วย

ด้าน นายกิติพงษ์ จิตต์สะอาด หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากโรคใบไหม้ในข้าวครั้งนี้ กล่าวว่า ทำนากว่า 10 ไร่ ประสบปัญหาพบโรคไหม้อย่างหนักเช่นเดียวกันกับเกษตรกรรายอื่นๆ อีกกว่า 300 คน จึงได้ทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อเร่งฉีดพ่นป้องกันการระบาดไปแปลงอื่นต่อไป

ทุเรียนหลงลับแล จากอดีตราคากิโลกรัมละไม่เกิน 100 บาท หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ราคาทุเรียนหลงลับแลขยับขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 450-500 บาท น้ำหนักผล ผลละ 1-2 กิโลกรัม ถ้าผลน้ำหนัก 2 กิโลกรัม ก็จะขายได้ราคา ผลละ 1,000 บาท แต่ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเกษตรกรให้เตรียมความพร้อมผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อการส่งออกด้วยเทคโนโลยีการปฏิบัติดูแลตามมาตรฐานการส่งออก

ทุเรียนหลงลับแล ต้นเดิมขึ้นอยู่บนม่อนน้ำจำ บ้านผามูบ ตำบลแม่พูล เมื่อปี พ.ศ. 2479 นายมี หอมตัน ได้นำเมล็ดทุเรียนที่ผลร่วงหล่นภายในสวนของเพื่อนบ้านไปปลูก ต่อมาสวนได้ถูกเปลี่ยนมือเป็นของ นายสม อุปละ สามีของ นางหลง อุปละ ซึ่งสวนนี้มีต้นทุเรียนอยู่สิบกว่าต้น แต่มี 1 ต้น ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากทุเรียนพื้นบ้านโดยทั่วไป ที่มีรสชาติดี เมล็ดลีบ

ปี พ.ศ. 2520 มีการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ดที่อำเภอลับแล ทุเรียนในนามของ นางหลง อุปละ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2521 คณะกรรมการรับรองพันธุ์ ตั้งชื่อ “หลงลับแล” เพื่อเป็นเกียรติแก่ นางหลง อุปละ หลังจากนั้น มีเกษตรกรนำยอดทุเรียนหลงลับแลไปขยายพันธุ์โดยการเสียบยอดจนประสบผลสำเร็จ

ทางหน่วยงานจังหวัดได้ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียน GI เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 เพิ่งจะประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 แต่ให้มีผลมาตั้งแต่ วันที่ 13 มิถุนายน 2555 เป็นต้นมา ปัจจุบัน จึงถือได้ว่า ทุเรียนหลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) มีปลูกอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอท่าปลา ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดของภาคเหนือ ที่อำเภอลับแล พื้นที่ปลูกทุเรียนหลงลับแล จำนวน 2,485 ไร่ ให้ผลผลิตเก็บผลได้ 1,750 ไร่ ผลผลิต 2,275 ตัน เฉลี่ย 850-900 กิโลกรัม ต่อไร่

ลักษณะทางกายภาพของทุเรียนหลงลับแล

รูปทรง ทรงกลมหรือกลมรี ปลายผลนูน ฐานผลค่อนข้างกลม ก้านผลมีขนาดใหญ่ ผลค่อนข้างเล็ก น้ำหนักผล 1-2 กิโลกรัม เปลือก เปลือกบาง หนามผลเว้าปลายแหลม หนามปลายผลและรอบขั้วผลโค้งงอ มีสีเขียวอมเหลือง ร่องพูไม่ชัดเจน การปลูก และการดูแลทุเรียนหลงลับแล

ตามที่ปรากฏในทะเบียนบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

การปลูก

– ขุดหลุม 60x60x60 เซนติเมตร (กว้างxยาวx ลึก) ระยะปลูก 6×6 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

– พื้นที่ต้องเป็นดินระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุตามไหล่เขาและเป็นพื้นที่ลาดเอียง

– ฤดูปลูก ต้นฤดูฝน เว้นแต่มีน้ำปลูกได้ทุกฤดู การดูแล

– อายุ 1-3 เดือน ใช้วัสดุบังแสง

– อายุ 1-5 ปี ตัดแต่งกิ่ง เพื่อควบคุมทรงต้น

– อายุ 5 ปีขึ้นไป เริ่มออกดอก ช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ระยะนี้ให้น้ำแต่น้อย แต่ต้องรักษาความชื้นในดิน

– ระยะดอกบาน ค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

– ระยะผลอ่อน ให้ตัดผลอ่อนที่มีมากเกินไป ควรเก็บไว้ 1-2 ผล ต่อกิ่ง หรือก้าน เพื่อรักษาขนาดและคุณภาพผลกับต้องให้น้ำสม่ำเสมอจนถึงเก็บผลผลิต

การเก็บเกี่ยว

– ระยะเวลา 100-110 วัน นับแต่หลังจากดอกบาน หรือสังเกตผลดูลักษณะปากปลิง หนาม ร่องพู

– เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี การดูแลหลังการเก็บผลผลิต

– ตัดแต่งกิ่งที่แห้งตายภายในทรงพุ่ม กิ่งที่เป็นโรค กิ่งแขนง

– ใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้น

– กำจัดวัชพืช

ปัจจุบัน เมื่อทุเรียนหลงลับแลเป็นที่ต้องการของตลาด การที่จะผลิตหรือดูแลเช่นอดีตย่อมจะเกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพ แล้วยิ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกด้วยแล้ว ต้องคำนึงถึงคุณภาพ จึงต้องนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องคุณภาพ

เมื่อ วันที่ 28-29 พฤษภาคม 2561 คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำวิจัยทุเรียนหลงลับแลเพื่อการส่งออก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดอบรมการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนหลงลับแลเพื่อการส่งออก ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

ผมเป็นผู้เข้ารับการอบรมคนหนึ่ง เห็นเป็นเรื่องดีๆ จึงนำเนื้อหาบางตอนเก็บมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ฯ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดอบรมในครั้งนี้ว่า ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนประสบปัญหาด้านคุณภาพของผลผลิตทุเรียนไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของบริษัทส่งออก และปัญหาสำคัญคือ เทคโนโลยีการผลิตก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่เหมาะสม การแพร่ระบาดของแมลง สภาวะของการให้ปุ๋ยในช่วงที่ไม่เหมาะสม และเกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศในช่วงออกดอกและติดผล

ทำให้ทุเรียนหลงลับแลมีคุณภาพต่ำ ปัญหาดังกล่าว แก้ได้ด้วยการจัดการความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนหลงลับแลเพื่อการส่งออก โดยการถ่ายทอดความรู้จากการทำวิจัยและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการผลิตทุเรียนหลงลับแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การดูแลรักษา การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การตลาด และการส่งออก

คณะวิจัยได้สะสมความรู้จากการเข้าไปคลุกคลีกับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนหลงลับแล ทำให้ได้รับรู้ปัญหาของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งสามารถแบ่งองค์ความรู้ได้เป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

เทคโนโลยีการผลิตและการพัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวทุเรียนหลงลับแล เพื่อการพาณิชย์ของเกษตรกร
การประเมินคุณภาพแบบไม่ทำลายผลิตผลทุเรียนหลงลับแลด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี
การผสมพันธุ์ทุเรียนข้ามชนิดในระบบวนเกษตร

หากปัญหาของการผลิตทุเรียนหลงลับแลได้รับการแก้ไข จะเป็นการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตทุเรียนหลงลับแล และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการค้า ตลอดจนเพิ่มศักยภาพและสร้างมาตรฐานทุเรียนหลงลับแลในการตรวจสอบคุณภาพเพื่อการส่งออกในอนาคต

ในการอบรมครั้งนี้ นอกจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท เป็นวิทยากรแล้ว ยังมีคณะวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาทิ ดร. สุขสวัสดิ์ พลพินิจ รองศาสตราจารย์ ดร. สมศิริ แสงโชติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สายชล เกตุษา ราชบัณฑิต มาให้ความรู้แก่เกษตรกรอีกด้วย

การนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาคุณภาพทุเรียนหลงลับแล เพื่อการส่งออก เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการผลิต เริ่มตั้งแต่หลักการผลิตทางการเกษตรตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ด้วยการปฏิบัติการเตรียมสภาพต้นทุเรียนหลงลับแลให้พร้อม โดยทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ มีการสะสมอาหารอย่างเพียงพอและมีใบยอดแก่พอดีกับช่วงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยการตัดแต่งกิ่ง และใส่ปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ ใส่ในปริมาณและเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ให้หว่านปุ๋ยคอกก่อนแล้วตามด้วยปุ๋ยเคมี การให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมก็จำเป็นให้รักษาใบอ่อนที่แตกออกมาให้สมบูรณ์และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ (ดูความชื้นอย่าให้หน้าดินแห้ง) ช่วงเจริญทางใบและงดน้ำช่วงปลายฝนเพื่อเตรียมการออกดอก และเตรียมการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าก่อนถึงช่วงฤดูฝนตกชุก

วิธีการดูแลต้นทุเรียนหลงลับแลในช่วงออกดอก เมื่อทุเรียนเริ่มออกดอก ให้ควบคุมปริมาณการให้น้ำ โดยค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ดอกทุเรียนหลงลับแลมีพัฒนาการที่ดี จนเมื่อดอกทุเรียนหลงลับแลพัฒนาถึงระยะหัวกำไล (ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์) ให้ลดปริมาณน้ำ โดยให้น้ำเพียง 1 ใน 3 ของปกติ และต้องให้น้ำในปริมาณนี้ไปจนดอกบานและติดผลได้ 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำขึ้นเรื่อยๆ และต้องให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ตลอดช่วงพัฒนาการของผล มีการจัดการตัดแต่งดอกให้เหลือดอกรุ่นเดียว และให้กระจายอยู่ทั่วต้นในตำแหน่งที่เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติการป้องกันกำจัดโรคและแมลงพร้อมกันไปด้วยเลย ที่สำคัญเกษตรกรต้องดำเนินการจดบันทึกวันดอกบานไว้ด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับการนับอายุวันที่ทุเรียนหลงลับแลแก่จัดพร้อมตัด

เมื่อติดผลแล้วก็ต้องดูแลให้การติดผลมีคุณภาพ ด้วยการตัดแต่งควบคุมปริมาณผล การใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม กำจัดวัชพืช การควบคุมไม่ให้ทุเรียนหลงลับแลแตกใบอ่อน การให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอตลอดช่วงที่กำลังติดผล และมีการพัฒนาการของผล แต่ก่อนการเก็บเกี่ยวควรลดปริมาณน้ำเพื่อให้เนื้อทุเรียนหลงลับแลมีคุณภาพ ป้องกันกำจัดโรคและแมลง ในระหว่างการพัฒนาของผล อาจพบว่าทุเรียนหลงลับแลมีปัญหาโรคและแมลงก็ต้องปฏิบัติการป้องกันและกำจัดให้เป็นไปตามหลักการการผลิตทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP ซึ่งโรคที่มักพบการระบาดในสวนทุเรียนหลงลับแล ได้แก่ โรครากเน่า โคนเน่า โรคใบร่วงใบติด ใบไหม้ โรคแอนแทรกโนส โรคราสีชมพู โรคราแป้ง ควรใช้วีธีการป้องกันก่อน หากเกษตรกรมีการจดบันทึกข้อมูลจากปีก่อนๆ ว่าโรคต่างๆ มักจะมีการระบาดหรือไม่ในช่วงเวลาใด หากมีก็ต้องควบคุมให้ได้ หากจำต้องใช้สารเคมีก็ต้องเคร่งครัดในการใช้ตามคำแนะนำ และไม่ควรใช้สารเคมีเดิมๆ ตลอด ควรใช้สลับกัน

ส่วนแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของทุเรียนหลงลับแลก็ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะผลทุเรียน หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ก็เช่นกันหากมีการบันทึกข้อมูลหรือประวัติจากปีก่อน ว่าพบการระบาดหรือไม่ ช่วงเวลาใด ก็ใช้การป้องกันก่อน อาจใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกัน หากเอาไม่อยู่ อาจต้องใช้สารเคมีกำจัดก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังในปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัดหรือใช้วิธีผสมผสานกันก็ได้

เนื่องจากต้นทุเรียนหลงลับแลมักจะปลูกกันในพื้นที่ลาดเชิงเขา ต้นจึงสูง การเก็บผลจึงค่อนข้างยากลำบาก แต่เพื่อให้ได้คุณภาพของผลผลิต เกษตรกรจึงต้องใช้วิธีการปีนต้นขึ้นไปตัดผลที่เหนือปลิงของก้านผล ด้วยมีดคมและสะอาด ส่งลงมาให้คนที่รอรับข้างล่างไม่ให้ตกพื้น หรือใช้เชือกโรย หรือใช้กระสอบป่านตวัดรับผล จะต้องไม่วางผลทุเรียนหลงลับแลไว้กับพื้นดิน ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อราไปกับผลทุเรียนหลงลับแล แล้วทำความสะอาด คัดคุณภาพ คัดขนาด ก่อนนำออกขาย