นายกฤษฎา กล่าววว่า ขณะนี้การระบาดของโรค ASF ยังไม่สามารถ

ควบคุมได้ ในจีนพบ 113 ครั้ง ใน 28 จังหวัด มองโกเลีย 10 ครั้ง ใน 6 จังหวัด เวียดนาม 221 ครั้ง ใน 17 จังหวัด และกัมพูชา 1 ครั้ง ใน 1 จังหวัด จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะระบาดเข้าสู่ไทยได้ทั้งจากการลักลอบนำผลิตภัณฑ์สุกรติดตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่จีนตรวจยึดการลักลอบเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากสุกร 269 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสนี้ 49 ตัวอย่าง ล่าสุดพบการลักลอบนำผลิตภัณฑ์สุกรและซากสุกรผ่านช่องทางนำเข้าชายแดนที่มีระยะทางยาว อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสจากตัวเกษตรกรหรือสัตวแพทย์ที่ไปดูงานในประเทศที่มีการระบาดของโรค การปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่ยานพาหนะ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ส่งออกสุกรและอาหารสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ซึ่งเห็นพ้องว่า ควรจัดให้มีคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรค โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ และอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยคณะกรรมการประกอบไปด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และภาคเอกชน ในระยะเผชิญเหตุการระบาด การตอบสนองในภาวะฉุกเฉินเมื่อมีการระบาด โดยมีมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ ส่วนระยะภายหลังเผชิญเหตุการระบาดนั้นสามารถฟื้นฟูเพื่อปรับสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบให้กลับสู่สภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าและปลอดภัยกว่าเดิม ลดปัญหาการเกิดโรคอุบัติซ้ำ

ดำเนินการระยะเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค สำหรับระยะยาวให้ยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อ ASF คงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น

ไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 210,978 ราย เป็นเกษตรกรรายย่อย 208,192 ราย เลี้ยงสุกรขุน 80,000 ตัว สุกรพันธุ์ 63,000 ตัว ลูกสุกร 733,000 ตัว เป็นเกษตรกรรายใหญ่ 2,758 ราย เลี้ยงสุกรขุน 8,800,000 ตัว สุกรพันธุ์ 1,137,000 ตัว และลูกสุกร 4,670,000 ตัว หากเกิดการระบาดของโรคแล้วทำลายสุกร กรณีเกิดโรค 30% ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 21,168 หมื่นล้านบาท กรณีเกิดโรค 50% ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 35,280 หมื่นล้านบาท หากเกิดโรค 80% ของสุกรที่เลี้ยงเสียหายรวม 56,448 หมื่นล้านบาท และถ้าเกิดการระบาดทั้งหมดจะเสียหายรวม 70,560 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ยังรวมถึงผลกระทบต่อการส่งออกเนื้อสุกรชำแหละ เนื้อสุกรแปรรูป เนื้อสุกรมีชีวิต ด้านธุรกิจอาหารสัตว์ ด้านธุรกิจเวชภัณฑ์อีกมหาศาล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการพื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่เกษตรกรเป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเป็นเวลานาน แต่หากประเทศไทยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี รวมทั้งระบบการทำลายสุกรที่เป็นโรคและซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดเป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจเนื่องจากความต้องการสุกรของจีน เวียดนาม และกัมพูชา เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมก่อนเกิดโรคราคาสุกรมีชีวิตของประเทศไทยกิโลกรัมละ 60 บาท ภายหลังเกิดโรคคาดการณ์ว่า จะทำให้ราคาสุกรในประเทศมีราคาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 44,000 ล้านบาท ต่อปี

สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่าย ความสุขอยู่ใกล้ตัว กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ลองใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สืบสานศิลปะแม่ไม้มวยไทยโบราณ ณ ถิ่นวีรชลคนกล้า “สิงห์บุรี”

ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล” สวมมาดเกษตรกร สัมผัสมนต์เสน่ห์บ้านไร่แสนสมบูรณ์ อำเภออินทร์บุรี เรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง เลี้ยงเป็ด จับกุ้งฝอย พร้อมลิ้มรสอาหารไทยเพื่อสุขภาพอย่าง “เมี่ยงกลีบบัว” จากนั้นไปเติมความหวานให้ร่างกาย ที่บ้านทองเอน เจาะลึกเคล็ดลับเรื่องกล้วยๆ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกกล้วยพันธุ์น้ำนวล ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย และซิกเนเจอร์เด็ด “กล้วยตากรูปหัวใจ” พร้อมย้อนอดีตโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยโบราณกับต้นกล้วย ส่งท้ายด้วยการจับปลาช่อนแม่ลา ที่ ป.แดนเกษตรฟาร์ม อำเภอบางระจัน พร้อมลิ้มรส ปลาช่อนแดดเดียว ต้มยำปลาช่อน และปลาช่อนสามรส

สัมผัสวิถีเกษตรกร ร่วมเดินทางตามรอยศาสตร์พระราชา กับ “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน 2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) Facebook: ท่องเที่ยวแก่นมะกรูดทิศทางดี ช่วงฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 200,000 คน ดันรายได้ชาวบ้านครึ่งแรกของปีงบประมาณได้กว่า 5 ล้านบาท เตรียมต่อยอดความยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ ให้เที่ยวได้ทั้งปีโดยเพิ่มสร้างพื้นที่สีเขียว สนับสนุนปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาว ไม้ผลยืนต้นที่ขายได้ราคา

นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการปิดทองหลังพระฯ ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า เท่าที่มีการเก็บสถิติช่วงเดือนธันวาคม 2561 จนถึงเดือนมกราคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวของแก่นมะกรูดมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 200,000 คน เฉพาะช่วงที่เป็นวันหยุดยาวปีใหม่ 4 วันมีนักท่องเที่ยวกว่า 45,000 คน

ในช่วงเทศกาลดังกล่าว อบจ. ร่วมกับชาวบ้านและมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฤดูหนาวภายใต้สโลแกน “หนาวสุดกลางสยาม” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นของผืนป่าเขตอุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง ควบคู่กับกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนกะเหรี่ยงที่เคยบุกรุกป่าทำไร่ มาเป็นผู้ให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์และจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของพื้นที่ทำรายได้เข้าชุมชนแทน

กิจกรรมดังกล่าวทำให้รายได้ของชาวบ้านแก่นมะกรูดในด้านการท่องเที่ยว 2 ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2562 (ตุลาคม 2561 ถึงเดือน มีนาคม 2562) จากกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย ตลาดกะเหรี่ยง และการแสดงรำตง 3,302,952 บาท จำหน่ายพืชเมืองหนาว 1,142,410 และจุดบริการกางเต้นท์ที่พัก 765,530 บาท รวมกันเป็นเงิน 5,210,892 บาท

“จากการจัดเทศกาลท่องเที่ยวไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในชุมชนที่เริ่มมองเห็นการพัฒนาพื้นที่ว่าส่งผลดีและเกิดประโยชน์หลายด้าน เป็นไปตามแนวพระราชดำริ – เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา – เพราะที่ผ่านมาเขายังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่หน่วยงานเข้าไปส่งเสริมว่าจะเกิดประโยชน์อะไร ตอนนี้ก็ได้เข้าใจแล้ว ดังนั้นงานต่อไปที่ท้าทายของ อบจ.คือสร้างความยั่งยืน”

นายเผด็จ กล่าวว่า เมื่อมีรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ ทั้งการปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง และการท่องเที่ยว ก็ส่งผลให้ชาวบ้านใช้พื้นที่ป่าลดลง มีการพัฒนาอาชีพจากการท่องเที่ยว เช่น การตื่นตัวเปิดให้บริการโฮมสเตย์กันมากขึ้น จนปัจจุบันมีกว่า 20 แห่ง มีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก พืชผัก ผลไม้เมืองหนาว รวมถึงไม้ยืนต้นที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ไม้ผลที่ปลูกยังช่วยเพิ่มร่มเงา ลดการบุกรุกและเริ่มได้ป่ากลับคืนมา

“สิ่งที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าแนวพระราชดำริเรื่องการเริ่มแบบเล็กๆ มีความตั้งใจ มีบูรณาการ สำเร็จได้จริง ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวทุกท่านล้วนแต่มีส่วนช่วยให้เกิดความสำเร็จ”

ปัจจุบัน อบจ.อุทัยธานี และปิดทองหลังพระฯ ร่วมกันสนับสนุนให้ปลูกและได้เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ กาแฟ อะโวกาโด พลับ ทุเรียน ลองกอง เพราะสภาพอากาศของแก่นมะกรูดดีกว่าในหลายพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทด้านเมืองท่องเที่ยวผลไม้ในอนาคต จนทำให้ท่องเที่ยวได้ตลอดปีตามเป้าหมาย

“วันนี้ชาวบ้านมีความเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่หน่วยงานเข้ามาส่งเสริมคืออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร เพราะเขามีรายได้เพิ่มจากนักท่องเที่ยว มีอาชีพใหม่ๆ อย่างรถสองแถวรับส่งนักท่องเที่ยวจริงจังก็เริ่มในปีนี้ผลผลิตเกษตรก็ขายได้ราคาไม่ต้องพึ่งแต่ข้าวโพด เมื่อก่อนเขายังไม่เข้าใจจากที่ไปดูงานในหลายๆ พื้นที่ปลูกทุเรียนเป็นภูเขาจะทำอย่างไร แต่การท่องเที่ยวทำให้เข้าใจมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ เขาต้องไม่หยุดพัฒนาตนเอง การที่จะรอให้หน่วยงานเอามาให้อย่างเดียวตลอดทำไม่ได้ต้องให้เขาเข้าใจและพัฒนาด้วยตัวเอง เมื่อมาใหม่ๆ เขาอาจไม่ยอมรับ เป็นเพราะนิสัยที่หากไม่มั่นใจก็จะไม่เอา แต่ตอนนี้เชื่อว่าเขาเข้าใจ และมั่นใจมากขึ้น”

นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี จึงได้มอบหมายให้นายสุรแสง พูนเพิ่มสุขสมบัติ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินงานโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร กิจกรรมนำร่องจุดบริหารจัดการสารตกค้างในพืชผลการเกษตร ดำเนินการให้ความรู้ บรรยายความรู้ในการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งให้บริการด้านการวิเคราะห์สารตกค้าง ความปลอดภัยในสินค้าเกษตร โดยมีสมาชิกกลุ่มตลาดเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี นำผลผลิตทางการเกษตรมาเข้ารับการบริการตรวจสารตกค้าง ณ จุดบริหารจัดการสารตกค้างในพืชผลการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำการวางแผนการผลิตผลผลิตทางการเกษตร และเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรต่อไป

โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ใช้วิธีการตรวจวิเคราะห์อย่างง่าย ตามหลักการตรวจหาสารตกค้างวิธี Acetyl Cholinesterase Inhibition Technique ซึ่งมีขั้นตอน ได้แก่

1. ตักตัวอย่างอาหารที่หั่นละเอียด 5 กรัม เติมน้ำยาสกัด 1 จำนวน 5 มิลลิลิตร ปิดฝาขวด เขย่าแล้ววางทิ้งไว้ 10-15 นาที

2. ดูดน้ำยาสกัด จำนวน 1 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดทดลอง เติมน้ำยาสกัด 2 จำนวน 1 มิลลิลิตร นำไประเหยในถาดน้ำอุ่นจนน้ำยาสกัด 1 ระเหยหมดหลอดที่ 3 หลอดตัวอย่าง ใส่น้ำยาสกัดจากตัวอย่างที่ได้นำไประเหยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 1 ขีด

4. หลังจากนั้นเติมน้ำยาจีที 1 จำนวน 2 ขีด ใส่ลงในทุกหลอด ทิ้งไว้ 5-10 นาที โดยในระหว่างรอเวลา ให้เทจีที 2.1 ลงในจีที 2 เป็นน้ำยาผสมจีที 2 และเทจีที 3.1 ลงในจีที 3 เป็นน้ำยาผสมจีที 3

5. เติมน้ำยาผสมจีที 2 ลงในหลอดที่ 1 จำนวน 1.5 ขีด ส่วนหลอดที่ 2 และหลอดที่ 3 เติม 1 ขีด ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที

6. เติมน้ำยาผสมจีที 3 จำนวน 4 ขีด ลงในทุกหลอด ตามด้วยจีที 4 จำนวน 2 ขีด เขย่าและเติมจีที 5 จำนวน 2 ขีด เขย่า สังเกตสีทั้ง 3 หลอดและอ่านผลการทดสอบ โดยการอ่านสีสารละลายในหลอดทดลอง วิเคราะห์ดังนี้ หลอดตัวอย่าง สีอ่อนกว่าหรือเท่ากับหลอดควบคุม คือ ไม่พบสารตกค้าง หลอดตัวอย่างสีอ่อนกว่าหลอดตัดสิน แต่เข้มกว่าหลอดควบคุม คือพบสารตกค้างแต่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และหลอดตัวอย่างสีเข้มกว่าหลอดตัดสิน คือพบสารตกค้างในปริมาณมากกว่าค่าความปลอดภัย

ซึ่งการได้รับสารตกค้างในร่างกายมนุษย์เมื่อบริโภคผลผลิตเข้าไปนั้น แม้อาจจะได้รับในปริมาณต่ำ แต่ได้รับเป็นประจำอาจสะสม และส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานในร่างกาย เช่น ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งผลกระทบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ในระดับเซลล์ ดังนั้น การให้ความสำคัญในการวิเคราะห์สารตกค้าง และความปลอดภัยในผลผลิตทางการเกษตร จึงเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเสี่ยง และเพิ่มความปลอดภัยของผลผลิต รวมทั้งใช้เป็นมาตรการในการควบคุมตลาดเกษตรกรของจังหวัดปราจีนบุรี

โดยเกษตรกรผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรีนายการุณย์ มะโนใจ เกษตรอำเภอภูซาง และ นายเอกณัฏฐ์ จายหลวง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ รับผิดชอบงานส่งเสริมการผลิตพืชไร่ สำนักงานเกษตรอำเภอภูซาง ได้รับแจ้งจาก นายแก้ว แสงงาม อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 7 บ้านป่าสัก ตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ว่าตนเองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสม บนพื้นที่ 4 ไร่ ณ บ้านม่วงชุม หมู่ที่ 5 ตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง

โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ปลูกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ซึ่งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตพบฝักข้าวโพดติดเมล็ดแค่ 1 ไร่ ส่วน 3 ไร่ที่เหลือ ติดเมล็ดไม่เต็มฝัก บางต้นก็มีฝักสั้น จึงแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตร อำเภอภูซางทราบ เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ตนเองไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานหรือบริษัทให้มารับผิดชอบ

เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่าแปลงข้าวโพดที่อยู่ติดกับไร่ของตนเองมีเมล็ดเต็มฝักทุกต้น แต่ในไร่ของตนเองกลับเสียหายกว่าครึ่ง เพราะเมื่อปีก่อนหน้า ผลผลิตเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยความเสียหายในครั้งนี้ รวมค่าปุ๋ย ค่าแรง และเมล็ดพันธุ์ รวมแล้ว สูญเสียรายได้ประมาณ 13,000-14,000 บาท แต่ถ้าหากทางหน่วยงานหรือบริษัทมีแนวทางแก้ไขเยียวยาให้ก็ยินดีและขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

ด้าน นายการุณย์ เผยว่า จากที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากการผสมเกสรของดอกที่ติดบ้างไม่ติดบ้าง หรือการผสมเกสรที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เมล็ดข้าวโพดเมื่อเจริญเติบโตแล้วมีเมล็ดไม่เต็มฝัก อันเนื่องมาจากจากอากาศร้อน อุณหภูมิสูงเกินไป ในช่วงระยะการสร้างดอกสร้างเกสร ทำให้การผลิตฮอร์โมนในพืชไม่สมบูรณ์ในการสร้างละอองเกสรของข้าวโพด

ส่งผลให้การผสมเกสรมีปัญหา ในช่วงสำคัญในระยะออกดอกระยะผสมเกสรมีสภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอส่งผลต่อการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทำให้ข้าวโพดออกไม่เต็มฝัก เพราะในช่วงแล้งจัดๆ ต้นข้าวโพดจะพยายามดึงน้ำเพื่อรักษาสภาพของต้นให้มากที่สุด ใบล่างสุดจะเริ่มมีสีเหลืองและแห้งเหี่ยว ซึ่งสามารถสังเกตว่าสภาพต้นยังอยู่ในสภาพปกติแต่ฝักไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติของข้าวโพดที่ขาดน้ำ และในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง

ทั้งนี้ ทางสำนักงานเกษตรอำเภอภูซาง ได้ประสานบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง และหาทางให้การเยียวยาแก่เกษตรกรรายนี้ โดยทางบริษัทจะเข้ามาร่วมตรวจสอบกับทางสำนักงานเกษตรอำเภอภูซาง โดยเร็วที่สุด

หญ้าแฝก เป็นวัชพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศมักมีปัญหาเรื่องของ “ดิน” กับ “น้ำ” ถ้าแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้ดีง่ายขึ้น แต่หากขาดน้ำการพัฒนาปรับปรุงดินให้ดีก็ยาก จึงมีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยนำหญ้าแฝกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำ หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ในพื้นที่ที่ดินไม่กักเก็บน้ำ ปัจจุบันมีการนำหญ้าแฝกเข้าไปปลูกกันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “หญ้าแฝก” มีความสำคัญต่อการพัฒนาดิน และเกษตรกรก็มองเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝกทำให้พื้นที่ไร่นาสวนผสมที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำสามารถทำการเกษตรเอาตัวรอดได้ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย

“หญ้าแฝก กับไร่นาสวนผสม” ในพื้นที่ทำกินของ คุณสุเทพ เพ็งแจ้ง ก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าหญ้าแฝกมีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง

คุณสุเทพ บอกว่า ในที่ดินทำกินของตนมีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ปีหนึ่งทำนาได้ข้าวไร่ละไม่ถึง 10 ถัง สาเหตุเพราะน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งดินก็ไม่ดีไม่กักเก็บน้ำ

ต่อมาได้ฟังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ก็สนใจพยายามศึกษาว่า “โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่” คืออะไร ในที่สุดก็ได้เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของหน่วยงานเกษตร ปรับโครงสร้างการทำเกษตรในพื้นที่ใหม่ เริ่มงานตั้งแต่ ปี 2539 ลงทุนเอง แต่ขอการสนับสนุนพันธุ์ไม้ผลจากเกษตร

“เริ่มจากการขุดสระเพื่อยกร่องป้องกันน้ำท่วมก่อน โดยขุดสระทั้งหมด 4 สระ เป็นการขุดแบบไม่มีภูมิรู้ เอาดินก้นสระขึ้นมาโปะข้างบน ผลปรากฏว่าดินที่กองขึ้นมาโปะข้างบนไม่มีธาตุอาหารอะไรเลย ส่วนน้ำที่ซึมออกมาก็ใช้ไม่ได้ อาบก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ รสชาติฝาด พื้นที่ที่เคยปลูกข้าวได้พอเอาดินพลิกกลับมากลับปลูกข้าวไม่ได้ เพราะดินไม่มีธาตุอาหาร จึงนำความไปปรึกษาหมอดินของกรมพัฒนาที่ดิน ต้องใช้เวลาหมักดินอยู่ 2 ปี”

คุณสุเทพ กล่าวอีกว่า ได้ไปสมัครเป็นหมอดินอาสา เพื่อศึกษาเรื่องดินแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก คือ สระน้ำที่ขุดนอกจากปลูกต้นไม้ไม่ได้เ พราะดินไม่ดีแล้ว และสระยังพังทุกปี เวลาน้ำลดดินรอบสระจะไหลลงไปอยู่ก้นสระหมด พอดีได้ฟังในหลวงพระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสให้เกษตรกรปลูกหญ้าแฝก โดยไม่ต้องหวังผล แต่วันข้างหน้าจะดีเอง จึงไปขอแฝกจากกรมพัฒนาที่ดิน ครั้งแรกได้มา 5,000 กล้า เริ่มนำมาปลูกรอบๆ สระ และขยายพันธุ์จนเต็มพื้นที่

การปลูกหญ้าแฝกให้รอบพื้นที่สระน้ำ 4 สระ ต้องใช้กล้าพันธุ์แฝกหลายแสนกล้า จึงใช้วิธีการขยายพันธุ์หญ้าแฝกไปทีละน้อย หลังจากที่หญ้าแฝกโตระดับหนึ่งปัญหาเรื่องดินไหลลงก้นสระก็ไม่เกิดแล้ว ขอบบ่อก็ไม่แตกเป็นเพราะรากของหญ้าแฝกช่วยพยุงไว้ จึงหันมาพัฒนาที่ดินในส่วนอื่นๆ ต่อไป โดยการปลูกหญ้าแฝก

“ผมยืนยันได้เลยครับว่า รากหญ้าแฝกสามารถกักเก็บน้ำได้จริง”

คุณสุเทพ บอกด้วยว่า พอถึงฤดูแล้งหญ้าแฝกจะดึงน้ำที่สะสมไว้ด้านล่างมาเลี้ยงไม้ผลได้ ไม่ต้องกลัวว่ารากหญ้าแฝกจะไปแย่งอาหารจากต้นไม้อื่นๆ เพราะรากหญ้าแฝกจะอยู่ในแนวดิ่ง ไม่มีการแพร่กระจาย รากจะดิ่งตรงลงล่างอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นวัชพืชทั้งหลายระบบรากจะแผ่ ถือว่าเป็นข้อดีของหญ้าแฝก พอช่วงฤดูน้ำไหลหลากรากหญ้าแฝกจะช่วยเก็บน้ำใต้ดินได้ ระบบรากหญ้าแฝกยาวลงไปเกือบ 12 เมตร หรือมากกว่า 12 เมตร ก็มี

ในพื้นที่ทำกินทั้งหมด 20 ไร่ มีบ่อน้ำ 4 บ่อ แบ่งพื้นที่ทำนา 10 ไร่ ปลูกพืชผักและไม้ผลผสมผสานกันไป รอบๆ คันนาปลูกหญ้าแฝก ปีแรกเอาหญ้าแฝกปลูกในแปลงนา คือ เริ่มปลูกราวเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมก็เกี่ยวแฝกเอาใบหญ้าแฝกไปทำปุ๋ย ในนาก็หว่านปอเทือง พอปอเทืองโตได้อายุการออกดอกก็ไถกลบ จากนั้นจึงหว่านข้าวทำนาเป็นการทำนาปี

หลังจากเกี่ยวข้าวจะใช้น้ำหมักชีวภาพ และสาร พด. จากกรมพัฒนาที่ดินฉีดฟางข้าวแล้วไถกลบ เพื่อให้ฟางย่อยสลาย เมื่อฟางย่อยสลายและน้ำในนาแห้งดีแล้วทดลองเอาจอบขุดดินดู ถ้าดินไม่ติดจอบก็ไถทำเทือกได้ จากนั้นจึงหว่านถั่วเขียวลงไป ก็จะมีรายได้จากถั่วเขียวอีกทางหนึ่ง

คุณสุเทพ เล่าว่า ช่วงที่ไม้ผลยังไม่ได้ผลผลิตก็มีตัวสำรองในการสร้างรายได้ นั่นก็คือ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ จะได้ไข่จากเป็ดและไก่ทุกเดือน ในบ่อน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักไว้กินเองที่เหลือเก็บขาย จะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงบ้าน พอผลไม้ออกก็จะได้ผลไม้อีกทางหนึ่ง ผลไม้ที่ปลูกไว้ก็มี มะม่วง ขนุน กระท้อน ฝรั่ง มะขามเทศ มะขามเปรี้ยว ฝรั่ง แก้วมังกร หลากหลายชนิดตามหลักทฤษฎีใหม่

“จากนั้นก็หันมาพัฒนากระต่ายขาย การเลี้ยงใช้วิธีเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ให้สุนัขช่วยเลี้ยงกระต่ายอีกแรง วิธีการก็คือ เอาลูกสุนัขตัวเล็กๆ กับกระต่ายตัวเล็กๆ ให้อยู่ด้วยกัน เลี้ยงในกรงเดียวกันเลย พอโตขึ้นก็ปล่อยตามธรรมชาติสุนัขกับกระต่ายก็จะเป็นเพื่อนกัน สุนัขมีกำลังมากกว่าจะช่วยดูแลป้องกันภัยให้กระต่ายไม่ทำร้ายกัน”

“ผมขายกระต่ายเนื้อตัวใหญ่ๆ ชาวบ้านที่นี่เขาก็ชอบกินเนื้อกระต่าย เพราะกระต่ายป่าหาไม่ได้ เขาก็เลยหันมากินกระต่ายพันธุ์กัน รายได้ดีทีเดียว เรื่องอาหารกระต่ายก็ปล่อยให้กินหญ้าตามธรรมชาติ ส่วนขี้กระต่ายเอามาทำปุ๋ยรวมกับขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ปลา เก็บเอามาทำปุ๋ยหมด”

คุณสุเทพ เล่าต่อว่า ในพื้นที่ยังเลี้ยงกบ ปัจจุบันเลี้ยงได้ประมาณ 2 ปีแล้ว ทำโรงเรือนเลี้ยงด้วยหัวอาหาร แรกๆ ตั้งใจเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ แต่กังวลว่าจะสู้งูไม่ได้ จึงต้องช่วยกบ โดยการเลี้ยงในโรงเรือน การเลี้ยงกบมีวิธีการเลี้ยงหลากหลายรูปแบบ จะเลี้ยงในกระชังก็ได้ เลี้ยงบนบก ทำโรงเรือนก็ได้ หรือจะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ก็ได้ แต่ต้นทุนค่อนข้างสูง ราคากบไม่แน่นอน ถ้าคนเลี้ยงกันน้อยราคากบก็จะสูง แต่ถ้าคนนิยมเลี้ยงกันมาก ราคาก็ตกต่ำ วิธีการเลี้ยงสุดแล้วแต่เกษตรกรตามอัธยาศัย ถนัดอย่างไหนเลี้ยงได้ทุกวิธี

ในเรื่องของปุ๋ย คุณสุเทพ บอกว่า ทำใช้เองสบายๆ ปลูกหญ้าแฝกในนาพอเกี่ยวเอาใบขึ้นมาทำปุ๋ย ในนาใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นหลัก หลังเกี่ยวข้าวจะใช้น้ำหมักชีวภาพเข้าไปสลายตอซังข้าว จะไม่ใช้วิธีเผาตอซังเด็ดขาด

“ผมตั้งกลุ่มไม่เผาตอซังขึ้นมาเลย เพราะเผาตอซังจะทำให้จุลินทรีย์ที่หน้าดินถูกทำลาย และก็ไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกร้อนด้วย”

มีการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงขึ้นมาใช้ คือ ต้องใช้ฟอสเฟต กากถั่วเหลือง รำอ่อน มูลสัตว์ นำมาหมัก คุณภาพเทียบเท่าปุ๋ยเคมี หรือดีกว่าตรงที่ดินจะร่วนซุยดีกว่าใช้ปุ๋ยเคมี แต่ราคากากถั่วเหลืองค่อนข้างสูง การหมักปุ๋ยก็ใช้ พด. 1 – 2 – 3 และ พด. 9 ทำกองสี่เหลี่ยมสูง 30 ซ.ม. ให้ความชื้นประมาณ 30% หมักไว้ 20 วัน ถ้าจะเอาไปใส่ต้นไม้เลยก็ไม่ต้องตีป่น แต่หากจะเข้ากระบวนการอัดเม็ดแบบปั้นจานก็ต้องตีป่นก่อนแล้วใส่จานปั้นเม็ดปุ๋ย โดยใช้น้ำหมัก พด. 2 เป็นตัวปั้นเม็ดปุ๋ย

คุณสุเทพ อธิบายว่า หลายคนก็มักบอกว่าการปลดปล่อยธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะช้ากว่าปุ๋ยเคมี ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ช้านานสักเท่าไร ใส่ลงไปเพียงแค่ 2 วัน พืชก็เขียว เป็นการเขียวทน เขียวนาน เขียวและสมบูรณ์เป็นปี ต่างกับปุ๋ยเคมี เมื่อใส่ลงไปใบเขียวเพียง 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็แดงต้องใส่กันใหม่ เมื่อใส่มากๆ ดินจะเกิดกรดกำมะถัน ทำให้ต้นพืชไม่กินปุ๋ยแล้วจะยุ่งกันไปใหญ่

“การปลูกพืชทำสวนใช้วิธีหลากหลายจะดีกว่า อย่าเน้นการปลูกเชิงเดี่ยวเพราะไม่รู้ว่า อนาคตในวันข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร”

คุณสุเทพ สู้งานการเกษตรตามวิธีทฤษฎีใหม่ปลูกหญ้าแฝกกับไร่นาสวนผสมมา 10 กว่าปี จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จในชีวิต ทุกวันนี้ คุณสุเทพ บอกว่า

“การทำเกษตรของผมทำแบบบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก เหลือจากการบริโภคแจกก็ได้ ขายก็ดี ผมมีอาชีพติดตัวอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นช่างตัดผม ตรงนี้ได้เงินทุกวัน ภรรยามีอาชีพเย็บผ้า นี่ก็มีรายได้เข้ามาอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากไร่นาสวนผสมที่หลากหลาย ก็พออยู่ได้ครับ”

สนใจจะพูดคุยกับเกษตรกรคนเก่ง โดยเฉพาะเรื่องของหญ้าแฝก โทร.คุยกันได้ที่ 082-394-6892 เชิญครับ“ยางพารา” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีพี่น้องเกษตรกรชาวสาวยางพาราถึง 1.6 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 23 ล้านไร่ ผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน ต่อปี ส่งออกยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางไม่ต่ำกว่าปีละ 400,000 ล้านบาท

ราคาซื้อขายยางพาราในตลาดโลก ถูกกำหนดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกว่า 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก ประกอบกับมีผู้ขายยางจำนวนมากแต่มีผู้ซื้อน้อยราย ส่งผลให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย แถมระยะหลังราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำทำให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย