นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และกรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย

กล่าวว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก มีผลผลิตเพิ่มจากปี 2558 เล็กน้อย เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศในบางช่วงและปัญหาโรคระบาด อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโชคดีที่กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันโครงการประชารัฐ เกษตรแปลงใหญ่ให้กับสหกรณ์ และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงบ่อและวิธีการเลี้ยงให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป”

ท.พ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า “คุณภาพของสินค้ากุ้งเป็นสิ่งสำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่ง โดยคุณภาพของสินค้านอกจากเรื่องของความปลอดภัยอาหาร สวย สด สะอาด รสชาติดีแล้ว ปัจจุบันผู้บริโภคยังต้องการคุณภาพด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบย้อนกลับ วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารกุ้ง สวัสดิภาพแรงงาน และเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกันเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยเฉพาะการปลอดจากยาและสารตกค้างซึ่งยังเป็นจุดเด่นของกุ้งไทยที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆในเอเชีย”

“สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเกษตรกรมีความชัดเจน ในแนวทางการเลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทาง 3 สะอาด คือ พื้นบ่อต้องสะอาด น้ำต้องสะอาด และลูกกุ้งต้องสะอาด ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะทำให้กุ้งเลี้ยงได้ แต่ยังไม่พอ หากต้องการทำกำไรต้องหาลูกกุ้งที่โตเร็วที่สุด” ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย กล่าวทิ้งท้าย

13 ธันวาคม 2560 กรุงเทพฯ: ทีเส็บชูโครงการ “สมาร์ท วิลเลจ” กระตุ้นกลุ่มองค์กร (Corporate) จัดกิจกรรมประชุมสัมมนาในประเทศมากขึ้น จับมือ 4 พันธมิตรเอกชน นำร่องลงพื้นที่ 4 ชุมชนต้นแบบ ที่มีศักยภาพรองรับกิจกรรมไมซ์ นอกเหนือจากเมืองไมซ์ซิตี้ พร้อมดึง 11 บริษัทสตาร์ทอัพ ใช้ดิจิทัลแพลทฟอร์มเพื่อเผยแพร่ประสบการณ์ กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยว และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชน หวังสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดธุรกิจไมซ์ในประเทศ เกิดการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังต่อยอดศักยภาพและความสามารถของกลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมคลัสเตอร์หลักของประเทศภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า จากยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทีเส็บ ในฐานะตัวแทนของภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดงานไมซ์ในประเทศ จึงได้จัดให้มีโครงการ Smart Village (สมาร์ท วิลเลจ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทองค์กร (Corporate) เดินทางไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ของบริษัท (Company Outing) และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR trip) ในพื้นที่ชุมชนที่มีศักยภาพนอกเหนือจากไมซ์ซิตี้ทั้ง 5 จังหวัด (กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และขอนแก่น) ซึ่งจังหวัดอื่นๆ ของไทย ยังมีศักยภาพ มีกิจกรรมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรม วิถีชีวิต รวมทั้งผลิตผลสินค้าของชุมชน ที่สามารถพัฒนาเพิ่มมูลค่าเพื่อเป็นซัพพลายที่ดีแก่การจัดกิจกรรมไมซ์ ทั้งในรูปแบบเชิงธุรกิจและสัมมนา ซึ่งจะเป็นการกระจายโอกาส สร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน จากการประสานความมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน ขณะเดียวกันยังมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาประเทศภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

“ทีเส็บได้คัดเลือก 4 ชุมชนต้นแบบสำหรับโครงการ Smart Village ที่อยู่ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายไมซ์ในประเทศ มีศักยภาพรองรับการจัดกิจกรรมไมซ์ ที่สามารถรองรับลูกค้าองค์กรขนาด 20 คน ขึ้นไปได้ และต้องเป็นชุมชนที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาทางด้าน Smart Village 4 มิติ ได้แก่ Smart Culture มีมิติความล้ำทางวัฒนธรรมหรือรากฐานของชุมชนจากการที่ได้ผสมผสานกับนวัตกรรมจนกลายเป็นเสน่ห์ใหม่ของท้องถิ่น Smart Community สามารถนำนวัตกรรมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและก่อเกิดความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน Smart Experience เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ หรือเป็นวิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์แบบเดิม และ Smart MICE

มุ่งเน้นจัดกิจกรรมที่แสดงศักยภาพและความพร้อมของชุมชน มีการดีไซน์ต่อยอดสร้างสรรค์จากประสบการณ์แบบเดิม รวมถึงนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นจุดหมายที่น่าสนใจ ซึ่งจากเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าว ทำให้ทีเส็บได้เล็งเห็น 4 ชุมชนต้นแบบที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1.) ชุมชนสวนผึ้ง จ.ราชบุรี 2.) ชุมชนปากแพรก จ.กาญจนบุรี 3.) ชุมชนดอยแม่สลองนอก จ.เชียงราย และ 4.) ชุมชนวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และได้มีการเชิญพันธมิตรเอกชนเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับชุมชนไปในทิศทางที่ SMART ขึ้น จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือโดยได้รับการสนับสนุนจาก 11 กลุ่มสตาร์ทอัพ ให้ชุมชนดังกล่าวเป็นจุดหมายไมซ์ใหม่ที่น่าสนใจแก่ตลาดกลุ่มบริษัทองค์กรเอกชนในประเทศไทย ทั้งนี้ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “Co-Creation” อาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สร้างสรรค์ผลผลิตทางความคิดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดธุรกิจไมซ์ โดยแบ่งการทำงานร่วมกันเป็น 4 ทีม ประกอบด้วย

1.) ชุมชนสวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยบริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Happy Famers, Take me Tour และ Tickettail

2.) ชุมชนปากแพรก จ.กาญจนบุรี โดย กรุงศรี ฟินโนเวต และ Trippacker, ZipEvent และ Local Pillow

3.) ชุมชนดอยแม่สลองนอก จ.เชียงราย โดย บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) และ Local Alike, VT Thai และ Penguint

4.) ชุมชนวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดย The AIS Startup และ Hivesters, Veget Daily และ ZipEvent

ด้านผู้แทนจาก 4 บริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตรในการร่วมดำเนินโครงการ ได้แสดงความคิดเห็นหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว โดย นายกิตติเชษฐ์ สถิตนพชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความพิเศษของโครงการ Smart Village นั้นนอกจากจะได้ให้ทริปดีๆ เป็นของขวัญแก่พนักงานแล้ว ยังได้ให้สิ่งดีๆ ตอบแทนแก่สังคม เป็นการให้ที่ได้รับทันที การได้ลงไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี อาทิ กิจกรรมทำเทียนหอม ปั้นดินเป็นของที่ระลึกกับชาวบ้านในชุมชน บายศรีที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง หรือเก็บผักออร์แกนิคแบบสดๆ ทำให้ได้รับรู้ว่าชุมชนท้องถิ่นของไทยเรานั้นมีศักยภาพอีกมาก รอคอยให้เราไปค้นพบและต่อยอดด้วยนวัตกรรมและความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงกันของทุกภาคส่วน”

นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรม Company Outing จำเป็นสำหรับบริษัท เพราะเป็นครั้งเดียวในหนึ่งปีที่พนักงานจะได้สร้างความสนิทสนมกันผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์โดยไม่คิดถึงเรื่องงาน ซึ่งช่วยให้การทำงานในอนาคตราบรื่นขึ้น การเข้าไปจัดกิจกรรมที่ Smart Village ณ ชุมชนปากแพรก จ.กาญจนบุรี ทำให้ Company Outing น่าจดจำมากขึ้น อาทิ การจัดเวิร์คช้อปร่วมกับชุมชนบนแพ ซึมซับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำกิจกรรมจิตอาสากับช้างชรา และชมระบำไก่ ตลอดจนการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ผ่านแอปพลิเคชันของสตาร์ท อัพทำให้สะดวกมากขึ้น ทุกประสบการณ์ล้ำค่าเหล่านี้ ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่มาพักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังได้สร้างสรรค์กิจกรรมล้ำสมัยร่วมกันอีกด้วย”

นายณฐกฤต วรรณภิญโญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในโอกาสที่เริ่มเข้าสู่เทศกาลที่บริษัทต่างๆ เริ่มออกไป Company Outing กัน อยากจะแนะนำอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ คือ ชุมชนดอยแม่สลองนอก จ.เชียงราย ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบในโครงการ Smart Village ที่มีมากกว่าวิวสวย อากาศดี เหมาะแก่การทำ Team building ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วิธีถักกำไลกับชาวอาข่า ได้เก็บยอดชาสดๆ พร้อมชมการแสดงท้องถิ่น อาทิ เต้นกระทุ้งไม้ไผ่

กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้พนักงานได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและมีคุณค่าแก่สังคมต่อไป” ส่วน ดร.ศรีหทัย พราหมณี หัวหน้าฝ่าย เอไอเอส สตาร์ท อัพ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Smart Village ณ ชุมชนวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นโครงการที่ดีมาก เพราะเป็นการนำจุดแข็งของทั้ง ภาครัฐ องค์กรเอกชนใหญ่ๆ สตาร์ท อัพ และ ชุมชน มาร่วมกันสร้างอนาคตให้ดีขึ้น ผ่านการออกไป Company Outing กันที่ชุมชนที่มีความพร้อม มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เวิร์คช้อป เพาะเห็ด ร่วมกันปลูกป่า พายเรือคายัค และได้นั่งเสวนากันภายใต้บรรยากาศสุดชิลที่โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว ประเทศไทยยังมีชุมชนดีๆ อีกมากที่น่าสนับสนุน ทั้งยังสามารถนำนวัตกรรมจากกลุ่มสตาร์ท อัพมาช่วยต่อยอดเศรษฐกิจของชุมชน สร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชนและสังคมด้วย”

“ภาพรวมการดำเนินงานนั้น นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดให้ธุรกิจไมซ์แล้ว ผู้ที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนต้นแบบ ต่างเล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชน ที่สามารถสร้างกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าไมซ์ ในขณะเดียวกัน กลุ่มสตาร์ท อัพ ต่างก็สนุกกับการสรรหาวิธีโปรโมทชุมชน เพื่อดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ออกมาเผยแพร่ โดยเฉพาะการโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Facebook, Youtube ก็ยิ่งได้รับความสนใจ ส่งเสริมให้ชุมชนดำเนินธุรกิจบนฐานความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ทำให้ชุมชนดังกล่าวเป็นจุดหมายไมซ์ใหม่ที่น่าสนใจ ผู้แทนชุมชนเองก็จะยิ่งมีความภาคภูมิใจในคุณค่าของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดการบูรณาการ การใช้เทคโนโลยีทั้งเพื่องานบริการอย่างการจองที่พักในชุมชนผ่านแอพลิเคชั่น หรือการประชาสัมพันธ์กิจกรรม สินค้า บริการ สามารถสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของแต่ละชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย ส่งเสริมด้านการขายและตลาดให้แต่ละพื้นที่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนแก่ระบบห่วงโซ่ธุรกิจของประเทศ” นายจิรุตถ์กล่าวโดยสรุป

สำหรับ ภารกิจการแข่งขันโปรโมทชุมชน SMART VILLAGE ครั้งนี้ องค์กรภาคเอกชน และทีมสตาร์ทอัพที่ร่วมโครงการฯ จะต้องโปรโมทสื่อวิดีทัศน์ของชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่วันที่ 1-20 พฤศจิกายน 2560 โดยทีมที่สามารถสร้างการรับรู้ทางสื่อออนไลน์มียอด View, Like, Share, Comment สูงที่สุดจะเป็นผู้ชนะ โดยทีมที่สามารถสร้างการรับรู้ทางสื่อออนไลน์มียอด View, Like, Share, Comment สูงที่สุดได้แก่ ชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี โดยมียอด View, Like, Share, Comment จำนวน 337,667 ครั้ง

สร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ได้ 1,069,501 วิว ได้รับรางวัลอุปกรณ์สื่อสารอิเลคทรอนิกส์ มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ ด้านภาพรวมการดำเนินงาน แคมเปญการแข่งขันโปรโมทชุมชน SMART VILLAGE ได้รับความสนใจ สามารถสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ได้รวมทั้งหมด 4,070,953 วิว ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลของโครงการ Smart Village ได้ที่เว็บไซท์โครงการฯ https://smartvillagecampaign.com

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 60 มีจำนวน 13.5 ล้านตัน คาด ปี 61 ผลผลิต 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นในทุกภาค ย้ำ เทคนิคสังเกตก่อนเก็บเกี่ยว ปาล์มต้องได้คุณภาพ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 0.30 บาท จากน้ำมันปาล์มทุก 1% ที่เพิ่มขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข stacyscreations.net เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจภาคสนามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เกษตรกร สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และ GISTDA ในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกรวมกันคิดเป็นร้อยละ 70 ของประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เพื่อทวนสอบข้อมูลให้เกิดความเชื่อมั่นและนำมาพยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 พบว่า

ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 มีจำนวน 13.5 ล้านตัน และคาดว่าปี 2561 จะมีปริมาณผลผลิต 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคจากต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่เมื่อปี 2558 ที่เริ่มให้ผลได้ในปีนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมามีปริมาณค่อนข้างมากทำให้โอกาสการเกิดจั่นตัวเมียเพิ่มขึ้นส่งผลให้จำนวนทะลายเพิ่มขึ้น รวมทั้งปริมาณน้ำฝนในปี 2560 มีมากเพียงพอต่อความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลผลิตปาล์มน้ำมันในเดือนธันวาคม 2560 และมกราคม 2561 จะเริ่มมีปริมาณลดลง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการตัดปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรได้ เนื่องจากอัตราการสกัดน้ำมันปาล์มทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 0.30 บาท นอกจากนั้น การตัดปาล์มสุกที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ยังมีผลทำให้น้ำหนักต่อทะลายปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 5-10 หรือไม่น้อยกว่า 150 – 280 กิโลกรัมต่อไร่

ดังนั้น สศก. จึงขอใช้ช่องทางนี้ในการประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มทุกท่าน ในการเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มคุณภาพ สังเกตจากทะลายปาล์มที่มีผลปาล์มสุก มีสีผลปาล์มสุกตรงตามพันธุ์ และมีผลปาล์มร่วงที่สุกตามธรรมชาติ 5 – 10 เมล็ดต่อทะลาย และหากเกษตรกรท่านใดที่จ้างตัดปาล์มน้ำมัน ควรช่วยกำกับและควบคุมให้ผู้รับจ้างตัดปาล์มน้ำมัน ตัดปาล์มน้ำมันให้ได้คุณภาพดังกล่าว

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2560 พ.ต.อ.วัฒนา แก้วดวงเทียน รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และนายวีระชัย จุนขุนทด รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตลาดค้าไม้ดอกไม้ประดับตำบลโคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อบุกตรวจค้นร้านจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีที่ผิดกฎหมาย โดยได้สุ่มตรวจร้านค้า 3 ร้าน

จากการตรวจค้น พบว่ามีการวางจำหน่ายปุ๋ยเคมีและสารอันตรายที่ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดของกลางไว้เป็นหลักฐานจำนวนกว่า 500 ชิ้น และบันทึกการจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.อ.วัฒนา แก้วดวงเทียน รองผู้บังคับการ บก.ปคบ. เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจาก บก.ปคบ.ได้มีการสร้างภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังและภาคีเครือข่ายผู้บริโภคผัก-ผลไม้ปลอดภัยขึ้น ซึ่งจะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบผัก-ผลไม้ที่มีสารพิษตกค้าง รวมทั้งตรวจสอบแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีอันตรายที่ผิดกฎหมาย

ซึ่งได้มีผู้ร้องเรียนมาว่าที่ตลาดค้าไม้ดอกไม้ประดับโคกกรวดแห่งนี้มีการจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีที่ผิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบตามคำร้องเรียน

จากการสุ่มตรวจร้านค้าทั้ง 3 ร้าน ภายในตลาดค้าไม้ดอกไม้ประดับโคกกรวดก็ปรากฏว่ามี 2 ร้านกระทำความผิดใน 2 ข้อหาคือ จำหน่ายปุ๋ยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และจำหน่ายวัตถุอันตรายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ส่วนอีก 1 ร้านกระทำความผิดใน 1 ข้อหาคือจำหน่ายปุ๋ยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งจะนำส่งแจ้งความที่ สภ.โพธิ์กลาง และหลังจากนี้ก็จะทำการขยายผลไปสู่การจับกุมแหล่งผลิต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายวีระชัย จุนขุนทด รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้มักจะพบว่ามีพ่อค้าเร่หรือเซลส์เข้ามาติดต่อจำหน่ายปุ๋ยเคมีและสารเคมีอันตราย ให้กับร้านค้าเพื่อการเกษตรจำนวนมาก

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปุ๋ยและสารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และร้านค้าต่างๆ ก็รับมาจำหน่ายโดยที่ไม่สังเกตดูให้ดี ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรได้รับสินค้าที่อันตรายแล้ว

ยังเป็นการกระทำความผิดกฎหมายใน 2 ข้อหา มีโทษหนักด้วย ได้แก่ ข้อหาจำหน่ายปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี ปรับ 20,000-120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาจำหน่ายวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“รมช.วิวัฒน์” มอบแนวทาง 4T แก่หน่วยงานในสังกัด ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน พร้อมดันสมาชิกสหกรณ์ปรับตัวสู่การค้าออนไลน์มากขึ้น ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายให้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ว่า ระบบสหกรณ์มีความสำคัญจึงต้องมีการปฏิรูปการทำงาน โดยต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้ง 10 หน่วยงาน ให้มีแผนงานที่ตรงกัน ซึ่งระบบสหกรณ์มีสมาชิกกว่า 11.4 ล้านคนทั่วประเทศ จะมีการพัฒนาอย่างไร