นายกฯกล่าวว่า ฉะนั้น การขออนุญาตบริษัทต่างๆต้องมีกติกามี

การรับรองพันธุ์ข้าวต่างๆ ซึ่งไทยมีพันธุ์ข้าวกว่า 2 หมื่นพันธุ์ ทยอยขึ้นทะเบียนแล้ว 148 พันธุ์ เป็นพันธุ์ข้าวหลักที่มีผลผลิตสูงและราคาดี ปลูกแล้วมีผลผลิตที่ออกมาในเกณฑ์ดี ส่วนที่เหลือจะทยอยขึ้นทะเบียนไปตามลำดับ ทั้งนี้ เกษตรกรจะผลิตข้าวมาจาก 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จากกรมการข้าว ประมาณไม่เกินแสนตันต่อปี ส่วนที่ 2 มาจากสหกรณ์ 2 แสนกว่าตันต่อปี และส่วนที่ 3 มาจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็อีก 2 แสนกว่าตันต่อปี ทั้งหมดใช้เป็นล้านๆ ตัน ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่เช่นนั้นตีกันเละไปหมด

“รัฐบาลมุ่งหวังที่จะดูแลเกษตรกร แต่จำเป็นต้องมีกระบวนการ โดยที่กติกาต้องไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนของ สนช.เองก็ไม่ได้มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายกับใคร วัตถุประสงค์สำคัญคือดูแลพี่น้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราต้องไว้ใจกันตรงนี้ ถ้าไม่ไว้ใจกันเลยก็ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ออกกฎหมายอะไรก็ทำอะไรกันไม่ได้อีก” นายกฯกล่าว

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปีและผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ โครงการประกันภัยทั้ง 2 โครงการมีรายละเอียดดังนี้

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 มีการพัฒนาจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ที่สำคัญ 3 ประการ คือเพิ่มความคุ้มครองภัยช้างป่า จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยแมลงศัตรูพืชหรือโรคระบาด นอกจากนี้อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 85 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ลดลงจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561

ที่มีอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ทั้งนี้ ในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 มีหลักการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยโดยสามารถซื้อหรือทำประกันภัยเพิ่มเติม (ส่วนที่ 2 หรือ Tier 2) มีอัตราค่าเบี้ย 3 อัตรา คือ 5 บาท 15 บาท และ 25 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ตามระดับความเสี่ยงภัยในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้นจากส่วนที่ภาครัฐให้การอุดหนุน (ส่วนที่ 1 หรือ Tier 1)

นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ มีเป้าหมายในการทำประกัน 30 ล้านไร่ ส่วนที่ 2 ไม่เกิน 5 ล้านไร่ โดยได้รับความคุ้มครองส่วนเบี้ยหลักคือ 1,260 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า และวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 630 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ส่วนเพิ่มเติมคุ้มครอง 240 บาทต่อไร่สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภทดังกล่าว และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด จะได้รับวงเงินความคุ้มครองเพิ่มเติม 120 บาทต่อไร่ เมื่อรวมวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ 1 และ 2 แล้วจะได้รับความคุ้มครอง 1,500 และ 750 บาทต่อไร่ ตามลำดับ

“รัฐบาลจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรทุกรายในอัตรา 58.02 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) และ ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ในอัตรา 34 บาทต่อไร่ ใช้เงินงบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท ในการอุดหนุน” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เป็นปีแรกในการดำเนินโครงการประกันภัยให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 3 ล้านไร่ และส่วนที่เพิ่มไม่เกิน 2 แสนไร่ อัตราเบี้ย 59 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) หรือ 64.2 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) เท่ากันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนเพิ่มเติม 3 อัตรา คือ 3 บาท 10 บาท และ 23 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ตามระดับความเสี่ยงภัยในแต่ละพื้นที่ ความคุ้มครอง 1,500 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า และวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 750 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับส่วนเพิ่มเติม 240 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภทดังกล่าว และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาดจะได้รับวงเงินความคุ้มครองเพิ่มเติม 120 บาทต่อไร่ แต่เมื่อรวมวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ 1 และ 2 แล้วจะได้รับความคุ้มครอง 1,740 และ 870 บาทต่อไร่ ตามลำดับรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรทุกรายในอัตรา 40.6 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) โดย ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 23.6 บาทต่อไร่ รัฐใช้เงินอุดหนุน 121 ล้านบาท

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์​ภัยแล้งปี 2562 จากการตรวจสอบในเขตพื้นที่ของกรมชลฯ ในหลายพื้นที่ พบว่า จะมีปริมาณน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค​บริโภค​ และทำการเกษตรเพียงพอ ขอยืนยันว่าปีนี้ประเทศไทยไม่เข้าขั้นประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะทางกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลการใช้น้ำรวมช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แล้วทำการวางแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งเป็นอย่างดี และคาดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงต้นปี 2563

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า แต่ยังคงมีเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง ยังต้องเฝ้าระวังน้ำแล้ง ประกอบด้วย 1.เขื่อนอุบลรัตน์ 2.เขื่อนทับเสลา 3.เขื่อนแม่มอก 4.เขื่อนกระเสียว 5.เขื่อนลำพระเพลิง และ6.เขื่อนลำนางรอง โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์​ และเขื่อนแม่มอก มีการสั่งห้ามทำการเกษตรทุกชนิด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน​ 2561- 30 เมษายน 2562 เพื่อให้เพียงพอกับการใช้เพื่ออุปโภค​บริโภค​มากกว่า ส่วนในช่วงที่เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทางกรมชลฯ ได้เตรียมแผนจ้างงานโดยจะดูทักษะของเกษตรกรแต่ละราย อาทิ การขุดลอกคูคลอง และงานที่เกี่ยวกับระบบชลประทาน เป็นต้น ซึ่งจะต้องจัดหางานที่เหมาะสมเพื่อจ้างงานต่อไป

“ส่วนอีก 4 เขื่อนที่เหลือ ได้มีการสั่งห้ามในการปลูกข้าวนาปรัง แต่อนุญาตให้ปลูกพืชผักที่สามารถกินได้เพื่อการดำเนินชีวิต ซึ่งการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งจะมีการจำกัดการใช้น้ำ โดยจะต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง คือ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค​บริโภค​ หลังจากนั้นถึงจะนำไปใช้ในส่วนของการเกษตร ตามประเภทที่กำหนด และนำไปใช้เพื่อการอุตสาหกรรม​ เป็นลำดับสุดท้าย”

นายทวีศักดิ์ ​กล่าวว่า ยังได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านเครื่องจักร-เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ รถขุด เรือขุด วัสดุอุปกรณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนหรือพื้นที่เกษตรที่รอเก็บเกี่ยวให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นอกจากนี้กรมชลฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (เจเอ็มซี)​ ไว้กำหนดหลักเกณฑ์​การจัดสรรน้ำด้วยความเป็นธรรม เพื่อลดความขัดแย้งอีกด้วย

เราคงเคยได้ยินกันมานานแล้วว่า ทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้ที่มีผู้นิยมบริโภค และในรอบปีที่ผ่านมา ทุเรียนเริ่มเป็นที่ฮือฮากันมากขึ้น เมื่อประเทศจีนให้ความสนใจสั่งซื้อไปบริโภคกันในปริมาณมาก จะด้วยการตามกระแสหรือติดตามสื่ออินเตอร์เน็ต โลกออนไลน์ใดๆ ก็ตาม แต่เรื่องราวของการสนับสนุนการปลูกและการตลาดทุเรียนทางราชการของไทยก็สนับสนุนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนมาโดยตลอด

หลายปีก่อน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หาวิธีการที่จะส่งทุเรียนให้ถึงมือผู้รับที่ประเทศจีนอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนตั้งแต่ต้นทาง ให้การรับรองคุณภาพสวน ตรวจสอบผลผลิตก่อนขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ใส่ตู้คอนเทรนเนอร์แล้วปิดผนึกรับรอง ระหว่างเส้นทางขนส่งจากประเทศไทยไปถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน จะไม่มีการเปิดตู้คอนเทรนเนอร์เพื่อการตรวจสอบเชื้อโรค ศัตรูพืชใดๆ ทั้งสิ้น จากแหล่งผลิตที่สวนจังหวัดจันทบุรีหรือตราด เดินทางสู่อำเภอเชียงแสนแล้วข้ามประเทศลาวเข้าสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้เส้นทาง R3A เมื่อถึงที่หมายแล้วจึงจะเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบสินค้าของจะส่งต่อให้ลูกค้าที่สั่งซื้อต่อไป ซึ่งจะต้องมีการคำนวณระยะเวลาการสุกของทุเรียน เพิ่มระยะเวลาให้ทุเรียนสุกเต็มที่ระหว่างเดินทางเพื่อบริโภคจะพอดีกับความต้องการ ทางด้านเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็เช่นกัน ทางราชการสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียน ปัจจุบันได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีชื่อเรียกกันว่า สมาร์ทฟาร์มเมอร์ สตาร์ตอัพ หรือชื่อกลุ่ม ชมรมอื่นๆ

แต่ที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมา เห็นจะเป็น กลุ่มทุเรียนบ่อน้ำร้อน เบตง เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ริเริ่มกันตั้งแต่การขยายพันธุ์ทุเรียน การปลูกทุเรียนที่ถูกหลักวิชาการ รณรงค์ไม่ตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย รวมไปถึงการตลาด และวิธีการอื่นๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนปรับปรุงคุณภาพผลผลิตได้ตามต้องการของตลาด นำเสนอวิถีการตลาดด้วยตนเอง รวมกลุ่มติดต่อสื่อสารให้คำแนะนำ สอบถามกันเองในกลุ่มที่เรียกว่า ไลน์กลุ่มหรือทางเฟซบุ๊ก ที่ผู้เขียนได้รู้จักคือ ชมรมทุเรียนเบตง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มคนหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ทอดทิ้งทุเรียนสายพันธุ์ดั้งเดิมเลยเสียทีเดียว ได้เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า ยังมีทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของไทยที่มีรสชาติดี คุณภาพเนื้อดีกว่าพันธุ์ที่นิยมปลูกอยู่ในขณะนี้ เช่น ทุเรียนจันทบุรี พันธุ์ยาวลิ้นจี่ ฯลฯ รวมถึงทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของแต่ละจังหวัดด้วย

ดังเช่น ผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนาตาก ได้จัดทำโครงการสำรวจและจัดทำแผนการอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้าน สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยร่วมกับศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)

มีเครือข่ายทุเรียนในรูปของคณะทำงานพืชอนุรักษ์ทุเรียนและที่ทำหน้าที่รวบรวมพันธุ์ทุเรียนจากแหล่งปลูกที่สำคัญทั่วประเทศไทย มทร. ล้านนาตาก ได้ริเริ่มสำรวจเบื้องต้น พบพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีต้นทุเรียนอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่บนเชิงเขา ผลผลิตมีราคาถูก ในฐานะที่ มทร. ล้านนาตาก เป็นหน่วยงานที่ร่วมงานสนองพระราชดำริ เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงเข้าร่วมงานในเครือข่ายงานวิจัยเรื่องทุเรียนกับ อพ.สธ. เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูล

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองของจังหวัดตาก เพื่อศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการนำไปใช้ประโยชน์จากทุเรียน และเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์พื้นเมืองในตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ภายหลังจากการสำรวจเบื้องต้น มทร. ล้านนาตาก ได้จัดการประกวด การแข่งขันทุเรียนท้องถิ่นที่บ้านเปิงเคลิ่ง โดยความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก นายอำเภออุ้มผาง การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตาก โรงเรียนท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล (บ้านเปิงเคลิ่ง) และชาวบ้านเปิงเคลิ่ง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านที่ดีที่สุดของหมู่บ้านเปิงเคลิ่ง เพื่อศึกษาพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้าน และเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านที่ดีที่สุด คณะกรรมการได้เข้าเยี่ยมชมต้นทุเรียนที่ได้รับรางวัลที่ดีที่สุดด้วย การรวบรวมและคัดเลือกสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองนี้ จะได้คัดเลือกและประกวดต่อไปเป็นประจำทุกปี เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ที่ดี ผลผลิตมีคุณภาพดี เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค อีกทั้งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ดีประจำจังหวัดตาก ในอนาคตอาจจะเป็นการส่งเสริมเกษตรกรเพื่อการขยายพันธุ์และเพื่อการส่งออกอีกทางหนึ่งด้วย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเกศสุดา อั๋งสกุล หัวหน้าฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนาโดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟินคือชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่

นอกจากนั้นยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อมกล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้นเมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น

อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วยังมีคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมจึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี

อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และคุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่14 หมู่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-4338310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต่อมาเส้นทางการปลูกมะนาวดูจะไม่ราบรื่นเนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทั้งสองไม่อาจแบกรับภาระเหล่านั้นได้อีกต่อไป จนต้องเปลี่ยนมาเริ่มชีวิตเกษตรกรรมใหม่ด้วยการปลูกผักกูด

คุณพูนผล ผู้เป็นสามีบอกว่า ความจริงตอนแรกปลูกมะนาวเป็นรายได้ ต่อมาภายหลังมีปัญหาการปลูกหลายอย่างทั้งต้นทุน ค่าแรง และโรค จึงเลิกปลูกมะนาวแล้วไม่นานพบว่าเพื่อนบ้านมีการปลูกผักกูดกันเลยโค่นมะนาวแล้วหันมาปลูกผักกูดเป็นรายได้หลัก

คุณธนพร บอกถึงความเป็นมาที่นำมาสู่การปลูกผักกูดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เมื่อ 7 ปีก่อนว่า เธอและครอบครัวชอบรับประทานผักกูด เวลาต้องการบริโภคจะต้องไปหาซื้อตามตลาด ต่อมาเห็นว่าถ้าปลูกเองแทนการซื้อจะประหยัดค่าใช้จ่าย จึงตั้งใจปลูกผักชนิดนี้ไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือน

“เห็นว่าเพื่อนบ้านปลูกกันไม่ยากเลยหามาปลูกไว้ โดยเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจากเพื่อนบ้านที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน พอนานไปผักกูดมีการแตกพันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้กินไม่ทันเลยเก็บไปขายตามร้านอาหาร และตลาดนัด”

เธอบอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านไปเก็บผักชนิดนี้ที่ขึ้นตามริมน้ำแล้วนำไปขายที่ตลาดสดราคากำละ 5 บาท เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีชื่อพันธุ์

ภายหลังที่คุณพูนผลได้พาเดินชมแปลงปลูกผักกูดเขาเล่าว่าได้ช่วยกับภรรยาปลูกผักกูดในพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ พร้อมกับปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ เงาะโรงเรียน,ทุเรียน,กล้วยเล็บมือนาง และปาล์มน้ำมัน จำนวน 300 กว่าต้น ซึ่งปาล์มที่ปลูกมีสองรุ่น รุ่นแรกมีอายุปีกว่า อีกรุ่นได้ 6 เดือน เขาบอกว่าคงต้องรออีกสัก 2 ปีจึงจะมีรายได้จากปาล์ม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าราคาดีแค่ไหน

“กล้วยเล็บมือนางไม่ได้มีประโยชน์แค่การบังร่มเงาให้แก่ผักกูดเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้โดยนำผลผลิตไปขายกิโลกรัมละ 8-10 บาท ถึงแม้ราคาขายดูจะไม่มากนัก แต่ยังถือว่านำไปเป็นค่าน้ำได้

เงาะโรงเรียนปลูกไว้ประมาณ 30 ต้น เมื่อก่อนคิดว่าจะปลูกเงาะเป็นหลัก แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเลยโค่นไปหลายต้น ทั้งนี้เนื่องจากรายได้จากเงาะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนการเก็บผักกูดขายมีรายได้ทุกวัน” คุณพูนผลบอก

ด้านการดูแลบำรุงรักษาคุณธนพรบอกว่าเนื่องจากมีการปลูกผักกูดจำนวนมาก จึงมีการใช้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งกระสอบ (50 กิโลกรัม) นอกจากนั้นยังใช้ปุ๋ยหมัก จากขี้ไก่ ขี้วัว จะใส่ครั้งละ 10 กว่าตัน โดยเทใส่ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้พืชชนิดอื่นได้ประโยชน์ด้วย ใช้วิธีหว่านแล้วพ่นน้ำตาม

“เนื่องจากเป็นผักที่ต้องใช้ยอดขาย ดังนั้นถ้าช่วงใดที่ยอดแตกช้าจะเน้นใช้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดแตกออกมา พอเวลา 7 วันให้หลังยอดจะแตกออกมาทันที”

ส่วนเคมีเธอเปิดเผยว่าอาจต้องใช้บ้างกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันเชื้อราหรือป้องกันแมลงและหนอนเช่นไตรโคโดมาใช้กันเชื้อราขี้ไก่ตามรากและบิววาเรีย แต่ทั้งนี้ยาที่ใช้เป็นการทำเองตามแนวทางการแนะนำของเกษตรอำเภอ

ศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหาย

คุณธนพร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกผักกูดมาแมลงศัตรูพืชที่พบแล้วมักสร้างความเสียหายเช่นเพลี้ยไฟ ซึ่งจะเจอเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ได้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแลนเนท เป็นการผสมใช้แบบอ่อนมากในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อยา 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10-20 ซีซี. ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการใช้พ่นในถั่วหรือแตง

“อย่างบิววาเรีย ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอนส่วนไตรโคโดมา ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา เมื่อมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยในแถวไหนกลุ่มไหนแล้วจะยังไม่เก็บทันที จะต้องปล่อยทิ้งไว้สัก 4 วัน จึงจะเก็บ และการฉีดพ่นยาจะทำปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ถ้าหากไม่เกิดการแพร่ระบาดจะไม่ฉีดยาเลย”

ระบบน้ำใช้สปริงเกอร์ โดยวางระยะห่างกว้าง 4 ยาว 4 เมตร ปล่อยน้ำวันเว้นวัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เปิดครั้งหนึ่งจำนวน 30 หัว แต่ละแปลงจะเปิดน้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วย้ายไปทีละแปลงวนไปจนครบ

การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

คุณธนพร ให้รายละเอียดการทำงานว่า โดยปกติเธอและสามีจะทำงานเป็นหลักเพียงสองคนเท่านั้น ปกติถ้าใช้เวลาเก็บ 1 ชั่วโมงได้ผักกูด 10 กิโลกรัม วันใดต้องเก็บถึง 70 กิโลกรัมจะเริ่มตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเก็บสัก 30 กิโลกรัม จะเริ่มเก็บในช่วงบ่ายไปจนถึงสักสี่โมงเย็น หรือหากลูกค้าต้องการทันทีก็สามารถเก็บให้ได้ แต่ควรมีสปริงเกอร์ฉีดพ่นให้น้ำตลอด

“หลังจากเก็บจากต้นแล้วให้มัดเป็นกอแล้วนำไปแช่น้ำทันที แช่สักครู่ประมาณ 5 นาทีห้ามแช่นานเกินไปเพราะผักจะสุกมีสีแดง จากนั้นให้เก็บขึ้นมาวางเรียงกัน ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมผักกูดที่วางเรียงกันไว้รอลูกค้ามารับ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่คลุมผ้าผักจะเหี่ยวแล้วขายไม่ได้”

เธออธิบายต่อว่า แต่ละต้นที่เก็บยอดอ่อนที่ใช้งานออกไปแล้ว ยอดที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะโค้งงอจะเป็นยอดที่จะสามารถเก็บได้ในครั้งต่อไปอีกราว 3-4 วัน ดังนั้นผักกูดแต่ละยอดในแต่ละต้นจะเก็บเว้นระยะเวลา 3-4 วัน แต่ไม่ควรเลยวันวันที่5 เพราะจะบาน

“แต่ละต้นจะมีใบจำนวน 5 ใบ ถ้าพบใบแก่หลายใบเช่นมีจำนวนถึง 10 ใบควรตัดหรือหักทิ้งเสีย โดยไม่ต้องขนไปทิ้งที่อื่นแต่ให้ทิ้งไว้ที่บริเวณนั้นเพื่อใช้คลุมความชื้นและเป็นปุ๋ย การตัดใบแก่ออกเพื่อปล่อยให้ยอดอ่อนที่กำลังโตเจริญได้อย่างรวดเร็ว มีบางคนไม่ยอมหักใบแก่ทิ้งจึงทำให้ยอดแตกช้าและมีขนาดเล็ก”

คุณธนพร บอกต่ออีกว่า ผักกูดขยายพันธุ์ด้วยการดึงต้นอ่อนที่เธอเรียกว่าลูกที่แทงขึ้นมาจากพื้นข้างต้นแม่ออกด้วยความระมัดระวัง แล้วสามารถนำต้นอ่อนไปปลูกได้เลย ผักกูดเป็นพืชที่ตายยาก ที่สำคัญขอให้มีน้ำแล้วอย่าไปโดนแดดจัด

นอกจากนั้นยังเพิ่มเติมด้วยว่าควรมีการดูแลเอาใจใส่บริเวณที่ปลูกต้องคอยหมั่นเดินดูแล้วดึงเศษวัชพืชทิ้ง แต่ห้ามใช้มีดฟันเพราะอาจไปโดนต้นอ่อนที่กำลังแตกออกมา ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งสามารถเก็บยอดไปขายได้กินเวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน

เธอบอกว่า ผักชนิดนี้สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญควรให้น้ำอย่างเต็มที่และควรหาร่มเงาด้วย ส่วนความสมบูรณ์ของดินที่มีความเหมาะนั้นควรเป็นบริเวณพื้นที่เป็นดินทรายสัก 70 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีผักกูดมากเมื่อผักกูดถูกฝนจะแตกยอดอ่อนกันอย่างคับคั่ง เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงมากซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผักชนิดนี้ เก็บแล้วนำไปขายใคร ที่ไหนบ้าง

เจ้าของสวนผักกูดอธิบายถึงวิธีการเก็บการเก็บผักกูดไปขายว่าเพียงแค่เด็ดยอดที่มีความยาวจากปลายถึงตำแหน่งที่จะตัดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จะเก็บทุกวัน และภายในอาทิตย์หนึ่งต้องมีผักกูดส่งให้ลูกค้าประมาณ 250 กิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละประมาณ 30 กิโลกรัม

“ราคาจำหน่ายจากสวนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปีหนึ่งๆราคาจะทรงเท่าเดิม ประมาณ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม แต่อาจมีการปรับขึ้นบ้างในช่วงอากาศหนาวเพราะผักจะแตกยอดช้ามาก ส่วนราคาจำหน่ายของแม่ค้าประมาณ 80-100 บาทต่อกิโลกรัม”

สำหรับตลาดจำหน่ายผักกูดของคุณธนพรมีด้วยกันจำนวน 3 แหล่ง คือ ร้านอาหารในรีสอร์ต,แม่ค้าในตลาดสด และแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 250 กิโลกรัม หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และจะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 หมื่นบาท

“อย่างเมื่อก่อนยังมีผลผลิตน้อยไม่กล้ารับมากก็แค่ส่งละแวกแถวแก่งกระจานเท่านั้น แต่ภายหลังที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วสามารถเพิ่มจำนวนต้นขึ้นมาอีก จึงเริ่มรับยอดสั่งจากแม่ค้าด้านนอก ถ้าคราวใดที่แม่ค้าต้องการจำนวนมากและเกินขีดกำลังการผลิตที่ทำได้ อาจต้องร่วมกับชาวบ้านที่ปลูกรายอื่นด้วย”

ปัจจุบัน คุณธนพรไม่ได้เป็นเพียงผู้ปลูกผักกูดรายหนึ่งในอีกกว่าสิบรายในพื้นที่แก่งกระจานเท่านั้น เธอยังทำหน้าที่เป็นหมอดินอาสา แล้วยังเป็นเกษตรกรที่ขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2554 ซึ่งเป็นการรับรองโดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน

เจ้าของสวนผักกูดเปิดเผยอาหารที่ร้านในรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีนำไปใช้ผักกูดปรุงเป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้าทำให้ติดใจสั่งกันเป็นประจำ เช่น แกงส้ม ผักน้ำมันหอย ยำผักกูด หรือแม้แต่รับประทานดิบคู่กับน้ำพริกชนิดต่างๆ

“อย่างผักกูด 1 กิโลกรัมสามารถนำไปทำอาหารขายได้หลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอยราคาจานละ 100 บาท ยำผักกูดจานละ 150 บาท หรืออย่างแกงส้มผักกูดหม้อละ 150 บาท”

หากใครสนใจต้องการปลูกเพื่อให้แพร่ขยายทั่วไป ลองโทรศัพท์ไปพูดคุยกับคุณธนพรได้ที่ 081-4338310 เธอบอกว่ายินดีให้คำแนะนำการปลูกสำหรับผู้ที่สนใจจริง

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นการผลิตกระดาษจากกาบกล้วยน้ำว้าด้วยวิธีชีวภาพ ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยกระดาษไม่เหลืองและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากกระบวนการผลิตกระดาษในเชิงหัตถกรรมจะใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในการแช่และต้มเยื่อกระดาษ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษ สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวทำให้กระดาษที่ได้ขาวสว่าง เนื่องจากเกิดการทำปฏิกิริยากับลิกนิน ทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อกระดาษลดลง แต่การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ ถึงแม้จะทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อลดลง ในทางกลับกันผลผลิตเยื่อที่ได้ก็จะมีค่าลดลงเช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อสิ้นสุดกระบวนการต้มเยื่อ น้ำทิ้งที่ได้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมที่อยู่ในรูปเกลือต่างๆ สารประกอบคาร์โบไฮเดรต และลิกนิน

สารต่างๆ เหล่านี้เมื่อถูกปล่อยลงในน้ำทิ้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษก็เป็นแต่เพียงการทำให้ลิกนินก่อให้เกิดสีแตกตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำจัดลิกนิน เจ้าตัวลิกนินนี้เอง ที่จะทำให้กระดาษกลับเป็นสีเหลืองได้โดยง่าย นอกจากนี้การผลิตกระดาษด้วยวิธีการทางเคมีจากโซเดียมไฮดรอกไซด์จะมีผลต่อคุณภาพของกระดาษที่ได้มีความแข็งกระด้าง หยาบและไม่เรียบ

การผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพเป็นการใช้เชื้อจุลินทรีย์หมักกับวัตถุดิบ เพื่อย่อยสลายลิกนินในพืชแทนการใช้สารเคมีพวกโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำให้สามารถเพิ่มคุณภาพของกระดาษได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารเคมี

นอกจากนั้น เจ้าของผลงานยังได้เปิดเผยถึงวิธีการผลิตอีกด้วยว่า เริ่มจากนำต้นกล้วยน้ำว้ามาสับเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณ 6×3 เซนติเมตร จากนั้นนำไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1 คืน (24 ชั่วโมง) จากนั้นนำไปแช่น้ำให้อิ่มตัว นำไปฆ่าเชื้อ หมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสโดยเติมเชื่อรา T.viride ที่เพาะไว้ลงไปบ่ม จากนั้นก็นำไปฆ่าเชื้อราและเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป

จากกระบวนการดังกล่าว นอกจากเชื้อรา T.viride จะย่อยสลายลิกนินไปเป็นจำนวนมากแล้วทำให้ในกระบวนการฟอกเยื่อกระดาษ สามารถลดปริมาณการใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไปได้เป็นจำนวนมากกว่าการผลิตกระดาษแบบทั่วไป อีกทั้งการผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพกระดาษยังมีค่าความสว่างมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษอีกทั้งกระดาษยังมีความเหนียว นุ่ม สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการผลิตด้วยวิธีทางเคมี โดยกระดาษไม่กลับมาเป็นสีเหลืองอีกด้วย

เมื่อพูดถึงอาหารของผู้คนที่อยู่กับทะเล ชาวเมืองทั่วไปคงไม่พ้นที่จะจินตนาการถึงอาหารทะเล กุ้งหอยปูปลาเรียงรายกันมาสำรับแล้วสำรับเล่า มันก็ถูกต้องอยู่เหมือนกันแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะวิถีแห่งท้องทะเลใช่ว่าจะมีแต่ทะเลเท่านั้น

วันนั้นเรานั่งคุยกันที่บ้านทิน ชาวอูรักลาโว้ยบ้านสังกาอู้ เกาะลันตา เกี่ยวกับอาหารดั้งเดิมที่ชาวอูรักลาโว้ยทำกินสืบเนื่องมา และเริ่มห่างหายไปจากสำรับปัจจุบันด้วยสาเหตุนานัปการ หรือไม่ก็นาน นาน จะได้ทำกินกันสักครั้งครา พอได้มานั่งล้อมวงดื่มกาแฟคุยกัน ความทรงจำก็ผุดโผล่ขึ้นมา ประเดี๋ยวคนนั้นก็นึกถึงแกงนั่น คนนี้นึกถึงแกงนี่ ยำหอยแบบนั้นแบบนี้ รวมถึงขนมก็พากันนึกขึ้นมาได้มิใช่น้อย

ใครที่เคยคิดว่าชาวอูรักลาโว้ยจะกินแต่ปลาย่าง กุ้งย่าง ต้มหมึก ก็คงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่

ด้วยว่าพอนึกถึงของกินเคยคุ้นลิ้น ก็พบว่าอาหารหลายชนิดมีมะพร้าวเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก ซึ่งไม่แปลกแต่ประการใด ใครๆ ก็รู้ว่าตามเกาะตามชายทะเลมักจะมีต้นมะพร้าวขึ้นเป็นดง น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวอ่อนสดๆเป็นของกินชั้นเลิศ ที่ได้ทั้งความสดชื่นและพลังงาน ส่วนมะพร้าวแก่ก็ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน

สำรับอูรักลาโว้ยที่ห่างหายเท่าที่รำลึกได้มีหลายอย่าง แต่ไม่สามารถปรนปรุงมาลองลิ้มเพราะขาดวัตถุดิบหลัก ในวงประชุมสภากาแฟล้อมวงบ้านทินตกลงเลือกอาหารคาวได้ 3 อย่าง กับของหวานอีก 2 อย่าง สำหรับทำกินรำลึกชาติ ซึ่งอาหารทั้งหมดนี้เราต้องใช้มะพร้าวถึงสิบกว่าลูก ทั้งคั้นกะทิ คั่ว และขูดผสมในอาหาร คนที่เคยกินอาหารที่เราสมคบคิดกันจะทำบอกว่าถ้าไม่ถึงกะทิก็ไม่อร่อย อีกทั้งมีต้นมะพร้าวมากมายจะประหยัดไปทำไมกัน