นายก้องเกียรติ กล่าาว่า ปีนี้แม้การบินสำรวจพบว่าประชากรเพิ่มขึ้น

สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี รวมไม่ต่ำกว่า 210 ตัว โดยฝูงใหญ่ที่สุดพบมากกว่า 30 ตัว โดยมีคู่แม่ลูกอยู่ในฝูงประมาณ 10 คู่ แต่ภาพรวมมีคู่แม่ลูกรวมประมาณ 42 คู่ และยังพบโลมาอีกประมาณ 19 ตัว แม่ลูกประมาณ 2 คู่ , เต่าทะเลประมาณ 57 ตัว โดยปีที่แล้วการบินพบพะยูนประมาณ 169 ตัว คู่แม่ลูกมากกว่า 10 คู่ ความหนาแน่นของประชากรพะยูนที่เพิ่มสูงขึ้นในทะเลตรัง เกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชนที่ประกอบอาชีพทำประมง ที่ให้ความร่วมมือไม่ใช้เครื่องมือที่เป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายาก ทั้ง พะยูน โลมา และเต่าทะเล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดตรัง ทำให้พบซากพะยูนเกยตื้นตายน้อยลงในปี 2560 เพียงจำนวน 6 ตัว และพบพะยูนมีชีวิตอีก 3 ตัว ซึ่งปีหน้า เชื่อหากเราสามารถควบคุมการตายด้วยเครื่องมือประมงได้ พะยูนในทะเลตรังจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 240 – 250 ตัว

นางสาวสิตากาญจน์ ทวิสุวรรณ นักวิชาการ กลุ่มงานสัตว์ทะเลยาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน กล่าวว่า การบินสำรวจพะยูนยังไม่แล้วเสร็จ แต่แนวโน้มปีนี้พบพะยูนเพิ่มสูงขึ้น โดยสังเกตเห็นจากคู่แม่ลูกที่มากขึ้นจากการบินแต่ละเที่ยวบิน ทั้งนี้ เป็นตัวเลขจำนวนนับ ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์ เนื่องจากยังต้องทำการบินต่อ โดยฝูงใหญ่ที่พบประมาณ 30 ตัว มีคู่แม่ลูกอยู่ฝูงประมาณ 10 คู่ โดยรวมคาดว่าประมาณการพะยูนมีมากกว่า 200 ตัว คู่แม่ลูกมากกว่า 40 คู่ แต่ทั้งนี้ จะต้องทำการวิเคราะห์ตัวเลขใหม่หลังเสร็จสิ้นภาระกิจการบินสำรวจ

สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 จัดสัมมนาบทบาทหน้าที่กรรมการสหกรณ์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการทำหน้าที่ของกรรมการสหกรณ์ เพื่อให้สามารถบริหารงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาองค์กรให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ได้

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้จัดโครงการสัมมนาบทบาทหน้าที่กรรมการสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ และวันที่ 2 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมเอส ดี อเวนิว กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในเขตกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 รวม 200 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตระหนักถึงความสำคัญของบทบาท ภารกิจในฐานะกรรมการสหกรณ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะเป็นตัวแทนของสมาชิกที่เข้ามาบริหารงานสหกรณ์ ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ การกำหนดนโยบายและควบคุมกิจการสหกรณ์และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวตามทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม ในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ เนื้อหาวิชาในการสัมมนา ประกอบด้วย บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการสหกรณ์ ข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการต้องรู้และปฏิบัติ การบริหารการสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์ และการบริหารกิจการสหกรณ์ที่ดี กรมฯมุ่งหวังว่า หากกรรมการสหกรณ์สามารถบริหารงานสหกรณ์ได้ดี มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของสหกรณ์อย่างแท้จริง จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ได้ และสามารถดำเนินงานสหกรณ์ตามแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐกับการพัฒนาให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่เข้มแข็งเป็นที่พึ่งให้กับมวลสมาชิกได้ในที่สุด

จังหวัดน่าน เปิดงาน “มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 5” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อร่วมสืบสานพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯ หวังพัฒนาชุมชนเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงเจาะตลาดสากล ดึง “มารีญา พูลเลิศลาภ” โชว์ผลงานดีไซน์ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก พร้อมจัดทำคอลเล็กชั่นสุดพิเศษและเปิดเวทีสร้างดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ต่อยอดงานหัตถศิลป์สู่อุตสาหกรรมแฟชั่น

นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 5” ภายใต้ชื่องาน “เทศกาลดอกชมพูภูคาบาน ผ้า เงินน่าน สู่อาเซียน ประจำปี 2561” โดยมีนายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน กล่าวรายงานการจัดงาน พร้อมด้วยนางอุราทิพย์ จารุศิลากุล ประธานกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน นางสาวณัฐาศินี เสฏฐพงศ์โชค ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน และแขกผู้มีเกียรติ ท่ามกลางประชาชนชาวน่านและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ณ ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

ทั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ร่วมกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดน่าน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน กลุ่มคลัสเตอร์เครื่องเงิน และกลุ่มคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เครื่องเงินและผ้าทอให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างรายได้ รวมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านเข้าสู่ตลาดสากล ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านให้คึกคัก

งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. โดยมีกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเครื่องเงินโบราณและผ้าทอเมืองน่านเฉลิมพระเกียรติ การสาธิตทำเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านพร้อมบริการขัดล้างเครื่องเงินฟรี การจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านคุณภาพสากล ตลอดจนสินค้าโอทอปขึ้นชื่อ และที่พิเศษในปีนี้ คือ การจัดทำคอลเล็กชั่นเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน รุ่น Limited Edition โดยดีไซน์เนอร์ชื่อดัง “ประภากาศ อังศุสิงห์” ผู้ออกแบบชุดประจำชาติไทยบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2017 ซึ่งนำแนวคิดการออกแบบดีไซน์ช่วงเทศกาลแห่งความรัก (Valentine’s Day) มาจัดจำหน่ายเฉพาะในงานนี้ พร้อมทั้งชมผลงานแฟชั่นโชว์ผลิตภัณฑ์ที่รังสรรค์จากเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน โดยนิสิต/นักศึกษาในจังหวัดน่าน ผู้เข้าแข่งขันประกวดชิงรางวัล “Nan Young Designer Award 2018”

สำหรับสถานการณ์ตลาดเครื่องเงินของจังหวัดน่านนั้น ที่ผ่านมามียอดการจำหน่ายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนักท่องเที่ยวชาวจีนได้ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์เครื่องเงินน่านมากขึ้น ขณะที่ทางกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน มีความพยายามเปิดตลาดไปยังยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ส่วนในพื้นที่เอเชีย มีอาทิเช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังขยายตลาดในประเทศและการสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แข็งแกร่ง

ส่วนทางด้านกลุ่มคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผสมผสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอเมืองน่านให้มีการออกแบบที่สวยงามและร่วมสมัย สามารถผลิตและแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ สอดคล้องต่อความต้องการของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางการจำหน่ายสินค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภค ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้และเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า “ออยอี้ ชื่อนี้พ่อให้มา” ได้มีการโพสต์ภาพขวดยา ยี่ห้อหนึ่ง และระบุว่า “#เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ. แม่เราไปหาหมอที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการไอ และเจ็บคอ หมอก็ให้ยามากิน กินทีแรกแม่ก็รู้สึกแปลกๆอยู่ว่ากลิ่น และรสชาติมันไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร พอมากินอีกทีแม่เลยเอะใจว่ามันไม่ใช่แล้ว เลยลองอ่านฉลากยาดู

โอ้โห !!! พระเจ้า เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยเลย ยากับฉลากที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอกบินทร์บุรี ติดมามันไม่ตรงกัน คนละเรื่องกันเลย แม่เรายิ่งเป็นไทรอยด์อยู่ด้วยไม่รู้จะเป็นอันตรายหรือป่าว

แม่บอกว่าก็รู้สึกว่าเวียนหัว และเหนื่อยง่ายกว่าปกติที่เคยเป็น เราก็ไม่รู้นะว่ามันเป็นเพราะยาหรือเป็นจากไทรอยด์กันแน่ คิดดูถ้าแม่กินไปเยอะกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น คุณทำงานที่มันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคน ควรจะระมัดระวัง และรอบคอบให้มากกว่านี้ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นคนอื่นที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือคนที่ไม่เอะใจกับสิ่งผิดปกตินี้ แล้วกินยานี้ไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น นี่มันชีวิตคนทั้งคนเลยนะ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในการลงพื้นที่การจัดงานวันดอกทุเรียนบานสะพรั่ง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ที่ จ.ปราจีนบุรี ปรับตัวใช้ตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยอย่างเหมาะสมทำให้เพิ่มมูลค่า รวมทั้งสามารถควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพ มียอดขายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สวนผลไม้ของ จ.ปราจีนบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำหรับการจัดงานวันดอกทุเรียนบานสะพรั่ง เป็นการชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมผสมเกสรทุเรียน ปีที่ผ่านมามีคนมาร่วมและมัดจำ ซื้อทุเรียนเป็นต้นๆ กว่า 50 ต้น

โดยผู้ที่สนใจจะต้องมัดจำไว้ ต้นละ 2,000 บาท และเกษตรกรจะรายงานผลการดูแลต้นทุเรียน ที่มาจองไว้ ทางระบบไลน์ ทำให้ติดตามการเติบโตได้ทุกระยะ จนถึงวันเก็บเกี่ยว (ประมาณ 120 วัน) โดยจะจำหน่ายตามราคาจริงของทุเรียนขณะนั้น

นายมนัส ฮวดจึง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนของ ศพก. ปราจีนบุรี เป็นทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี เนื้อแห้ง รสหวานมันอร่อย จึงมีลูกค้าขาประจำที่เป็นชาวปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อผลผลิตถึงสวนทุเรียนที่เก็บจากในสวนจะถูกทำความสะอาดผล และคัดแยกตามความสวยงาม ขนาด และอัตราความแก่ของผลทุเรียน ก่อนจำหน่าย ยิ่งใกล้วันที่ทุเรียนจะออกจะมีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก

แถมที่นี่ยังสามารถขายได้ในราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปอีกด้วย แต่ละปี สามารถสร้างรายได้กว่า400,000 บาท และยิ่งพอได้เทคโนโลยีเข้ามา ทางกลุ่มก็ปรึกษากันเริ่มใช้แนวทางในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้ามาเที่ยวชมสวนทุเรียน เพื่อโปรโมทให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะได้ทำกิจกรรมผสมเกสรดอกทุเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมเด่นของการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับผลตอบรับดีมาก ทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างที่ เข้ามาชม และสั่งจองต้นทุเรียนกับชาวสวน และชาวสวนเองยังต้องดูแลคุณภาพของทุเรียนให้ได้คุณภาพทุกต้น รวมทั้งสร้างเครือข่ายเพื่อให้มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น สำหรับปีนี้ตั้งเป้าไว้ในการสั่งจอง ไม่น้อยกว่า 300 ต้น ท่านที่สนใจสามารถไปเที่ยวชมสวนทุเรียน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้ทุกวัน ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

ในบรรดา “ของขม” สะเดาน่าจะเป็นของที่ผมกินได้เป็นรายล่าสุด หลังจากผ่านด่านขี้เหล็ก มะระจีน มะระขี้นกมาแล้ว มันอาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบวิธีกินที่พวกผู้ใหญ่แถวบ้านกินกัน คือราดน้ำปลาหวานกินกับปลาดุกย่างหรือกุ้งเผา ถ้าเกิดตอนนั้นมีใครเอามายำ แบบที่คนเขมรชอบทำยำสะเดารสขมอ่อนๆ ใสปลากรอบปิ้ง รสเผ็ดน้อยๆ เปรี้ยวนิดๆ (บางครั้งใส่วุ้นเส้นด้วย ยิ่งอร่อยไปใหญ่เลย) ละก็ ผมอาจกินสะเดาระเบิดเถิดเทิงมานานแล้วก็ได้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นผ่านตาในตำรากับข้าวเก่าเล่มไหน ว่าแต่ก่อนคนไทยภาคกลางก็ไม่ได้กิน “น้ำปลาหวาน” ที่หน้าตาเป๊ะแบบทุกวันนี้ เอาไว้หาเจอแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ แต่จำได้ว่าคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสะเดามันกินกับอย่างอื่นได้อร่อยด้วย ก็คือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ

สมัยผมเคยได้ทำงานกับอาจารย์อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน หลายครั้งก็ได้กินข้าวร่วมวงกับอาจารย์ เป็นที่รู้กันนะครับว่า “อาจารย์ยูร” ซึ่งเขียนหนังสืออาหารรสวิเศษของคนโบราณ (พ.ศ. 2531) นั้นเป็นกูรูผู้ช่างกินโดยแท้ ทีนี้มีอยู่มื้อหนึ่ง ผมเอาน้ำพริกเผาที่แม่ทำให้มาเข้าวงสำรับกลางวัน ส่วนอาจารย์มีสะเดาลวก ปลาดุกย่าง แต่ไม่มีน้ำปลาหวานครับ ครั้นจะไหว้วานให้ใครหาหรือทำให้ทุกคนก็หิวกันเสียแล้ว อาจารย์เลยคว้าน้ำพริกเผาของผมไปจิ้มสะเดากินแทน ปรากฏว่าเกิดพอใจมาก มื้อนั้นอาจารย์กินข้าวไปเยอะทีเดียว ปากก็รำพึงซ้ำๆ ทำนองว่า ทำไมเรานึกไม่ถึงมาก่อนนะว่าน้ำพริกเผานี่จะกินกับสะเดาลวกได้อร่อยอย่างนี้ มันก็ใช้วัตถุดิบเดียวกันเลยนี่นา ฯลฯ

ก็จริงของอาจารย์นะครับ ถ้าเราลองไล่เรียงเครื่องเคราดู จะเห็นว่าหากเราป่นกระเทียมเจียว หอมเจียว และพริกแห้งทอดที่โรยหน้าน้ำปลาหวาน แล้วเคี่ยวรวมกับน้ำปลาหวานไปจนงวด มันก็คือน้ำพริกเผาแบบผัดน้ำมันเราดีๆ นี่เอง

สมัยนั้นกินข้าวกับอาจารย์ทีไรก็ได้ฟังเรื่องเล่า เห็นภาพฉากเก่าๆ ของชีวิตการกินการอยู่ของคนโบราณชัดเจนดี ถึงอาจารย์จะจากไปสิบกว่าปีแล้ว ทุกวันนี้พวกเราลูกศิษย์เก่าเวลาได้กินอะไรที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปถึงวงข้าวสมัยนั้น ก็ยังคิดถึงอาจารย์อยู่เสมอ เหมือนอย่างที่ผมอยากจะขอรำลึกถึงอาจารย์ยูรด้วย “น้ำปลาหวานพริกเผา” ถ้วยนี้น่ะครับ

วิธีของผมคือ เอาสองอย่างนี้มารวมกันเลยแหละครับ

น้ำปลาหวานที่กินกับสะเดานี้ ทำโดยเคี่ยวน้ำคั้นมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปึกในกระทะไฟกลางให้เข้ากันจนงวดข้นตามต้องการเท่านั้นเองครับ ชิมให้เปรี้ยวนำ เค็มหวานตาม แล้วแต่ชอบ จากนั้นถ้าเป็นสูตรมาตรฐาน ก็โรยกระเทียมเจียวและพริกแห้งทอดกรอบเป็นเสร็จพิธี

แต่สูตรที่ผมทำนี้ เมื่อเคี่ยวน้ำปลาหวานได้ที่แล้ว ผมควักเอา “น้ำพริกเผา” แบบโบราณที่ซื้อจากตลาดเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ใส่ลงไปคนให้เข้ากันในกระทะ ระวังอย่าเผลอใส่มาก เดี๋ยวจะกลายเป็นน้ำพริกเผาไปทั้งกระทะ แต่ก็อย่าให้น้อยจนกลิ่นพริกเผาไม่ออกมาล่ะครับ

น้ำพริกเผาที่ว่านี้ ชาวบ้านทำขายโดยตำพริกแห้งเผา หอมเผา กระเทียมเผา ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำคั้นมะขามเปียกนิดหน่อย ได้กลิ่นหอมเครื่องเผา ต่างจากน้ำพริกเผาใส่ขวดแก้วใสที่มีขายทั่วไป ซึ่งเขาใช้วิธีทอดเครื่อง กลิ่นและรสจึงละม้ายน้ำพริกเผาผัดน้ำมันแบบครัวจีนมากกว่า

เมื่อปรุงรสจนได้ที่ตามต้องการในกระทะแล้ว ก็ตักใส่ถ้วย โรยผักชีเสียหน่อยให้สวยงาม กินคู่กับสะเดาปิ้งไฟ กุ้งเผา ปลาดุกย่างได้เลย

ดอกและใบอ่อนสะเดา ปิ้งไฟเตาถ่านให้ไหม้นิดๆ อร่อย หอม ดีกว่าลวกแน่นอนครับ แต่ถ้าไม่สะดวกเรื่องอุปกรณ์ ลวกน้ำร้อนเอาก็ใช้ได้แล้วครับ

รสของน้ำปลาหวานพริกเผานี้จะเนียนกว่าน้ำปลาหวานที่กินควบกระเทียมเจียวและพริกขี้หนูแห้งทอดเป็นเม็ดๆ แบบนั้นกัดโดนพริกเข้าทีหนึ่งก็จี๊ดซี้ดซ้าดทีหนึ่งน่ะครับ เรียกว่าเด่นไปคนละอย่าง

นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองแวง สพป.นครราชสีมา เขต 5 จับกบที่ช่วยกันเลี้ยง ในโครงการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่การขยายพันธุ์ จนถึงการนำไปประกอบเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียนในโรงเรียน และการจำหน่ายให้กับชุมชน โดยมี นายฉัตรชัย ตั้งศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูดูแล เมื่อเร็วๆ นี้

นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” จะให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและหรือบริการด้วย “เทคโนโลยี” และ “นวัตกรรม” อันจะนำมาซึ่งผลิตภาพ (ทำน้อยได้มาก) และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกหมู่เหล่า (ลดความเหลื่อมล้ำ) พร้อมๆ กับการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

ดังนั้น “การออกแบบ” จึงมีความสำคัญไม่น้อย สำหรับ “ประเทศไทย 4.0” โดยเฉพาะการออกแบบโรดแมป (Road Map) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดหมาย

โลกทุกวันนี้มีการแข่งขันกันที่รุนแรงมากขึ้นทุกที ดูได้จากการที่มีการแข่งขันกันผลิตสินค้าและบริการออกมาเสนอขายผู้บริโภคจนนับไม่ถ้วน แต่ผู้ผลิตรายใดจะอยู่รอดในระยะยาวและสามารถผูกมัดใจผู้บริโภคให้ติดใจกลายเป็น “ลูกค้าประจำ” ตลอดไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในตลาดแข่งขันได้อย่างเสรีเช่นนี้ ผู้บริโภคจะมีทางเลือกมากมาย ก็ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ องค์กรต่างๆ และเจ้าของสินค้าหรือบริการจึงต้องทิ้งความคิดแบบเดิมๆ ในการผลิตหรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ หรือให้บริการ ผู้บริหารจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ และคิดออกนอกกรอบเดิมให้ได้ เพื่อให้ได้ “ของใหม่” หรือ “นวัตกรรม” ที่ดีเลิศและออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นอกจากจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยความแปลกใหม่ได้แล้ว ยังให้อะไรเกินกว่าที่ผู้บริโภคคาดหวังด้วย แบบที่ต้องร้อง “ว้าว” เพราะคาดไม่ถึงเลย

ทุกวันนี้ ผู้บริหารของธุรกิจระดับโลกที่มีสินค้าและบริการสามารถเอาชนะใจลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับ “การคิดเชิงออกแบบ” ทั้งนั้น โดยแต่ละปีองค์กรเหล่านั้นยอมลงทุนด้วยเงินก้อนโตเพื่อการออกแบบและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ว่าไปแล้ว ความคิดเชิงออกแบบไม่ได้จำกัดอยู่ในแวดวงของผู้ที่เรียนด้านการออกแบบ หรือจบสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ทุกคนไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรืออาชีพอะไร ก็สามารถมีความคิดในเชิงออกแบบหรือจินตนาการสร้างสรรค์ได้

แต่จุดที่สำคัญอยู่ที่ ผู้บริหารองค์กรจะต้องเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และเปิดโอกาสให้พนักงานในทุกแผนกขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน ฝ่ายผลิต วิศวกร เป็นต้น สามารถนำเอาศักยภาพด้านความคิดเชิงออกแบบของพวกเขาออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ดังนั้น การออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งการพัฒนาองค์กร และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าหรือบริการ จึงนำไปสู่ “ความอยู่รอดในระยะยาว” ครับผม ! ต้องนำข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการล้างรถและข้อควรระวังในการล้างรถ มาคอยย้ำเตือนสำหรับคนมีรถ งานสำคัญเพื่อถนอมรถของคุณให้อยู่ได้นานๆ ก็คือการล้างรถ ไม่ได้แค่ทำความสะอาด แต่ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะให้รถด้วย การล้างรถได้ถูกวิธีจะช่วยยืดอายุการซ่อมและการใช้งาน ไม่ให้พังเร็ว ยานยนต์ “มติชน” มีข้อแนะนำดังนี้

ฉีดน้ำแรงๆ ต้องเป็นน้ำเย็น เพื่อกำจัดพวกฝุ่นละอองหรือคราบสกปรกที่เกาะอยู่บนตัวรถออกเสียก่อน การฉีดนั้น ต้องไล่จากบนลงมาล่าง
ตัวน้ำยาต้องผสมกับน้ำ อัตราส่วนผสมนั้นให้ดูที่ฉลากที่แนะนำไว้เป็นหลัก ควรผสมตามอัตราส่วนที่ให้อย่างเคร่งครัด อย่าคิดว่าน้ำยาเข้มข้นแล้วจะดี เพราะบางทีส่วนผสมในน้ำยาจำเป็นต้องเจือจาง เพื่อไม่ให้มีส่วนทำลายสีรถเสียเอง

เริ่มต้นล้างรถ จากบนลงล่าง คือเริ่มจากหลังคารถ ค่อยๆ ไล่ลงมาทางด้านข้าง ในส่วนของกระจกรถและตามขอบต่างๆ นั้น ไม่แนะนำให้ใช้ฟองน้ำล้างรถล้าง เพราะอาจมีพวกเศษหินหรือวัสดุแข็งที่ทำลายกระจายให้เกิดรอยขีดข่วนได้ ควรเปลี่ยนเป็นใช้ผ้าสำลีหรืออุปกรณ์ในการล้างโดยเฉพาะ และก่อนใช้ควรสำรวจด้วยว่า ผ้านั้นสะอาดปราศจากสิ่งที่จะทำลายกระจกหรือเปล่า

ขณะล้างรถนั้น ควรซักผ้าบ่อยๆ และแบ่งการใช้ผ้าในการล้างแต่ละส่วนของรถเป็นคนละผืน เช่น ผืนหนึ่งใช้ล้างหลังคารถ ฝากระโปรงรถหน้า-หลัง อีกผืนหนึ่งใช้ล้าง เริ่มตั้งแต่ขอบกระจกลงมาด้านล่าง ส่วนอีกผืนใช้สำหรับล้างล้อรถและส่วนที่สกปรกมากๆ ไม่ควรใช้ผืนเดียวล้างทั้งคันรถ เนื่องจากรถแต่ละส่วนสกปรกไม่เท่ากัน การดูแลและถนอมก็ต่างกัน ไม่ต่างจากคนเราที่มีการแยกผ้าสำหรับใช้กับอวัยวะที่ต่างกันคนละผืน

ขณะที่ล้างด้วยน้ำยา อย่าปล่อยให้น้ำยาแห้งต้องล้างด้วยน้ำสะอาดให้เสร็จสิ้นก่อนไปล้างส่วนอื่นๆ เมื่อล้างหมดทั้งคันแล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาดทั้งคันอีกเป็นรอบสุดท้าย
หลังจากนั้น ให้เช็ดรถให้แห้ง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจเกิดคราบน้ำ และทำให้ฝุ่นมาเกาะรถที่ยังเปียกหรือหมาดทำให้รถสกปรกอีก ข้อควรหลีกเลี่ยงในการล้างรถ

อย่าล้างบ่อยเกินไป และเลือกน้ำยาล้างรถที่ดีมีคุณภาพไม่ทำลายสีรถ
ให้ล้างรถในที่ร่ม เพื่อควบคุมเวลาในการล้างและเช็ดทำความสะอาดได้ด้วยตัวเอง หากล้างกลางแดด แสงแดดทำให้รถแห้งเร็วจนบางทีเกิดเป็นคราบ
ควรล้างรถในตอนเช้า เพราะหลังจากนั้นยังมีเวลาทำให้รถแห้ง ถ้าล้างตอนเย็นหรือค่ำ หากมีบางจุดเช็ดไม่แห้ง อาจทำให้รถเป็นสนิมในจุดนั้นได้
ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถ เพราะอาจมีเหตุให้รถเป็นรอยได้ เนื่องจากไม่ได้กำจัดฝุ่นผง หรือสิ่งสกปรกที่ติดตัวรถออกก่อน เมื่อนำมาไปแนบและเช็ดก็อาจครูดรถได้
ห้ามใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำยาที่ผลิตมาสำหรับล้างรถโดยเฉพาะ เนื่องจากความแรงของน้ำยาอาจทำลายสีรถได้

ข้อนี้มักเกิดขึ้นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็คือ การใช้แปรงหรือไม้ขนไก่ปัดฝุ่นรถ ในเวลาไม่มีเวลาว่างล้างแบบเต็มรูปแบบ ข้อนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวอาจลากฝุ่นหรือเม็ดทรายที่เกาะอยู่กับรถครูดจนรถเป็นรอยได้
วิธีเช็ดรถ

เลือกผ้าเนื้อนุ่มหรือผ้าชามัวร์คุณภาพดี และการเช็ดให้เช็ดจากบนลงล่าง
ส่วนที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือ กระจกรถและขอบประตู ด้านนอกด้านใน รวมถึงด้านในกระโปรงหลัง ด้านในฝาถังน้ำมัน ต้องเช็ดให้แห้งสนิทอย่าให้เหลือความชื้น
หากใช้ล้อแม็กให้เช็ดด้วย จะได้ไม่เกิดคราบน้ำ
ถ้าจะให้แจ่ม ลงน้ำยาขัดเคลือบขั้นตอนสุดท้าย สีสันรถคันโปรดของคุณก็จะดูสดใสขึ้น

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณตัดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 หรืองบกลางปี 2561 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงเกษตรฯเสนอไป 4.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการใหญ่ 7 โครงการ เหลือเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท และได้วงเงินสำหรับดำเนินโครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน ที่กระทรวงเกษตรฯดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอีกประมาณ 693 ล้านบาท หลังจากสำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณทั้งหมดจบลง และเตรียมนำโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง ก่อนเบิกงบประมาณดำเนินการได้ประมาณเดือนเมษายน 2561

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่สำนักงบประมาณพิจารณาให้ผ่านสามารถดำเนินการได้ แต่ขนาดของโครงการจะลดลง อาทิ งบประมาณสำหรับโค่นยางเพื่อเปลี่ยนชาวสวนไปประกอบอาชีพอื่น เดิมกำหนดเป้าหมายพื้นที่โค่นยาง 3 แสนไร่ จ่ายรายละ 10,000 บาท ต่อไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่ หรือ 100,000 บาท ต่อราย เดิมจะใช้เงินประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณตัดงบฯ ลง 50% จึงเหลือเงินสำหรับดำเนินโครงการนี้เพียง 1.5 แสนไร่ แต่ยังจ่ายไร่ละ 10,000 บา ทเหมือนเดิม ซึ่งเงินสำหรับจ่ายชาวสวนที่ร่วมโครงการจะจ่าย 2 งวด คือ งวดแรก 4,000 บาท ต่อไร่ หรือ 40,000 บาท ต่อราย หากทำแผนอาชีพเสร็จ งวดที่ 2 จ่ายอีก 6,000 บาท ต่อไร่ หรือ 60,000 บาท ต่อราย เมื่อเข้ารับการอบรมอาชีพแล้ว ส่วนอีกโครงการที่สำนักงบประมาณให้โครงการผ่านการพิจารณา คือโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน ของบประมาณ 19,134.65 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณเพียง 8,760 ล้านบาท