นายขวัญชัย แตงทอง วิทยากรเกษตรกรวัย 52 ปี ประธานศูนย์

เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอหันคา หมู่ที่ 9 อำเภอหันคา ได้ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรที่ร่วมโครงการ วิชาการผลิตข้าวแบบลดต้นทุน กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เป็นวิทยากรว่า แม้ว่าจะเหนื่อย และต้องมีการบริหารจัดการเวลา เพราะต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสมเพื่อการทำการเกษตรในไร่นา และการจัดการที่ ศพก.

อีกด้วย แต่นับว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีคุณค่าเป็นที่น่าประทับใจ ที่ได้พบแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร ในหลายพื้นที่ของอำเภอหันคา ซึ่งมีทั้งที่เคยไปและไม่เคยไป ศพก.หันคา จึงนับได้ว่าเป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่งของทางราชการที่ได้หยิบยื่นให้กับเกษตรกร จึงขอให้ดำเนินการในทุกๆ ปี แต่ขอให้มีเวลาเพื่อการดำเนินงานที่ยาวนานกว่าในปีนี้ เพื่อเกิดความคล่องตัวของการดำเนินงาน และของวิทยากรที่เข้าร่วม เนื่องจากต้องดำเนินการควบคู่กับการดำเนินงานตามภารกิจหลัก

เว็บไซต์เทเลกราฟ รายงาน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา อ้างรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ซึ่งเปิดเผยรายงานเตือนว่า สัตว์ป่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวtวิกฤต มีจำนวนลดลงอย่างมาก พร้อมเสนอแนะว่าทางเดียวที่จะช่วยโลกจากภาวะล่มสลายที่ไม่สามารถแก้ไขได้นั้น คือการร่วมมือผ่านข้อตกลงที่ใหญ่ระดับเดียวกับ “ข้อตกลงปารีส” ที่เกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลก

รายงานของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ระบุถึงภาวะดังกล่าวซึ่งจะส่งผลกับเศรษฐกิจโลกและมนุษยชาติว่า จากการสำรวจพบว่า จำนวนประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังในโลกลดลงจากปี 1970 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ผลจากฝีมือมนุษย์ ที่ทำลายสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย โดยเฉพาะช่วง 50 ปีหลังที่การขยายพื้นที่เกษตรเพื่อรองรับความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้ระบบนิเวศใกล้จะล่มสลายลง

พร้อมทั้งระบุว่า สัตว์อย่างปลานั้นมีอัตราสูญพันธ์ุมากที่สุดในบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังของโลก โดยสัตว์น้ำจืดหายไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปลาและสัตว์ทะเลถูกจับขึ้นจากทะเลแล้วนับตั้งแต่ปี 1950 ถึง 6 พันล้านตัน ขณะที่นกทะเลที่มีพลาสติกอยู่ในท้องเพิ่มขึ้นจาก 5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 1960 เป็น 90 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบัน

รองอธิบกรมป่าไม้ สั่งตรวจสอบที่ดินโครงการสวนน้ำทั้ง 57 แปลง “ภูขี้ไก่” ให้แปลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง เพื่อใช้เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด ชี้ “พ.อ. พงษ์เพชร” คงน้อยใจหลังเห็นงานไม่คืบ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงความคืบหน้าการเพิกถอนโฉนดที่ดิน 57 แปลง บริเวณภูขี้ไก่ ต.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ หลังจาก หน.ชป.กอ.รมน.ตัดพ้อถึงขั้นตอนมีความล่าช้าและวิงวอนให้หน่วยงานเกี่ยวข้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามใกล้ชิดและสั่งการชัดเจน ให้ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าสนับสนุนการทำงานของ พันเอกพงษ์เพชร เกษสุภะ หน.ชป.ศปป.4 กอ.รมน. ซึ่งพันเอกพงษ์เพชร ก็อยู่ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าอยู่แล้ว หมายถึงว่าหลังจากที่ไปตรวจแล้วคงไม่คืบหน้าก็เลยเกิดอาการน้อยใจ จึงดูเหมือนว่าหน่วยงานของรัฐเองก็ยังน้อยใจ ซึ่งความจริงคงไม่ใช่ แต่อาจจะเป็นเรื่องของความตั้งใจทำงาน ซึ่งพันเอกพงษ์เพชร ที่มีความตั้งใจทำงาน และบางทีอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็เกิดความน้อยใจ ก็ไม่มีปัญหา เราได้ช่วยกันทำงาน และล่าสุดทางกรมที่ดินก็ประสานแล้วว่า จะเร่งรัดดำเนินการตาม มาตรา 61 และหากพบมีหลักฐานชัดเจนก็นำไปสู่การเพิกถอน

“จริงๆ เรื่องความน้อยใจของ พันเอกพงษ์เพชร ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นว่าขณะนี้ทุกหน่วยงานได้เข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่ ทั้งกรมที่ดิน, กรมปกครอง, กรมป่าไม้ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ก็มาช่วยเหลือกันเต็มที่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไปได้ไว” นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่า ทางดีเอสไอต้องการเพิกถอน 57 แปลง แต่ว่าในส่วนของทางสำนักงานที่ดินจังหวัดพิจารณาตาม มาตรา 61 เสนอเพิกถอนเพียง 49 แปลงนั้น ซึ่งขณะนี้จนได้สั่งให้ทางสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 พิษณุโลก ตรวจสอบพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเลย แล้วก็ให้มีการประสานไปยังกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้ยืนยันอีกครั้งว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นที่เขาและภูเขาหรือไม่ และให้มีการแปลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังไปในอดีตว่า มีร่องรอยการทำประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้อย่างไร ซึ่งเราต้องปิดประเด็นตรงนี้ให้ได้ก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าว เคยเป็นป่าอยู่จริงหรือเปล่า ก็ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ และเมื่อเรามีหลักฐานการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ไม่มีการทำประโยชน์มาก่อน เป็นป่ามาก่อน เข้าหลักเกณฑ์พื้นที่เขาและภูเขา ซึ่งตรงนี้ก็ไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิได้ และทางกรมที่ดินก็จะเอาหลักฐานเหล่านี้ไปดำเนินการตาม มาตรา 61

รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ทางอาจารย์ชาและทางเจ้าของที่ดินขู่อาจจะฟ้องร้องหากมีการเพิกถอนเอกสารสิทธินั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขาและที่ดินบริเวณนี้ก็ยังถือว่าเป็นที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอนก็ถือเป็นสิทธิ์ของเขาอยู่แล้ว ซึ่งเราต้องเคารพสิทธิ์เขาและให้ความยุติธรรมเขา แต่อย่าลืมว่าหากเข้ากระบวนการ พิสูจน์การเพิกถอนแล้ว และถ้าพิสูจน์ได้ว่าออกโดยมิชอบก็ต้องไปไล่เบี้ยเอาว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครไปรู้เห็นเป็นใจใครทำให้เกิดการดำเนินการจนออกมาเป็นเอกสารสิทธิ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ก็ต้องไปเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง ส่วนทางเจ้าของที่จะฟ้องร้องก็เป็นสิทธิ์ของเขา

นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนสภาพเขาหัวโล้นบริเวณนี้สมมุติหากยึดคืนมาได้ 100% การเพิกถอนมีการยืนยันกันชัดเจนแล้ว การฟื้นฟูคงไม่ได้ยาก เพราะว่าไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนอาศัยทำกินอยู่ ซึ่งอย่างนั้นเราต้องไปพูดคุยเจรจามีรูปแบบของการใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน แต่สำหรับพื้นที่บริเวณนี้สามารถฟื้นฟูได้ ยัง 100% ได้เลยและคงไม่ช้าด้วย แต่ทั้งนี้ต้องขอย้ำว่ายังไม่อยากฟันธงว่าเขาผิด ตราบใดที่ยังถือเอกสารสิทธิอยู่ ฉะนั้นจึงอยากให้รอการตรวจพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อน ส่วนตอนนี้หากจะมีการโต้แย้งเรื่องความลาดชันเกินหรือไม่เกินก็ไม่เป็นไร เพราะตรงนี้ก็มีหลักฐานกันพอสมควร แต่ว่าต้องให้มีการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง และเรื่องนี้เท่าที่ทราบก็มีการเข้าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ไปแล้ว ก็คงจะไปต้องดูเรื่องเก่าตรงนี้ว่า ทาง กบร.จังหวัด มีมติไว้อย่างไร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและร่วมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดำเนินการติดตามประเมินการดำเนินโครงการ รวมทั้งศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าว และประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่และนอกพื้นที่โครงการแปลงใหญ่

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาต้นทุน การผลิตประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่กรณีศึกษาแปลงใหญ่ข้าว ในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่ และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ ในจังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี รวม 160 ราย

ผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยการผลิตข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2559/2560 ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ โดยต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อยู่ที่ 3,676 บาท/ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 839.70 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,327 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 4,105 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 808 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,576 บาท/ไร่

ทั้งนี้ ต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงจากค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และสารเคมี โดยที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 23.11 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 74 รวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดต้นทุน ร้อยละ 84 มีการรวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง ร้อยละ 80 และทุกคนได้รับการอบรมความรู้ด้านการเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 25.89 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 11 มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ร้อยละ 9 รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิต ร้อยละ 3 และได้รับการอบรมด้านการเกษตร ร้อยละ 40 ส่งผลให้การใช้ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่ามีความเหมาะสมมากกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตาม ควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การลดการใช้สารเคมี ปรับลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ส่งเสริมการรวมตัวกันผลิตเป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานลงได้ และควรส่งเสริมให้เกษตรกรจดบันทึกข้อมูลการผลิต รายรับ-รายจ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลมาปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี โทร. 0 3233 7954 หรือ อีเมล zone10@oae.go.th

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี การเพิ่มสมรรถนะในการบริหารจัดการการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจัดการคุณภาพ และการจัดการด้านการตลาดเพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ศึกษาเรื่อง “ต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ กรณีศึกษาพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม” ในปีงบประมาณ 2561

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่ และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ ให้เป็นแนวทางในการเสนอแนะมาตรการ นโยบาย ในการบริหารจัดการการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่

สำหรับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2559-2560 ใน 4 จังหวัด (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม) รวม 25,313 ราย แบ่งเป็น ขอนแก่น 12 อำเภอ เกษตรกร 12,737 ราย กาฬสินธุ์ 10 อำเภอ เกษตรกร 2,608 ราย มหาสารคาม 10 อำเภอ เกษตรกร 3,473 ราย และร้อยเอ็ด 20 อำเภอ เกษตรกร 6,495 ราย

จากผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนและผลตอบแทนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนเฉลี่ย 3,755 บาท/ไร่ เกษตรกรมีผลตอบแทนเฉลี่ย 4,165 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้หลังหักต้นทุน 410 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนและผลตอบแทนของเกษตรกรนอกพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนเฉลี่ย 4,478 บาท/ไร่ เกษตรกรมีผลตอบแทนเฉลี่ย 3,798 บาท/ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนอยู่ 680 บาท/ไร่ สำหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิตข้าวเชิงเทคนิค จะวัดจากปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงานคน แรงงานเครื่องจักร ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช และศัตรูพืช ผลจากการศึกษาพบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังมีค่าส่วนเกินปัจจัยการผลิตในส่วนของเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งแรงงานสูง และค่าประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่าเกษตรกรนอกโครงการเพียงเล็กน้อย

ดังนั้น ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เครื่องจักร เครื่องทุนแรงทางการเกษตรให้มากขึ้น อาทิ รถเกี่ยว เครื่องพ่นปุ๋ย การปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ และช่วยทดแทนแรงงานของครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงอายุ และมีจำนวนน้อย รวมทั้งควรเพิ่มองค์ความรู้ในด้านต่างๆ แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เช่น การวางแผนการผลิตจนถึงการจำหน่ายผลผลิต การบริหารจัดการในรูปแบบของกลุ่มให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่และจำนวนสมาชิก ตลอดจนการดำเนินงานต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ควรเน้นให้ความรู้ด้านการวางแผนการผลิต วิธีเพิ่มคุณภาพผลผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงาน และการวางแผนการจำหน่ายสินค้าล่วงหน้าซึ่งจะช่วย ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจผลการศึกษา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่ม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร. (043) 261-513 ต่อ 17 หรืออี-เมล zone4@oae.go.th

คุณบัญชา หนูเล็ก อยู่บ้านเลขที่ 9/5 หมู่ที่ 7 ต.บางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี โทร. 089-220-8438 ถือเป็นเกษตรกรมืออาชีพท่านหนึ่ง ใน อ.บางแพ ที่สะสมประสบการณ์ในการปลูกผักมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ประกอบ คุณบัญชา ได้นำเอาวิชาการ และเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรของตนเอง ส่งผลให้การปลูกผักประสบผลสำเร็จและเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ทั้งยังมีผลกำไรสูงสุด

“ขึ้นฉ่าย” ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่คุณบัญชากล่าวว่าเป็นการทำการเกษตรแบบแจ๊กพอต ที่ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างรายได้ถึง 1 ล้านบาท แต่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3-5 ปี เป็นเพราะอะไร คุณบัญชามีคำตอบและข้อแนะนำเคล็ดลับดีๆ ในการปลูกขึ้นฉ่าย

ตลาดมีความต้องการ “ขึ้นฉ่าย”ทุกวัน เช่นเดียวกับผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่ายมีราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ค่อนข้างดี และมีปริมาณการใช้ผักขึ้นฉ่ายมากในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ ฯลฯ คล้ายกับผักชนิดอื่นๆ ซึ่งในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท โดยเกษตรกรที่ปลูกผักขึ้นฉ่ายก็ต้องมีการคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูก มองหาช่องทางว่าจะให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงใด จึงจะมีผลกำไรมากที่สุด

คุณบัญชา อาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ว่าช่วงเวลาใดที่ผักมีในตลาดน้อยหรือตลาดมีความต้องการมาก ซึ่งได้คำตอบจากคุณบัญชาว่า ถ้าจะผลิต “ผักขึ้นฉ่าย” จำหน่ายให้ได้ราคาสูง และตลาดมีความต้องการนั้น คุณบัญชาจะผลิตออกมาสู่ตลาดให้ตรงกับวัน “ออกพรรษา” โดยคุณบัญชาให้เหตุผลว่า ไม่ใช่เพราะตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นเรื่องของช่วงจังหวะเวลาที่ในช่วงวันออกพรรษา ที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะต้องหยุดงานแล้วไปทำบุญ นั่นก็รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกผักและแรงงานที่เก็บผักด้วยที่หยุดไปทำบุญด้วย ทำให้ผักป้อนเข้าสู่ตลาดน้อยมากในทุกปี ทั้งที่ปริมาณการใช้ผักยังคงเท่าเดิม หรือมีมากขึ้น แต่สินค้าไม่มี ทำให้ราคาผักหรือผักขึ้นฉ่ายที่เตรียมปลูกส่งตลาดมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง นี่ถือเป็นเคล็ดลับที่คุณบัญชายอมเปิดเผยว่า เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นอย่างนี้มานานนับสิบปีแล้ว จึงทำให้รู้ว่าสินค้าพืชผักจะแพงในช่วงใด

คุณบัญชา อธิบายว่า ส่วนหนึ่งคือ การคาดการณ์ในเรื่องของผลผลิตที่จะให้ออกสู่ตลาดช่วงใดให้ได้ราคาสูงสุด ซึ่งเกษตรกรต้องเลือกปลูกผักชนิดที่คิดว่าจะได้ราคาดีที่สุด ซึ่งปีที่ผ่านมาคุณบัญชาเลือกปลูกขึ้นฉ่าย เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างดี ราคาเฉลี่ย 100 บาทขึ้นไปในช่วงเทศกาล แต่ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในรอบ 3-5 ปี ไม่สามารถปลูกซ้ำพื้นที่เดิมได้ เนื่องจากจะประสบปัญหาเรื่องของโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราเป็นอย่างมาก หากปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมมักจะเกิดปัญหาโรคระบาดผลผลิตเสียหาย ทำให้การปลูกผักขึ้นฉ่ายของคุณบัญชานั้นเป็นเพียงการปลูกผักแบบเฉพาะกิจ เมื่อครบรอบเวลาที่คิดว่าจะปลูกขึ้นฉ่ายได้อีกครั้ง และตลาดมีแนวโน้มราคาน่าจะดีที่สุดก็จะกลับมาปลูกผักขึ้นฉ่ายอีกครั้งหนึ่งก็จะได้ราคาดีเหมือนถูก “แจ๊กพอต” นั่นเอง

ในปีที่ผ่านมา คุณบัญชาเลือกที่จะเพาะกล้าขึ้นฉ่ายช่วงเดือนสิงหาคมแล้วเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายขายราวเดือนตุลาคม ซึ่งในปีที่แล้ววันออกพรรษาตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ขึ้นฉ่ายของคุณบัญชาเก็บเกี่ยวได้พอดี โดยคุณบัญชาปลูกขึ้นฉ่ายไว้ ประมาณ 6 ร่องแปลงปลูก โดย 1 ร่องแปลงมีขนาดพื้นที่ประมาณ 180 ตารางวา หรือเกือบ 2 งาน ใน 1 ร่องแปลงปลูก หากคิดรวมกันประมาณ 3 ไร่ เท่านั้น การเก็บขึ้นฉ่ายขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นขั้นต่ำ ซึ่งเก็บขึ้นฉ่ายขายต่อเนื่องราว 10 วัน วันละประมาณ 900-1,000 กิโลกรัม พื้นที่แค่ 3 ไร่ ได้เงินเกือบล้านบาท นี้ไงคือ การทำ “เกษตรแจ๊กพอต”

การปลูก “ขึ้นฉ่าย” แบบคุณบัญชา

เริ่มต้นจากการเตรียมดินที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร มีความต้องการปัจจัยในการเจริญเติมโตแบบไหน อย่างขึ้นฉ่ายนั้นเป็นพืชรากตื้น การเตรียมดินจึงไม่จำเป็นต้องขุดลึกมากนัก ใช้เพียงรถไถติดผาลตีดินตีให้ละเอียด ลึกเพียง 2-3 นิ้ว ก็ใช้ได้

เคล็ดลับอยู่ที่แปลงปลูกจะใส่ขี้ไก่ แกลบ ประมาณ 60 กระสอบ (อาหารสัตว์) ต่อร่องแปลงปลูก ตีกับดินให้ละเอียดจนดินฟู ขี้ไก่แกลบนอกจากจะเป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยให้ขึ้นฉ่ายงาม ใบเขียวแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้ดินอุ้มน้ำเก็บความชื้นได้อย่างเหมาะสม เพราะขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่ชอบน้ำ ต้องการดินที่ค่อนข้างฉ่ำน้ำสักนิด เปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ใส่ขี้ไก่หรือใส่น้อยก็ปลูกได้ไม่ดีเท่าไรนัก และวิธีดังกล่าวทำให้คุณบัญชา ไม่ต้องกลางซาแรนบังแดดให้แปลงขึ้นฉ่ายเหมือนเกษตรกรท่านอื่น ซึ่งถ้าต้องกางซาแรนบังแดดยาวตลอดทั้งแปลง นั่นหมายถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

เมล็ดพันธุ์ขึ้นฉ่ายคุณบัญชาเลือกใช้ขึ้นฉ่ายพันธุ์ “ซุปเปอร์โพธิ์ทอง” ของ บริษัท เจียไต๋ ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ ต้นใหญ่ ต้นขาว ใบใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด และมีการเจริญเติมโตที่เร็ว ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี อายุการเก็บเกี่ยวหลังการหว่านราว 90 วัน แต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์นั้นก็ต้องเลือกดูสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ก่อนหว่านเมล็ดพันธุ์ควรรดน้ำให้กับแปลงปลูกพอหมาดก่อนล่วงหน้าสัก 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นหว่านเมล็ดขึ้นฉ่ายให้ทั่วๆ แปลงนั้น ก็ต้องอาศัยความชำนาญในการหว่านเมล็ดให้มีความสม่ำเสมอ จากนั้นคลุมด้วยฟาง รดน้ำตามให้ชุ่ม ดินก็จะละลายมากลบทับเมล็ดพอดี ให้น้ำแปลงปลูกทุกวันในช่วงเช้าหรือเย็น

ไม่ควรรดน้ำแปลงปลูกในช่วงอากาศร้อนจัด เช่น เวลาเที่ยง สวนผักของคุณบัญชาจะใช้เรือในการรดน้ำ ซึ่งสามารถให้น้ำได้ทั่วถึง หรือเกษตรกรท่านอื่นก็ใช้ระบบน้ำแบบสปิงเกลอร์ก็ได้เช่นกัน หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ไปได้ราว 10-14 วัน เมล็ดขึ้นฉ่ายจะเริ่มงอกโดยจะแทงรากออกมาก่อน แล้วจึงจะเห็นเป็นใบ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวสำคัญที่สุดของการดูแลรักษาขึ้นฉ่าย อย่าให้แปลงปลูกขาดน้ำเป็นอันขาด แปลงต้องมีความชุ่มชื้น เพื่อสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ (เพราะแปลงปลูกไม่ได้กางซาแรนพรางแสงให้) ถ้าดินแห้งจะทำให้รากหรือใบของต้นขึ้นฉ่ายแห้งตายได้ง่าย และยังมีแมลงศัตรูพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “จิ้งหรีด” ที่ชอบมากินใบ, กัดต้นอ่อน การป้องกันจำกัดจะต้องฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแปลงกลุ่ม “โอเมทโทเอท” โดยอัตราที่แนะนำ คือ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ในช่วงแรก

ในช่วงแรกต้นขึ้นฉ่ายยังคงได้ปุ๋ยจากปุ๋ยคอกที่อยู่ในแปลง แต่เมื่อต้นกล้าอายุได้ 1 เดือน จะมีใบจริง 2-5 ใบ เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยเคมีช่วย โดยจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 หว่านบางๆ ให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะหว่านให้ทุกๆ 10-15 วัน ตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากสภาพต้นและการเจริญเติบโตว่าดีมากน้อยเพียงใด ถ้าสังเกตว่าต้นขึ้นฉ่ายเจริญเติบโตไม่ดีหยุดชะงัก ก็อาจมีการกระตุ้นการเจริญเติบโต ด้วยการหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ช่วยให้บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งการให้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งต้องให้น้ำตามจนกว่าปุ๋ยจะละลายจนหมดทุกครั้ง

นอกจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้ทางดินแล้ว เกษตรกรสามารถเสริมด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดโรคแมลง ตามความเหมาะสม โดยคุณบัญชาจะใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องโรค เช่น โรคใบด่างลาย โรคก้านใบแตก โรคใบไหม้ ใบจุด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุมาจากเชื้อรา คุณบัญชาอธิบายว่าพื้นฐานของเชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพดินที่เป็นกรด ดังนั้น ต้องแก้ไขดินให้เป็นด่าง เมื่อพบอาการของโรค คุณบัญชาจะเลือกใช้วิธีการใส่ “ปูนขาว” เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เป็นด่าง ทำให้สภาพดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่ปูนขาวที่นำมาใช้นั้นคุณบัญชาแนะนำว่าต้องเป็นปูนขาวที่ได้จากเปลือกหอยเผาเท่านั้น นอกจากปรับสภาพดิน ลดความรุนแรงและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชแล้วยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม ช่วยทำให้ต้นผักหรือต้นขึั้นฉ่ายมีความแข็งแรงขึ้น เมื่อต้นขึ้นฉ่ายมีอายุได้ 90 วัน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะเรียกกันว่า “ถอน” โดยวิธีการเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายหรือการถอนนั้นคือ การดึงต้นขึ้นฉ่ายออกมาจากดิน เกษตรกรต้องแกะใบขึ้นฉ่ายที่เหลืองออกและเขย่าเอาดินออก (ดินจะหลุดออกจากรากง่ายเพราะเป็นผลจากการเตรียมดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่แกลบนั้นเอง) จากนั้นจะเข้ากำ โดยใช้หนังยางรัด เวลาชั่งจะมีเคล็ดลับในการบรรจุที่เป็นวิธีที่ทำให้การบรรจุผักขึันฉ่ายลงถุงได้รวดเร็ว ใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดวางบนกิโล จากนั้นวางขึ้นฉ่ายที่เข้ากำแล้วประมาณ 5 กิโลกรัม นำถุงพลาสติกเหนียว ชนิดเจาะรูมาสวม จับปากถุงฟิวเจอร์บอร์ดให้ห่อเข้า เพื่อให้เข้าถุงพอดี หลังจากนั้นดึงแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดออกก็จะสามารถใส่ขี้นฉ่ายลงถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีม้วนปากถุงพลาสติกและใส่ขึ้นฉ่ายลงในถุงทีละกำจนเต็มถุง แล้วเอาไปชั่งเครื่องชั่งกิโล ถ้าหนักเกิน 5 กิโลกรัม ก็ดึงขึ้นฉ่ายออก ตอนที่ดึงกำขึ้นฉ่ายออก มักจะทำให้ผักช้ำ ต้นหักและเกิดการเน่าได้ง่าย ผักขึ้นฉ่ายมักจะถอนและเข้ากำบรรจุกันในแปลงปลูก ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน เกษตรกรจึงต้องมีร่มขนาดใหญ่ คอยบังแดดให้ เข่งหรือกองผักไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรง

คุณบัญชา ฝากทิ้งท้ายว่า แม้ผักขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีราคาดี แต่ก็ยังไม่สามารถปลูกได้อย่างต่อเนื่อง ปลูกซ้ำที่ไม่ได้หรือได้ผลที่ไม่ดีเท่าไรนัก เคยให้นักวิชาการเกษตรเข้ามาศึกษาว่า พอจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้ จนในบางพื้นที่ต้องมีการปลูกขึ้นฉ่ายในถุงดำเพื่อหนีปัญหาเรื่องโรค ซึ่งก็สามารถผลิตออกมาได้ดี เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังให้ผลผลิตได้ไม่สูงเท่าการปลูกลงดิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นถึงการดำเนินงานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 ที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ได้บูรณาการสำรวจข้อมูลสภาพการตลาด รวมทั้งทัศนคติและความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ จัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาสถานการณ์ด้านการผลิตสินค้าผลไม้อินทรีย์ของไทย พบว่า ผลผลิตผลไม้ส่วนใหญ่ (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วร้อยละ 92 ส่วนร้อยละ 8 ผลผลิตยังอยู่ในระยะปรับเปลี่ยนภายใต้การรับรองมาตรฐานอินทรีย์ Organic Thailand