นายชลินทร์กล่าวด้วยว่า ภาคใต้จะทำนาเกือบตลอดทั้งปี

โดยหลัก ๆ 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กุมภาพันธ์ และครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งเป้ารักษาและส่งเสริมปลูกข้าว 270,000 ไร่ต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปากพนัง หัวไทร และเชียรใหญ่ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริในเรื่องของลุ่มน้ำปากพนังให้เป็นแหล่งปลูกข้าวของภาคใต้ โดยปี 2560 ที่ผ่านมาสามารถปลูกข้าวได้เพียง 210,000 ไร่ เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วม และปีนี้พื้นที่ปลูกข้าวได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมไปแล้วกว่า 20,000 ไร่

พัทลุงหนุนคนรุ่นใหม่ทำนา

นายไพรวัลณ์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในพื้นที่ภาคใต้มีแหล่งปลูกข้าวหลัก ๆ 3 จังหวัด มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 600,000 ไร่ แบ่งเป็นนครศรีธรรมราช ประมาณ 250,000 ไร่ สงขลา 200,000 ไร่ และพัทลุง 150,000-160,000 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 300,000 ตัน/ปี โดยจะทำนา 2 ฤดูกาลต่อปี คือ นาปี และนาปรัง ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ พันธุ์สังข์หยด เล็บนก เฉี้ยง ทับทิมชุมแพ กระดังงา เป็นต้น

สำหรับจังหวัดพัทลุงจะทำนาปีประมาณ 100,000 ไร่ และนาปรัง 60,000 ไร่ ปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่หันมาเป็นเกษตรกรทำนามากขึ้น รวมถึงมีการนำนวัตกรรม ภูมิปัญญา และเทคโนโลยีมาเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น เช่น การเตรียมดิน การปรับปรุงและบำรุงดิน ใช้น้ำหมักธรรมชาติสลายตอซังเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และมุ่งเน้นผลผลิตที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งหากทำได้เต็มระบบ จะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 30% และได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

ผ่านฤดูหนาวเข้าสู่หน้าร้อน ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่พบผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร เพราะอุณหภูมิและความชื้นในช่วงหน้าร้อนเหมาะแก่การเจริญของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกบริโภคอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพ

ก่อนอื่นผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุหลักที่ทำให้อาหารปนเปื้อน ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย สามารถเกิดได้จาก 1. การปนเปื้อนทางเคมี เช่น สารเคมีที่ใช้ในทางเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือยากำจัดศัตรูพืช 2. การปนเปื้อนทางกายภาพ เช่น เศษหิน เศษดิน ฝุ่นละออง แมลง หรือมูลสัตว์ต่างๆ 3. การปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลัก สำหรับประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา โดยจุลินทรีย์พวกนี้มักก่อให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ

เมื่อทราบสาเหตุซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนของอาหารกันแล้ว ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ได้รับประทานอาหารอย่างปลอดภัย ตลอดช่วงหน้าร้อนที่จะถึงนี้

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือหากปรุงอาหารรับประทานเอง ให้ล้างมือทั้งก่อนและหลังการเตรียมอาหาร 2. ควรตรวจสอบคุณภาพของอาหารสดก่อนนำมาปรุงอาหารว่าอาหารสดที่จะนำมาประกอบอาหารนั้นมีการเน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพหรือไม่ 3. อาหารสดทุกชนิด โดยเฉพาะผักและผลไม้ จะต้องล้างทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณสารเคมีตกค้าง 4. ควรแยกอุปกรณ์การเตรียมอาหาร เช่น มีดและเขียงระหว่างของสด และของที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษ 5. อย่างทิ้งอาหารที่ปรุงสุกแล้วไว้นอกตู้เย็นเกิน 2-3 ชั่วโมง เพราะหากตั้งไว้นานเกินไปเชื้อโรคอาจเพิ่มจำนวน ดังนั้นเมื่อไม่รับประทาน ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และเมื่อซื้ออาหารที่แช่แข็งต้องรีบนำเข้าช่องแข็งทันที หรือหากต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าครึ่งชั่วโมงให้แช่น้ำแข็งไว้ 6. กรณีเลือกซื้ออาหารสดหรืออาหารพร้อมรับประทาน ควรอ่านฉลากและวันหมดอายุ และควรสังเกตสภาพภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ ภาชนะบรรจุต้องสะอาด ไม่มีการฉีกขาด รั่วซึมบวมหรือบุบบู้บี้

อาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคในหน้าร้อน แยกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ 1. อาหารประเภทกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ขนมพวกกะทิ ซึ่งเป็นอาหารที่ง่ายต่อการบูดเสีย เชื้อจุลินทรีย์ชอบ ดังนั้น ถ้ากินไม่หมดต้องนำเข้าตู้เย็นแล้วนำมาอุ่น ทางที่ดีควรรับประทานให้หมดภายในมื้อเดียว 2. อาหารประเภทยำ รวมถึงส้มตำ สำหรับอาหารยำ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีลวก แต่ลวกไม่สุก ทำให้เชื้อโรคไม่ตาย หากรับประทานเข้าไป เชื้อโรคก็อาจเข้า ส่งผลต่อร่างกาย 3. ขนมจีน มีความเสี่ยง ทั้งจากเส้นขนมจีน น้ำยากะทิ และผักสดที่ไม่ล้างหรือล้างไม่สะอาด 4. อาหารทะเล จะบูดเน่าง่ายในหน้าร้อน ก่อนรับประทานต้องทำให้สุกทุกครั้ง 5. อาหารค้างคืน หรืออาหารที่เหลือจากมื้ออื่น ต้องมั่นใจว่าไม่บูดเสีย และมีการอุ่นให้ได้ที่ ทางที่ดี่ควรกินอาหารปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง 6. อาหารที่มีแมลงวันตอม โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จที่วางขายในภาชนะที่ไม่มีฝาและสิ่งใดปกปิด 7. น้ำดื่ม และน้ำแข็ง ต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำดื่มที่สะอาด ได้มาตรฐานองค์การอาหารและยา (อย.)

ที่สำคัญในการเลือกซื้ออาหาร ควรเลือกซื้อตามฤดูกาล เพราะจะทำให้ได้อาหารที่สดใหม่ คุณภาพดี และราคาถูก นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือได้ สังเกตได้จากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เพื่อให้แน่ใจได้ว่าอาหารที่บริโภคสะอาดและปลอดภัย

ดร.ดาลัค ศิริวัน นักวิจัยชำนาญการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 – วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2561 นายอำพล อังคภากรณ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยระหว่างการเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและคุ้มครองสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย เพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศสินค้ามะม่วงยายกล่ำนนทบุรี ว่า อยากให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศสินค้ามะม่วงยายกล่ำนนทบุรี พร้อมดำเนินโครงการส่งเสริมและคุ้มครองสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยและการติดเครื่องหมายรับรองตราสัญลักษณ์ GI ไทย ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าชุมชน โดยเฉพาะมะม่วงยายกล่ำนนทบุรี ที่ถือเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ จ.นนทบุรี

นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติประกาศให้เพิ่มวันหยุดราชการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2561 เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางกลับภูมิลำเนา และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวทั่วประเทศนั้น โดยพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ก็จะเป็นกลุ่มที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ไม่เน้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จะไม่ค่อยมีไฮไลต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์นัก

แต่จะเป็นทางผ่านของประชาชนเสียมากกว่า เช่น ผ่านไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียว จ.ขอนแก่น และที่สนามไอโมบายล์ สเตเดียม จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ทุกปี ส่วนพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว และ อ.ปากช่อง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมานั้น ไม่ได้รับอานิสงส์แต่อย่างใด ขณะที่ในตัวเมืองนครราชสีมา ก็อาจจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปจับจ่ายซื้อของเฉพาะในห้างสรรพสินค้าใหญ่ 3 แห่ง คือ เดอะมอลล์ โคราช, เทอร์มินัล 21 โคราช และเซ็นทรัลพลาซ่า โคราช นอกจากนั้นแทบจะไม่มีกิจกรรมใดเลยที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา

“เทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดนครราชสีมา เงียบเหงามานานกว่า 6 ปีแล้ว ทั้งที่เป็นประตูสู่ภาคอีสาน การคมนาคมก็สะดวกสบาย อีกทั้งยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากมาย แต่เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หน่วยงานต่างๆ กลับไม่มีแผนที่จะจัดกิจกรรมสร้างสีสันให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ปัจจุบันสู้จังหวัดบุรีรัมย์กับขอนแก่นไม่ได้เลย จึงคาดว่าสงกรานต์ปีนี้ แม้จะหยุดยาวถึง 5 วัน ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่คึกคักขึ้นมาได้เท่าที่ควร” นายพงษ์เทพกล่าว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายไพรัช เจ้ยชุม ประชาสัมพันธ์คณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรและสถาบันยาง อาทิ สหกรณ์ยาง วิสาหกิจยาง กลุ่มยางที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนให้ได้รับอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อสามารถรับเหมางานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและกับภาครัฐได้

“ผลิตภัณฑ์ยางเมื่อได้รับ มอก. ทำให้หน่วยงานเกิดความเชื่อมั่นมาก รัฐบาลต้องสนับสนุนให้สถาบันยางฯได้รับ มอก. เร็วขึ้น และอีกทั้งต้องมีการส่งเสริมการทำการตลาด และทำ เอ็มโอยู เพื่อส่งเสริมการขาย” นายไพรัช กล่าว

นายไพรัช กล่าวว่า เครือข่ายยางกำลังติดตามแผนของหน่วยงานรัฐ เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ยางของภาครัฐ เพราะที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องยาง ก็ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนในการจะใช้ยาง

พาณิชย์อุทธรณ์ยืนตามผลคัดเลือกเดิมให้ “ตลาดไท-ตะวันนา” ชนะตลาดกลางข้าวสารคู่ จับตาตลาดไทเตรียมยื่นศาลปกครอง ขอระงับผลพิจารณา

หลังจากที่ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ได้ยื่นอุทธรณ์ถึงกระทรวงพาณิชย์ ถึงผลการพิจารณาจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์คัดเลือกให้ตลาดไท และบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดตะวันนา) ดำเนินการก่อตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทยพร้อมกันทั้ง 2 ราย นั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือลงนามโดย นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ แจ้งถึงกรรมการบริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ 1 ใน 2 ราย ชนะการคัดเลือกให้จัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อยืนยันผลการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการทั้ง 2 บริษัท มีศักยภาพในการจัดทำตลาดกลางข้าวสารเช่นเดียวกัน จึงได้ยืนยันผลการพิจารณาไว้ 2 ราย ตามเดิม

โดยให้เหตุผลว่ากระทรวงได้พิจารณาคุณสมบัติของ บริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด ตามหลักเกณฑ์การส่งเสริมการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารสู่มาตรฐานสากล ในข้อเรื่องเงื่อนไขภาคเอกชนในการเป็นผู้ดำเนินการตลาดกลางข้าวสาร กำหนดให้ต้องเป็นผู้สมัครที่มีประสบการณ์ และศักยภาพในการบริหารงานและดำเนินธุรกิจเป็นที่ยอมรับไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทางตลาดตะวันนาฯ มีการประกอบธุรกิจมานานกว่า 10 ปี

ประเด็นที่ 2 คือ ข้อโต้แย้งว่าการให้ชนะทั้ง 2 ราย จะเป็นภาระด้านงบประมาณและการดูแลของภาครัฐจะดำเนินการได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าการพิจารณาให้ 2 ราย ย่อมจะเกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการข้าวทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ โรงสี ผู้ค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวรวมถึงประชาชนทั่วไป เพราะการมีตลาด 2 แห่ง จะทำให้เกิดการแข่งขันในการบริหารจัดการ และการให้บริการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากลไกตลาดข้าวสารของประเทศในภาพรวม

ทั้งยังไม่เป็นภาระต่องบประมาณ เพราะทั้ง 2 ราย ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ และขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ เฉพาะในส่วนของการประชาสัมพันธ์ การเชื่อมโยงตลาด และการอบรมให้ความรู้เท่านั้น ทำให้ภาครัฐลดภาระในเรื่องงบประมาณรายจ่าย และสามารถให้การดูแลและส่งเสริมตลาดกลางข้าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

แหล่งข่าวจากตลาดไทเปิดเผยว่า ตลาดไทไม่เห็นด้วยกับผลการอุทธรณ์ครั้งนี้ จึงเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ภายใน 90 วัน เพื่อขอให้ระงับผลการพิจารณาดังกล่าว

“ตลาดไทยืนยันว่า มีประสบการณ์ด้านการค้าสินค้าเกษตรมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี และการที่กระทรวงพาณิชย์ให้ทำตลาดกลางข้าวสารพร้อมกัน อาจทำเกิดความสับสนต่อเกษตรกร และเกิดปัญหาการตัดราคากันเอง ซึ่งจะไม่ส่งผลดีกับราคาข้าว อีกทั้งตลาดไทได้จัดทำโปรโมชั่นโดยการ ‘ไม่เก็บค่าเช่า’ มีเพียงค่าธรรมเนียม 1-2% ของยอดขาย ถือเป็นการเตรียมการหลังจากที่ทราบผลการพิจารณาครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2560 แต่ต่อมาในช่วงเดือนกันยายนกลับให้เจรจาต่อรองอีกครั้ง ซึ่งจากการสอบถามไม่ทราบข้อเสนอที่แน่ชัดว่าอีกฝ่ายให้ข้อเสนออะไรจึงชนะเหมือนกัน” แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อที่ 28 กุมภาพันธ์ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมและบรรยายพิเศษ “โครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ” ซึ่งเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดขึ้น เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ผู้แทนจากกรมทางหลวง ท้องถิ่นจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักการช่าง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายกฤษฎา กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ ปีละหลายแสนล้านบาท แต่ในปัจจุบันพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้รับผลกระทบจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ผลผลิตยางพาราล้นตลาด อุปสงค์และอุปทานของสินค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพารา จึงได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งสนับสนุนให้ส่วนราชการ/หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการและพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย

โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เช่น โครงการก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในวันนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดประชุมในครั้งนี้จะเป็นการกำหนดแนวทาง การระดมความคิดในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อไป

ด้านนายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำในวันนี้ สำหรับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้น ก็ได้ให้ความสำคัญในด้านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความต้องการและพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา

โดยกรมได้กำหนดเป้าหมายการใช้ยางพารา ประมาณการไว้ที่ 74,000 ตัน โดยการคิดคำนวณจากข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ข้อมูลเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ปี (พ.ศ. 2561-2564) และกำลังสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำโครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นลำดับแรกอย่างน้อย 1 โครงการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางรายย่อย และจากการสรุปผลการรายงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 5,473 ล้านบาท ใช้ยางพาราประมาณ 3,940 ตัน และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 44 จังหวัด คิดเป็น 1,872 ล้านบาท ใช้ยางพาราไป 1,173 ตัน มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าอยู่ระหว่างการปรับแผน 15 จังหวัด และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าไม่มีโครงการที่ใช้ยางพารา 16 จังหวัด

นายสุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า ในการดำเนินการที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการปฏิบัติในการแก้ปัญหายางพาราตกต่ำเท่าที่ควร วันนี้จึงได้จัดประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงได้เสนอวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โดยได้เชิญหน่วยงานผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ให้กับสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวในพื้นที่

โดยได้เชิญท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด และผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด เนื่องจากเห็นว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นหน่วยงานที่สามารถดูแลโครงการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด รวมทั้งยังมีขีดความสามารถ ศักยภาพในการให้คำแนะนำ และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นในจังหวัดเดียวกัน และกรมหวังว่าหลังจากการประชุมในครั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถกลับไปสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การยางแห่งประเทศไทยจับมือร่วมกับสถาบันเกษตรกร ประชุมขับเคลื่อนพัฒนามาตรฐานด้านการผลิต กลยุทธ์การทำธุรกิจ และการเพิ่มช่องทางการทำตลาดยาง GMP ทั้งยางแผ่นรมควันต้นน้ำและยางอัดก้อนจากสถาบันเกษตรกร ทั่วประเทศเตรียมเดินหน้าเปิดตัวสู่งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและสากลด้านยาง น้ำยาง และยางล้อ 2018 ครั้งที่ 4 (4th Edition “Global Rubber, Latex & Tyre Expo 2018)

เมื่อเร็วๆนี้ (27 ก.พ.2561) การยางแห่งประเทศไทย โดยฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร (ฝพก.) จัดการประชุมการขับเคลื่อนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่แปรรูปยาง GMP ณ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง โดยมีผู้นำสถาบันเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ทั้งยางแผ่นรมควันต้นน้ำและยางอัดก้อนจากทั่วประเทศ เพื่อพัฒนามาตรฐานทั้งด้านการผลิต กลยุทธ์การทำธุรกิจ และการเพิ่มช่องทางการทำตลาดยาง GMP ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งร่วมวางแผนเตรียมความพร้อมสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง GMP และผลิตภัณฑ์ยาง

ของการยางแห่งประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเปิดตัวสู่งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและสากลด้านยาง น้ำยาง และยางล้อ 2018 ครั้งที่ 4 (4th Edition “Global Rubber, Latex & Tyre Expo 2018) โดยภายในงานมีนิทรรศการจัดแสดงกว่า 300 บริษัท และมีกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ อาทิเช่น งานอบรม งานสัมมนาด้านยางพารา การบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านยางเพื่ออัพเดทเทคโนโลยี และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาบุคลากร และส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมยางให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยเป็นงานแสดงนิทรรศการและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมยางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ที่สนใจเข้าชมงานกว่า 15 ประเทศ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค-บางนา กรุงเทพฯ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือธนาคารกรุงไทย ลงนามความร่วมมือพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้แก่สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ก้าวสู่ยุคสังคมไร้เงินสด โดยเตรียมทำบัตรให้สมาชิกสหกรณ์เป็นบัตรเงินสด ใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมร่วมมือทำระบบ QR Code อำนวยความสะดวกการจ่ายค่าสินค้าในร้านค้าสหกรณ์และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายธีระ วงศ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนา “สหกรณ์ไทยก้าวทัน เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงิน” พร้อมทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับ บมจ. ธนาคารกรุงไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้แก่สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ผ่านโครงการบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-Op Member Card ผ่านเครื่อง Mobile EDC สำหรับสหกรณ์ ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ บางพลัด กรุงเทพฯ

สำหรับโครงการดังกล่าว ธนาคารกรุงไทยได้ประสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการส่งเสริมระบบการบริหารจัดการทางการเงินให้กับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ด้วยการจัดทำบัตรสมาชิกสหกรณ์เป็นบัตรเงินสด มีอายุการใช้งาน 3 ปี โดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเปิดบัญชีกับธนาคาร เพียงแค่เติมเงินเข้าบัตรผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร จากนั้นสมาชิกสามารถนำบัตรดังกล่าวไปเบิกเงินสดจากตู้ เอทีเอ็ม ของทุกธนาคารได้ทันที ขณะเดียวกันบัตรสมาชิกนี้ยังเหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้เป็นบัตรสำหรับโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินสด และช่วยตอบสนองนโยบายระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-payment ของรัฐบาลด้วย

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการบัตรสมาชิกสหกรณ์นี้ นอกจาก จะสามารถสร้างระบบการบริหารจัดการด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพของสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงในการดำเนินงานให้กับสหกรณ์ โดยการนำไปต่อยอดเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสหกรณ์ต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ได้ไปประชาสัมพันธ์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้รับทราบถึงโครงการดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ระดับอำเภอ 822 แห่ง ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ แต่ในระยะแรกจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความพร้อมสมัครเข้ามาร่วมโครงการประมาณ 120 แห่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่สหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว ธนาคารกรุงไทยจะติดตั้งเครื่อง Mobile EDC ไว้ที่สหกรณ์แห่งนั้น เพื่อใช้ในการเติมเงินเข้าบัตร และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการจ่ายเงินกู้ เงินปันผลเฉลี่ยคืน หรือจ่าย ค่าผลผลิตทางการเกษตรที่สหกรณ์รับซื้อจากสมาชิก อีกทั้งยังสามารถใช้บัตรในการส่งเสริมทำธุรกิจและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ได้ พร้อมกันนี้สมาชิกยังสามารถใช้บัตรดังกล่าว รูดซื้อสินค้าต่างๆ จากร้านค้าสหกรณ์ได้เช่นกัน ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สมาชิกมีความปลอดภัยจากการถือเงินสดจำนวนมาก แต่เบื้องต้นบัตรดังกล่าวจะทำธุรกรรมได้ระหว่างสมาชิกเท่านั้น ส่วนในอนาคตจะพัฒนาช่องทางเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มคุณสมบัติเป็นบัตร Visa เพื่อสร้างความสะดวกให้สมาชิกสามารถนำบัตรไปซื้อสินค้าจากร้านค้าทั่วไปได้ด้วย