นายบุญธรรม ถั่วทอง ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า

หลังการเข้ามาตั้งโรงงานเกิดฝุ่น และกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านอย่างหนัก แม้ร้องเรียนไปแต่ผู้ประกอบการไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา เพราะเป็นคนจากที่อื่น และเร่งทำงานให้เสร็จ บางครั้งทำงานตั้งแต่เช้ามืดถึงสี่ทุ่มยังไม่เลิก ทำให้ผู้สูงวัยที่ไม่แข็งแรงบางคนถึงกับเป็นลม เมื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็ขอให้รีบย้ายออกไปจากพื้นที่โดยเร็ว

จากการตรวจสอบพบโรงงานดังกล่าวรับเหมาช่วงงานสร้างถนนมา โดยอยู่ระหว่างเร่งก่อสร้างถนนสายดังกล่าว คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน จะแล้วเสร็จ ชาวบ้านจึงยื่นคำขาดให้เร่งแก้ปัญหาให้แล้วเสร็จไม่เกิน 1 สัปดาห์ หลังร้องเรียนไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่มีการแก้ปัญหา

ดอกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่เบ่งบานและส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งสวนกาแฟ ล่อแมลง และผึ้งจำนวนมากให้มาดอมดมดูดน้ำหวานเพื่อผสมเกสร หลังจากหมดหน้าที่ก็ร่วงโรย แล้วผลกาแฟก็จะเริ่มเติบโตนับจากนั้นเป็นต้นไป

สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ก้องกาแฟ” จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนก้องวัลเล่ย์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง บอกว่า ตนเองอยู่ท่ามกลางกลิ่นกาแฟมาโดยตลอด ตั้งแต่การสี คั่ว บด และการชงกาแฟ แต่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3-4 วัน ในขณะที่ดอกกาแฟเริ่มออกดอกบานและร่วงโรย เราจะได้กลิ่นหอมของดอกกาแฟฟุ้งไปทั้งสวน หรือแทบจะทั้งบริเวณหมู่บ้านที่มีการปลูกกาแฟ และในช่วงนั้นก็จะมีผึ้งมาตอมดอกกาแฟเยอะมากๆ ด้วยความสงสัยจึงได้ไปเด็ดดอกสีขาวของกาแฟที่กำลังบานเต็มที่แล้วมาใส่ในกา

แล้วเทน้ำร้อนลงไป หลังจากนั้นทดลองดื่มก็พบว่ามีความหอมลึกๆ ของน้ำมันดอกไม้แต่จะออกกลิ่นเขียวปนอยู่ด้วย ก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าดอกกาแฟจะมีพิษอะไรหรือไม่ จึงได้สอบถามไปยังอาจารย์ท่านหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร แล้วจึงได้คำตอบที่น่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ดอกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจะมีโครโมโซม 22 คู่ ผสมเกสรเองไม่ได้ จะแตกต่างจากพันธุ์อาราบิก้าของทางเหนือ ซึ่งจะมี 44 คู่ ซึ่งสามารถผสมเกสรด้วยตนเองได้ ทำให้ดอกของกาแฟโรบัสต้าจะต้องมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ เพื่อล่อแมลงให้มาช่วยผสมเกสร ซึ่งไม่มีพิษหรือเคมี เพราะไม่เช่นนั้นผึ้งหรือแมลงก็จะไม่มาตอม

สุพจน์ เล่าต่อว่า ได้รับคำแนะนำให้นำดอกกาแฟไปผ่าน 3 กระบวนการตากแห้ง คือตากแห้งกลางแดด ตากแห้งในที่ร่ม และตากแห้งในที่ร่มแล้วไปคั่วเบาๆ เพื่อที่ให้เกิดกระบวนการ Caramelization หรือการไหม้ของน้ำตาลให้มีความหวานมากขึ้น ซึ่งการตากแห้งธรรมดาก็เหมือนกับ “ชาขาว” ส่วนที่มีการนำไปคั่วหรืออบก็เหมือนกับ “ชาดำ” หลังจากนั้นจึงได้ส่งดอกกาแฟที่ผ่านกระบวนการทั้ง 3 อย่างไปยังสถาบันแม่ฟ้าหลวง ซึ่งผลวิจัยที่ออกมาน่าอัศจรรย์มาก คือมันไม่มีแทนนิน คือความฝาด ไม่มีคาเฟอีนเพราะเป็นดอกไม้

ได้ความหวานจากฟรุกโตส และที่สำคัญคือมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ทำให้เราได้เครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย โดยดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ซึ่งในขณะนี้กำลังรอผลวิจัยในเชิงลึกจากนักวิชาการ แล้วจะได้เผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป ซึ่งในขณะนี้สมาชิกของทีมก้องกาแฟ ก็ได้เริ่มเก็บดอกกาแฟเพื่อนำมาทำเป็นชาดอกกาแฟกันจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน และมีเสียงตอบรับจากผู้ดื่มเป็นอย่างดี

จรีรัตน์ มากเสม หนึ่งในสมาชิกทีมก้องกาแฟ บอกว่า การเก็บดอกกาแฟต้องรีบเก็บในช่วงที่ดอกบานเต็มที่และถูกผสมแล้ว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตเมล็ดกาแฟ ซึ่งสังเกตได้ที่เกสรของดอกกาแฟจะเป็นสีน้ำตาล เพียงแต่เมื่อเอามือไปจับดอกมันก็จะหลุดออกมาโดยง่าย และจะมีเวลาเก็บเพียง 1 วัน เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ดอกก็จะเหี่ยวและร่วงโรยแล้วจะใช้ไม่ได้ หลังจากเก็บดอกไปแล้วเมล็ดกาแฟก็จะเติบโตต่อไปได้ ซึ่งเมื่อเก็บดอกสดมาแล้วก็จะนำมาผึ่งในที่แดดรำไร ไม่ให้ถูกแดดจัด หลังจากนั้นก็จะเขย่าในกระด้งเพื่อคัดเกสรออก และคัดขยะธรรมชาติพวกกิ่งไม้ใบไม้ออกไป และนำไปคั่วเบาๆ ในกระทะให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน หลังจากนั้นก็จะนำไปเขย่าในกระด้งอีกครั้งเพื่อให้เศษดอกเล็กๆ และเศษไหม้หลุดออกไป แล้วบรรจุถุงเพื่อขายปลีกในราคาถุงละ 150 บาท ซึ่งมีน้ำหนัก 20-22 กรัม โดยชาดอกกาแฟที่ทำสำเร็จแล้วนั้นจะเหลือเพียง 1 ใน 3 ของดอกกาแฟสดที่เก็บมาเท่านั้น

นฤมล พลรบ ลูกค้าชาดอกกาแฟรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เคยเข้ามาเที่ยวชมกาแฟคั่วมือของก้องวัลเล่ย์ และได้ดื่มชาดอกกาแฟ ซึ่งติดใจในรสชาติ และความหอม จึงได้ซื้อไปชงดื่มเป็นประจำ รู้สึกได้ในความหอมสดชื่น และรู้สึกว่าน้ำหนักตัวลดลง จึงได้เป็นลูกค้าชาดอกกาแฟเป็นประจำ

สิทธิ์ ชาญภัทรวาณิช นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวก้องวัลเล่ย์ และมีโอกาสได้ชิมชาดอกกาแฟ บอกว่า น่าจะเรียกว่าเป็นน้ำผลไม้มากกว่าชา เพราะรสชาติแตกต่างจากชาทั่วไปมาก มีกลิ่นหอมที่คิดไม่ถึง ไม่ขม เหมือนกับดื่มน้ำเปล่าที่มีกลิ่นหอมๆ อบอวลอยู่ในปากและในจมูก ดื่มแล้วก็อยากดื่มอีก

Jimmy Galvin หนุ่มชาวไอร์แลนด์ และ Lianne Scarpellini สาวชาวอังกฤษ สองนักท่องเที่ยวที่ได้ชิมชาดอกกาแฟบอกว่า ไม่เคยเห็นชาดอกกาแฟมาก่อน ได้ชิมแล้วรู้สึกได้ในความหวาน สะอาด หอมสดชื่น และอร่อยมาก ซึ่งรู้สึกชอบ

ดอกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า อาจจะเคยเป็นดอกไม้เล็กๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณสวนกาแฟ และถูกมองผ่านไปอย่างไม่มีค่าอะไร แต่ในวันนี้การค้นพบคุณค่าของดอกกาแฟดอกนี้ และนำไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับชาวสวนกาแฟในจังหวัดระนองในรูปแบบ “ชาดอกกาแฟ” หรือ COFFEE BLOSSOM TEA ที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ ปราศจากความขม และคาเฟอีน ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมและแพร่หลายมากขึ้น ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟนั่นเอง

นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 46 แห่งที่คุรุสภาให้การรับรอง กำหนดจัดฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐาน ปีการศึกษา 2560 ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม ให้กับผู้ที่ประสงค์จะประกอบวิชาชีพครู โดยมีค่าสมัครฝึกอบรมมาตรฐานละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องผ่านการรับรองความรู้ตามมาตรฐาน โดยวิธีการเทียบโอน ทดสอบ หรือฝึกอบรมมาแล้วอย่างน้อย 1 มาตรฐาน และได้รับวุฒิบัตรรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครูจากคุรุสภาแล้ว หรือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.วค.) ที่คณะกรรมการ คุรุสภามีมติให้การรับรอง

การอบรมมาตรฐานนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะเป็นครู มีความรู้และสมรรถนะมาตรฐานวิชาชีพครูครบ 9 มาตรฐาน และนำผลการรับรองความรู้ ขอรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนหรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายในวันที่ 3 ตุลาคม ตามบทเฉพาะการของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนด สามารถสมัครเข้าฝึกอบรมด้วยตนเองที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นหน่วยฝึกอบรมของคุรุสภา โดยใช้แบบฟอร์มใบสมัครและแสดงหลักฐานตามที่คุรุสภากำหนด ทั้งนี้ผู้สมัครต้องไม่เข้ารับการฝึกอบรมในวันและเวลาที่ซ้ำซ้อนกันโดยเด็ดขาด

สำหรับหน่วยฝึกอบรมจะต้องรับสมัครผู้เข้ารับฝึกอบรมได้ไม่เกิน 3 รุ่น รุ่นละไม่เกิน 3 ห้อง ห้องละไม่เกิน 50 คน กรณีจำเป็นต้องจัดฝึกอบรมเกิน 3 รุ่น ให้หน่วยฝึกอบรมเสนอคณะอนุกรรมการรับรองความรู้วิชาชีพทางการศึกษา พิจารณาข้อมูลความพร้อมในการจัดฝึกอบรมเป็นรายกรณี และจัดฝึกอบรมได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว สามารถดูรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยฝึกอบรม ได้ที่ www.ksp.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. (02) 304-9899 ต่อ 633 หรือ (02) 282-4862

วันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สิเกา จ.ตรัง ต่างพากันเดินทางมาเก็บหอยผีเสื้อหรือหอยแสงอาทิตย์ ที่บริเวณชายหาดปากเมงในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมอย่างคึกคัก เนื่องจากระดับของน้ำทะเลลดลงต่ำสุด นับตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ ไปจนถึงวันแรม 3 ค่ำ ทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็นของทุกวันจะพบว่ามีหอยผีเสื้อจำนวนมากมาฝังตัวเกาะอยู่ใต้พื้นทราย ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี

ขณะที่ นางวรรณา ช่วยธานี อายุ 54 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ม.3 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง กล่าวว่า หอยผีเสื้อ หรือหอยแสงอาทิตย์ จะมีรสชาติคล้ายกับหอยตะเภา หนึ่งในหอยชื่อดังแห่งทะเลอันดามัน แต่มีความอร่อยกว่า เนื่องจากนุ่ม กรุบกรับ หวาน และมีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งมีการขายสดในราคากิโลกรัมละ 100 บาท หากแกะเนื้อขายแล้วจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท แต่ต้องนำไปแช่น้ำเพื่อเอาทรายออกจากตัวหอยก่อน 1 คืน จึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้สารพัดเมนู

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับหอยผีเสื้อนั้น ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดตรัง กำลังเพาะพันธุ์หอยชนิดนี้เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลในช่วงต้นปีหน้า

รศ.ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโน โลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มทส. ตนพร้อมด้วย ศ.ดร. หนึ่ง เตียอำรุง คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร (กยท.) และ ว่าที่ร.ต. วีระชัย ศรีสาร ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่ง มทส. โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการประสานดำเนินการ

“ความร่วมมือนี้จะเกิดการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างครบวงจร เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร นักศึกษา หรือวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยจะร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรผู้ทำสวนยาง สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางพารา และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาราคายางพารา และรายได้เกษตรกรที่ตกต่ำในปัจจุบัน” รศ.ดร. วีระพงษ์ กล่าว

รศ.ดร. วีระพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้จัดสรรพื้นที่กว่า 160 ไร่ ในการทำแปลงยางพาราเพื่อรองรับงานวิจัยด้านพัฒนาสวนยางและผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 สามารถเก็บผลผลิตได้แล้วประมาณ 80 ไร่ ใช้ประโยชน์ทั้งการเรียนการสอนและงานวิจัยของคณาจารย์ งานวิจัยมีตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ ได้แก่ งานพัฒนาสวนยาง จนถึงปลายน้ำหรือการแปรรูปยาง สำหรับงานวิจัยด้านพัฒนายางพารา ได้เน้นการใช้เทคโนโลยีการปลูกยางให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่มีฝนปริมาณน้อยและดินขาดความอุดมสมบูรณ์จึงได้พัฒนาการปลูกยางพาราโดยใช้ระบบน้ำหยด ทำให้ปลูกยางพาราได้ผลเป็นอย่างดี และยางพาราที่เปิดกรีดแล้วได้ผลผลิตน้ำยางมากกว่าการปลูกในสภาพที่ไม่มีระบบน้ำถึง 100 กิโลกรัม/ไร่

รศ.ดร. วีระพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้งานวิจัยทั้งหมดได้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตยางพารา และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ

พาณิชย์เดินหน้าเพิ่มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซเท่าตัว จาก 2.5 ล้านล้านบาทเป็น 5 ล้านล้านบาท ใน 5 ปี จัดแมชชิ่ง Tmall บริษัทลูกอาลีบาบา พร้อมดันเข้าอีมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ อเมซอน อีเบย์ ฯลฯ ต่อยอด Thaitrade.com ขายสินค้ากว่า 2 แสนรายการ

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า การประชุมระดมสมองร่วมกับหน่วยงานอื่น ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560-64) นโยบายจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในการนำอีคอมเมิร์ซช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่ประชุมมีเป้าผลักดันมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท เป็น 5 ล้านล้านบาท ใน 5 ปี

กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. เสริมสร้างเพิ่มขีดแข่งขันผู้ประกอบการ 2. เสริมสร้างเอื้อต่อการทำอีคอมเมิร์ซอำนวยความสะดวกสู่สากล 3. เพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพปัจจัยสนับสนุน 4. สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้ขาย มีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA เป็นเจ้าภาพ

แผนการทำงานของกรม จะร่วมกับบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SMEs ของไทย ตั้งแต่ระดับฐานรากจนสามารถส่งออกได้ ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ รวมถึงจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่าง ผู้ประกอบการไทยและ บริษัท TMALL Global บริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป ไตรมาสแรก 2561 ผลักดันให้เจาะตลาดอีคอมเมิร์ซในจีน ซึ่งมีมูลค่าอันดับหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ มีแผนที่จะร่วมมือกับ e-Marketplace ชั้นนำระดับโลก เช่น Amazon และ eBay และ e-Marketplace ในตลาดศักยภาพอื่นๆ เช่น GoSoko ในแอฟริกา Coupang ในเกาหลีใต้ และ Souq.com ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลักดันให้สินค้าและบริการไทยไปปรากฏอยู่บน e-Marketplace ชั้นนำ สินค้าที่ได้รับความสนใจสูง ได้แก่ สินค้าสปา เสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยว

พร้อมต่อยอดเว็บไซต์ Thaitrade.com เพิ่มจำนวนขายสินค้าในเว็บไซต์มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขาย 22,754 ราย ที่พร้อมส่งออก โดยมีสมาชิกผู้ซื้อทั่วโลก 159,614 ราย มีสินค้าและบริการที่หลากหลายแบ่งออกเป็น 52 หมวดหมู่สินค้า กว่า 255,849 รายการ มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ 5,734,840 คน

นางศิริวัลย์ แก้วมูลเนียม รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ประเมินยอดผู้ยื่นแบบภาษีชำระภาษีบุคคลธรรมดา ปีงบประมาณ 2560 ที่ยื่นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายนนี้ มีเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ล้านราย สูงกว่าปีก่อนที่มียอด 10-11 ล้านราย เนื่องจากใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้มีการยื่นภาษีเพิ่มขึ้น ยอดคืนภาษีที่ชำระเกินปีนี้คาดว่า มีผู้ได้รับภาษีคืนเพิ่มขึ้นถึง 25% จาก 3 ล้านรายเมื่อปีก่อนเพิ่มเป็น 4 ล้านรายในปีนี้

สาเหตุที่มีการคืนภาษีมากขึ้น เนื่องจากปี 2560 มีมาตรการ นำรายจ่ายหลายชนิดมาลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น อาทิ การนำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้ 15,000 บาท ภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว ช็อป ช่วยชาติ 15,000 บาท มาตรการผู้ประสบภัยน้ำท่วม นำค่าใช้จ่ายซ่อมแซมมาหักลดหย่อนได้

การยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพบว่า ยังมีผู้ยื่นแบบภาษีค่อนข้างน้อยกว่าที่คาด ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างรอใบรับรองประกันชีวิต ที่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเพิ่ม สัปดาห์นี้คาดจะมีผู้ยื่นภาษีประมาณ 1 ล้านราย สรรพากรคาดว่าจากมาตรการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมานั้น จะทำให้กรมสูญรายได้บ้าง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นพ. สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยความสำเร็จของระบบทันตกรรมประกันสังคมแบบไม่ต้องสำรองจ่ายว่า ในปี 2560 มียอดผู้ประกันตนใช้บริการแล้วกว่า 1,311,927 ครั้ง สปส.จ่ายประโยชน์ทดแทน 880,981,002.78 ล้านบาท ทั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพในช่องปาก ของผู้ประกันตน รวมถึงความต้องการและความพึงพอใจในการเข้ารับบริการกรณีทันตกรรม

“ปัจจุบันได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เพิ่มอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณีอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ให้แก่ผู้ประกันตน เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 900 บาท ต่อคน ต่อปี จากเดิม 600 บาท ต่อคน ต่อปี” นพ. สุรเดช กล่าวและว่า ผู้ประกันตนสามารถใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐานเข้ารับบริการกรณีทันตกรรมกับสถานพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย วงเงินไม่เกิน 900 บาท ต่อคน ต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2561 มีสถานพยาบาลเอกชน/คลินิกเข้าร่วมให้บริการ จำนวน 1,352 แห่ง รวมถึงสถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ โดยสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุข้อความว่า “สถานพยาบาลแห่งนี้ให้บริการผู้ประกันตนกรณีทันตกรรม ‘ทำฟัน’ ไม่ต้องสำรองจ่าย”

นพ. สุรเดช กล่าวว่า กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่าย สามารถนำหลักฐาน ประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีธนาคารของผู้ประกันตนไปยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายประกันสังคมได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่เข้ารับบริการที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมในเดือนมกราคม 2561 ปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 80 จากเดือนธันวาคม 2560 อยู่ที่ 79.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดในรอบ 36 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต ปรับเพิ่มขึ้น 54.7 และ 90.8 ตามลำดับ เพิ่มจากเดือนก่อนหน้า ที่ 53.6 และ 90.2 ตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สูงสุดรอบ 9 เดือน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สูงสุดรอบ 58 เดือน ตามลำดับ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 67 จาก 66.2 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดรอบ 34 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ เพิ่มขึ้น 74.9 จาก 74 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สูงสุดรอบ 57 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เพิ่มขึ้น 98 จาก 97.5 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สูงสุดรอบ 37 เดือน

“ดัชนีที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจดีเกินคาด การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,800 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวปรับตัวดี” นายธนวรรธน์ กล่าวและว่า ทิศทางของดัชนีดีขึ้นและเป็นขาขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง คนต่างจังหวัดและคนมีรายได้น้อยยังรู้สึกการหารายได้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเรื่องที่ยังต้องจับตาและเป็นสัญญาณเชิงลบว่าจะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไปหรือไม่ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องลดลง ประชาชนกังวลข้าวของจะมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันลดลงครั้งแรกรอบ 4 เดือน ที่ระดับ 70.5 จากเดิม 72.3 ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว และประชาชนกังวลว่าการเลื่อนเลือกตั้งอาจส่งผลถึงเศรษฐกิจโดยรวม โดยอยู่ที่ระดับ 86.2 จากเดิม 90.8 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเป็นอาการระยะสั้น เศรษฐกิจไม่ได้เสียการทรงตัวจะยังรักษาโมเมนตัมในทิศทางฟื้นตัวได้ คาดว่าในเดือนภุมภาพันธ์และมีนาคมนี้สถานการณ์จะคลายตัว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 4.2-4.5% อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.50-32.00 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐที่ไม่ต้องการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าไปมากกว่านี้ จึงคาดว่าจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้ 5% ทั้งนี้จะเริ่มเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ปลายไตรมาส 2

นายปณชัย พิสัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกาแฟตราดอยช้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทตรวจพบมีผู้แอบอ้างสวมรอยนำแบรนด์กาแฟ ‘ดอยช้าง’ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ในลักษณะแขวนป้ายหน้าร้านขายกาแฟสดว่าใช้เมล็ดกาแฟของดอยช้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา จีน เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทสามารถผลิตเมล็ดกาแฟ (กาแฟสาร) ได้ประมาณปีละ 2,000 ตัน เพื่อป้อนตลาด แต่ในตลาดกลับพบกาแฟสารดอยช้างที่แอบอ้างและสวมสิทธิมากถึง 4,000-5,000 ตัน

“เคยเห็นกับตาในประเทศแถบยุโรปและจีนมีร้านกาแฟขึ้นป้ายขายกาแฟดอยช้างทั้งที่ไม่เคยส่งเมล็ดกาแฟให้ ซึ่งการแอบอ้าง ดังกล่าวส่งผลต่อราคาจากที่ขายอยู่กว่า 1,000 บาท ต่อกิโลกรัม ของปลอมขายที่ 100-300 บาท ต่อกิโลกรัม” นายปณชัย กล่าวและว่า กำลังเป็นห่วงว่าหากปล่อยให้แอบอ้างชื่อกาแฟดอยช้างไปเรื่อยๆ จะกระทบกับชื่อเสียงของบริษัท และอาจจะกระทบถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้รับความเดือดร้อน รวมถึงกาแฟไทยโดยรวมด้วย

นายปณชัย กล่าวถึงธุรกิจดอยช้างว่า ตั้งเป้าจะขยายแฟรนไชส์ให้ครบ 200 สาขา ภายใน 5 ปี โดยปีนี้จะเปิดสาขาในเกาหลีใต้อีก 30 สาขา ส่วนร้านที่ดำเนินการเองในประเทศมีกว่า 20 สาขา และปีนี้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเปิดในธนาคารอีก 30-40 สาขา

นางประภาภรณ์ คัมภิรานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กล่าวว่า บริษัท ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ากาแฟดอยช้าง ร้านกาแฟที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายทางการค้าจะไม่สามารถใช้ได้ จะต้องมีการทำบันทึกหนังสือไปยังเจ้าของร้านนั้นๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำป้ายและตราสินค้าออก ส่วนในต่างประเทศต้องตรวจสอบสิทธิก่อนว่ามีผู้ขอจดเครื่องหมายการค้านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กาแฟดอยช้างได้รับจดเป็นสินค้าจีไอ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องได้รับการคุ้มครอง ผู้เป็นเจ้าของสิทธิสินค้าจีไอสามารถดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่ละเมิดหรือแอบอ้างได้