นายพรชัย หรือตี๋ เล่าว่า การเอาตัวรอด ส่วนใหญ่หาน้ำกินจากหินย้อย

รสชาติเหมือนน้ำเปล่าทั่วไป กินน้ำอย่างเดียวไม่มีอาหาร วันแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่ผ่านไป 2 วัน เริ่มรู้สึกหมดแรง โค้ชเอกบอกให้อยู่นิ่งๆ ส่วนใหญ่ให้น้องที่มีไฟฉายแรงๆ ปิดก่อนเพื่อไว้ใช้ทีหลัง วันที่ 2 ก.ค. ผ่านไป 10 วัน ถึงมีนักดำน้ำมา ส่วนใหญ่ตอนนั้นทุกคนอ่อนแรง ไม่มีแรง

ด.ช. ชนินทร์ หรือไตตั้น กล่าวว่า ตอนนั้นมีหน้ามืดบ้าง ไม่มีแรง หิว พอหิวมากๆ ก็ไม่นึกถึงกับข้าว เพราะจะทำให้หิวกว่าเดิม แต่คิดถึงข้าวผัด น้ำพริกอ่อง ด้าน ด.ช. ประจักษ์ หรือโน้ต กล่าวว่า ตอนนั้นกินน้ำให้อิ่มๆ ยามว่างก็ไปขุดหลุม ขุดผนังถ้ำ ใช้ก้อนหินขุดได้ 3-4 เมตร

นายเอกพล หรือโค้ชเอก อธิบายเรื่องการขุดถ้ำเพื่อหาทางออกว่า เพราะตอนที่ติดถ้ำถึงวันที่ 4-5 ได้ปรึกษากันว่าจะหาทางออกยังไง เพราะน้องบิวกับดอมเคยเข้าค่ายที่ถ้ำหลวง มีเจ้าหน้าที่บอกว่ามีทางออกปลายถ้ำ แต่ระยะทางไกลมาก เลยบอกว่าเราจะเสี่ยงมุดออกไปไหม เรามีโอกาสครั้งเดียว ถ้าเจอก็รอด ถ้าไม่เจอจะโดนปิดตายสองชั้น จึงถอยมาเนินนมสาวแล้วปรึกษากัน

จังหวะนั้นมีน้ำไหลมา พอได้ยินเสียงแล้วก็ให้ทุกคนเงียบ พอลองส่องไฟฉายน้ำเริ่มไหลมา จึงให้น้องขึ้นที่สูงที่เนินนมสาว ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากนั้นน้ำขึ้นสูงมากเกือบ 3 เมตร แต่ไม่ได้ยินเสียงฝนตก พอติดตรงนั้นก็บอกว่าทางข้างล่างหมดสิทธิ์ไปแน่ ต้องรอเจ้าหน้าที่มาเจออย่างเดียว

อย่างที่สองคือ ขุดผนังเพื่อหาทางออก อย่างน้อยก็ทำอะไรบ้าง ไม่ใช่มัวแต่นอนรอเจ้าหน้าที่มาเจอ เลยผลัดกันขึ้นไปขุดผนัง แต่ก่อนขึ้นไปขุดจะกินน้ำให้อิ่มก่อน ขุดเหนื่อยก็เปลี่ยนอีกคน วนไปจนดึกหมดแรง อยู่ข้างบนเกือบทั้งวันเพื่อขุดหาทางออก ตอนเย็นจะลงมาด้านล่างเนินที่ใกล้น้ำ ตอนนั้นน้ำเริ่มตกตะกอนใสแล้ว ก็กินน้ำและนอนใกล้น้ำที่สุด

พ.ท.นพ. ภาคย์ กล่าวว่า หลังจากที่พบเด็กทางทีมซีลก็ดำน้ำเข้าไปหาและให้พวกผม 4 คน ดูแลน้องๆ เพื่อเพิ่มพลังงานอนุบาลร่างกายให้แข็งแรงก่อน โดยมีฝ่ายอำนวยการข้างนอกวางแผนการนำออกไป แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าน่าเป็นไปได้คือ การพาน้องออกทางเดิมด้วยการดำน้ำ เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนดำเข้ามายากลำบากมาก ในใจอยากให้หาวิธีเจาะโพรงโรยตัวลงมาน่าจะปลอดภัยสุด และรอให้ระดับน้ำลดลงไป

ผมฟังแผนจากคนส่งเสบียง คือ เจสัน นักดำน้ำต่างชาติ เอาเสบียงมาให้แล้วบอกให้อยู่ได้ 1-2 อาทิตย์ แผนคือ 1. ให้คอย 2. ใช้หน้ากากเต็มหน้าดำน้ำออกไป ผมรอการตัดสินใจจากข้างนอก ในใจก็ห่วงว่าจะดำน้ำไหวไหม

นายสุทธิชัย กล่าวถึง “พี่ใบเตย” หน่วยซีลที่อยู่กับทีมหมูป่าว่า ตอนอยู่ในถ้ำแต่งตัวน้อยชิ้นมาก ด.ช. ภานุมาศ หรือมิกซ์ บอกว่า พี่ใบเตยใส่แต่กางเกงในแล้วเอาฟอยล์ปิดไว้ ด้าน ด.ช. สมพงศ์ หรือพงศ์ กล่าวเสริมว่า ชุดเวทสูทพี่ใบเตยเปียกแล้วไม่ได้เตรียมกางเกงเข้าไปด้วย เลยเอาฟอยล์มาปิดไว้ โป๊แต่ตลก

ขณะที่หน่วยซีลใช้นามว่า ‘ใบเตย’ กล่าวว่า ในภารกิจช่วยชีวิตหมูป่าทั้ง 13 คน ตั้งใจไว้แล้วว่า หากไม่เจอเด็กจะไม่กลับเด็ดขาด โดยระหว่างการเดินทาง ศีรษะของตนทิ่มกับหินงอกหินย้อยตลอด เนื่องจากไม่ได้สวมหมวกกันน็อค ในใจคิดว่า ไม่ว่าอย่างไร งานนี้ต้องสำเร็จ

ต่อมา เมื่อทราบว่า พบเด็กๆ แล้ว จึงรีบไปยังเนินนมสาว เมื่อไปถึง ตนเริ่มต้นจากการทดสอบกำลังใจโดยถามว่า “หมูป่าสู้ไหม?” ครั้งแรก ยังตอบเด็กๆ ด้วยเสียงเบาๆ สำหรับเหตุการณ์หลังจากนั้น เป็นแบบ ‘18+’ กล่าวคือ ตนให้ทุกคนถอดเสื้อผ้า จากนั้นได้แจกจ่ายฟอยล์สำหรับห่มให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

“ในกระเป๋ากันน้ำ ผมพกยารักษาโรค ไฟฉาย ถ่าน พอไปถึง ต้องแจกจ่ายฟอยล์ให้เด็ก อุปกรณ์ที่เอาไปครั้งแรก ไม่พอ และจะต้องปูพื้นซึ่งเป็นโคลน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่ได้ ในถ้ำอากาศเย็น และชื้นตลอด” หน่วยซีล ‘ใบเตย’ กล่าว

จากนั้นเด็กๆ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่ซีลรายดังกล่าว โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดกับสถานการณ์ เช่น เล่นหมากฮอส ตนและหน่วยซีลกินและนอนด้วยกัน ทุกวันนี้เรียกหน่วยซีล ‘ใบเตย’ ว่า ‘พ่อ’ เนื่องจากเขาเรียกตนว่า ‘ลูก’ ซึ่งหลังจากกล่าวประโยคดังกล่าวจบ ผู้ร่วมชมการแถลงข่าวปรบมืออย่างกึกก้อง

ขณะที่ พ.ท.นพ. ภาคย์ เปิดเผยความรู้สึกระหว่างเข้าไปดูแลเด็กๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่ภายในถ้ำหลวงว่า สนิทสนมกับทุกคน ไม่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง รวมระยะเวลา 9 วัน เป็นช่วงที่ต้องแบ่งปันซึ่งกันและกัน รวมถึงทำอย่างไร เด็กจะอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ ซึ่งตัวเองก็มีลูกชาย น้องๆ ซีลในทีมก็มีลูก ทำให้มองเด็กแล้วมีความรู้สึกเอ็นดู อยู่ด้วยกันแล้วจึงซึมซับเหมือนเป็นคนในครอบครัว

จากนั้น นายสุทธิชัย ให้ทีมหมูป่าฯ เล่าความรู้สึกหลังทราบข่าวร้ายของ น.ต. สมาน กุนัน หรือจ่าแซม โดยนายเอกพล หรือโค้ชเอก กล่าวว่า หลังทราบข่าวจ่าแซม อดีตหน่วยซีลที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวงฯ ทุกคนเสียใจและประทับใจ ที่ น.ต. สมาน ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องเด็กทั้ง 13 คน เพื่อให้ได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างมีความสุขโดยปกติ

ตอนทราบข่าวครั้งแรก ว่ามีคนเสียสละชีวิตให้ 1 ท่าน ทุกคนช็อกและเสียใจมาก คิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวของพี่จ่าเสียใจและเดือดร้อน จากนั้นเมื่อมีทีมแพทย์มาบอกว่ามีรูปจ่าแซมมา จะทำอะไรกันไหม ทุกคนบอกว่าอยากเขียนข้อความส่งถึงครอบครัวของพี่จ่า แต่ไม่รู้จะเขียนอย่างไร เลยมาเขียนเป็นความในใจบนรูปภาพของพี่จ่า และคิดว่าคงมีคนส่งไปยังครอบครัวพี่จ่าแซม

โดยระหว่างการแถลงข่าวนั้น น้องไตตั้น 1 ในทีมหมูป่าฯ ได้อ่านสิ่งที่โค้ชเอกเขียนถึง น.ต. สมานว่า ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ขอให้ท่านไปสู่สุขคติ ขอขอบพระคุณท่านที่ได้เสียสละทั้งกายและใจ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวคุณจ่าอย่างสุดใจ ขอกราบขอบพระคุณคุณจ่าและครอบครัว ขอให้คุณจ่าไปสู่สุขคติภพภูมิที่ดี ขอขอบพระคุณจากใจจริง จาก เอกพล จันทะวงษ์

ต่อมา นายเอกพล หรือโค้ชเอก กล่าวถึงการถอดบทเรียนภายหลังออกจากถ้ำหลวงว่า ซาบซึ้งใจจากทุกท่านและจะใช้สติอย่างมีประโยชน์ ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าหลังตัวเองได้ประสบภัยในครั้งนี้ จะไม่ประมาท จะทำอะไรจะเช็กให้ดีว่าควรทำไหม สำหรับเรื่องบวชนั้นได้ยินจากทางผู้ปกครองเช่นกัน ส่วนเรื่องบวชอุทิศให้ น.ต. สมาน จะบวชกี่วันก็ได้ และทุกคนจะบวชพร้อมกัน

นายสุทธิชัย ถามว่า สำหรับเด็กๆ อีก 4 คน ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ในเรื่องนี้ ผู้ว่าฯ เชียงราย จะดำเนินการอย่างไร นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า น้องๆ ได้ยื่นเรื่องที่อำเภอแล้ว ขณะนี้อยู่ในสำนักทะเบียน รอตรวจสอบ เพื่อดำเนินตามขั้นตอน

“ด้วยเดชะบารมีของ ในหลวง ร.10 ท่านทรงห่วงใยน้องๆ 13 ชีวิต รวมทั้งทีมที่ไปช่วยกันทุกคน” นายประจญ กล่าว

จากนั้น นายประจญ ชวนเด็กๆ และทีมงานกราบแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.10 ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเสร็จสิ้นงานแถลงข่าว รมว.กษ. รุกนโยบายการผลิตสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องความต้องการของตลาด เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของชาวนา จึงได้จัดทำโครงการปลูกพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี โดยในรายการพืชอื่นๆ นั้น มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นทางเลือกหนึ่งและมีพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ ด้วย แต่สำหรับมันสำปะหลังนั้นไม่ได้อยู่ในรายการพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมันสำปะหลัง กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีอนาคต ที่จะปรับปรุง พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์การผลิตข้าว ปัจจุบัน พบว่า ข้าว มีผลผลิตส่วนเกินจากความต้องการตลาด โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ ประมาณ 71.8 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 32.63 ล้านตัน

ในขณะที่ความต้องการทั้งในและนอกประเทศเฉลี่ย 5 ปี ประมาณ 30.88 ล้านตัน ดังนั้น จึงเกิดผลผลิตส่วนเกิน 1.75 ล้านตัน เมื่อคำนวณกลับเป็นพื้นที่จะมีเนื้อที่ปลูกข้าวมากเกินความต้องการ 2.6 ล้านไร่ ขณะที่พืชเศรษฐกิจหลักอีกหลายชนิดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ปัจจุบันผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่เพาะปลูก ประมาณ 6.71 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิต 5.03 ล้านตัน

ในขณะที่ความต้องการตลาดเฉลี่ยปีละประมาณ 7.95 ล้านตัน ดังนั้น ตลาดต้องการเพิ่มอีกถึง 2.92 ล้านตัน จึงเห็นควรเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นที่ตลาดมีความต้องการ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri-Map ซึ่งกรณีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 2 ช่วงพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ จะตรงกับช่วงนาปรังพอดี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งเกษตรกรจะสามารถทำนาปีต่อได้เลยสำหรับมันสำปะหลังโรงงาน

กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีนโยบายในส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังทดแทนการปลูกข้าว แต่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดิม เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ปลูกข้าว มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วง 8-12 เดือน อีกทั้งส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว

โดยปัจจุบัน ไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.29 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 27.24 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 40.75 ล้านตัน จึงยังต้องการผลผลิตเพิ่มอีก 13.51 ล้านตัน ซึ่งไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อแปรรูปและส่งออก

รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าวย้ำว่า “แนวทางพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมหลังฤดูทำนาปีนั้น ไม่ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนเกษตรกรเลือกทำการเกษตรกรรมชนิดใด เมื่อผลผลิตทางการเกษตรชนิดนั้นออกมาแล้วต้องมีตลาดรองรับชัดเจน จึงได้ใช้รูปแบบหาตลาดตามแนวทางประชารัฐ” (จับคู่ธุรกิจเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กับภาคเอกชน) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐ เกษตรกร เอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางการผลิต ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า การปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอาชีพมีความมั่นคง ช่วยให้ราคาข้าวซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลัก ของประเทศมีเสถียรภาพ ลดการนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีวัตถุดิบใช้อย่างมั่นคง ประหยัดทรัพยากรน้ำและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้ทั่วถึง มีวัตถุดิบสินค้าเกษตรเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการผลิตเอทานอล มาเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งประชุมภาครัฐ เอกชน เกษตรกร เพื่อตรวจสอบข้อมูล และระดมความคิดเห็น

ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาว เพื่อจะได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน หรืออยู่เป็นคนสูงวัยที่ไม่มีสารพัดโรครุมเร้าให้ทรมาน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีพฤติกรรมดี ดั่งประโยคที่ว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น” ซึ่งเป็นความรู้ดีๆ จากงานผู้สูงอายุไทย ก้าวไกล ไทยแลนด์ 4.0 “นวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อผู้สูงอายุ และสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ” (Innovation food and Beverage) จัดโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ

โดยได้ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมนักกําหนดอาหารแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2548 มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่แพทย์ส่งมาให้ดูแลเรื่องโภชนาการ

น.ส. สังวาล ศิริมังคลากุล นักกำหนดอาหาร เล่าว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้สูงอายุมีความเสื่อมถอยทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และโภชนาการ อย่างจะมีอาการท้องผูกเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า จากวัยหนุ่มสาว เนื่องจากสูญเสียกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้ผู้สูงอายุ ร้อยละ 40-50 ต้องใช้ยาระบาย ยิ่งเมื่ออายุเกิน 70 ปีขึ้นไปจะเริ่มบริโภคอาหารได้น้อยลง ทำให้มีปัญหาโรคขาดสารอาหาร ขณะที่บางคนก็เป็นโรคอ้วน ความเสื่อมถอยต่างๆ ทำให้ผู้สูงอายุมักเกิดโรคต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมอง มะเร็ง กระดูกหัก กระทั่งเกาต์

“แม้หลายอย่างจะเสื่อมถอย แต่หากผู้สูงอายุดูแลโภชนาการเป็นอย่างดี ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน ก็สามารถยืดอายุและลดความเสี่ยงเกิดโรคต่างๆ ได้ระดับหนึ่งเลย”

น.ส. สังวาล แนะนำอาหารที่ผู้สูงอายุควรรับประทาน เพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอแต่ละวันว่า ผู้สูงอายุควรรับประทานเนื้อสัตว์อย่าง เนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้ วันละ 6-8 ช้อนโต๊ะ ดื่มนมพร่องมันเนย วันละ 1-2 แก้ว รับประทานถั่วเมล็ดแห้ง 5 สี วันละครึ่งถ้วยตวง ข้าวไม่ขัดสี อาทิ ข้าวกล้อง วันละ 7-9 ทัพพี ผักสีเขียวและผักสีเหลือง รวมถึงผลไม้ วันละ 1-2 ครั้ง

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารอุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหวาน มัน และเค็ม อาทิ พิซซ่า เค้ก โดนัท กุนเชียง อาหารปิ้งย่าง และละเว้นการดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการสูบุหรี่

นักกำหนดอาหาร ยกตัวอย่าง เมนูอาหาร ใน 1 วัน ว่าเริ่มต้นจากมื้อเช้า มี ข้าวต้มปลา นมถั่วเหลือง กล้วย พร้อมอาหารว่าง มี ขนมถั่วแปบ น้ำผลไม้ มื้อกลางวันมี เส้นหมี่ราดหน้าไก่สับ มะละกอ พร้อมอาหารว่าง มี ขนมกุยช่าย น้ำใบเตย
และมื้อเย็น มี ข้าวต้ม แกงจืดเต้าหู้ ปลานึ่งบ๊วย หรือข้าวสวยหุงแฉะๆ แกงจืดแตงกวายัดไส้ เต้าหู้ทรงเครื่อง แตงโม

ทั้งนี้ ที่ต้องมีอาหารว่างร่วมด้วย เนื่องจากผู้สูงอายุมีการย่อยและการดูดซึมสารอาหารน้อยลง จึงต้องเสริมด้วยอาหารว่าง อาทิ ถั่วเมล็ดแห้งอย่าง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง ผลไม้ที่สุกนิ่ม

“โดยรวมผู้สูงอายุควรเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายในโภชนาการ 5 หมู่ ไม่ควรรับประทานอะไรจำเจ ควรรับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง และไม่ว่าจะตื่นนอนกี่โมง ก็ควรรับประทานอาหารเช้าทุกวัน”

“ทั้งนี้ หากอยากเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดีจริงๆ ควรเริ่มดูแลโภชนาการตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน ให้ไม่เป็นคนกินตามใจปาก ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การขยับร่างกายระหว่างวันบ้าง ไม่ใช่นั่งทำงานอย่างนิ่งเฉย” น.ส. สังวาล กล่าว

3 เมนู สมูทตี้ “เพิ่มโปรตีน”

ยิ่งสูงวัยก็ยิ่งรับประทานอาหารได้น้อยลง อาหารที่รับประทานก็ต้องอ่อนนิ่ม เคี้ยวง่าย ทว่าร่างกายก็ยังต้องการสารอาหารเท่าเดิม

สมาคมนักกําหนดอาหารแห่งประเทศไทย แนะนำเมนูน้ำดื่มสมูทตี้เพิ่มโปรตีน ซึ่งสามารถทำเพื่อรับประทานเองได้ที่บ้าน ดังนี้

น้ำเต้าหู้ (โปรตีนสูง) โดยนำน้ำเต้าหู้ทั่วไป ปริมาณ 400 มิลลิลิตร ที่ใส่น้ำตาลน้อย มาใส่ เต้าหู้ขาวหลอด 1 หลอด ใส่ไข่ต้ม 1 ฟองเพิ่ม แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด จะได้พลังงาน 520 กิโลแคลอรี โปรตีน 25 กรัม ไขมัน 20 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 60 กรัม

“น้ำสมูทตี้ส้ม” ที่ใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง มาใส่ไข่ต้ม 1 ฟอง ใส่แครอตต้มปอกเปลือกหั่นเพิ่ม แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด จะได้พลังงาน 260 กิโลแคลอรี โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 6 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 45 กรัม

“น้ำสมูทตี้แอปเปิ้ล” ที่ใส่น้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ใส่ไข่ต้ม 1 ฟอง ใส่มันฝรั่งต้มปอกเปลือกหั่น แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด จะได้พลังงาน 280 กิโลแคลอรี โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 6 กรัม และคาร์โบไฮเดรต 50 กรัม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตมากขึ้น ทุกอาชีพได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาคการเกษตรก็ได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน มีเกษตรกรมากมายที่นำเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ในพื้นที่การเกษตร เกษตรตำบล หรือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญ ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร และจะเป็นบุคคลที่เชื่อมไปสู่การขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า รัฐบาลกำลังวางเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ และข้าราชการทุกหน่วยก็ถือเป็นกลไกสำคัญนี้ เป้าหมายสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย คิดฝ่ายเดียว ทำฝ่ายเดียว มาทำงานแบบประสานความร่วมมือ โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นหน้าที่ของใคร สร้างพันธมิตร การทำงานกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องการทำงานแบบบูรณาการ เกษตรตำบล จำเป็นต้องรู้จักพื้นที่ รู้จักเกษตรกร รู้จักสินค้าเกษตร คิดวิเคราะห์ ถึงจะประสบความสำเร็จ

ซึ่งเกษตรตำบล และบุคคลที่เป็นที่พึ่งของเกษตรกรทุกยุคทุกสมัยอย่าง เกษตรตำบล หรือนักส่งเสริมการเกษตร ก็ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บุคลากร ที่ทำหน้าที่ เป็นเกษตรตำบล หรือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรที่เราต้องดูแลยังน้อย เจ้าหน้าที่ 1 คน บางพื้นที่อาจจะต้องดูแลเกษตรกร 3-4 ตำบล และที่สำคัญบุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร มีหลากหลายช่วงอายุในการทำงาน ความแตกต่างของช่วงอายุ ทำให้การทำงานเลยต้องปรับให้เกิดความสอดคล้อง สมดุลกันในการทำงานมากขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกนักส่งเสริมการเกษตร ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี จำนวน 3 รุ่น รุ่นละ 100 คน เพื่อพัฒนาและให้ความรู้ที่เข้มข้น ปัจจุบัน วางไว้ 6 หลักสูตร ที่จะต้องเสริมความรู้ให้กับ future doae เหล่านี้ เช่น หลักสูตรห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทย หลักสูตรการติดตามประเมินผลโครงการ หลักสูตรการนำไปใช้ประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและการนำไปใช้สร้างงานเพื่อพัฒนาองค์กร หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำยุคใหม่ : Building Gen Y to be a trusted partner

หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำ 7-Habbit หลักสูตรเทคนิคการสรุปประเด็นและนำเสนอข้อมูล ซึ่ง future doae ทั้งหมดนี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งพร้อมทั้งให้โอกาส คนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ลดข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการลง เป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ให้เกิดจากการคิด วิเคราะห์ พื้นที่การเกษตรของตนเอง แก้ปัญหาและเสนอโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระดับพื้นที่ได้ วางเป้าหมายการพัฒนาบุคลากร ให้เป็นผู้ทรงความรู้ (Knowledge Worker) และเพิ่มประสิทธิภาพการเป็น Smart Officer รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 ที่สำคัญจะต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 7 ด้าน