นายพินิจ กล่าวว่า วันนี้มีผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์เกี่ยวกับเรื่อง

การส่งออกมาดูเรื่องมะพร้าวน้ำหอมของราชบุรี และผลไม้หลายชนิด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง เป็นสินค้าที่ปลอดภัยทั้งหมด เป็นการดูพื้นที่เบื้องต้นก่อน หากมีผู้ที่สามารถรวบรวมผลผลิตได้แล้วนั้น สิงคโปร์ต้องการที่จะทำการค้าร่วมกันเลย เนื่องจาก จ.ราชบุรี มีชื่อเสียงของการผลิตพืชผักผลไม้ปลอดภัย และมีคุณภาพ เช่น มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้ที่มีคุณภาพติดตลาดระดับโลก

มีการทดลองชิมรสชาติแล้วจากที่มีบางส่วนถูกส่งไปจำหน่ายในสิงคโปร์ เป็นที่ถูกใจของชาวสิงคโปร์ที่นั่น ถือเป็นส่วนดีที่หากสิงคโปร์สั่งซื้อ จะทำให้ราคาของมะพร้าวน้ำหอมไม่ตก เพราะมีส่วนแบ่งของตลาดไปอยู่ที่สิงคโปร์นอกเหนือจากจีน สำหรับราคาตอนนี้กำลังเป็นไปตามกลไกของตลาด ช่วงนี้ราคาลดลงมาเล็กน้อย โดยราคาออกจากสวน ประมาณ ลูกละ 22 บาท อนาคตหากสิงคโปร์มีออเดอร์สั่งมะพร้าวน้ำหอมของราชบุรี คาดว่าน่าจะอยู่ราวๆ หลายหมื่นลูก ทำให้เป็นผลดีของเกษตรกร และผู้ประกอบการที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายพงศ์กานต์ กล่าวว่า กลุ่มที่พามาวันนี้ เป็นกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า เป็นของนายกสมาคม และสมาชิกผู้นำเข้าและส่งออกผักและผลไม้ของสิงคโปร์ มีการนำเข้าไปสิงคโปร์ และส่งออกด้วย ซึ่งได้นำเข้าผักผลไม้จากไทยอยู่แล้ว ส่วนมะพร้าวน้ำหอมจะมีหลายกลุ่ม หลายบริษัท จากการพูดคุยสนใจที่จะนำเข้ามะพร้าวน้ำหอม หรือมะพร้าวประเภทต่างๆ รวมทั้ง ผักและผลไม้ต่างๆ ไปยังสิงคโปร์ด้วย เพราะตลาดสิงคโปร์แม้จะมีประชากรแค่ 5 ล้านคน แต่ยังส่งออกไปประเทศอื่นอีกด้วย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สินค้าผักและผลไม้ของราชบุรีจะได้ส่งออกไปที่สิงคโปร์ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าได้นำคณะไปดูที่ตลาดศรีเมือง หรือตลาดกลางผักผลไม้ ได้มีความสนใจที่อยากจะมาเช่าพื้นที่ ร่วมงาน และลงทุนร่วมกับบริษัทไทย เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า ทางสิงคโปร์ต้องการตัวแทน หรือผู้ที่รวบรวมสินค้าซึ่งอาจจะผ่านทาง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อส่งออกไปยังสิงคโปร์ด้วย

“ส่วนความต้องการมากน้อยแค่ไหนนั้น เนื่องจากสิงคโปร์นำเข้าสินค้าจากไทยอยู่แล้ว ถ้าหากมีสินค้าไทยที่มีคุณภาพดี และมีปริมาณความต้องการ ก็สามารถนำเข้าเพิ่มเติมได้ โดยช่วงที่ผ่านมาได้ประชาสัมพันธ์อยู่ตลอดว่า ผัก ผลไม้ของไทยมีคุณภาพดี อีกทั้งยังได้นำคณะไปดูที่ตลาดจนเกิดความน่าเชื่อถือ เกิดความเชื่อมั่นว่าสินค้าของไทยมีการตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน คงต้องดูว่าจะสั่งนำเข้ามากน้อยอย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้” นายพงศ์กานต์ กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมพร้อมสหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัด แนะต้องมีการวิเคราะห์ค่าดินและผลิตปุ๋ยให้มีธาตุอาหารเหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ หนุนสหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วย ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แนะสหกรณ์เป็นตัวกลางรับตัวอย่างดินจากสมาชิกส่งให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ ธาตุอาหารในดิน ก่อนจะจัดทำฐานข้อมูลสำรวจความต้องการใช้ปุ๋ยจากสมาชิกเพื่อเตรียมผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการและเติมธาตุอาหารของดินให้สมบูรณ์ คาดจะช่วยลดต้นทุนต่อไร่ไม่น้อยกว่า 500 บาท เตรียมจัดประชุม Video Conference ชี้แจงรายละเอียดโครงการให้สหกรณ์ทั่วประเทศรับทราบ วันที่ 5 มิถุนายน นี้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการการผลิตและจัดทำปุ๋ยสั่งตัด เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยดำเนินการผ่านสถาบันการเกษตรนั้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกว่ามีปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยมากน้อยเพียงใด

โดยให้สมาชิกเก็บตัวอย่างดินในไร่ นา หรือสวนของตนเอง เพื่อนำมาบริการตรวจดิน เพื่อหาธาตุอาหาร N-P-K รวมทั้ง คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่สหกรณ์จะให้บริการตรวจดิน (ข้าว ข้าวโพด ใช้ KU Soil Test Kit) และแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด”ในกรณีข้าว และข้าวโพด โดยใช้ข้อมูลชุดดินร่วมกับค่าวิเคราะห์ดิน ส่วนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ใช้คำแนะนำปุ๋ย ตามค่าวิเคราะห์ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับสมาชิกได้มากขึ้น และส่งผลทำให้พื้นที่เพาะปลูกมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วน ส่งผลต่อการปลูกพืชได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยการปล่อยสินเชื่อ แยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กำหนดวงเงินให้เป็นไปตามศักยภาพและความจำเป็นของตนเอง ส่วนอีกกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กำหนดวงเงินแห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย โดยเรียกเก็บจากสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ในอัตรา MLR-3 ต่อปี หรือคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2% ปีเท่านั้น เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำไปเป็นทุนหมุนเวียนจัดหาแม่ปุ๋ย เพื่อนำมาบริการผสมปุ๋ยหรือผลิต ให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพดินแต่ละพื้นที่ของสมาชิก

ขณะที่ระยะเวลาของการดำเนินโครงการนั้น เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 ระยะเวลาการจ่ายเงินกู้ ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พร้อมกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้เป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส หรือราย 6 เดือน หรือรายปี โดยให้ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน วันที่ 30 เมษายน 2563 ซึ่งโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกร จำนวน 500 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร จำนวน 300 แห่ง และวิสาหกิจชุมชน 200 แห่งทั่วประเทศ

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกรอย่างมาก โดยสมาชิกของสหกรณ์ที่ร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์คือ สามารถลดต้นทุนในการผลิตต่อไร่ลง ไม่น้อยกว่า 500 บาท ต่อไร่ และได้ปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับสภาพดิน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและส่งผลต่อปริมาณผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมีการประชาสัมพันธ์ และชี้แจงโครงการผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับทราบรายละเอียดของโครงการต่อไป

ปัดฝุ่นความร่วมมือค้าข้าวไทย-เวียดนาม รุกตลาดครึ่งปีหลัง ก่อนประมูลปินส์รอบใหม่ 2.5 แสนตันเดือนหน้า จับตาราคาส่งออกข้าวเวียดนามดีดกลับ 20 เหรียญ แบกต้นทุนท่าเรือแน่นส่งมอบค้างต้นทุน-สมาคมผู้ส่งออกข้าวเดินหน้าหนุนเกษตรกร 8 จังหวัดนำร่อง ปลูกข้าวขาวพื้นนิ่ม เสริมปัจจัยการผลิตรับซื้อข้าวเปลือก ตันละ 9,000 บาท สูงกว่าตลาด ตันละ 500 บาท

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการจัดงานสัมมนา ครบรอบ 100 ปี สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่า ในระหว่าง วันที่ 14-15 มิถุนายน 2561 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความร่วมมือการค้าข้าวร่วมกับ Vietnam Food Association (VFA) ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพราะขณะนี้เวียดนามพัฒนาเรื่องข้าวไปอย่างมาก

พร้อมกันนี้จะมีการติดตามความเปลี่ยนแปลงภายในกรณีที่กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม ได้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาที่ 109 เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทในการบริหารจัดการโควต้าส่งออกข้าวให้เสรีมากขึ้น จากเดิม Vi-etnam Food 1 จะเป็นผู้ดูแลจัดสรรโควต้าสำหรับส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ และ Vietnam Food 2 จะดูแลการจัดสรรโควต้าส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะไม่มีผลต่อการส่งออกข้าวมากนัก เพราะเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายใน

“เท่าที่ประเมินสถานการณ์การส่งออกข้าวในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากช่วง 5 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม-15 พฤษภาคม 2561 ส่งออกได้ 4.21 ตัน เป็นอันดับสองรองจากอินเดียที่ 4.77 ล้านตัน โดยไทยเพิ่งชนะประมูลข้าวฟิลิปปินส์ 4 แสนตัน อินโดนีเซีย และตลาดข้าวนึ่งจะกลับมาหลังจากนี้ เพราะสต๊อกข้าวเก่าของตลาดแอฟริกาหมดแล้ว ไทยน่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 10 ล้านตัน”

ส่วนระดับราคาส่งออกข้าวขณะนี้ ข้าวหอมมะลิ ตันละ 1,250 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นราคาข้าวเปลือกตันละ 17,000-18,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งนี้ประเมินว่าทิศทางราคาจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยไทยมีโอกาสจะเห็นราคาข้าว ตันละ 1,300 เหรียญสหรัฐ เพราะความต้องการข้าวในตลาดโลกยังมีสูง ขณะที่ผลผลิตมีน้อยลง

อย่างไรก็ตาม การที่ระดับราคาสูงอาจแข่งขันได้ยาก และเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในบางตลาดที่หันไปนำเข้าข้าวขาวพื้นนิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังห่วงปัญหาค่าเงินบาทที่ไม่มีเสถียรภาพ อาจกระทบการส่งออกข้าวไทยควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนระดับที่เหมาะสมที่ 33 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ

จับตาประมูลปินส์รอบใหม่

ด้าน นายวันนิวัติ กิติเรียงลาภ รองประธาน บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า ในเดือนหน้าทางรัฐบาลฟิลิปปินส์จะมีการประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ปริมาณ 250,000 ตัน ซึ่งมีแนวโน้มจะมีการแข่งขันราคากันรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะภายหลังจากไทยชนะประมูลข้าวฟิลิปปินส์รอบที่ผ่านมาและตลาดมาเลเซียก็หันมาซื้อข้าวขาวจากไทยมากขึ้น ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวเวียดนามปรับลดลงทันที ตันละ 20 เหรียญสหรัฐ จากช่วงก่อนจะมีการประมูลขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ราคาเวียดนามสูงกว่าไทย ตันละ 20 เหรียญสหรัฐ

“โจทย์หนักเดือนหน้า เวียดนามลดราคาลงมารอแล้ว ก็คงแข่งขันราคากันมากขึ้น นอกจากปัญหาเรื่องการแข่งขันราคาประมูลแล้ว ไทยยังต้องระวังปัญหาเรื่องความแออัดของท่าเรือในช่วงที่มีการส่งมอบข้าว เพราะหลังจากฟิลิปปินส์ประมูลไป 2 รอบ ก็ต้องทยอยรับมอบข้าว ซึ่งในช่วงแรกอาจจะส่งมอบเร็ว เพราะของขาดต้องการนำเข้าเร็วก็ให้เร่งขนข้าวก่อน แตรอบต่อไปอาจจะต้องไปรอขึ้นท่า ซึ่งจะมีต้นทุนค่าจอดรอเรือ (พอร์ตคอนเจสชั่น) ซึ่งคิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา 5% จากปกติ ก็ต้องนำไปบวกเผื่อไว้ในราคาที่จะประมูลด้วย แต่เป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องเผชิญเหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม หากไทยประมูลชนะและกำหนดระยะเวลาส่งมอบในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 จะส่งผลดีต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกช่วงนั้น

นำร่อง 8 จังหวัด ปลูกข้าวพื้นนิ่ม ร.ต.ท.เจริญ กล่าวว่า ปีนี้สมาคมมีแผนจะร่วมการทำงานกับกรมการค้าภายในจัดทำโครงการพลังประชารัฐพัฒนาข้าวไทย โดยในเดือนหน้าจะลงพื้นที่สำรวจ 8 จังหวัด ในภาคกลาง เช่น สุพรรณฯ ราชบุรี นครปฐม เป็นต้น เพื่อเป็นจังหวัดนำร่องปลูกข้าวขาวพื้นนิ่ม เช่น พันธุ์พิษณุโลก 80, กข 21, กข 71 และ กข 77 ซึ่งจะเริ่มปลูกในปีการผลิตนาปรัง ปี 2561 ปริมาณ 10,000 ไร่ คาดว่าจะมีผลผลิต 10,000 ตัน

ทั้งนี้ สมาคมส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งรับซื้อในระดับสูงกว่าตลาด ตันละ 9,000 บาท เพื่อนำไปปรับปรุงส่งออกราคาสูงกว่าข้าวขาวพื้นแข็ง ตันละ 60-150 เหรียญสหรัฐ โดยปัจจุบัน ข้าวขาว 5% ราคาตันละ 460 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวขาวพื้นนิ่มจากเวียดนาม พันธุ์ 5414
ตันละ 500 เหรียญสหรัฐ ข้าว ST5 ตันละ 550 เหรียญสหรัฐ และนางฮวา ตันละ 600 เหรียญสหรัฐ

“ข้าวชนิดนี้เป็นที่นิยมมากในตลาดจีน ปีละ 7-8 ล้านตัน แต่ไทยไม่เคยมีการปลูก ทำให้เวียดนามได้เปรียบในตลาดนี้ ส่งออกข้าวชนิดนี้ ต่อไปไทยควรเร่งพัฒนาพันธุ์เพื่อขยายตลาดส่งออกข้าวในเซ็กเมนต์นี้แม้จะเป็นแมส แต่ก็มีปริมาณส่งออกมากกว่าเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมที่มีราคาสูงก็จริง แต่ส่งออกได้ปริมาณน้อย”

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก ฝนฟ้าคะนอง และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง และทะเลอันดามัน ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 2 มิ.ย. นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ สิงห์บุรี และอ่างทอง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ในช่วงวันที่ 31 พ.ค.-1 มิ.ย. ภาคเหนือ และด้านตะวันตกของภาคกลาง จะมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับบริเวณอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 2-6 มิ.ย. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับบริเวณอันดามันตอนบนและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 30-31 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคกลาง ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ส่วนในช่วง วันที่ 1–5 มิ.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ค ชื่อว่า สิทธิโรจน์ แก้วหนองเสม็ด สมาชิก กลุ่มดอกไม้ทะเลเพื่อการอนุรักษ์เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีข้อความว่า

วันที่ 30 พฤษภาคม เวลาประมาณ 4 โมงเย็น บริเวณแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมแห่งหนึ่งฝั่งอ่าวไทย พิกัด 9 ํ 24′ N 101 ํ 24′ E ห่างจากชายฝั่งทะเล จ.นครศรีธรรมราช ประมาณ 200 กิโลเมตร รับแจ้งจากสมาชิกเครือข่ายว่า ได้พบเจอปลาฉลามวาฬ ขนาดใหญ่ ประมาณ 4-5 เมตร บริเวณหางมีเชือกเส้นใหญ่ ความยาวประมาณ 10 เมตร สภาพเชือกยังใหม่อยู่ ผูกติดอยู่ที่บริเวณโคนหาง ปลาว่ายวนอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของแท่น เจ้าหน้าที่ประจำแท่นพยายามหาทางช่วยเหลือแต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

จึงฝากถึงเจ้าหน้าที่ทางทะเล สมาชิกพี่น้องนักดำน้ำ พี่น้องชาวเรือบริเวณอ่าวไทย หรือท่านใดพบเจอฉลามวาฬตัวนี้ได้โปรดช่วยเขาด้วย ปลาชนิดนี้ค่อนข้างที่จะเชื่อง หรือหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องรบกวนช่วยติดตามช่วยเหลือฉลามวาฬตัวนี้ด้วยเถอะครับ ก่อนที่เขาจะหมดแรง ขอให้ปลอดภัยเจอคนใจดีช่วยเจ้านะ #กลุ่มดอกไม้ทะเลเพื่อการอนุรักษ์เกาะพะงัน #ทสม.เกาะพะงัน #อสทล.5 เกาะพะงัน #ขอบคุณทุกคนที่เห็นคุณค่าของทะเลไทยและสัตว์ทะเลหายาก พร้อมกับลงคลิปปู่ฉลามวาฬว่ายวนเวียนใกล้แท่นขุดเจาะน้ำมัน โดยที่หางมีเชือกสีขาวผูกติดอยู่ที่โคนหาง ซึ่งต่อมาได้มีการเข้ามากดแชร์ กดไลท์ และคอมเม้นต์กันไปต่างๆนานา

ทั้งนี้ นายสิทธิ์โรจน์ ระบุได้ภาพดังกล่าวมาจากเพื่อน จึงได้นำมาโพสต์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อหาทางช่วยเหลือปลาฉลามวาฬ หากเรือประมงพบเจอฉลามวาฬดังกล่าว น่าจะพอหาวิธีช่วยเหลือ หรือไม่ทำร้ายปลาตัวดังกล่าว

ด้าน น.ส.วัชรา สากรวิมล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพย์กรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร กล่าวว่า ทางศูนย์รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว คาดว่าปลาตัวดังกล่าวน่าจะว่ายไปติดอวนของชาวประมง แล้วชาวประมงได้ให้การช่วยเหลือด้วยการตัดเชือกออก แต่ไม่สามารถตัดที่โคนหางของปลาได้ จึงทำให้เชือกติดกับตัวปลาไปตลอด

“สำหรับการวางแผนของทีมงานช่วยเหลือ จะมีอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ในการตัดเชือกที่โคนหาง แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แม้นิสัยของฉลามวาฬจะชอบอยากรู้อยากเห็นก็ตาม หากทำให้ตกใจก็อาจจะว่ายน้ำหนียากแก่การเข้าใกล้ตัวปลาได้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนเพื่อที่จะเข้าช่วยเหลือ แต่บังเอิญต้องเข้าช่วยเหลือวาฬเกยตื้น ที่ จ.สงขลา อยู่ ซึ่งหลังจากนี้จะได้วางแผนเข้าช่วยเหลือฉลามวาฬต่อไป” น.ส. วัชรา กล่าว

นายจูเหลียง พึ่งวิริยะตน ผู้ประกอบการเรือบริการนักดำน้ำนักท่องเที่ยวเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน กล่าวว่า บริเวณรอบเกาะเต่าโดยเฉพาะที่หัวเกาะนางยวน ห่างออกไปประมาณ 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่าหินกองชุมพร จะมีความลึกของน้ำประมาณ 40 เมตร นักดำน้ำจะพบกับฉลามวาฬบ่อยครั้ง ชอบมาแหวกว่ายน้ำเล่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอยู่บ่อยครั้ง จนนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายคลิปฉลามวาฬได้อยู่บ่อยครั้ง

“แต่ระยะนี้ลมเปลี่ยนทิศทางทำให้นักดำน้ำไม่พบเห็นปลาฉลามวาฬออกมาว่ายน้ำเล่นกับนักท่องเที่ยวเป็นเวลานานแล้ว และจากคลิปวิดีโอที่มีการแชร์กันในเฟซบุุ๊คนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเดียวกันกับที่เคยมาเล่นน้ำกับนักท่องเที่ยวหรือไม่” นายจูเหลียง กล่าว

นายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยนายวิชิต พิชัยรัตน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายอรุณ เหมือนตา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายสุรพร พงศ์ประเสริฐชัย เกษตรอำเภอประจันตคาม เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรีและสำนักงานเกษตรอำเภอประจันตคาม ให้การต้อนรับนายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และคณะ ในโอกาสติดตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ไผ่เขียวอีสาน