นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า วันที่ 2 ส.ค. นี้ จะมีการลงนามความร่วมมือ

ในการจำหน่ายลำไย ผ่านไปรษณีย์ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จ.ลำพูน จะเป็นผู้แทนสหกรณ์ในภาคเหนือรวบรวมผลผลิตลำไยจัดส่งให้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามคำสั่งซื้อในแต่ละวัน ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อลำไยสดคุณภาพเกรด A ส่งตรงถึงบ้าน โดยสั่งซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือโทร. 1545 และสั่งผ่านออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประจำปี 2561” และปลูกต้นรวงผึ้ง พันธุ์ไม้ประจำพระองค์ รัขกาลที่ 10 ณ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์

ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยมีการจัดกิจกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การให้คำปรึกษาการเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธีและการรักษาสัตว์ป่วยเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะส่งผลให้ไม่พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อลดปัญหาการนำสุนัขและแมวไปปล่อยในที่สาธารณะจนกลายเป็นสุนัขและแมวจรจัดอีกด้วย

ชาวประมงพื้นบ้าน ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ เดือดร้อนหนัก ร้องเรียนผ่านสื่อ ถูกคนงานของผู้สัมปทานเฝ้ารังนกอีแอ่น ห้ามไม่ให้เข้าไปวางอวนจับปลาใกล้เกาะสัมปทานรังนก (เกาะทะลุ ) ข่มขู่ ขับไล่ และทำลายเครื่องมือจับปลาของชาวประมง

กรณีที่ชาวประมงพื้นบ้าน หมู่ 3 และหมู่ 6 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ประมาณ 80 คน ได้รวมตัวกันเพื่อให้สื่อมวลชน นำเสนอปัญหา ที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากว่าถูกเจ้าหน้าที่ของผู้สัมปทานเฝ้ารังนกอีแอ่น ที่ทำการอยู่ บริเวณเกาะทะลุ ใช้อำนาจ ข่มขู่ ขับไล่ และบางครั้งยังลงมาทำลายเครื่องมือจับสัตว์น้ำของชาวบ้านจนได้รับความเสียหาย ห้ามไม่ให้ชาวประมงเข้าไปวางอวน จับสัตว์น้ำใกล้ๆ กับเกาะทะลุ ที่ผู้ที่ได้รับสัมปทานเฝ้าอยู่

ชาวประมงทั้งหมดที่ได้มารวมตัวกัน ได้เปิดเผยว่า พวกตนได้เข้าไปวางอวนจับสัตว์น้ำตั้งแต่เวลา 06.00 น. ไปจนถึงเวลา 13.00 น. ในตอนกลางวัน ไม่ใช้เป็นยามวิกาลอะไรเลย ยังมาถูกข่มขู่ รังแกกันจนถึงขนาดนี้ ต้องมาเดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้าน และในบางครั้ง กรณีที่เกิดฝนตก หรือเกิดมีคลื่นลมแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน พวกตนก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปใกล้ๆ กับเกาะ เพื่อหลบฝน หรือหลบคลื่นลม แต่ถ้าหากว่าชาวประมงไม่สามารถเข้าใกล้เกาะได้ก็จะเป็นอันตรายเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

ชาวประมงที่ได้รับความเดือดร้อน ได้กล่าวอีกว่า พวกตนทำการประมงมากลายชั่วอายุคน ทุกคนยืนยังได้ว่าคนในพื้นที่หมู่ 3 และหมู่ 6 ไม่เคยมีประวัติเรื่องลักขโมย ประกอบอาชีพโดยสุจริตกันทั้งนั้น และจากที่ผ่านๆ มา ผู้ที่เฝ้าสัมปทานรังนกที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ก็ได้ขึ้นมาเอาน้ำจืดในหมู่บ้าน เพื่อนำไปบริโภค ชาวบ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังอำนวยความสะดวก ให้บริการเป็นอย่างดีอีกต่างหาก เพราะคนในหมู่บ้านนี้ต่างก็มี จิตรสำนึก เป็นเจ้าบ้านที่ดี เหมื่อคนต่างถิ่นมาพึ่งพาอาศัยก็ต้องให้บริการ

แต่เมื่อเกิดเหตุการอย่างนี้ขึ้น เป็นการ ทำคุณ ได้โทษ จึงรับไม่ได้ เดือดร้อนกันทั้งหมดมีความจำเป็น ที่จะต้องฝากปัญหานี้ผ่านสื่อมวลชนในจังหวัดกระบี่ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ หรือ กอ.รมน.จังหวัดกระบี่ ที่กำลังมีบทบาทในการจัดระเบียบสังคมอยู่ในขณะนี้ ให้เข้ามาช่วยเหลือพวกคน ที่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน ทุกคนยากจน หาเช้ากินค่ำ ไม่มีสวนยางพารา ไม่มีสวนปาล์มน้ำมัน มีแต่เรือ กับเครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ถูกกฎหมายเท่านั้นเอง ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากผู้มีอิทธิพลสัมปทานรังนกรังแก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ซึ่งได้รับรายงานจาก อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย เกิดเหตุดินสไลด์ปิดทับเส้นทางบริเวณบ้านแม่สามแลบ(หย่อมบ้านห้วยกองก๊าด) หมู่ที่ 1 ต.แม่สามแลบ ระยะทางยาวประมาณ 30 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถเข้า – ออกได้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่ถนนเชื่อมระหว่างบ้านแม่อุมโล๊ะ – บ้านสบโขง อ.สบเมย เส้นทางได้ถูกตัดขาดอีกครั้ง หลังฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ระดับน้ำบนถนนสูงกว่า 50 เซนติเมตรรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้เช่นกัน ส่งผลให้ราษฎรชาวเขาในพื้นที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 9 หมู่บ้าน กว่า 2,000 คน ยังคงประสบปัญหาไม่สามารถสัญจรจากหมู่บ้านออกมาตัวอำเภอสบเมยได้ เนื่องจากน้ำยังคงท่วมขังถนนและมีดินสไลด์ปิดทับเส้นทาง

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวอีกว่า หลังจากที่รับรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ประสานให้ทางแขวงการทางเข้าดำเนินการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่จะต้องใช้เส้นทางสัญจร และในวันเดียวกันนี้ตนเองก็จะเดินทางไปยังจุดตรวจชายแดนด้านบ้านแม่สามแลบเพื่อติดตามความคืบหน้าและดูพื้นที่ชายแดน ก่อนที่จะเดินทางไปเชื่อมสัมพันธ์กับการค้าการท่องเที่ยวอีกครั้งเร็ว ๆ นี้

เป็นเวลา 3 ปีเเล้วที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ขับเคลื่อนกิจการด้านยางพาราอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในงานวันสถาปนาการยางแห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ผ่านงานนิทรรศการ ในหัวข้อ “กยท.ก้าวสู่ปีที่ 4 สร้างสรรค์นวัตกรรมยางไทยให้ก้าวหน้า”

วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กยท.ได้ขับเคลื่อนงานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนา ยกระดับและผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพในการแปรรูป การพัฒนาด้านตลาด ด้านงานวิจัย หรือแม้กระทั่งการให้ทุนสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการยาง เพื่อนำไปเป็นทุนหมุนเวียน เพิ่มกำลังในการผลิตยางพาราให้มากขึ้น มีเป้าหมาย เพื่อการก้าวไปสู่การเป็น “องค์กรชั้นนำระดับโลกในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ”

“ปัจจุบันตลาดโลกยังมีความต้องการที่จะนำยางพาราทั้งรูปแบบวัตถุดิบเเละผลิตภัณฑ์ไปใช้เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับประเทศไทยเองยังส่งออกยางพาราในรูปแบบของวัตถุดิบเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง จะเป็นการการสร้างความยั่งยืนให้กับพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างยางพารา โดยภายในงานจะมีการมอบรางวัลให้นวัตกรรมและที่มีคุณค่าด้วย” วราภรณ์ประกาศถึงทิศทางของ กยท.

ด้าน ธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการ กยท. ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า การจัดงานวันสถาปนาการยางแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 นี้ ถือเป็นเป็นวันครบรอบ 3 ปี และพร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อเป็นการผลักดันให้การดำเนินงานของ กยท. เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายหลักของประเทศที่เน้นการพัฒนาไปสู่ภาคอุตสาหกรรม กยท. จึงเร่งคิดค้นวิธีเพิ่มมูลค่ายางพาราเพื่อใช้ในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกมิติ และนอกจากส่วนของนิทรรศการแล้ว ยังมีพิธีมอบรางวัลด้านต่างๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่

สำหรับนวัตกรรมและงานวิจัยทั้ง 25 ผลงานนั้น แน่นอนว่ามีความน่าสนใจทั้งหมดเพราะล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสร้างสรรค์ แต่งานวิจัย “การขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ลดต้นทุนลดเวลา” ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ผลงานนวัตกรรม ประเภทสิ่งประดิษฐ์นั้นนอกจากเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าแล้วยังสามารถนำไปใช้ได้จริงด้วย

โดย ดร.วิทยา พรหมมี นักวิชาการเกษตร 8 กองวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง เจ้าของผลงานนวัตกรรมครั้งนี้ ได้การทดลองขยายพันธุ์ยางด้วยวิธีดังกล่าวและประสบความสำเร็จในขั้นแรกเเล้ว เเละแม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยแต่ก็เชื่อว่าสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างเเน่นอน

ดร.วิทยาเล่าว่า ได้แนวคิดนี้มาจากสถาบันวิจัยยางแห่งประเทศจีน ซึ่งการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้สามารถช่วยได้หลายอย่าง ทั้งการลดต้นทุน ย่นระยะเวลายางชำถุงจาก 1 ปีเหลือ 4 เดือน ยังได้ต้นยางที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยจึงว่าถือว่าดีกว่าการขยายพันธุ์รูปแบบเดิม

“สังเกตได้จากระบบราก เนื่องจากแบบเดิมรากฝอยแก่ส่วนรากแก้วถูกทำลาย แต่ในการขยายพันธุ์รูปแบบใหม่นั้น รากแก้วมีความสมบูรณ์ เวลานำไปปลูกทำให้สามารถตั้งตัวได้เร็ว หาอาหารได้ดี จากทดลองปลูกมาได้ 4 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตได้สูงกว่าการเก็บจากต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเดิม

“แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าได้ผล เพราะยังทดลองเก็บเพียงไม่กี่ครั้ง คาดว่าต้องลองเก็บเพิ่มอีกสักระยะเพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยว่าผลผลิตที่ได้มากกว่าเเบบเดิมจริงหรือไม่” ดร.วิทยาอธิบาย

แม้ว่าจะเป็นงานที่ยังประสบความสำเร็จในขั้นของการวิจัย แต่ ดร.วิทยายืนยันว่าหากมีผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรที่สนใจเรื่องนี้ ก็พร้อมที่จะเอาข้อมูลไปนำเสนอและฝึกอบรมให้

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารยางพาราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายใต้ชื่อหัวข้อว่า “ความเป็นไปได้ของการใช้ต้นตอยางขนาดเล็ก (อายุ 30 วัน) ในการผลิตยางชำถุง” ซึ่งมีข้อสรุปจากผลการทดลองว่า สามารถขยายพันธุ์ยางโดยวิธีการติดตายางพันธุ์ RRIT 251 กับต้นตอยางพันธุ์ RRIM 600 ได้สำเร็จตั้งแต่ตอนมีตออายุ 30 วัน หลังเพาะกล้าโดยต้นกล้ามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.50 ซม. ในขณะที่ต้นตอที่ใช้ปกติ อายุ 180-240 วัน หลังเพาะเมล็ด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.05 ซม.

ไม่เพียงผลงานที่ยกระดับการผลิตวัตถุดิบเท่านั้น ในนิทรรศการครั้งนี้ ยังมีนวัตกรรมจากยางพาราที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา ที่ผ่านการใช้งานจริงมาเเล้ว อย่าง “ลูกบอลยางดับไฟ” เป็นผลงานจาก กยท.จังหวัดหนองบัวลำภู

สมฤทธิ์ อรัญศักดิ์ชัย ผช.ผอ.กยท.จ.หนองบัวลำภู หนึ่งในทีมผู้คิดค้นลูกบอล ได้เล่าถึงแนวคิดและที่มาของนวัตกรรมนี้ว่า เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้ว่าฯ เนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยในในพื้น จึงคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้น

“ตอนแรกได้แสดงการทำลูกบอลธรรมดาให้เด็กดู เเล้วผู้ว่าฯก็มีคำถามว่าหากใส่น้ำลงไปจะสามารถดับไฟได้หรือไม่ เนื่องจากที่ จ.หนองบัวลำภู เกิดปัญหาไฟป่าอยู่หลายครั้งและสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ กยท.จ.หนองบัวลำภู จึงได้ปรึกษากับสิ่งแวดล้อมจังหวัด และค้นคว้าหาวิธีที่จะสร้างนวัตกรรมนี้ขึ้นมา และหลังจากนั้นประมาณ 1-2 เดือนผู้ว่าฯ ได้มอบหมายให้ทำลูกบอลดับไฟในป่าหรือบนเขาขึ้น”

เเละจากการพูดคุยและทดลองโดยบูรณาการร่วมกันว่าจะใช้วัสดุอะไรมาแทนลูกโป่งธรรมดา สุดท้ายก็มาลงตัวที่ “ยางพารา” ภายใต้กรอบ 3 อย่าง คือ ต้นทุนต่ำ, สามารถสร้างมาใช้งานด้วยตนเองได้ และสุดท้ายใช้งานได้จริงในพื้นที่

“ช่วงแรกได้ทดลองว่าน้ำยางที่มีอยู่นั้นสามารถทำลูกบอลได้กี่ลูก โดยลองใส่น้ำเข้าไปในลูกบอลขนาดต่างๆ เช่น 1 ลิตร, 1.5 ลิตร, 2 ลิตร, 2.5 ลิตร และ 3 ลิตร เพื่อทดลองคำนวณต้นทุน เเต่ในตอนนั้นเป็นการทดลองจึงยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง โดยมีราคาอยู่ที่ลิตรละ 7 บาทกว่า แต่เมื่อเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ การนำเข้าใช้งบประมาณที่สูงกว่า คืออยู่ที่ลูกละประมาณ 3,000 บาท เเต่สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกัน”

สมฤทธิ์เล่าว่า ด้านการใช้งาน มีการทดลองที่บริเวณศูนย์ราชการพร้อมเชิญอาสาสมัครจากชมรมคนสู้ภัยบนเขา ที่เป็นอาสาสมัครดับไฟป่าในพื้นที่ มาร่วมทดลองทำลูกบอลด้วยตนเองรวมถึงทดลองด้วยการโยน ปา เขวี้ยง ปรากฏว่าหนึ่งลูกใช้เวลาทำไม่ถึงนาที เมื่อลูกบอลแตกหน้ากองเพลิงน้ำที่บรรจุอยู่ภายในจะกระจายออกมา ช่วยลดระดับความร้อนได้ หลังจากนั้นจึงได้ร่วมกันผลิต และมอบให้ชมรมจำนวน 500 ลูก ต้นทุนก็ลดลงจนเหลือต่ำกว่าลิตรละ 5 บาท

“จากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นจริง ก็ได้นำไปใช้จริง ผลปรากฏว่าสามารถใช้ได้ดีกว่าตอนทดลอง เพราะพื้นป่าไม่เรียบทำให้ลูกบอลแตกได้ง่ายกว่า และลดความร้อนได้ง่าย รวมถึงอาสาสมัครสามารถนำลูกบอลเข้าพื้นที่ได้ง่าย โดยการใส่ไปในเสื้อไม่ต้องพกใส่ถุงหรือกระเป๋าให้ลำบาก โดยหลังจากนี้จะต่อยอดโดยการทำให้ต้นทุนถูกลงกว่านี้ พร้อมต่อยอดหาสารตัวอื่นที่ใช้ดับไฟโดยตรง เและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งเเวดล้อม ส่วนเศษของลูกบอลที่ใช้หลังโยนเสร็จก็ต้องเก็บเพื่อไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟป่าต่อไปในอนาคต” สมฤทธิ์อธิบาย

สำหรับการจัดนิทรรศครั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเเละสนับสนุน ให้เกิดการคิดค้นเเละสร้างสรรค์นวัตกรรมจากยางพาราเเล้ว ยังเป็นการทำตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าไปสู่ยุค 4.0 ด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตรด้วย “นวัตกรรม” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าภายในประเทศ

ผมมีคำถามขอเรียนถามว่า ทุเรียนเทศ กับทุเรียนหมอนทอง หรือทุเรียนไทย เป็นพรรณพืชชนิดเดียวกันหรือไม่ครับ ผมจะรอติดตามอ่านในคอลัมน์หมอเกษตรนะครับ ทุเรียนเทศ มีชื่อเรียกหลายชื่อแตกต่างกันไปตามภูมิภาคของประเทศ ภาคกลาง เรียก ทุเรียนแขก ภาคเหนือ เรียก มะทุเรียน ภาคใต้ เรียก ทุเรียนน้ำ ทุเรียนเทศจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับน้อยหน่า จำปี นมแมว กระดังงา ทุเรียนเทศมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง เริ่มแพร่เข้ามาในเขตร้อนชื้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเกือบ 400 ปี ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ต่อมาแพร่กระจายไปยังประเทศอาณานิคมอื่นๆ ได้แก่ พม่า เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทุเรียนเทศมีชื่อสามัญว่า soursop จัดอยู่ในวงศ์ Anonaceae

ส่วนทุเรียนบ้านเรา เป็นพืชท้องถิ่นของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย จัดอยู่ในวงศ์ Bombacaceae ลาลูแบร์ บันทึกไว้ว่า พบเห็นทุเรียนชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในอดีตนานมาแล้ว

จากวิสัยทัศน์ ประเทศมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีความมั่งคงของอาหาร พลังงาน น้ำ และอนาคตของประเทศ ซึ่งภาคเกษตรเป็นฐานการผลิตอาหารที่มีความมั่งคง และปลอดภัย

ด้วยศักยภาพของฐานทรัพยากร ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ๑ (กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี) ที่มีความพร้อม ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรบุคคล รวมถึง แหล่งเรียนรู้ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย จึงได้ร่วมจัดทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต และประสิทธิภาพในการผลิต การเพิ่มมูลค่า และการตลาด ให้แก่เกษตรกร

กลุ่มเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย
ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้เทคโนโลยี นวัตกรรม และต้นทุนที่เหมาะสม และเพื่อให้เห็นภาพและมุมมองของทั้งสี่จังหวัดในด้านของผลผลิตเกษตรปลอดภัย รวมไปถึงของดี สินค้าเด่น ของแต่ละจังหวัด

สุพรรณบุรี ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เมืองอู่ข้าวอู่น้ำและดินแดนอารยธรรม จึงทำให้มีความหลากหลายของสินค้าเกษตร ทั้งผลผลิตสด แปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานฝีมือที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพราะฉะนั้นสินค้าที่นำมาออกร้านจัดแสดงและจำหน่าย จะมีความเป็นเอกลักษณ์และหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และ Smart Farmer ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ข้าว สินค้าแปรรูปเกษตรปลอดสารพิษ ผ้าทอพื้นเมืองลายโบราณ ตลอดจนสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

กาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านการทำการเกษตร โดยเฉพาะพืชและผลไม้ที่แตกต่างจากภาคกลางอื่นๆ เช่น อินทผาลัมทานผลสด แคสตัส และยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่น่าสนใจอีกมากมาย ทำให้สินค้าเด่นที่จังหวัดกาญจนบุรีได้นำมาจัดแสดงและจำหน่ายจะมาจากกลุ่มแปรรูปอาหาร และผลิตภัณฑ์จากไร่ ฟาร์มต่างๆ

นครปฐม อีกหนึ่งจังหวัดที่มีความพร้อมในด้านของการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยโดยเฉพาะผัก ผลไม้สด กล้วยไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าที่ได้นำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงานนี้จะเป็นประเภทของทั้งสินค้าสด สินค้าเกษตรแปรรูป กล้วยไม้ และผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอีกมากมาย

ราชบุรี จังหวัดที่มีดีด้านผลผลิตทางการเกษตรที่ เช่น ผัก ผลไม้ และสินค้าแปรรูปอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สับปะรดบ้านคา กล้วยตากขึ้นเครื่อง สินค้าเหล่านี้จะนำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน

ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมของสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางเกษตร และของดี ของเด่น ทั้งสี่จังหวัดของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ที่จะนำมาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัยและของดีทวารวดี 61” วันที่ 31 กรกฎาคม ถึง วันที่ 3 สิงหาคม 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ อยากรู้ว่ามีสินค้าที่น่าสนใจอะไรบ้าง ต้องมา

เตือนหยุดยาว 4 วัน! อุตุฯเผย ฝนถล่ม เหนือ-อีสาน คลื่นยักษ์ซัดจว.ใต้
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561

ระบุว่า ในช่วงวันที่ 27-31 ก.ค.61 จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวตังเกี๋ย ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกให้ระวังคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนการพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องโดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 27-31 ก.ค. 61 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณทะเลอันดามัน และ 2-3 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบน ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณตอนบนของประเทศลาว ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง และคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 17:00 วันนี้ ถึง 17:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสงขลาลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร