นายมานพ เปิดเผยว่า ราคาทุเรียนภายในเวลา 5 ปี ย้อนหลัง

ราคาทุเรียนพันธุ์โบราณ หรือทุเรียนพื้นบ้านกระแสเริ่มกลับมาดี และทำให้ราคาดีมาก จะมีกลุ่มผู้ที่นิยมกินทุเรียนโบราณซึ่งเบื่อทุเรียนตลาด ได้สืบเสาะหาจนทราบที่สวนมีของโบราณจึงเดินทางมาถึงที่สวน โดยทุเรียนโบราณที่สวน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท แต่มีบางสายพันธุ์ เช่น กำปั่นทอง ที่ราคาปีนี้ ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 350 บาท ซึ่งทุเรียนกำปั่นทอง มีรสชาติเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความหวานน้อย-มัน เนื้อเยอะ กลิ่นไม่ฉุน บางลูกมีขนาดใหญ่มากกว่า 4 กิโลกรัม ส่วนพันธุ์อื่นๆ เรียกได้ว่ามีลักษณะเฉพาะของแต่ละสายพันธุ์ แล้วแต่ผู้ที่จะชื่นชอบรสชาติแบบไหน แต่ไม่ใช่เปิดขายเรื่องทำกำไรกันอย่างเดียว เรียกได้ว่า ลิ้มชิมลองฟรีดูก่อน ติดใจพันธุ์ไหนค่อยซื้อไปกิน

ส่วนผลผลิตทุเรียนโบราณในปีนี้ ผลผลิตมีเพียงเกือบตันเท่านั้น หายไปจากปีที่แล้วเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นผลกระทบมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และคาดว่าจะหมดในช่วงคาบเกี่ยวปลายเดือน พ.ค. เข้าต้นเดือน มิ.ย. โดยตอนนี้มีคอทุเรียนจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมไปถึงกลุ่มนักชิมทุเรียน จองเข้ามาล่วงหน้าแล้วส่วนหนึ่งและอาจจะไม่เพียงพอ และต้องเดินทางมาที่สวนเอง ไม่มีการส่งให้ปลายทางด้วยการขนส่งทุกประเภท ตัดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา และถือเป็นการดึงคนจากต่างจังหวัดเข้ามาเที่ยวบ้านเกิดของตนเองอีกด้วย ซึ่งช่องทางการติดต่อมีทั้งหมายเลขโทรศัพท์ 062- 292 9465 หรือที่ เฟซบุ๊ค Art Amornaracha

นายมานพ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ผลกำไรจากทุเรียนโบราณไม่ได้มุ่งหวังเท่ากับการเผยแพร่ให้คนได้รู้จักทุเรียนโบราณ ที่อาจจะหายไปจากบ้านเรา แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ปัจจุบัน ชาวสวนในจันทบุรีหลายรายเริ่มสนใจหาทุเรียนพันธ์ุโบราณพื้นบ้าน มาปลูกแซมในสวนของตนเอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ที่นับวันจะหายสาบสูญไป เนื่องจากกระแสนิยมทุเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าทุเรียนในตำนาน คือทุเรียนหมอนทอง ที่ไม่มีอะไรจะสู้ได้กับความต้องการในท้องตลาด

สหกรณ์จังหวัดน่าน จับมือ สถาบันฯปิดทองหลังพระ ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชูทฤษฎี 7 ขั้น แก้ปัญหารายได้น้อย – ไร้ที่ทำกิน ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้มแข็งยั่งยืน สหกรณ์จังหวัดน่าน นำเจ้าหน้าที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ลงพื้นที่ แลกเปลี่ยน-เรียนรู้ ต่อยอดส่งเสริมการรวมกลุ่ม สร้างเกษตรกรในพื้นที่ให้เข้มแข็งยั่งยืน พร้อมนำเสนอโมเดลทฤษฎี 7 ขั้น แก้ปัญหารายได้น้อย-ไร้ที่ทำกิน ด้านนักวิชาการระบุ ใช้องค์ความรู้แปลงสู่การปฏิบัติ ยกระดับการรวมกลุ่มตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

นางสุภาพ ไทยน้อย สหกรณ์จังหวัดน่าน พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ลงพื้นที่ไปยังวิสาหกิจชุมชนชีวิวิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ แนวทางการรวมกลุ่ม อย่างยั่งยืนตามแนวทางพระราชดำริ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้แนวทางการรวมกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง ตามที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้มีความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะสหกรณ์ในโครงการพระราชดำริและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบของสถาบันฯ ให้สามารถต่อยอดการพัฒนากลุ่มภายในชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน อันเป็นผลมาจากการร่วมมือกันของคนในชุมชน

นางสุภาพ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้พูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่นำร่องโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ในพื้นที่ 3 อำเภอนำร่อง ณ บ้านยอด ต.ยอด อ.สองแคว, บ้านน้ำป้าก ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา และบ้านง้อมเปา อ.เฉลิมพระเกียรติ โดยมีทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำแนวคิดทฤษฎี 7 ขั้น ของการพัฒนากลุ่มในชุมชนให้เข้มแข็ง ไปนำเสนอต่อกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การรวมกลุ่มอย่างยั่งยืน และเป็นเครื่องมือสําหรับสมาชิกชุมชนที่จะร่วมกันพัฒนาตน และพัฒนาชุมชนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ได้อย่างสมดุลและต่อเนื่อง อกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องการต่อยอดการพัฒนา ความเข้มแข็งว่าจะทำอย่างไร ควรจะมีวิธีการบริหารจัดการกลุ่มยังไง และเริ่มจากตรงไหน เนื่องจากกลุ่มของเกษตรกรยังรวมกลุ่มกันแบบหลวมๆ ขาดทิศทางและเป้าหมายของการทำงานร่วมกัน เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการรวมกลุ่มเพียงพอ ซึ่งหลังจากพูดคุยทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรแล้วก็จะเริ่มทำตามแนวคิดทฤษฎี 7 ขั้น แต่การสร้างกลุ่มนั้นไม่สามารถสร้างได้สำเร็จในทันที แต่ต้องชี้ให้เขาตระหนักและเห็นว่าที่เขามารวมกลุ่มกันเกิดจากอะไร ให้ร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อจะต่อยอดเรื่องการพัฒนากลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ในปัจจุบันปัญหาส่วนใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรเป็นเรื่องที่ทำกิน รายได้ไม่พอ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงพยายามที่จะนำเอาโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดําริ เข้าไปส่งเสริม เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชน พร้อมกันนี้ จะนำโมเดลทฤษฎี 7 ขั้น นี้ลงไปขยายผลในสหกรณ์ 2 แห่ง คือสหกรณ์ภูฟ้า และสหกรณ์น้ำลี้น้ำช้าง ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริได้นำไปวางแผนการดำเนินงานและประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมสมาชิก เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และจะใช้กลไกของสหกรณ์ทั้ง 2 สหกรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำ เน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงกับการตลาด

ด้าน ผศ.ดร. อรวรรณ คงมาลัย นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการขยายผลองค์ความรู้การขับเคลื่อนทฤษฎีใหม่เพื่อการพัฒนาพื้นที่ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือ การนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติใช้ในการยกระดับของการรวมกลุ่ม รวมถึงการแสวงหาแนวทางความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนทฤษฎีใหม่ ให้เกิดสัมฤทธิผลในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จะร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่สหกรณ์ที่อยู่ในโรงการพระราชดำริทุกภูมิภาค เพื่อขยายผลต่อยอด รวมถึงทบทวนตรวจสอบองค์ความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาเรื่องการรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้น เป็นการนำตัวแทนพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดน่านของมูลนิธิปิดทอง หลังพระฯ เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและศึกษาจากประสบการณ์ตรงในการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน ที่เคยประสบปัญหาในหลากมิติ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพย์ติด การพนัน จนกระทั่งเกิดการร่วมกันคิดหาทางเพื่อแก้ไขปัญหาจนเป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของกลุ่มให้มีคุณภาพและสามารถต่อสู้ในตลาดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในทางวิชาการ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสำเร็จในพื้นที่

ผศ.ดร. อรวรรณ กล่าวด้วยว่า องค์ความรู้ที่ได้รับจากการลงพื้นที่และได้มีการวิเคราะห์ออกมาเป็นบันได 7 ขั้น สู่การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งและยั่งยืน และยังได้จัดทำคู่มือมอบให้ไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการนำมาตรวจสอบสถานะของการรวมกลุ่ม โดยใน ขั้นที่ 1 จะตั้งคำถามถึงสาเหตุของการรวมกลุ่มไปจนกระทั่งการแสวงหาพันธมิตร ในขั้นที่ 7 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้พยากรณ์ผลผลิตมันสำปะหลังโรงงานปี 2561 คาดว่าผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 27.240 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 30.495 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนลดลง 3.255 ล้านตัน หรือ 10.67% เนื่องจากราคามันสำปะหลังโรงงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกประสบปัญหาขาดทุนประกอบกับในปี 2560 สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังโรงงานซึ่งเป็นพืชทนแล้ง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น อ้อยโรงงานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผล เป็นต้น

ส่วนด้านราคาช่วงต้นเดือน เม.ย. 61 หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.49 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 88% ราคาส่งออกมันเส้น (ณ มี.ค.61) เฉลี่ยตันละ 6,786 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา 12% และราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง (ณ มี.ค.61) เฉลี่ยตันละ 13,795 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา 25% สาเหตุที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นเพราะปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลงทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ จากราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนเร่งทำการขุดมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นปีการผลิต ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.60 และทำการเพาะปลูกซ้ำเพื่อรีบเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งอาจทำให้มีผลผลิตมันสำปะหลังโรงงานออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีการผลิต ประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย.61อีกรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรคอยดูแลด้านคุณภาพ มีการประเมินผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่ที่ดี โดยต้องเก็บบางส่วนของพื้นที่ไว้เพื่อเป็นต้นพันธุ์ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของภาครัฐได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการ โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ส.ค.60 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/61 รวม 14 โครงการ งบประมาณ 551.659 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยอาลีบาบา ส่งทีมจัดซื้อเจรจาธุรกิจซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์ใน 3 จังหวัด ระยอง จันทบุรี และตราด อีก 2 สัปดาห์ จะบินจากจีนมาลงพื้นที่บุกสวนผลไม้เพื่อดูกระบวนการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว รวบรวมการผลิตและขนส่งจำหน่ายสู่ตลาด หากได้ข้อยุติเงื่อนไขเรื่องการสั่งซื้อและราคา จึงจะมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกัน

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ นายแจ๊ค หม่า ผู้บริหาร Alibaba Group เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรไทยไปประจีน ทางบริษัทมีความสนใจจะสั่งซื้อทุเรียนไทยส่งไปขายผ่านออนไลน์ในประเทศจีน จึงได้ให้ บริษัท Shanghai Win Chin Supply Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครือของอาลีบาบาเจรจาการค้ากับตัวแทนสหกรณ์ 3 แห่ง ในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด จังหวัดตราด

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานเพื่อให้เกิดการพบปะพูดคุยระหว่างกัน ซึ่งทางตัวแทนของอาลีบาบาได้แสวงหาความร่วมมือในการทำธุรกิจซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และคาดหวังที่จะได้ผลไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าขณะนี้สหกรณ์ชาวสาวนผลไม้ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกทุเรียนและผลไม้ตามฤดูกาลโดยยึดตามมาตรฐาน GAP ตั้งแต่ในสวน การเก็บเกี่ยวไปจนถึงการคัดคุณภาพก่อนส่งจำหน่ายให้กับคู่ค้า

“ทุเรียนของไทยที่จะส่งจำหน่ายให้อาลีบาบา ทางบริษัทจำนะไปขายทางออนไลน์และร้านสะดวกซื้อที่เป็นเครือข่ายตั้งยู่ในเมืองต่างๆ ของจีน สิ่งที่บริษัทต้องการคือ ผลไม้คุณภาพดี มีความสด และรสชาติดั้งเดิม ดังนั้น ผลไม้ที่จะส่งไปถึงจีนต้องอยู่ในสภาพที่สดใหม่เหมือนกินอยู่ในสวน และถึงจีนโดยเร็วที่สุด และคาดว่าในอีก 2 สัปดาห์ ทางอาลีบาบาจะส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะได้ทุเรียนที่มีคุณภาพ และจะมีการวางระบบโลจิสติกในการขนส่งสินค้าเพื่อให้ทุเรียนจากประเทศไทยไปถึงจีนได้เร็วสุด” นายเชิดชัย กล่าว

ในฤดูกาลผลิต ปี 2561 สหกรณ์ในภาคตะวันออกได้วางแผนในการรวบรวมทุเรียนจากสมาชิกประมาณ 5,170 ตัน มูลค่า 309.49 ล้านบาท แบ่งเป็นทุเรียนสด 4,670 ตัน มูลค่า 219.490 ล้านบาท และทุเรียนแช่แข็ง 500 ตัน มูลค่า 90 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทางสหกรณ์ได้จัดทำแผนการจำหน่ายผลผลิตล่วงหน้าไว้หมดแล้ว แต่ก็อาจจะมีสหกรณ์บางแห่งในจังหวัดตราดกับระยอง ที่พอจะมีผลผลิตทุเรียนส่งขายให้ทางบริษัทและพร้อมพูดคุยที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจกับทางอาลีบาบาได้ทันฤดูกาลปีนี้ ในส่วนสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี จะเริ่มการค้าได้ภายในฤดูกาลผลิต ปี 2562 โดยทางบริษัทฯ แจ้งว่ามีความต้องซื้อทุเรียนระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 3,000 ล้านหยวน ซึ่งในช่วงเริ่มต้น สหกรณ์อาจมีผลผลิตส่งขายให้ทางบริษัทฯ ได้ไม่มากนัก แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้ห่วงเรื่องปริมาณ แต่จะเน้นเรื่องคุณภาพของทุเรียนเป็นอันดับแรก

“ปีนี้อาจจะเป็นการทดลองเรื่องระบบการเจรจาซื้อขายและการขนส่ง ทุเรียนในภาคตะวันออกจะออกผลผลิตมากในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสหกรณ์สามารถผลิตทุเรียนคุณภาพได้ไม่เกิน 5 พันตัน ต่อฤดูกาล และแนวโน้มราคาจำหน่ายในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา เนื่องจากคาดว่าผลผลิตจะออกมาไม่มาก ซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพต้นทุนต่อไร่ค่อนข้างสูง แต่คุณภาพเนื้อทุเรียนจะมีความอร่อย ซึ่งต้องอาศัยการดูแลอย่างดีและต้องได้มาตรฐาน และหากคู่ค้ายังไม่สามารถวางแผนการตลาดได้ชัดเจน เราก็ไม่กล้าแนะนำให้เกษตรกรลงทุนขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่ม

เผื่อราคาไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ มันจะไม่คุ้มทุน แต่ถ้าอาลีบาบาต้องการทุเรียนคุณภาพดีและมีตลาดที่ชัดเจน พร้อมที่จะซื้อของดีมีคุณภาพในราคาที่สูงกว่าทุเรียนทั่วๆ ไป สหกรณ์ก็สามารถส่งเสริมให้สมาชิกขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนคุณภาพเพื่อรองรับตลาดที่เปิดกว้างขึ้นได้ ซึ่งกรมฯ พร้อมจะผลักดันให้สหกรณ์ทำการค้าร่วมกับบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป และการสนับสนุนเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางการค้าตามนโยบายการตลาดนำการผลิต ซึ่งขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต้องพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขในการสั่งซื้อทุเรียนและการกำหนดราคา ก่อนจะมีการลงนามในข้อตกลงของอาลีบาบากับผู้แทนของสหกรณ์ต่อไป” นายเชิดชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคายว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนัก ลมแรง และลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ของจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะในเขตตำบลกองนาง อ.ท่าบ่อ ได้มีลูกเห็บขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 2 ซม. ตกลงมาพร้อมกับสายฝนเป็นจำนวนมาก รวมระยะเวลาที่ฝนตกประมาณ 20 นาที นอกจากนี้ ยังมีไฟฟ้าดับตามถนนเส้นริมแม่น้ำโขงในเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่อีกด้วย ส่วนความเสียหาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเร่งสำรวจในช่วงเช้า วันที่ 26 เมษายนนี้

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้ประกอบการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ว่า 7 สมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิต ได้แก่ สมาคมปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย, สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย, สมาคมคนไทยธุรกิจ, สมาคมอารักขาพืชไทย, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ พร้อมลดราคาปุ๋ย 10-20 บาท/กระสอบแล้วแต่ชนิดของปุ๋ย ส่วน บางจาก และ ปตท. ตกลงจะลดราคาน้ำมันให้กับเกษตรกร 30 สตางค์/ลิตร

“ผู้ประกอบการจะให้คำตอบว่า จะลดปุ๋ยสูตรไหน ราคาเท่าไร ปริมาณเท่าไร ไปยังกรมวิชาการเกษตรอย่างช้าที่สุดก่อนเที่ยง วันที่ 7 พ.ค. 2561 เพื่อจะสรุปตัวเลข โดยการลดราคาน้ำมันหรือปัจจัยการผลิต จะครอบคลุมสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการและลงทะบียนไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. จะแจกคิวอาร์โค้ด เพื่อให้นำไปซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูก”

ด้าน นายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการค้าปัจจัยการผลิตยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเบื้องต้นจะลดราคาปุ๋ยลง เฉลี่ยประมาณ 20 บาท/กระสอบ หรือราคาลดลง 400 บาท/ตัน รวมผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับภาครัฐเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 10 กว่าราย รวมปริมาณ 1.765 ล้านกระสอบ รวมราคาปุ๋ยที่ลดลงประมาณ 35.3 ล้านบาท

เบื้องต้นมีผู้ค้าปุ๋ยรายใหญ่ให้ความร่วมมือและร่วมโครงการกับภาครัฐ เชื่อว่าอนาคตเมื่อรายใหญ่มีการขายลดปุ๋ยในราคาต่ำลงให้เกษตรกร รายเล็กหรือรายย่อยน่าจะลดราคาลงตาม เพราะหากไม่ลดราคาก็ขายไม่ได้ ที่สุดกลไกตลาดก็จะทำให้ราคาปุ๋ยลดลงเอง

สำหรับการนำเข้าปุ๋ยในไตรมาสแรก ปี 2561 เดือนม.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมา มีการนำเข้า 1,11,500 ตัน มูลค่า 11,252.48 ล้านบาท โดยจะนำเข้าสูตรปุ๋ยเคมี 46-0-0 มากสุดปริมาณ 540,274.78 ตัน มูลค่า 4,724.37 ล้านบาท รองลงมาคือปุ๋ยสูตร 0-0-60 ปริมาณ 180,882.59 ตัน มูลค่า 1,672.19 ล้านบาท และปุ๋ยสูตร 17-46-0,18-46-0 ปริมาณ 132,425.26 ล้านบาท มูลค่า 1,793.624 ล้านบาท ที่เหลือเป็นสูตรอื่นๆ ขณะที่ ปี 2560 มีการนำเข้าทั้งปี 5,821,558 ตัน มูลค่า 57,802.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการนำเข้า 4,882,922 ตัน มูลค่ารวม 49,300.56 ล้านบาท

วงการล้งวิพากษ์ข่าวขายทุเรียน 80,000 ลูก เหตุไม่ใช่ “คำสั่งซื้อ” ใหม่ ส่งออกไปจีนปกติ ก่อน MOU อาลีบาบาแล้ว ไม่มีออเดอร์ใหม่เข้ามา พร้อมชี้เหตุราคาขึ้น เพราะรถขนส่งติดปัญหาด่านผิงเสียง ชายแดนจีน-เวียดนาม ส่งผลช่วงนี้ทุเรียนในจีนขาดตลาด

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก นายแจ็ก หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบาได้มาลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือ Smart Digital Hub and Digital Trans-formation Strategic Partnership เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 และสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานผ่านเว็บไซต์ว่า บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป สามารถจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ได้ถึง 80,000 ลูก ผ่านทางเว็บไซต์ Tmall.com ภายในเวลาเพียง 1 นาทีนั้น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สำรวจ “วงการล้งทุเรียนรายใหญ่หลายแห่งในจังหวัดจันทบุรี และตราด” ได้รับข้อมูลตรงกันว่า ข้อเท็จจริงราคาทุเรียนที่ปรับขึ้นไม่ได้เป็นผลจากการลงนามใน MOU ของกลุ่มอาลีบาบา แต่เป็นเพราะรถขนส่งทุเรียนไปประเทศจีน ติดปัญหาอยู่ที่ด่านเมืองผิงเสียง ชายแดนจีน-เวียดนาม ทำให้สินค้าขาดตลาด ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น แต่หลังจากการปล่อยข่าวออกมาอาจส่งผลให้ราคาปรับขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ ปริมาณทุเรียน 80,000 ลูก ที่สั่งซื้อผ่านเว็บทีมอลล์ เป็นปริมาณทุเรียนที่ถูกส่งออกไปจากประเทศไทยตลอดเดือนเมษายน 2561 ไปถึงประเทศจีนแล้วบางส่วน ก่อนการลงนาม MOU และเป็นปริมาณการสั่งซื้อปกติ เพราะหลังจากที่ลงนาม MOU ไป ไม่ได้มีปริมาณการสั่งซื้อทุเรียนเพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในวงการล้งรายใหญ่ว่า เป็นการสร้างข่าวของนักธุรกิจต่างชาติหรือไม่

แหล่งข่าวจากล้งเจ๊แป๋ว ต.ตะปอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ผู้รับซื้อทุเรียนหมอนทองเหมาสวนใน ต.ตะปอนใหญ่ และส่งล้งจีนจำหน่ายผ่านเว็บไซต์อาลีบาบา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เหมาสวนทุเรียนในราคา กิโลกรัมละ 110 บาท และรวบรวมส่งให้ล้งจีนตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2561 ซึ่งโดยปกติแล้วมีการเหมาทุเรียนจากหลายสวน และส่งออกไปตลาดจีน วันละประมาณ 3-5 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่ไม่ทราบว่ามีการนำไปจำหน่ายในเว็บไซต์อาลีบาบา จนกระทั่งมีข่าวเผยแพร่ออกมา ทำให้บริษัทของจีนพาทีมงานมาถ่ายทำโกดังที่ทำบรรจุภัณฑ์ และสวนที่ผลิตทุเรียน เพื่อเผยแพร่ทุเรียนคุณภาพ ส่งผลให้ยอดออเดอร์ของล้งจีนที่สั่งทุเรียนหมอนทองเพิ่มมากขึ้น และเปิดตลาดรับทุเรียนพันธุ์อื่นๆ ของไทยด้วย เช่น ก้านยาว พวงมณี และนกหยิบ ขณะเดียวกัน ราคาทุเรียนได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก

โดยวันนี้ราคาพันธุ์หมอนทอง อยู่ที่ 75-78 บาท/กก. จากปี 2560 ราคาไม่ถึง 60 บาท/กก. และคาดว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีน่าจะสูงกว่า โดยราคาทุเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นผลดีทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร แต่ต้องเน้นย้ำเรื่องคุณภาพให้เป็นทุเรียนแก่

นายมณฑล ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด และเจ้าของล้งอรษา อ.เมือง จ.จันทบุรี กล่าวว่า สำหรับตัวเลขจำหน่ายทุเรียนในเว็บไซต์อาลีบาบา นาทีละ 80,000 ลูกนั้น ไม่น่าตื่นเต้น เพราะจากข้อมูลมีการส่งออกทุเรียนกว่า 100 ตู้/วัน ปริมาณตู้ละ 20 ตัน รวมทั้งหมด 2,000 ตัน/วัน โดยทุเรียนมีน้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 3 กิโลกรัม ซึ่งจำนวนที่จำหน่ายในเว็บไซต์อาลีบาบา 80,000 ลูก จะมีน้ำหนักเพียง 240 ตัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนราคาทุเรียนในช่วงนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามปกติ โดยเป็นราคาของพ่อค้ารายใหญ่ตามกลไกของตลาดมากกว่า ไม่มีผลอะไร เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว วันแรงงาน ราคาจะสูงขึ้นอยู่แล้ว หรืออาจจะมีกระแสเว็บไซต์อาลีบาบาเข้ามามีส่วนด้วยเล็กน้อย

“เว็บไซต์อาลีบาบามีชื่อเสียง ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ตลาดจีนและตลาดโลกหันมาบริโภคทุเรียนกันมากขึ้น และมีทางเลือกบริโภคที่หลากหลายสายพันธุ์ นอกจากพันธุ์หมอนทอง ซึ่งส่งผลให้เกิดประโยชน์กับชาวสวนที่ปลูกทุเรียนคุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ราคาดีขึ้น ถือเป็นการทำตลาดให้ชาวสวนทางอ้อม ส่วนการที่ผู้ประกอบการคนไทยจะทำตลาดส่งออกตรงไปยังประเทศจีนยังคงเป็นเรื่องยาก เพราะติดกฎระเบียบที่ควบคุมอยู่ ยกเว้นรัฐบาลเข้าไปช่วยปลดล็อกหรือมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคงเป็นการร่วมลงทุน หรือรวบรวมส่งให้คนจีนนำเข้า” นายมณฑลกล่าว

นายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตราด และประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและการส่งออกจังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า ปรากฏการณ์เว็บไซต์อาลีบาบาจำหน่ายทุเรียนนาทีละ 80,000 ลูกนั้น ภาครัฐน่าจะใช้โอกาสนี้วิเคราะห์สถานการณ์การทำตลาดของเกษตรกร หรือผู้ประกอบการคนไทยกับตลาดจีนโดยตรง เพราะในอนาคตการซื้อ-ขาย จะเหลือเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภคเท่านั้น ซึ่งในระบบการผลิตต้องมีการปรับเปลี่ยน เกษตรกรต้องรวมตัวกันเป็นผู้ผลิตแปลงใหญ่ สร้างมาตรฐานของสินค้า มีแบรนด์ที่เป็นมาตรฐานและพัฒนาให้เป็นแบรนด์ของผลไม้ไทยที่มีคุณภาพ เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำอย่างจริงจัง และเป็นกระบวนการ เชื่อว่าระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งเป็นแนวทางที่จะต่อสู้กับล้งจีนได้

“ทั้งนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ โดยการทุ่มทุนเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ แทนที่จะใช้งบประมาณไปช่วยประชาชนตามนโยบายต่างๆ ที่เป็นเบี้ยหัวแตก หรือจัดงานอีเวนต์แล้วหายไป ถ้าสามารถพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งได้ ช่วงแรกอาจจะทำการค้าไปตลาดจีน ผ่านพ่อค้าคนจีนไปก่อน แต่ต่อไปสหกรณ์อาจจะทำการค้ากับอาลีบาบาโดยตรง ในเมื่อทุกวันนี้อาลีบาบาใช้พ่อค้าจีนรวบรวมรับซื้อมาจากล้งจีนที่ตั้งในไทย”

นางวรรณี บุญสวัสดิ์ เจ้าของสวนทุเรียน พื้นที่ 20 ไร่ ในจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีล้งผลไม้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 40-50 แห่ง ในจังหวัดจันทบุรี โดยมากเป็นล้งผลไม้ของชาวจีน และมีราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ 75-80 บาท/กก.

ทั้งนี้ มีความต้องการสูงมากและไม่เหลือเก็บในแต่ละครั้งของการเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนมากขึ้นแต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในกรณีของอาลีบาบานั้นไม่ได้ส่งผลให้ราคาจำหน่ายทุเรียนสูงขึ้น