นายยิ่ง เปิดเผยว่า ที่เลือกปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานและเห็นขอนขาวนั้น

เพราะว่า เห็นทั้ง 2 ชนิดเป็นเห็ดที่ดูแลง่าย โตเร็ว เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ที่สำคัญเห็ดทั้งสองชนิดขายได้ราคาดี ส่วนผสมนั้นก็คือขี้เลื้อยจากยางพารา ภูไมล์ ปูนโตโลไมท์ ยิบชัม ดีเกลือ รำอ่อน แป้งข้าวเหนียว นำทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกัน รดน้ำให้ความชื้น อัดก้อนนึ่งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วจัดการหยอดเชื้อเห็ดลงไปในก้อนเชื้อเห็ด ใช้เวลาในการบ่มก้อนเชื้อเห็ดในโรงเรือน เพียง 30-45 วัน จึงจะดึงจุกสำลีออก

นายยิ่ง เผยอีกว่า จากนั้นนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ที่จัดเตรียมเอาไว้ เพื่อให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดียวกัน เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เพราะประหยัดเนื้อที่ภายในโรงเรือน และน้ำไม่ขังในก้อนเชื้อเห็ด สำหรับการดูแลรักษานั้นควรรดน้ำที่พื้นและฉีดน้ำพ่นฝอยบนถุงเห็ด เพื่อรักษาความชื้นในอากาศให้อยู่ระหว่าง 65-75 เปอร์เซ็นต์ ถ้าโรงเรือนเก็บความชื้นได้ดี สามารถรดน้ำเช้า–เย็น เห็ดในโรงเรือนก็จะเจริญเติบโตให้ผลผลิตเป็นจำนวนมากอีกด้วย

ขณะที่ นางนวลจันทร์ กล่าวว่า เห็ดนางฟ้าภูฐานสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนเห็ดขอนขาวจะขายกิโลกรัมละ100 บาท นอกจากจะเพาะเห็ดขายแล้ว ยังมีการต่อยอดด้วยการจัดทำก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐานและเห็ดขอนขาว จากขี้เลื่อยยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ในการนำมาทำก้อนเชื้อเห็ด ที่ให้ผลผลิตดีกว่าวัตถุดิบอย่างอื่น โดยจะขายตรงให้กับลูกค้าในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

นางนวลจันร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเปิดร้านขายเห็ดออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาสั่งพร้อมโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เฉลี่ยแล้วสามารถขายได้เดือนละประมาณ 10,000-12,000 ก้อน ในราคาก้อนละ 8-10 บาท ขึ้นอยู่ชนิดของเห็ด โดยเห็ดแต่ละชุดจะเก็บขายได้ยาวนาน 6 เดือนถึง 8 เดือน เฉลี่ยมีรายได้จากขายดอกเห็ด และเพาะเชื้อเห็ด 35,000 บาทต่อเดือน หลังจากหักค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิต การดูแลรักษาและค่าแรงงาน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 รุกแนวทางการพัฒนาโคเนื้อ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจากเกษตรกรและภาคส่วนเกี่ยวข้อง เดินหน้าสู่การพัฒนาการผลิตโคเนื้อคุณภาพ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยนวัตกรรม พัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้แก่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ มีกลุ่มสินค้าที่สำคัญ คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส้มเขียวหวาน อ้อยโรงงาน ส่วนสินค้าปศุสัตว์ที่สร้างมูลค่าให้กับกลุ่มจังหวัด ได้แก่ โคเนื้อ และสุกร ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นโครงการหนึ่งในแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิตภาคการเกษตร

โดยตั้งเป้าหมายให้มีการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ จึงร่วมกับสำนักงาน ปศุสัตว์เขต 6 พิษณุโลก ศึกษาแนวทางการพัฒนาสินค้าโคเนื้อในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1

สำหรับการจัดทำแนวทางการพัฒนาโคเนื้อ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 สศท.2 ได้ศึกษาและจัดเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้ประกอบการตลาดนัดโค และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 โดยกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาโคเนื้อ มุ่งเน้นพัฒนาการผลิตโคเนื้อคุณภาพ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยนวัตกรรม พัฒนาสถาบันเกษตรกรเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 แนวทางการดำเนินงาน ได้แก่

เพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิตและการบริหารจัดการโคเนื้อ เน้นการผลิตโคเนื้อคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าโคเนื้อและเนื้อโค พัฒนาระบบและเครือข่ายตลาด สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และส่งเสริมการค้าชายแดนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ 2. ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน โดยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิตและการตลาดโคเนื้อเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโค พัฒนาองค์ความรู้สู่เกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และ 4. มีการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน การพัฒนาบุคลากร ระบบการทำงานของภาครัฐ และสนับสนุนการเชื่อมโยงบูรณาการองค์กรภาครัฐอย่างเป็นระบบ

สำหรับรายละเอียดแนวทางการพัฒนาโคเนื้อ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 สศท.2 ได้เผยแพร่ผลงานดังกล่าว ในรูปแบบเอกสารรายงาน เพื่อนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางการจัดทำแผนงานโครงการในการขอรับสนับสนุนงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัด และเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสินค้าโคเนื้อได้อย่างครบวงจร เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ท่านที่สนใจต้องการขอรับทราบข้อมูลยุทธศาสตร์การพัฒนาโคเนื้อ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สศท.2 โทร. 055 322 650 , 055 322 658 หรือ อีเมล zone2@oae.go.th

สกว.ผนึกกำลัง สวทช. เตรียมลงนามพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 3 พร้อมอวดร้อยผลิตภัณฑ์จาก 8 กลุ่มงานวิจัย คนดังตบเท้าร่วมเวทีเสวนา ชู “แป้งสมุนไพรลดสิวและรอยด่างดำปราศจากทัลคัม” เตรียมโกอินเตอร์ไปจีนและอเมริกา

รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 สกว.จะร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ภายใต้โครงการ “การสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 3” และมอบรางวัลผลงานวิจัยประจำปีงบประมาณ 2559 Innovative House Awards ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

พร้อมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากงานวิจัยจำนวนกว่า 100 ผลิตภัณฑ์จาก 8 กลุ่มงานวิจัยมานำเสนอ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเวชสำอาง ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนประกอบอาหาร และขนมหวาน รวมถึงการประกาศผลรางวัลผลงานวิจัยเด่นในแต่ละด้าน 12 รางวัล และรางวัลป๊อปปูล่าร์โหวตจากผู้ร่วมงาน นอกจากนี้จะมีการบรรยาย “นวัตกรรมนั้นสำคัญอย่างไร” จากคุณสุรนาม พาณิชการ ผู้ก่อตั้งโทฟุซัง และการเสวนา “กว่าจะได้งานวิจัยที่พร้อมจะขายจริงในเชิงพาณิชย์” โดยคุณปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์ คุณโชคยิ่ง พิทักษากร และคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ตลอดจนการนำเสนอรูปแบบทุนวิจัยในปี 2561

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่จะนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ แป้งฝุ่นสมุนไพรเพื่อลดสิวและรอยด่างดำ ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. ซึ่งผู้ประกอบการบริษัท วริษาเฮิร์บ จำกัด ได้พัฒนาสูตรแป้งฝุ่นสมุนไพรที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติโดยใช้แป้งข้าวเจ้าและสมุนไพรไทยที่ปราศจากทัลคัม มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาสิวฝ้าและจุดด่างดำบนใบหน้าได้อย่างเห็นผล โดยได้ร่วมกับ ผศ. ดร.พิชญอร ไหมสุทธิสกุล สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. ในการวิเคราะห์และทดสอบทางห้องปฏิบัติการที่สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นจุดเด่นเพื่อเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นสมุนไพรวริษา คือ มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตเมลานิน จึงมีสมบัติในการลดปัญหาสิวฝ้าและจุดด่างดำบนใบหน้า นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสืบทอดองค์ความรู้ด้านความงามจากชาววังโบราณ และการเห็นคุณค่าและความสำคัญของการนำสมุนไพรแท้มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่ง น.ส.กิรณา มณีวัฒนา ผู้บริหารบริษัท วริษาเฮิร์บ จำกัด กล่าวว่า วริษาเฮิร์บเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายประเภท ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์และต้องการส่งเสริมเพิ่มคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทย จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นที่ใช้ส่วนผสมที่เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติและสมุนไพร เช่น แป้งข้าวเจ้า ไพล ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน และสมุนไพรอื่น ๆ โดยไม่ใช้ทัลคัมเพื่อให้ได้สูตรที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพที่เห็นผล และเมื่อใช้เป็นประจำผิวจะขาวเนียนละเอียด

ด้าน ผศ. ดร.พิชญอร นักวิจัยระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ต้องมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (ลดริ้วรอย) ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (สิว) และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (ความขาว) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสามารถนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ จากการทดลองพบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ครบทั้งสามประการ จึงเหมาะสมในการลดสิวและรอยด่างดำได้ดีที่สุด รองลงมาเป็นว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย และไพล ตามลำดับ เมื่อนำสมุนไพรทั้ง 4 ชนิดมาผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับแป้งข้าว และส่วนผสมอื่น ๆ ส่งผลให้ความสามารถในการทนน้ำดีมาก ความชื้นอยู่ในช่วงมาตรฐาน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วงเป็นกลาง ซึ่งเหมาะสมกับผิวหน้า มีความเสถียรในด้านสีของผลิตภัณฑ์ และความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้

จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดเบื้องต้น พบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง มีความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งเป็นที่สนใจมากในกลุ่มวัยทำงานจนถึงวันกลางคนที่รักสุขภาพ ชอบใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหรือธรรมชาติ ไร้สารเคมี และไม่มีสารพิษ โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ของวริษาเฮิร์บ ร้านเอมไทย ร้านเอเดน จังหวัดเชียงใหม่ และกำลังประสานงานในการลงขายในร้านเพื่อสุขภาพและความงาม คาดหวังว่าในอนาคตจะส่งขายที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา โดยราคาขายปลีกที่ตั้งไว้คือ 1 กระปุก ขนาดบรรจุ 55 กรัม ราคา 200 บาท ซึ่งในระหว่างนี้ทางผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการดำเนินการขยายตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้า เช่น ร่วมจัดแสดงออกบูธในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ณ อิมแพค เมืองทองธานี และกำลังดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตใช้ตรา Innovative House กับทาง สกว.

วิถีชีวิตของเกษตรกรภาคอีสาน เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ก็จะทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว อย่างเช่นครอบครัวของนายพินิจ เอกบุตร อายุ 52 ปี ชาวนาในพื้นที่บ้านประโดก หมู่ 1 ต.หมื่นไวย อ.เมืองนครราชศรีมา จ.นครราชสีมา

ใช้เวลาหลังจากการทำนา พากันออกหาแหย่ไข่มดแดงขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีอุปกรณ์ คือไม้ไผ่ยาว 10 เมตร ผูกถุงปุ๋ยไว้ที่ปลายไม้ ทำเป็นไม้แหย่ไข่มดแดง แล้วตระเวนเดินหารังมดแดงตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา เมื่อพบรังที่คาดว่าจะมีไข่มดแดง ก็จะใช้ไม้แหย่เข้าไปในรัง กระทุ้งให้ไข่หล่นเข้าไปในถุงปุ๋ย หลังจากนั้นก็จะได้ทั้งตัวมดแดง ซึ่งต้องนำมาเทใส่กระด้ง ผสมแป้งมันลงไป เพื่อไม่ให้มดแดงคาบไปไข่ได้ ก่อนที่คัดเอาตัวมดแดงออกให้เหลือแต่ไข่ และทำการคัดเอาไข่ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แบ่งออกตามเกรด เพื่อใส่ถุงเก็บไว้ขายต่อไป

นายพินิจ เอกบุตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูแล้ง ซึ่งมดแดงกำลังเริ่มออกไข่ โดยจะสังเกตเห็นว่า มดแดงมีการสร้างรังขนาดใหญ่อยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านซึ่งว่างเว้นจากการทำนา จะได้ออกหาแหย่ไข่มดแดงไปขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยตนได้พาภรรยา และแม่ยาย ออกไปหาแหย่ไข่มดแดง ซึ่งจะหาแหล่งที่มีต้นไม้หลายต้น และเมื่อสังเกตเห็นรังมดแดงก็จะตรวจดูว่า รังไหนมีใยสีขาวๆ อยู่ข้างๆ รัง ก็จะมีไข่มดแดงอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้มดแดงจะวางไข่ตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค. ถึงเดือน ของทุกปี โดยช่วงนี้เป็นระยะแรกๆ จึงยังมีไข่มดแดงไม่มากนัก

ช่วงนี้ตนหาแหย่ไข่มดแดงได้วันละ 3 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยรังละ 3 ขีด เมื่อเอาไปขายให้ชาวบ้านด้วยกัน จะได้ราคากิโลกรัมละ 400 บาท แต่ถ้าเอาไปขายในตลาด จะได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600 บาท

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ น.ส.ชุติมา ไทยเจียมอารีย์ ขนส่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากมีการแชร์ข้อมูลในสังคมโซเชียลกรณีรถตู้โดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขทะเบียนรถ 10-0687 ประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขข้างรถ 979-26 บรรทุกไก่ชนบรรจุไว้ในกล่องเจาะรูจำนวนหลายตัวไว้ในส่วนท้ายรถ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยบรรทุกร่วมกับผู้โดยสารที่นั่งมาในรถ ให้ส่งกลิ่นเหม็น และส่งเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เป็นเหตุให้ผู้โดยสารต้องลงก่อนถึงจุดหมายปลายทางนั้น สำนักงานขนส่งจังหวัดฯได้เรียกตัวนายสุรินทร์ ชื่นอุรา พนักงานขับรถวินตู้ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง ใบอนุญาตขับรถทุกประเภทชนิดที่ 2 ฉบับที่ ปข.00097/57 มาพบและชี้แจงข้อเท็จจริง

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า จากการสอบถามนายสุรินทร์ให้การว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้นำรถออกจากสถานีขนส่งหมอชิต เวลา 11.30 น. และได้มารับไก่ชนขึ้นรถห่างจากสถานีขนส่งหมอชิตประมาณ 2-3 กิโลเมตร จำนวน 10 ตัว เพื่อไปส่งที่ จ.สมุทรสาคร จำนวน 8 ตัว และ จ.เพชรบุรี 2 ตัว เจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดจึงได้แจ้งการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางบกมาตรา 103 (3) ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถจะต้องไม่รับบรรทุกศพ สัตว์ หรือสิ่งของที่อาจเกิดอันตราย หรือเป็นที่พึงรังเกียจไปกับผู้โดยสาร มีการปรับ 2,000 บาท จากนั้นจะได้เรียกตัวแทนบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส. )และเจ้าของรถมารายงานตัว เพื่อตักเตือนและบันทึกประวัติการกระทำผิด หากพบผิดซ้ำจะพิจารณาลงโทษขั้นเด็ดขาด ขณะที่ผู้ประกอบการวินรถตู้ได้ให้พนักงานขับรถดังกล่าวลาออกจากวินตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

นายปณชัย พิสัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกาแฟตราดอยช้าง เปิดเผยว่า บริษัทได้พบเห็นว่ามีผู้แอบอ้างและสวมรอยนำแบรนด์ดอยช้างไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งแอบอ้างในลักษณะแขวนป้ายหน้าร้านขายกาแฟสด และอ้างว่าใช้เมล็ดกาแฟของดอยช้าง ซึ่งพบเห็นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ยุโรป สหรัฐ จีน เป็นต้น ทั้งนี้ ต่อปีบริษัทสามารถผลิตเมล็ดกาแฟ (กาแฟสาร) ได้ประมาณ 2,000 ตัน จากสมาชิก 1,000 ครัวเรือน ที่เป็นชาวเขาปลูกบนดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย แต่ที่พบเห็นและประเมินเบื้องต้นพบใช้กาแฟสารแบรนด์ดอยช้างในตลาดรวมถึง 4,000-5,000 ตัน

“เคยเดินทางไปต่างประเทศ แล้วเห็นกับตาว่า บางประเทศในยุโรป มีร้านกาแฟบางร้านขึ้นป้ายว่าขายกาแฟดอยช้าง เรารู้ว่าที่นี่ไม่ได้ส่งเมล็ดกาแฟไปขาย รวมถึงร้านกาแฟบางแห่งในจีน ในไทยเคยเข้าไปพูดคุยกับร้านกาแฟที่แอบอ้างใช้ชื่อและขอให้ถอดป้ายออก ซึ่งกาแฟสารของดอยช้างราคากว่า 1,000 กว่าบาทต่อกิโลกรัม แต่ที่แอบอ้างใช้ชื่อขายที่100-300 บาทต่อกิโลกรัม” นายปณชัย กล่าว

นายปณชัย กล่าวอีกว่า กาแฟดอยช้างเป็นกาแฟอราบิก้าชนิดพิเศษ (สเปเชียล คอฟฟี่) ที่ปลูกเฉพาะบริเวณดอยช้างเท่านั้น มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มาตรฐานสากลและได้รับตรารับรองจากหลายแห่ง เช่น ได้รับการจดทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ในสหภาพยุโรป และเป็นสินค้าจีไอในไทยด้วย จึงเป็นห่วงว่าหากมีการแอบอ้างใช้ชื่อกาแฟดอยช้างทั้งในและต่างประเทศต่อไปเรื่อยๆ จะกระทบกับชื่อเสียงของบริษัท และอาจกระทบไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ที่อาจจะได้รับความเดือนร้อน ไม่ใช่เฉพาะกับกาแฟดอยช้างเท่านั้น กาแฟไทยหลายตัวหลายแบรนด์ของไทย ได้รับการยอมรับว่าเป็นกาแฟดีและมีคุณภาพ ซึ่งอาจมีคนอื่นแอบอ้างใช้ชื่อในลักษณะเดียวกันนี้ได้

ปัจจุบันการเพาะปลูกกาแฟของบริษัท ปลูกบนพื้นที่ดอยช้างประมาณ 30,000 ไร่ ให้ผลผลิตเป็นกาแฟสารเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 ตัน แต่คาดว่าปี 2561 ผลผลิตจะลดลงเหลือ 1,000 ตัน ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่กระทบ การป้อนผลผลิตให้กับร้านขายกาแฟสดที่เป็นสาขาของบริษัทเอง และร้านกาแฟแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีสต๊อกกาแฟสารของปีการผลิตก่อนหน้ารองรับกับความต้องการได้ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายขยายร้านกาแฟแฟรนไชส์ดอยช้าง ให้ครบ 200 สาขา ภายใน 5 ปี จากปัจจุบัน มีร้านสาขาที่บริษัทดำเนินการเองในประเทศอยู่ 20 กว่าสาขา และปีนี้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะเปิดในธนาคารอีก 30-40 สาขา

ส่วนร้านแฟรนไชส์ที่เปิดแล้วทั้งในและต่างประเทศสาขามี 50 สาขา และจะเปิดสาขาในเกาหลีใต้อีก 30 สาขา ผลผลิตของกาแฟสารใช้ในประเทศและส่งออกอย่างละ 50% โดยได้ส่งกาแฟสารคั่วและกาแฟสารดิบให้กับร้านเครือข่าย และตัวแทนจำหน่าย ในต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ญี่ปุ่น จีน และแคนาดา เตรียมจะขยายไปยังสหรัฐอเมริกา และยุโรปอีก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อมีร้านไม่ได้รับสิทธิ์แอบอ้างว่าเป็นเมล็ดกาแฟดอยช้างที่เป็นสินค้าจีไปใช้ สิ่งแรกที่เจ้าของสิทธิ์หรือบริษัทควรต้องดำเนินการคือ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศนั้นๆที่มีการละเมิดก่อน และหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปช่วยดำเนินการให้มีการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยกตัวอย่างในไทย จะต้องมีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพาตำรวจลงพื้นที่ไปยังร้านกาแฟที่แอบอ้างใช้จีไอกาแฟดอยคำ รวมถึงหากพบร้านแอบอ้างใช้เครื่องการค้าติดป้ายกาแฟดอยช้าง ทางเจ้าของสิทธิ์สามารถแจ้งไปยังร้านที่แอบอ้างให้ปลดป้ายลง อาจจะทำไม่กี่รายเพื่อให้เป็นตัวอย่างก่อน

นางประภาภรณ์ คัมภิรานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ากาแฟดอยช้าง ร้านกาแฟที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายทางการค้านี้ก็จะไม่สามารถใช้ได้ จะต้องมีการทำบันทึกหนังสือไปยังเจ้าของร้านนั้นๆที่ไม่ได้รับอนุญาตในประเทศให้นำป้ายและตราสินค้าออก ส่วนในต่างประเทศต้องตรวจสอบสิทธิ์ก่อนว่ามีผู้ขอจดเครื่องหมายการค้านี้ก่อนหรือไม่ ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นกับแต่ละประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสามารถให้คำแนะนำการดำเนินการได้ ส่วนกาแฟดอยช้างที่ได้รับจดเป็นสินค้าจีไอทั้งในไทยและในสหภาพยุโรปนั้นตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องได้รับการคุ้มครอง ผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์สินค้าจีไอสามารถดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่ละเมิดหรือแอบอ้างได้

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ปั้นโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 49 แห่งทั่วประเทศหนุนเกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าปีละ 1,000 คน สร้างรายได้เพิ่มครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 49 แห่ง ครอบคลุม 29 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการ ทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร และนำไปสู่การตรวจรับรองการผลิตมาตรฐานเพื่อยกระดับเป็น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตามแผนของโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานรวม 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 ตั้งเป้าหมายสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปีละประมาณ 1,000 คน สามารถสร้างรายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นครัวเรือนละ 5,000 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดรูปแบบการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก เป็นการฝึกอบรมการพัฒนาอาชีพด้านการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกร จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ส่วนระยะสุดท้าย คือ เมื่อเกษตรกรเข้ามาทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบแล้ว จะต้องผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนี้ได้รับใบรับรองการผลิตมาตรฐานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การทำเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทุกแห่ง ได้ผ่านมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกร ถือเป็นการดำเนินงานตามมาตรการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์อย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการผลผลิตจากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น แต่กลับมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ซึ่งประกอบไปด้วย คนที่มีความตั้งใจที่จะทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องมีน้อย พื้นที่การผลิตกระจุกตัวอยู่เป็นกลุ่มๆ และกระจายไปในหลาย ๆ จังหวัด รวมไปถึงไม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ขาดฐานข้อมูลการผลิตและการตลาด ตลอดจนเครือข่ายผู้ผลิตด้านเกษตรอินทรีย์ยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงให้ความสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่นิคมสหกรณ์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์รับมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีแต่น้อยไม่เพียงพอต่อการทำกินในอดีต มาดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อทำให้เป็นพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และพัฒนาสู่การผลิตแบบอินทรีย์ในที่สุด เพื่อสร้างพื้นที่การผลิตสินค้าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค (Food Safety Zone) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

ทั้งนี้ ในปีแรก กรมฯได้เข้าดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ จำนวน 36 กลุ่มในพื้นที่ 23 จังหวัด พร้อมทั้งยึดเป้าหมายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ตามรูปแบบของยโสธรโมเดลอีก 1 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอก นิคมสหกรณ์ และในปี 2561 จะดำเนินการขยายผลในกลุ่มเกษตรอินทรีย์เดิมให้เกิดความเข้มแข็ง และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปยัง กลุ่มใหม่ๆ ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ให้ครบ ทั้ง 49 นิคมสหกรณ์ รวมทั้งสถาบันที่เข้าร่วม 50 แห่ง พื้นที่ 3,000 ไร่ ในเขตนิคมสหกรณ์ ทุกแห่งต่อไป

“การดำเนินงานในปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแรกของการขับเคลื่อนโครงการพบว่า มีจำนวนเกษตรกรสนใจเข้ามาร่วมโครงการจำนวน 900 ราย กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปอบรมสร้างความรู้ในด้านการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ส่วนใหญ่เกษตรกรให้ความสนใจเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งในปี 2561 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมเกษตรกรเข้ามาฝึกอบรมอีก 1,000 คน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมไปกลุ่มแรก ได้ก้าวสู่ขั้นตอนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน ก่อนจะสนับสนุนให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบจนสามารถขอใบรับรองมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ในปี 2562 ต่อไป”