นายอาทิตย์สนใจศึกษาหาความรู้ พัฒนาการปลูกสละจน

เกิดความเชี่ยวชาญในการปลูกสละ กลายเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้การทำสวนสละครบวงจร ผลผลิตสละสดของสวนสละอาทิตย์ ได้รับรางวัลสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว และพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำสละ สละลอยแก้ว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. และฮาลาล สร้างตราสินค้า (Brand) เป็นของตนเอง รวมทั้งจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปสละอาทิตย์ เปิดสวนสละอาทิตย์เป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตร ในปี 2550 เส้นทางความสำเร็จของ สวนสละอาทิตย์ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในเขตภาคใต้ที่ประสบปัญหายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สนใจที่จะปลูกสละในพื้นที่ของตนเอง เพื่อสร้างอาชีพรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

เทคนิคการปลูกสละของนายอาทิตย์ จะใช้ต้นพันธุ์ที่แยกจากส่วนลำต้นมาเพาะและอนุบาลในกระถางก่อนนำไปปลูกในระยะ 4×6 เมตร โดยปลูกสละทั้ง 2 เพศในแปลงเดียวกันใน อัตราส่วนต้นตัวผู้ 1 ต้นต่อตัวเมีย 20 ต้น ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกสละได้ 66 ต้น และปลูกต้นสะตอเหลียงไว้ในแปลงสละด้วย เพื่อเป็นร่มเงาแก่ต้นสละ รากต้นสะตอเหลียงสามารถตรึงไนโตรเจนในดินแถมยังใช้ใบสะตอเหลียง เป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงต้นสละไปพร้อมๆ กัน ช่วยประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้เกือบ 50%

ภายในสวนแห่งนี้ ได้ติดตั้งเครื่องวัดความชื้นในดินและความชื้นในอากาศด้วย เพื่อดูแลจัดการให้น้ำต้นสละอย่างเพียงพอตามความต้องการของพืช ช่วยให้ผลผลิตคุณภาพดีการดูแลจัดการสวนสละไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด เน้นดูแลจัดการสวนให้โปร่งสะอาด เก็บสละผลเน่า ผลร่วงออกให้หมดเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อรา และเลี้ยงแมวไว้กว่า 50 ตัว เพื่อช่วยกำจัดศัตรูพืชประเภท หนู กระรอก กระแต ภายในสวนสละแห่งนี้

หลังปลูก 6 เดือนเมื่อต้นสละแตกกอ จะทำการตัดแต่งต้นสละหลุมละไม่เกิน 3 ต้น ใส่ปุ๋ยครั้งละน้อยแต่ใส่บ่อยๆ โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 300 กรัม/กอ/เดือน สลับกับปุ๋ยคอกและมูลไก่อัดเม็ด เมื่อต้นสละอายุครบ 30 เดือน จะเริ่มออกดอก อาศัยแรงงานคนช่วยผสมเกสรโดยนำดอกตัวผู้มาเคาะใส่ดอกตัวเมียที่บานแล้ว หลังจากนั้นอีก 9 เดือน ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยกอละ 60 ก.ก. ขายในราคาก.ก.ละ100บาท

ปัจจุบัน สวนสละอาทิตย์ กลายเป็น 1 ใน 50 แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้องชม ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรและนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะชมสวนแห่งนี้ โดยนักท่่องเที่ยวจะได้สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ทั้งการศึกษากรรมวิธีการผลิตสละคุณภาพ GAP และมีสละสดให้รับประทานฟรี ดูแปลงไร่นาสวนผสม ถ่ายรูปตามจุด(Check In) ภายในสวน กิจกรรมคั่วกาแฟ และดื่มกาแฟที่คั่วเอง ซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่ทางสวนปลูกเอง การให้บริการที่พักโฮมสเตย์ มีร้านค้าสำหรับขายเครื่องดื่มให้ผู้สนใจได้เลือกชม ชิม และซื้อของฝากของที่ระลึกติดมือกลับบ้านได้

ผู้สนใจสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำสวนสละกับปราชญ์เกษตรดีเด่นประจำปี 2562 ได้ที่ “สวนสละอาทิตย์” หมู่ 1 ตำบลคลองปราบ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. 08-1968-3602 และติดตามกิจกรรมของสวนสละอาทิตย์ได้ทางเฟซบุ๊คสละอาทิตย์ และทางเว็บไซต์ www.สละอาทิตย์.com ได้ตลอดเวลา

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ซีพี ออลล์ ลงนามความร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา (ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น) จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานและการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง สานต่อปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงนโยบายขององค์กรและวัตถุประสงค์ความร่วมมือว่า วว. มุ่งดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมดำเนินการ กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ

ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ วทน.เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีความสอดคล้องกับพันธกิจของ บมจ. ซีพี ออลล์ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ

“วัตถุประสงค์ความร่วมมือของโครงการวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดฯ ในครั้งนี้ มุ่งวิจัยและพัฒนา การเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานซีพีแรม ซึ่งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะทำการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ผ่านการดำเนินการร่วมกับบมจ. ซีพี ออลล์ โดย วว. จะนำศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสมุนไพรที่ได้มาตรฐานยอมรับในระดับสากลและสนองตอบ ต่อความต้องการของลูกค้ามากว่า 56 ปี เข้ามาร่วมต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ภายใต้โครงการ ให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

“กะเพรา” ถือได้ว่าเป็นพืช และสมุนไพรไทยที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูจานเด็ดอย่างเช่น ผัดกะเพรา เป็นเมนูยอดนิยมของคนไทยมายาวนาน

ข้าวกะเพราถือเป็นอีก 1 เมนูยอดฮิตของร้านเซเว่นฯ ที่ผู้บริโภคนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ผลิตโดย “ซีพีแรม” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานในกลุ่มธุรกิจซีพี ออลล์ ซึ่งในกระบวนการผลิต ยังมีส่วนของการคัดแยกใบกะเพรา และมีส่วนคัดทิ้งคือดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น ซีพี ออลล์จึงเกิดแนวคิดที่จะนำส่วนที่คัดทิ้งดังกล่าวมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม

ทางด้านนายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้กะเพราเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารกล่องพร้อมรับประทาน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในแง่ความมั่นคงของอาหาร อีกทั้งซีพีแรม บริษัทในกลุ่มบริษัทซีพี ออลล์ ยังได้ศึกษา วิจัย ค้นคว้าสายพันธุ์กะเพราที่มีความหอม รสชาติเผ็ด จนพบสายพันธุ์กะเพราพื้นบ้านที่ดีที่สุด และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรม ร่วมกันปลูก เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวภายใต้โครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ทำให้มีใบกะเพราที่ดี มีคุณภาพ ไปปรุงอาหารให้ผู้บริโภคได้รับประทานและส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน กะเพรายังมีส่วนคัดทิ้ง ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์

“การต่อยอดนำส่วนคัดทิ้งของกะเพรามาทำให้เกิดประโยชน์ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคม ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นและมั่นคง อีกทั้งยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร และสังคม จึงได้ร่วมกับ วว. วิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ซึ่งสามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ปรุงอาหาร นอกจากนั้นยังสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และวงการเภสัชกรรมได้อีกด้วย” นายวิเศษอธิบาย

โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ คือ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” สร้างให้เกิดนวัตกรรมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

คุณจิรทีปต์ คงทอง อยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองตีนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกพันธุ์ปลาที่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดเป็นรายได้ให้กับคุณจิรทีปต์มากว่า 20 ปีทีเดียว โดยมีการผลิตเป็นแบบปลานิลแปลงเพศและปลานิลแบบปกติที่ลูกค้าสามารถนำไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้

คุณจิรทีปต์ เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่ริเริ่มมาดำเนินการประกอบอาชีพทางการประมง คือ คุณแม่ โดยในช่วงแรกนั้นยึดการเลี้ยงเป็นปลาเนื้อเพื่อส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า เมื่อเลี้ยงมาได้สักระยะปลาที่อยู่ภายในบ่อเลี้ยง เริ่มมีการขยายพันธุ์กันเองออกมาเต็มบ่อ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณแม่ของคุณจิรทีปต์นำลูกพันธุ์ปลาที่ได้นำมาใช้ทดแทน ไม่ต้องซื้อลูกพันธุ์ปลาจากที่อื่นเข้ามาใช้ภายในฟาร์ม และนำส่วนที่เหลือออกขายให้กับเกษตรกรรายอื่น จึงเกิดเป็นรายได้หลากหลายช่องทาง

“ช่วงนั้นที่บ้านก็เน้นเลี้ยงปลานิลเป็นหลัก มีปลาชนิดอื่นด้วย แต่พอคิดที่จะเพาะพันธุ์เพื่อเป็นการค้า ก็เลือกเป็นปลานิลที่จะเพาะพันธุ์ โดยรวมแล้วปลานิลนี่ถือว่าเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ลูกค้าสมัยนั้นนิยมเลี้ยงปลานิล และนำปลาชนิดอื่นๆ เข้ามาเลี้ยงผสมกันไป จึงทำให้ที่บ้านจากเป็นผู้เลี้ยงปลาเนื้อส่งขาย ก็ปรับเปลี่ยนมาเพาะพันธุ์ปลานิลแทน ทำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” คุณจิรทีปต์ เล่าถึงที่มา

ช่วงแรกก่อนที่จะลงมือทำให้เกิดความชำนาญ มีการศึกษาองค์ความรู้กับสำนักงานประมงในพื้นที่ และเรียนรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง พร้อมทั้งทดลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อประสบผลสำเร็จและมีตลาดแน่นอนจึงขยับขยายไปเรื่อยๆ เพื่อให้จำนวนลูกพันธุ์ปลานิลที่ผลิตได้มีเพียงพอต่อความต้องการของตลาด

การเพาะพันธุ์ปลานิลให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการนั้น คุณจิรทีปต์ บอกว่า ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยพ่อแม่พันธุ์เป็นปลาที่เลี้ยงไว้เดิมอยู่แล้ว เมื่อต้องการใช้สำหรับผสมพันธุ์ให้ได้ลูกปลาที่ดีมีคุณภาพออกขาย จะคัดเลือกปลานิลที่มีทรงสวยทรงดีมาเป็นพ่อแม่พันธุ์

ซึ่งบ่อสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เป็นบ่อขนาด 1 ไร่ โดยปล่อยแม่พันธุ์ อยู่ที่ 1,000 ตัว ต่อพ่อพันธุ์ 300 ตัว อาหารที่ให้กินเป็นรำข้าวส่วนใหญ่ และถ้าต้องการเสริมโปรตีนให้กับปลา จะมีการผสมปลาป่นเข้ามาเสริมด้วยอีกหนึ่งช่องทาง ให้กิน 2 เวลา ในช่วงเช้าและเย็น

“การเพาะพันธุ์ลูกปลาในฟาร์มเรามี 2 แบบ ถ้าเป็นลูกปลาธรรมดาไม่ได้ผ่านการแปลงเพศ ก็จะลากอวนหรือช้อนลูกปลาขึ้นมาทุก 15 วันครั้ง และนำลูกปลานิลที่ได้มาคัดไซซ์อีกครั้ง มีทั้งหมด 4 ขนาด คือ ไซซ์จิ๋ว ไซซ์เล็ก ไซซ์กลาง และไซซ์ใหญ่ ซึ่งลูกปลาชุดนี้คัดแล้วก็สามารถส่งขายได้ทันที ส่วนลูกปลาอีกแบบคือ การนำมาแปลงเพศ จะเก็บไข่ทุก 7 วัน จากนั้นนำไข่มาฟักให้เป็นตัว และให้กินอาหารที่ผสมฮอร์โมนเพื่อเป็นการแปลงเพศต่อไป” คุณจิรทีปต์ บอก

เมื่อลูกปลานิลฟักออกจากไข่แล้ว จะนำปลาทั้งหมดไปอนุบาลอยู่ในกระชัง ขนาด 2×4 เมตร ในอัตราส่วน 20,000 ตัวต่อกระชัง โดยใส่ฮอร์โมนแปลงเพศทุก 2 ชั่วโมงครั้ง พร้อมกับผสมฮอร์โมนกับอาหารให้กินตั้งแต่เช้าไปจนถึงเย็น เป็นเวลาทั้งหมดถึง 21 วัน เคล็ดลับในการแปลงเพศคือ ต้องมีความต่อเนื่องของฮอร์โมนและเวลาต้องตรงไม่คลาดเคลื่อน ลูกปลานิลก็จะเปลี่ยนเพศเป็นตัวผู้และได้ขนาดไซซ์ที่พร้อมส่งขายให้กับลูกค้าได้

ส่วนในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับลูกปลานั้น คุณจิรทีปต์ บอกว่า ยังไม่มีโรคที่เกิดขึ้นกับปลาจนเกิดความเสียหาย เพราะการอนุบาลลูกปลานิลทำเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนในเรื่องของสภาพบ่อที่ใช้เลี้ยงมีการจัดการและดูแลเป็นอย่างดี จึงไม่มีเชื้อโรคสะสมบวกกับน้ำมีความสะอาดก็ทำให้ปลอดภัยจากโรคต่างๆ

ในเรื่องของการตลาดขายลูกพันธุ์ปลานิลนั้น คุณจิรทีปต์ เล่าว่า ด้วยประสบการณ์ของการเลี้ยงปลาเนื้อมาก่อน และช่วงที่เริ่มเพาะพันธุ์ปลานิลใหม่ๆ มีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เรื่อยๆ จึงทำให้การตลาดสามารถส่งขายได้อยู่ตลอดเวลา โดยราคาขายแตกต่างกันไปตามขนาดไซซ์ของลูกปลา ส่วนปลานิลแปลงเพศจะขายอยู่ราคาเดียว เพราะมีขนาดไซซ์อยู่เพียงไซซ์เดียว

“ราคาลูกปลาที่ไม่ได้ผ่านการแปลงเพศหรือทำหมัน ราคาก็จะลดหลั่นกันไปตามขนาดไซซ์ เริ่มจากไซซ์ใหญ่ ตัวละ 40 สตางค์ และไซซ์จิ๋วอยู่ที่ 10 สตางค์ ส่วนปลานิลที่ผ่านการแปลงเพศ ราคาก็ยืนพื้นอยู่ที่ ตัวละ 30 สตางค์ ซึ่งราคาขายสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด โดยลูกค้าที่เข้ามาติดต่อซื้อ ก็เดินทางมาจากทั่วประเทศ มีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนำไปเลี้ยงเป็นการค้า บางช่วงที่ผลิตไม่ทันก็จะจองคิวกันไว้ ก็ถือว่ายังสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี” คุณจิรทีปต์ บอก

ซึ่งลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมือใหม่ที่อยากจะนำปลานิลไปเลี้ยงเป็นการค้า คุณจิรทีปต์จะมีการสอบถามลูกค้าก่อนเสมอว่าต้องการเลี้ยงทางด้านใด จะเน้นให้ข้อมูลและสอบถามการเลี้ยงและพื้นที่ของลูกค้าก่อน โดยไม่คิดที่จะขายลูกพันธุ์ปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความใส่ใจในทุกรายละเอียดให้ลูกค้าเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ เพื่อที่อาชีพการเลี้ยงปลานิลมีความยั่งยืนต่อไปด้วย

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะะเลี้ยงปลานิลเพื่อประกอบเป็นอาชีพสร้างรายได้ คุณจิรทีปต์ แนะนำว่า การเลี้ยงปลานิลไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินอาหารง่าย แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องมีความสนใจมากที่สุดคือ เรื่องการประหยัดต้นทุนการเลี้ยง โดยหาแหล่งของอาหารที่มีอยู่ภายในท้องถิ่น เพื่อให้การเลี้ยงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ดี ก็จะทำให้การเลี้ยงปลานิลมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้ไปพร้อมกับความสำเร็จอย่างแน่นอน

ต้นฟักข้าวเป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูป 3 เหลี่ยม เว้าลึก อีกเป็น 3 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา

ดอกฟักข้าวเป็นดอกเดี่ยว ออกตากซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล

ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม

เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมากผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ

ฟักข้าวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica Cochinechinensis Spreng อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE อังกฤษเรียก Baby Jacfruit เวียดนามเรียก Gag ชาวบ้านเรียก ผักเข้า ฟักข้าว ขี้กาเครือ ตอนหลังมีการค้นพบว่า ฟักข้าวมีประโยชน์มาก จนผู้รู้ให้คำจำกัดความว่า Fruit From Heaven หรือผลไม้จากสวรรค์

เคยรู้จักฟักข้าวมาตั้งแต่เด็ก แต่บ้านเราไม่นิยมกิน เพราะเปลือกผลเป็นหนาม รสชาติก็จืด เด็กๆ กลัว เพราะสีสันจัดจ้าน และมีหนามแหลม ปัจจุบันนิยมกันว่า เป็นผลไม้มีคุณค่า กินได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ผลอ่อน จนถึงแก่ ใบใช้ทำยาเขียว รากใช้ดับพิษ เนื้อสุกจัดทำน้ำผลไม้ชั้นดี

มีชาวสวนปลูกขายได้เงินทองปีละมากๆนํ้าผลไม้สุกของฟักข้าวนิยมกันว่า ให้การบำรุงสายตา แก้เบาหวาน ลดความดัน และไขมันในเลือด มีผู้ผลิตออกจำหน่ายในลักษณะเป็นน้ำขวด และแคปซูล

การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ด ปลูกลงในดินชื้นพอเหมาะ ทำร้านต้นไม้ให้เช่นเดียวกับปลูกมะระ ทั้งยอดและผลจะเจริญเติบโตนำออกจำหน่าย เป็นทั้งผักพื้นบ้าน และผลไม้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะบริโภคน้ำผลไม้ชนิดนี้ ควรรู้จักให้ดีเสียก่อน และซื้อผลสดจากต้นหรือตลาดสด แล้วปรุงกินเอง จึงจะได้ผลสดโดยไม่ใส่สีที่ผิดปรกติ ถ้าดีที่สุดก็มีผู้ผลิตจำหน่ายโดยมี อย.รับรอง “มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย” หนึ่งในไม้ผลรอบบ้าน ที่คนไทยนิยมปลูกเพื่อรับประทานผลสด เพราะเป็นมะม่วงที่มีรสอร่อย เนื้อกรอบ รสชาติหวาน กลมกล่อม

เคล็ดลับ “การช่วยผสมเกสร” ของชาวสวน
เคล็ดลับ “การช่วยผสมเกสร” ของเกษตรกรชาวสวนจังหวัดนครปฐมที่ใช้แล้วได้ผลดี ที่อยากนำมาบอกต่อ คือ เมื่อต้นมะม่วงออกดอก ในเวลายามเช้า เกษตรกรจะปีนขึ้นบนต้นมะม่วงไปเขย่าต้นและกิ่งเบาๆ เพื่อให้ละอองเกสรตัวผู้ปลิวฟุ้งกระจายจากส่วนยอดไปทั่วทรงพุ่ม เปิดโอกาสให้มีการผสมเกสรมากขึ้น ช่วงนี้ควรลดการใช้สารเคมีในสวนลง เพื่อเพิ่มจำนวนแมลงภู่ ผึ้ง มิ้ม ชันโรง ให้บินมากินน้ำหวานและช่วยผสมเกสรไปพร้อมกัน

“แมลงวันหัวเขียว” เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยผสมเกสรได้ อาศัยเทคนิคเพิ่มปริมาณแมลงวันหัวเขียว โดยนำเศษเนื้อหรือเศษปลาที่มีกลิ่นคาวจัดมาแขวนไว้ใต้ทรงพุ่มของต้นมะม่วง ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแมลงวันหัวเขียวจะยกขบวนมาตอมเศษเนื้อและเศษปลาดังกล่าว แมลงวันตอมจนพอใจแล้วจะบินไปกินน้ำหวานที่เกสรเพศเมีย จากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง เป็นการช่วยผสมเกสรให้ดอกมะม่วงเป็นอย่างดี น้ำหวานจากดอกมะม่วง หรือไม้ดอกชนิดต่างๆ จะทำหน้าที่ช่วยพัฒนารังไข่ของแมลงทุกชนิดให้แข็งแรงสมบูรณ์ ทำให้การผสมพันธุ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องระวัง!
ช่วงที่ต้นมะม่วงติดดอก ต้องระวัง “โรคแอนแทรกโนส” เป็นกรณีพิเศษ โรคแอนแทรกโนส เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง หากเข้าทำลายในระยะออกดอก จะมีจุดสีแดงเกิดขึ้นที่ก้านดอกก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ทำให้ดอกหรือผลอ่อนฝ่อและร่วง ช่วงการระบาดมักเกิดขึ้นในฤดูฝนที่มีความชื้นสูง

วิธีป้องกัน “โรคแอนแทรกโนส” คือ ต้องตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ลมพัดผ่าน แสงแดดส่องเข้าไปในทรงพุ่มได้ การระบาดรุนแรงให้ใช้แมนโคเซบ 80 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 40-50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น 2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ และ งดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 7 วัน หรือใช้เบโนมิล 50 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 6-12 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น 2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ และต้องงดการใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 14 วัน

ส่วนแมลงที่ทำให้ผลมะม่วงร่วง ได้แก่ เพลี้ยจักจั่นมะม่วง แมลงชนิดนี้มีขนาดลำตัวยาว 1-2 มิลลิเมตร อาศัยอยู่บนต้นมะม่วงเป็นกลุ่ม ที่โคนก้านช่อดอกและก้านใบ ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ก้านช่อดอก ทำให้ติดผลน้อย หรือไม่ติดผลเลยก็พบได้ ระบาดตั้งแต่ระยะแทงช่อจนกระทั่งติดผล มูลที่เพลี้ยขับถ่ายออกมามีรสหวาน กลายเป็นแหล่งอาหารของเชื้อราที่ปลิวอยู่ในอากาศ เกิดมีราสีดำขึ้นปกคลุมผิวใบ ทำให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงด้อยลง วิธีลดความรุนแรงของราดำให้ฉีดพ่นน้ำสะอาดล้างในยามเช้า นับว่าได้ผลดี

หากต้นมะม่วงโชคร้าย เจอ “เพลี้ยจักจั่นมะม่วง” ควรแก้ไขโดยใช้วิธีสุมไฟรมควันไล่ วิธีนี้ต้องทำบ่อยๆ หากเจอการระบาดรุนแรง ควรใช้แลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5 เปอร์เซ็นต์ อีซี อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นให้ทั่ว 1-2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ การระบาดของเพลี้ยจักจั่นจะหมดไปและให้งดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อยเป็นเวลา 8 วัน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

เคล็ดลับเก็บผลมะม่วงให้รสชาติดี
ดร.สุขุม อัศน์เวศ อดีตคณบดี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำเคล็ดลับ การเก็บผลมะม่วงให้มีรสหวานแหลมและไม่เฝื่อน โดยใช้กรรไกร ตัดขั้วให้มีความยาว 5-10 เซนติเมตร ป้องกันยางไหลเปื้อนผลมะม่วง อย่าให้ผลมีรอยตำหนิ นำผลวางลงในตะกร้าที่มีวัสดุรองพื้น รีบนำเข้าโรงเรือนที่มีร่มเงา จากนั้นตัดขั้วผลให้เหลือความยาวไม่เกิน 1 เซนติเมตร นำไปวางคว่ำลงบนตระกร้าเพื่อให้ยางไหลออกจากผลจนหมดใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังยางแห้งแล้วให้นำผลมะม่วงไปล้างน้ำให้สะอาด นำขึ้นผึ่งลมจนแห้ง ผลมะม่วงที่ได้จะมีรสหวานแหลม ทั้งชนิดรับประทานผลสดและชนิดรับประทานผลสุก ใครชิมรสชาติแล้วต้องติดใจทุกราย

ในปี 2562 ประเทศไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 89 แห่ง จากจำนวนทั้งประเทศ 412 แห่ง มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในระดับต่ำมาก นอกจากนี้ เขื่อนขนาดกลาง 13 แห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่เหลือน้ำสำหรับใช้งาน ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จะทำให้อุณหภูมิปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา 1-2 องศาเซลเซียส ทำให้เมืองไทยเสี่ยงเผชิญภาวะร้อนแล้งยาวนานกว่าทุกปี

เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ตรา “ศรแดง” จึงเปิดตัว โครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” ได้แก่ แตงกวา ฟักทอง แตงโม ข้าวโพด แฟง ถั่วฝักยาว และผักใบ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวไว สร้างรายได้เร็ว พืชน้ำน้อยกลุ่มนี้จะใช้ปริมาณน้ำน้อยกว่าการทำนาถึง 2 เท่า แต่ให้รายได้มากกว่าการทำนานถึง 5 เท่าตัว

คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวว่า บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เล็งเห็นถึงปัญหาใหญ่ของเกษตรกร จึงได้มี โครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2559 ที่บริษัทเคยมีโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย” มาแล้ว ซึ่งโครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากหน่วยงานราชการต่างๆ รวมทั้งเกษตรกรผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง