นายอำเภอสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ต้องชื่นชมชุมชนที่พร้อมเพรียง

อย่างจริงจัง กลุ่มองค์กร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เราพร้อมร่วมมือร่วมใจรักษาผืนป่าดงทำเลดอนใหญ่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศาสนา วัฒนธรรม เข้าค่ายพักแรม ยินดีต้อนรับครับ ติดต่อ ผู้ใหญ่สมศรี ศรภักดี โทร. (084) 961-6369

คุณวาสนา ไพจิตร เจ้าของโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา 5 ดาว อ.ระโนด จ.สงขลา เปิดเผยการผลิตปุ๋ยตรา 5 ดาว ว่า นับตั้งแต่สร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เองในปี 2548 และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ในปี 2550 โรงงานได้ดำเนินการผลิต เช่น เครื่องผสม เครื่องบด เครื่องร่อน เครื่องอบความร้อน ความเย็น ฉาบปั้นเม็ด ทั้งหมดเอง โดยใช้อบความร้อนด้วยน้ำสมควันไฟ ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกของ อ.ระโนด และเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจ เข้ามาศึกษาดูงานตลอดทั้งปี เนื่องจากในขณะนี้มีโรงงานมีสมาชิกอยู่ทั่วภาคใต้

คุณวาสนา เล่าให้ฟังว่า ในปี 2552 ได้ขอทุนทำสวนยาง จำนวน 30 ไร่ ที่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง แต่ถูกพายุพัดถล่มได้รับความเสียหายมาก จึงขอทุนปลูกยางไปอีกครั้ง เมื่อได้กล้ายางมาใหม่ก็เริ่มปลูกพืชอื่นแซมระหว่างต้นยาง เช่น สับปะรด ลงปลูกไปจำนวน 230,000 ต้น ข้าวโพด 3 ไร่ รวมสับปะรดและข้าวโพด ประมาณ 60 ไร่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีภาพ ตรา 5 ดาว ที่ผลิตเองทั้งหมด ซึ่งขณะนี้สวนยาง สวนสับปะรด สวนข้าวโพด ต่างงอกงามสมบูรณ์ดี

ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ตรา 5 ดาว

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด ตรา 5 ดาว คุณวาสนา บอกว่า เป็นการผลิตจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ มูลสัตว์ มูลค้างคาว จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก อาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่สำคัญ นอกจากนั้น พืชยังต้องการอินทรียวัตถุที่เพียงพอ นอกเหนือไปจากธาตุอาหารที่สำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ ทองแดง สังกะสี โบรอน และธาตุอื่นๆ อีก สภาพดินตามธรรมชาติในปัจจุบันมีความเป็นไปได้น้อยที่จะประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ โดยครบถ้วนแก่พืชและดิน โดยที่ดินตามธรรมชาติในปัจจุบันมีไม่ครบถ้วน

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้นโดยเฉพาะสมบัติทางกายภาพของดินเช่นความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ อากาศ และธาตุอาหารพืชในดินดีขึ้น อยู่ในดินได้นาน และค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุ อาหารพืชอย่างช้าๆ ทำให้ธาตุอาหารคงอยู่ในดินได้นาน และช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในดินโดยเฉพาะพวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

– ปรับสภาพดินให้เป็นกลาง แก้ปัญหาภาวะดินเป็นกรด เป็นด่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตให้ขึ้นได้อย่างชัดเจน

วิธีใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา 5 ดาว ในดินปกติทั่วไป ใช้ประมาณ 50 ก.ก./ไร่ ส่วนดินเสื่อมโทรม ใช้ประมาณ 100 ก.ก. ต่อไร่ นาข้าว กรณีที่เกษตรกรไม่เคยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาก่อน ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 ส่วน ปุ๋ยเคมี 1 ส่วน เมื่อผสมเสร็จแล้ว ให้หว่านเลยอย่าทิ้งไว้ หรือหว่านอินทรีย์ลงไปก่อนแล้วจึงหว่านเคมีตามไปทีหลัง สำหรับในปีที่ 2 ให้เพิ่มอินทรีย์เป็น 3 ส่วน และเคมี 1 ส่วน ในปีต่อๆ ไป ก็ค่อยๆ ลดเคมีลง

ยางพารา กรณีที่ใช้กับยางอ่อนที่ยังไม่ตัดน้ำยาง ให้ใช้ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้โตเร็ว ต้นสมบูรณ์ เปลือกนิ่ม กรณีที่ใช้กับยางพาราที่ตัดแล้ว ควรใช้อย่างน้อย 1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้ยางกรีดง่าย มีน้ำยางมาก

ปาล์ม กรณีที่เป็นปาล์มเล็ก อายุ 1-3 ปี ให้ใส่ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น จะช่วยให้ต้นโตเร็ว ได้ผลผลิตตามอายุ กรณีที่ปาล์มอยู่ในระยะให้ผลแล้ว หรือ 5 ปีขึ้นไป ใช้ 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น จะทำให้ลูกดกใหญ่ ให้น้ำมันมาก ป้องกันโรคขาดโบรอน

พืชไร่ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ จะช่วยให้ต้นโตเร็ว ผลผลิตต่อไร่สูง เพิ่มน้ำหนัก แข็งแรง ทนทานต่อโรค

“ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา 5 ดาว ที่ผลิตเองใช้เองและออกจำหน่ายได้ ผู้ใช้ยังไม่ทอดทิ้ง ยังใช้คงเดิม และขยายตัวกว้างขวางขึ้น เพราะมีการบอกปากต่อปากกันตลอดมา”

ความนิยมดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในปัจจุบัน นับวันกระแสจะแรงมาก เนื่องจากเชื่อว่าน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย น้ำมะพร้าว ช่วยลดการกระหายได้ดีกว่าเครื่องดื่มหลายชนิด แต่สิ่งหนึ่งที่มีปัญหา คือ แหล่งที่ขายมะพร้าวอ่อน หรือที่บ้าน นิยมรับประทานมะพร้าวอ่อน ส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน การปอก หรือเจาะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีจะมีปัญหามากในการปอกมะพร้าว ถ้าเป็นคนทำสวนทำไร่ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ที่ผ่านมาพบว่า คนในเมืองที่เป็นสุภาพสตรี จะนิยมดื่มน้ำมะพร้าวกันมาก โดยเฉพาะผู้สูงวัย เมื่อซื้อกันมาเป็นทะลายๆ เพื่อเก็บไว้บริโภค ปัญหาจึงตามมา หากซื้อดื่มตามร้านค้าและรถเข็น ผู้ขายก็จะปาดและเจาะให้ดื่มน้ำมะพร้าวได้

ปัญหาอย่างนี้ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี จังหวัดราชบุรี จึงคิดค้นหาวิธีดื่มน้ำมะพร้าวได้สะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะสุภาพสตรีและผู้สูงวัย หากใช้มีดอีโต้ หรือมีดทำครัวที่ต้องมีขนาดใหญ่ปาดมะพร้าว อาจจะเกิดอันตรายบาดเจ็บได้ และมีดส่วนใหญ่ทำจากเหล็ก เมื่อไม่ใช้จะมีออกไซด์หรือสนิมจับที่ผิว หากนำไปใช้อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนได้ อีกทั้งทำให้น้ำมะพร้าวเปลี่ยนกลิ่น รสได้

ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหาวิธีเจาะมะพร้าวอ่อนอยู่หลากหลาย แต่สิ่งประดิษฐ์บางชนิดจะใหญ่ และยากต่อการเคลื่อนย้าย บางชนิดเหมาะที่จะใช้ในธุรกิจค้าขายมากกว่าจะใช้ในครัวเรือน และบางชนิดมีขั้นตอนที่ยุ่งอยาก กว่าจะได้ดื่มน้ำมะพร้าวสักครั้ง แต่สิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน ของกลุ่มนักศึกษาแผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี สามารถตอบโจทย์ความง่าย ต่อการใช้และพกติดตัวใช้ได้ในครัวเรือน และกลุ่มผู้ขายน้ำมะพร้าวอ่อน โดยอุปกรณ์ชนิดนี้จะต้องทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม

คุณลักษณะของอุปกรณ์

อุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม เกรด 304 ซึ่งมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดี เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร 1.หลอดเจาะมะพร้าว ซึ่งเป็นท่อเหล็กกล้าไร้สนิม เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 มิลลิเมตร ยาว 120 มิลลิเมตร 1 ท่อน ราคาประมาณ 25 บาท

2. สเตนเลสเส้นตัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 มิลลิเมตร ยาว 150 มิลลิเมตร ราคาประมาณ 30 บาท

3.ตัวรับแรงกระแทก ทรงครึ่งวงกลม เป็นไร้กล้า 51 มิลลิเมตร 1 อัน ราคาประมาณ 20 บาท

4.น็อต 6 มิลลิเมตร 1 ตัว ราคาประมาณ 5 บาท 5.อื่นๆ ราคาประมาณ 70 บาท

นำท่อเหล็กกล้าไร้สนิมมาเชื่อมกับตัวรับแรงกระแทก ซึ่งเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมครึ่งวงกลม อีกด้านหนึ่งปาดท่อเป็นมุมเฉียง เพื่อเจาะมะพร้าว

งบประมาณทั้งหมด ประมาณ 150 บาท ทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 120 กรัม น้ำหนักเบาพกพาไปได้สะดวก

การใช้งาน 1.ขันน็อตดึงแกนกระทุ้งออกจากหลอดเจาะมะพร้าว

2.นำหลอดเจาะ เจาะบริเวณข้างจุกมะพร้าว หรือใช้ปลายตัดเฉียงหลอดเจาะ งัดจุกมะพร้าวออก เจาะตรงกลาง หรือตรงตามะพร้าว โดยใช้อุ้งมือกระแทกอุปกรณ์

3.ดึงหลอดเจาะออก ใช้หลอดดูดดื่มน้ำมะพร้าว

การเก็บรักษา

1.ใช้แกนกระทุ้ง กระทุ้งไส้มะพร้าวที่ตกค้างอยู่ในแท่งหลอดเจาะมะพร้าวออก

2.ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เช็ดให้แห้ง

3.ประกอบหลอดเจาะมะพร้าว กับแกนกระทุ้งยึดด้วยน็อต

4.เก็บไว้ในที่เหมาะสมสะดวกต่อการใช้งาน

ประโยชน์ที่ได้รับ

มีความสะดวกในการเจาะมะพร้าวอ่อน เป็นอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย สำหรับท่านใดต้องการซื้อหาอุปกรณ์ชนิดนี้ไว้ใช้ สามารถติดต่อสอบถามได้ ที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี จังหวัดราชบุรี โทร. 032-337-228, 089-138-2504 ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้

หลายๆ ครั้งที่ผมฝันถึงการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ซึ่งผมคุ้นเคยเมื่อวัยเยาว์ ฝันถึงเพื่อนพ้อง ภูเขา ธารน้ำ หมู่ไม้และมวลดอกไม้ป่าที่คุ้นชิน

วันคืนที่ผ่านล่วง ความรู้สึกโหยหาถึงอดีตที่ผ่านมา อาจเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงปัจฉิมวัยของผู้คนบนโลกใบนี้ ที่ช่างจดจำเรื่องราวในอดีตได้แม่นยำนัก แต่มักจะลืมเลือนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

มันเหมือนกับที่วันหนึ่ง เราไปค้นเจอแผ่นซีดีเก่าๆ สักแผ่นสองแผ่น ซึ่งบันทึกภาพสับเพเหระของเราในวันคืนดังว่าเอาไว้ เมื่อนำไปเปิดออกดู แต่ละภาพในแต่ละแผ่น ก็จะเหมือนกับการย้อนคืนกลับไปสู่หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยประทับใจ ที่เราเคยมีความสุข สนุกสนานไปกับมัน

เพียงแค่นึกถึงภาพที่เคยนอนเล่นอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในป่า ซึ่งเราเคยไปเที่ยวเล่น มองดูกลุ่มเฟินและกล้วยไม้อิงอาศัยหลากชนิด เกาะติดเติบโตอยู่บนคาคบ สูงต่ำไล่ระดับกันลงมา ระย้าย้อยของ ใบเฟินที่อ่อนไหวพลิกพลิ้ว คราสายลมแผ่วผ่าน สีสันและกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่า ช่างสวยงามดั่งภาพในความฝันที่ไม่เคยมีอยู่จริง วันเวลาในอดีตก็กลับมาเต้นเร่าอยู่ในหัวใจของเราแล้วล่ะครับ

สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านั้น บัดนี้ล้วนถูกแปรเปลี่ยนสภาพ (แม้จะเป็นไปอย่างไม่ค่อยจะชัดเจนนัก) กลับมาสู่งานจัดสวนของผม ทั้งในบ้านของลูกค้าและบ้านของตัวเอง

งานจัดสวนในระยะหลังๆ ของผมจึงเป็นเสมือนการเริ่มเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นการเดินทางที่มีจุดหมาย เพียงหยุดอยู่แค่ภายในจินตนาการ ของผมเท่านั้นเองก็ตาม

สวนในบ้านทั่วๆ ไปที่พบเห็น มักอยู่ในรูปแบบของการจัดไม้แขวนในลักษณะที่เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของสวนเท่านั้น

เช่น แขวนไว้ตามต้นไม้ ซุ้มศาลาหรือผนังในบางจุด ไม่ได้มุ่งเน้นเสริมส่งให้เห็นถึงความงามที่โดดเด่นของมันในลักษณะที่จงใจคัดสรร

ทั้งๆ ที่ ไม้แขวนเหล่านี้ ต่างก็มีความสวยงามมีคุณค่าในตัวของมันเอง เช่นเดียวกับพันธุ์ไม้ยืนต้นหรือล้มลุกอื่นๆ ที่เราปลูกลงไปในดิน

เพราะในสภาพธรรมชาติจริงๆ นั้น ป่าที่สวยงามได้จะต้องประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดผสมผสานกัน ทั้งยืนต้น ทั้งล้มลุก ทั้งเถาวัลย์ต่างๆ ตลอดไปจนถึงไม้อิงอาศัย ซึ่งมีอยู่มากมาย ล้วนแต่สวยงามแปลกตาแทบทั้งสิ้น

การจำลอง โดยชะลอเอาพวกมันมาไว้ในสวนของบ้านอย่างเหมาะสม จึงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ อีกอย่างหนึ่งสำหรับคนรักสวนอย่างพวกเรา พันธุ์ไม้แขวนในบ้านเรานั้น มีหลากหลายชนิดให้เราเลือกนำมาใช้ในสวนได้ เรามาดูกัน ว่าจะนำมันมาใช้ได้แบบไหน อย่างไร

ชนิดของพันธุ์ไม้และวิธีนำมาใช้เฟินต่างๆ

เฟินส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้ในร่ม ตามธรรมชาติชอบขึ้นอยู่ภายใต้ร่มเงาต้นไม้อื่นๆ นอกจากเฟินขนาดใหญ่หรือ Tree Fern

เฟินที่นิยมนำมาใช้เป็นไม้แขวนประดับ จะเป็นเฟินขนาดเล็ก เช่น เฟินข้าหลวง เฟินบอสตัน เฟินรังนก เฟินสไบนาง หรือเฟินพวกนาคราชทั้งหลาย

สำหรับเฟินสไบนางนั้น จะมีลักษณะพิเศษที่มีก้านยาวมาก บางกอ ยาวถึง 5 เมตร เลยทีเดียว จึงต้องแขวนเอาไว้ในที่สูงมากๆ สวนที่มีน้ำตกและมีโครงสร้างหลังคาโปร่งๆ รองรับ จะเหมาะสำหรับเฟินชนิดนี้มาก

กลุ่มไม้ดอก แพงพวย คุณนายตื่นสาย พิทูเนีย กล็อกซีเนีย ยิบโซ พิลลา และไม้ดอกขนาดเล็กอื่นๆ ในกระถางแขวน ไม้ดอกประเภทนี้ ต้องการแสงแดดเต็มวัน หรือครึ่งวันเป็นอย่างน้อย มุมมองจะมีความสวยงามรอบด้าน บางชนิดจะดูฟูฟ่องสวยงามมาก เชิงชายของศาลากลางสวน จะเหมาะสมสำหรับพันธุ์ไม้กลุ่มนี้มาก

สับปะรดสีส่วนพันธุ์ไม้พวก Tillandsia ซึ่งก็คือ สับปะรดสีชนิดหนึ่งนั้นเอง ที่เรารู้จักกันแพร่หลายกันมานานก็เห็นจะมีเคราฤๅษีนั่นแหละครับ เพื่อนๆ ในวงศ์วานเดียวกันกับมันนั้น สามารถปลูกได้ทั้งบนพื้นดิน เกาะติดบนต้นไม้หรือกระทั่งแขวนห้อยลงมาจากโครงสร้างต่างๆ ในสวนก็สามารถทำได้อย่างสวยงามครับ

ตัวอย่างสวนน้ำตกแห่งนี้ มีโครงสร้างที่เป็นโครงเหล็กและตาข่ายพลาสติกอยู่เหนือบ่อน้ำ ในลักษณะครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ประโยชน์ใช้สอยนั้น นอกจากจะป้องกันใบไม้หรืออื่นๆ ร่วง

บ้านในสภาวะที่ได้รับแสงเพียงรำไรตลอดทั้งวัน ผมจึงเลือกที่จะแขวนพวกเฟินต่างๆ เช่น เฟินบอสตัน เฟินสไบนาง เฟินนาคราช และพันธุ์ไม้อื่นๆ ที่รับแสงในระดับที่ใกล้เคียงกัน เช่น ไอวี่ เคราฤๅษี นมตำเลีย ลิปสติก เดปชนิดต่างๆ ฯลฯ

ผลที่ออกมาคือ ตามในภาพตัวอย่างครับคุณรุ่น ศรีทองแก้ว เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพทำแกระเกี่ยวข้าว เป็นอาชีพเสริมมากว่า 40 ปี โดยรับมรดกตกทอดมาจากพ่อของภรรยา ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีเพียงแห่งเดียวในภาคใต้

“ภาวะปัจจุบันอาชีพการผลิตแกระเกี่ยวข้าวค่อนข้างจะซบเซามาก ทั้งนี้เนื่องจากว่า ชาวนาส่วนใหญ่จะหันมานิยมใช้รถเกี่ยวข้าวแทนกันแล้ว”คุณรุ่น เล่าว่า เดิมนั้น คุณแสง ชูช่วย ซึ่งเป็นพ่อของภรรยา คือ คุณวิไลวรรณ ศรีทองแก้ว เป็นผู้ผลิตแกระเกี่ยวข้าวเพียงผู้เดียว ส่งขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายใต้ตราเคียวคู่ ต่อมาเมื่อคุณแสงถึงแก่กรรม ตนจึงได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดย 1 ปี ผลิตได้ประมาณ 1 แสนชิ้น ส่งขายตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยใช้แรงงานในครอบครัว ทั้งนี้ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะขายดีมาก จนต้องจ้างคนงานเข้ามาเสริม

“ผมยึดอาชีพผลิตแกระเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม มากว่า 40 ปี ส่งขายตั้งแต่ อันละ 2 บาท ปัจจุบัน ส่งขายอันละ 15 บาท แต่มีผลิตน้อย ประมาณ ปีละ 10,000 อัน เนื่องจากว่าชาวนาส่วนใหญ่จะจ้างรถเกี่ยวข้าวกันเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็ยังมีชาวนาบางรายที่ยังใช้แกระเกี่ยวข้าวแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวที่ปลูกแซมในสวนยางพารา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวไร่ หรือบางรายไม่ต้องการจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะซื้อแกระมาเกี่ยวข้าวแบบดั้งเดิม”

คุณรุ่น ยังได้บอกทิ้งท้ายว่า รู้สึกเสียดายอาชีพการทำแกระเกี่ยวข้าว เพราะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบดั้งเดิม ซึ่งมีมานานกว่า 100 ปี และเกรงว่าจะสูญหาย ไม่มีผู้สืบทอด เนื่องจากรุ่นของตน คงจะเป็นรุ่นสุดท้าย เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเยาวชนพัทลุง ได้ร่วมกันสืบทอดอาชีพผลิตแกระเกี่ยวข้าว

หากผู้ที่สนใจสั่งซื้อแกระเกี่ยวข้าว สามารถสั่งซื้อได้ที่ บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โทร. 074-622-140 หรือ 087-382-5718

คุณสมพิศ ตันตวรนาท, คุณประชุม คำพุฒ, ว่าที่ร้อยโทกิตติพงษ์ สุวีโร, คุณธวัชชัย อริยะสุทธิ และคุณเดือนเต็ม ทิมายงค์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบผลิตภัณฑ์หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง สามารถลดความร้อนในอาคารได้เป็นอย่างดี

โดยได้รับการเปิดเผยจากเจ้าของผลงานว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง เกิดจากแนวความคิดที่จะพัฒนารูปแบบของผิวหน้ากระเบื้องหลังคาดินเผาให้สามารถเก็บกักน้ำค้างได้ดีในตอนกลางคืน และสามารถระเหยเมื่อถูกแสงแดดในตอนกลางวัน ทำให้ภายใต้หลังคามีความเย็น ส่งผลให้ภายในอาคารที่พักอาศัยไม่ร้อน โดยออกแบบให้พื้นผิวหน้ามีลักษณะเป็นบ่อบุ๋มลงไป หรือเป็นปุ่มนูนขึ้นมา หรือเป็นสันนูนตามขวาง กำหนดให้มีความห่างของแต่ละจุดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้แผ่นกระเบื้องหลังคารับแสงได้น้อยลง

หลังคาดินเผานูนต่ำ-นูนสูง ที่ออกแบบสามารถลดการใช้พลังงานภายในห้องพักอาศัยหลังจากมุงด้วยหลังคากระเบื้องดินเผานูนต่ำ-นูนสูง ลงได้มาก 3-5 องศาเซลเซียส ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายใน อาคารลงได้ถึง ร้อยละ 20

ทั้งนี้ ยังสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพในการนำไปใช้ทางอื่นได้ อาทิ การทำแบบนูนต่ำ-นูนสูง ให้กับผลิตภัณฑ์หลังคาชนิดอื่นๆ หรือการนำไปใช้กับงานพื้นผิวผนังอาคารที่สัมผัสกับแสงแดดโดยตรง ในตอนสายหรือตอนบ่าย ซึ่งจะช่วยให้ลดการใช้พลังงานของอาคารได้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นนวัตกรรมที่นำเทคนิคการเก็บกักความชื้นตามธรรมชาติ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างชาญฉลาด

สำหรับผู้ใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ กล้วยน้ำว้า ในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว, กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง

กล้วยน้ำว้านวลจันทร์ กล้วยดีที่เริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น ที่แผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้หน่อกล้วยน้ำว้านวลจันทร์ บางคนเรียก กล้วยน้ำว้าเงิน หรือ กล้วยน้ำว้าหนัง เริ่มแรกนำมาปลูกแซมเพื่อเป็นร่มเงาให้ไม้ประธาน เมื่อออกเครือปรากฏว่า ลักษณะของผลขนาดใหญ่ ใกล้เคียงกับกล้วยน้ำว้าชนิดอื่น ผลป้อม ทรงกระบอก ปลายค่อนข้างแหลม ผลดิบมีสีเขียวขาวนวล ผิวผลมีสีขาวกว่ากล้วยน้ำว้าพันธุ์อื่น ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองนวล เนื้อผลสีขาวอมชมพู รสชาติหวานจัด เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้นำกล้วยน้ำว้านวลจันทร์มาแปรรูปเป็นกล้วยอบลมร้อน มีรสชาติอร่อยมาก และกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และรสชาติอร่อยมาก

การปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้านั้นสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องมีน้ำให้ไม่ขาดแคลน แต่ในบางพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่สมบูรณ์ก็จะเลือกที่จะปลูกกล้วยในช่วงต้นฤดูฝน ราวปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพื่อลดภาระในการให้น้ำ และที่สำคัญต้นกล้วยจะตั้งตัวได้เร็ว โดยหลังจากปลูกได้เพียง 1 เดือน ต้นกล้วยก็จะมียอดใหม่โผล่เหนือพื้นดิน

ส่วนขยายพันธุ์ของกล้วยสามารถใช้ได้หลายแบบ เช่น “หน่อกล้วย” ที่ใช้ได้ทั้งหน่ออ่อน คือ เป็นหน่อขนาดเล็ก เพิ่งแทงออกมาจากต้นแม่ ยังไม่มีใบให้เห็น หน่อใบแคบเป็นหน่อที่พอจะมีใบบ้าง แต่ใบจะมีลักษณะเรียวเล็ก ชาวสวนมักเรียกหน่อชนิดดังกล่าวว่า “หน่อดาบ” หน่อใบกว้าง เป็นหน่อที่มีใบโตกว้าง คล้ายกับใบจริง ส่วนของ “เหง้า” เป็นเหง้าหน่อกล้วยที่ต้นโตแล้ว แต่ยังไม่ตกผล เมื่อปลูกเราจะตัดยอดหรือลำต้นออก ส่วนของ “ตา” เหง้าหรือหน่อที่ตกผลแล้วหรือยังไม่ตกผล ถ้ามีขนาดใหญ่พอจะมีตาอยู่หลายตา ซึ่งเราสามารถตัดเหง้าของหน่อ แล้วใช้มีดแบ่งออกเป็นชิ้นๆ เอาไปปลูกในแปลงหรือชำลงกระบะหรือในถุงดำที่บรรจุขี้เถ้าแกลบ ไม่นานตาเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นกล้วยขนาดเล็กให้เราได้แยกปลูกลงแปลงต่อไป แต่วิธีดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะขั้นตอนยุ่งยากเหมาะกับการขยายพันธุ์กล้วยที่มีจำนวนน้อย หรือมีราคาแพง

การขุดแยกหน่อจากต้นแม่นั้น ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำมากนัก ควรใช้เสียมที่มีความคมแทงให้ขาดเพียง 1-2 ครั้ง เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ใช้มีดปาดเอาส่วนของรากออกให้หมด เมื่อเวลาเรานำไปปลูกกล้วยจะสร้างรากใหม่ขึ้นมา ส่วนหน่อที่มีใบมากจนเกินไปก็ให้ลิดตัดใบออกบ้าง หรือหน่อมีความสูงหรือมีขนาดใหญ่จนเกินไปก็ให้ตัดเฉือนลำต้นให้สั้นลง แต่ถ้าเป็นไปได้การตัดทอนยอดหรือต้นกล้วยควรตัดก่อนที่จะแยกออกจากต้นแม่ ซึ่งการตัดยอดหรือลำต้นของกล้วยไม่ส่งผลเสียแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน กลับทำให้ลำของหน่อกล้วยมีโคนที่ใหญ่อวบอ้วนขึ้น เนื่องจากอาหารจากเหง้าไม่ต้องเลี้ยงยอดและใบ อาหารจึงไปสะสมและสร้างโคนให้ขึ้นนั่นเอง โดยหน่อที่แยกไปจากต้นแม่สามารถนำไปปลูกได้ทันที หรือถ้ายังไม่พร้อมก็สามารถเก็บรักษาไว้ในที่ร่มได้ก่อนนานนับสัปดาห์

การปลูก ในพื้นที่รกควรดายหญ้า หรือไถพรวนเสียก่อน ก่อนการปลูก 7-10 วัน เพื่อปราบวัชพืชและทำให้ดินร่วนโปร่ง สำหรับพื้นที่น้ำท่วมจำเป็นต้องยกร่องเสียก่อน ระยะปลูกกล้วยนั้นมีความสำคัญมาก ถ้าปลูกชิดกันมากเกินไปก็จะทำให้เกิดร่มเงา ทำให้หน่อที่งอกขึ้นมาใหม่จะไม่ค่อยแข็งแรง ลำต้นเรียวเล็ก เพราะได้รับแสงไม่เพียงพอนั่นเอง ฉะนั้น การเลือกระยะปลูกต้องคำนึงถึงแสงแดด ความสมบูรณ์ของดินและชนิดของพันธุ์กล้วยประกอบกัน

สำหรับการปลูกกล้วยบนพื้นที่ราบ หลังจากกำจัดวัชพืชขุดดินหรือไถพรวนเรียบร้อยแล้ว ตากดินราว 7-10 วัน ก็จะขุดหลุม ขนาด 50×50 ซ.ม. กองดินชั้นบน (หน้าดิน) ไว้ด้านหนึ่ง ส่วนดินชั้นล่างก็จะกองไปอีกด้านหนึ่งของหลุม จากนั้นให้ใส่ดินชั้นบนลงก้นหลุมพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำหน่อกล้วยที่เตรียมไว้วางหน่อกล้วยลงกลางหลุม