นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนาในฤดูฝนทำนาปี

ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ

แต่เนื่องจากที่นาของตนเองไม่มีระบบชลประทาน ไม่มีไฟฟ้า แต่จำเป็นต้องใช้น้ำ จึงคิดหาวิธีทุ่นแรงในการรดน้ำแทนการตักรด โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายที่มีอยู่ มาดัดแปลงเป็นเครื่องสูบน้ำ โดยเปลี่ยนชุดใบตัดหญ้าออกแล้วใช้ชุดหัวปั๊มน้ำเข้ามาสวมแทน แล้วต่อสายยางออกไปยังแปลงเพาะปลูกพืช

เวลาใช้งานนำส่วนของเครื่องยนต์อยู่บนคันบ่อ จากนั้นติดเครื่องยนต์ตามปกติ แล้วนำส่วนหัวปั๊มจุ่มลงน้ำ เครื่องก็จะสูบน้ำไปยังแปลงผัก จะฉีดรดหรือปล่อยไปตามร่องหรือตามผิวดินก็ได้ สามารถรดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้เครื่องสูบน้ำทั่วไป น้ำมันก็ไม่เปลือง คุ้มค่า สำหรับหัวปั๊มนั้นหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือช่างการเกษตรทั่วไป ซึ่งตนซื้อมาในราคา 650 บาท

จะเห็นว่าการดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ซึ่งเกษตรกรมีอยู่แล้วแทบทุกครัวเรือนให้เป็นเครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกเครื่องหนึ่งด้วยราคาแสนประหยัด เป็นภูมิปัญญาที่น่าสนับสนุนนำมาใช้ในไร่นาอย่างกว้างขวาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดแคลน และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตของเกษตรกรด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณวิไล นาลา โทร. (090) 586-0378

“วร ชื่นสำนวน” มีอาชีพเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรหนักอยู่ที่บ้านเทพนคร ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร วันหนึ่งชาวนาที่ได้เลิกเช่าที่นาของเขา ช่างวรจึงนำที่ดิน จำนวน 25 ไร่ มาปลูกอ้อย

โดยอาศัยผู้ชำนาญในการปลูกอ้อย คือ “เปี๊ยกอ่าง” หัวหน้าโควต้าอ้อย มาปลูกอ้อยพันธุ์ LK 9211 โดยใช้เครื่องปลูกอ้อยแถวคู่ ระยะระหว่างแถวห่างกัน 1.5 เมตร และใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด 50 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังปลูกอ้อยไปได้ 4 เดือน ช่างวรจึงมีโอกาสมาซ่อมเครื่องจักรในโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตราพญานาคพ่นน้ำซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน เขาสังเกตเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตไม่เหมือนกับที่อื่นๆ เพราะมีการหมักปุ๋ยอินทรีย์เป็นกองใหญ่ๆ โดยใช้วัตถุดิบที่ดีหลายอย่าง ทางโรงงานนำปุ๋ยที่ผสมกันดีแล้วนำไปเข้ารางผสมปุ๋ยขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 80 เมตร จำนวนสองราง เครื่องผสมปุ๋ยที่เดินบนรางรถไฟจะค่อยๆ เดินพลิกกองปุ๋ยหมักที่สูงประมาณ 1.2 เมตร พลิกไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาหนึ่งวัน นับเป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย ที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

การปลูกอ้อยที่ใช้ปุ๋ยเคมีโดยทั่วไป จะได้ผลผลิตประมาณ 12-15 ตัน ต่อไร่ ช่างวร ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตราพญานาคพ่นน้ำชนิดผงกับไร่อ้อยของเขา โดยปรึกษากับ ลุงแก้ว ปันจุติ ซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานของโรงงาน ก็ได้รับคำแนะนำว่า ควรใช้ปุ๋ยผงจุลินทรีย์หว่านลงไปที่โคนต้นอ้อย เพราะมีร่มเงาช่วยป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์จำนวนมากถูกแดดเผาตาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะทำหน้าที่ป้องกันโรคในดิน และตรึงไนโตรเจนจากอากาศลงเป็นปุ๋ยในดิน ฯลฯ ช่วยสร้างพลังชีวิตของดิน เขียวทน เขียวนาน เพิ่มผลผลิตได้

ช่างวรท้าทายลุงแก้วว่า ถ้าเขาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผงไปหว่านที่กออ้อยอายุ 4 เดือนแล้ว ได้ผลผลิตถึง 20 ตัน ต่อไร่ เขาจะยอมรับว่าปุ๋ยอินทรีย์ของโรงงานมีคุณภาพดีตามที่ลุงแก้วบอก
ช่างวร สั่งปุ๋ยอินทรีย์ผง จำนวน 300 กระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม มาหว่านในไร่อ้อย

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฝนตกลงมาอย่างหนักจนน้ำท่วมไร่อ้อยทั้งหมดจนต้องรีบสูบน้ำออกจากร่องระบายน้ำทั้งหมด พี่มะลิภรรยาช่างวรบ่นเสียดายเงินค่าปุ๋ยที่ลงทุนไปกว่าห้าหมื่นบาท เพราะเชื่อว่าปุ๋ยคงละลายน้ำออกจากไร่อ้อยไปแล้ว

เมื่อพี่มะลิมาดูในแปลงอ้อยก็พบว่า ปุ๋ยอินทรีย์ผงสีดำๆ ยังคงตกค้างอยู่ตามกออ้อย สิ่งที่น่าชื่นใจก็คือ ต้นอ้อยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ลำต้นอ้อยอ้วนใหญ่สมบูรณ์และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรเพิ่มเติมอีก

เปี๊ยกอ่าง หัวหน้าโควต้ายอมรับว่าอ้อยแปลงนี้ที่ตนเองเป็นคนปลูกมากับมือตนเองมีความแตกต่างจากแปลงอื่นๆ คือ มีความสมบูรณ์ของต้นอ้อยทั้งลำใหญ่และยาว น้ำหนักดี สวยงามมาก เสมอกันทั้งแปลง จนผู้นำในวงการอ้อยต่างมาแวะชื่นชมแปลงอ้อยแปลงนี้มิได้ขาดสาย และยอมรับว่าเป็นสุดยอดแปลงอ้อยที่มีคุณภาพแปลงหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร

เปี๊ยกอ่าง สอบถามกับช่างวรว่าใช้ปุ๋ยอะไร ทำไมอ้อยจึงงามไม่เหมือนคนอื่น ก็ได้รับคำตอบว่า ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผงตราพญานาคพ่นน้ำ จำนวน 300 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

เมื่อโรงงานน้ำตาลนครเพชรเปิดการหีบอ้อยในเดือนธันวาคม เปี๊ยกอ่างจึงได้ตัดสินใจตัดอ้อย อายุ 11 เดือน ในแปลงนี้ส่งโรงงานน้ำตาลนครเพชร ปรากฏว่าได้ผลผลิตอ้อยมากถึง 625 ตัน มีผลผลิตเฉลี่ย 25 ตัน ต่อไร่ มีค่าความหวานที่ 12 c.c.s.จึงได้ค่าตัวคูณ เพิ่มอีก 1,000 บาท ต่อตัน ซึ่งตามปกติอ้อยที่ตัดช่วงปลายปีหรือต้นปี มักมีค่าความหวานประมาณ 9-11 c.c.s. เท่านั้น

การทำไร่อ้อยครั้งแรกของช่างวรถือว่า ประสบความสำเร็จมาก เพราะได้ผลผลิตอ้อยมากกว่าทั่วไปถึง 10 ตัน ต่อไร่ จึงได้เงินเพิ่ม 10,000 บาท ต่อไร่ เขาปลูกอ้อย 25 ไร่ เท่ากับได้เงินเพิ่มประมาณ 250,000 บาท ได้เงินคืนทุนพร้อมฟันกำไรก้อนโตในปีแรกทันที

ขณะที่ชาวไร่อ้อยโดยทั่วไปจะได้เงินทุนคืนในปีแรกเท่านั้น ช่างวรจึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มอีก 75 ไร่ ในช่วงต้นปี 2558 ทำให้เขามีพื้นที่ปลูกอ้อยถึง 100 ไร่

หลังจากตัดอ้อยรุ่นแรก ช่างวรได้ใช้รถไถนา 24 แรงม้า ติดจอบหมุนตีกำจัดหญ้าระหว่างกออ้อย แล้วให้น้ำเข้าร่องเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีการให้ปุ๋ยใดๆ เพิ่ม ปรากฏว่าอ้อยตอปีที่สองมีความสมบูรณ์ มีการแตกหน่อใหม่ไม่ต่ำกว่า 20 หน่อ ต่อกอ

มีการตั้งเดิมพันเล็กๆ อีกครั้งว่า ตัดอ้อยครั้งหน้าจะได้ถึง 30 ตัน ต่อไร่ หรือไม่? ลุงแก้ว บอกว่า อ้อยแต่ละกอจะมีหน่อมากขึ้นอีกหากบำรุงด้วยปุ๋ยผงจุลินทรีย์ 500 กิโลกรัม ต่อไร่ เขาจะได้ผลผลิตถึง 35 ตันต่อไร่! ไม่เชื่อก็ต้องลองพิสูจน์กันดูครับ! สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “ตั้ม-อภิชา ด่านไพบูลย์” 093-584-6654 ผู้จัดการ หจก. โปรบิซิเนส บุญทรงสุข

ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสเปิดร้านกาแฟในบ้านเราก็ยังมาแรงอยู่ ยังเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ก้อนโต หากอยู่ในทำเลทอง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ถ้าใครไปเวียดนามจะเห็นชัดเจนว่าในเมืองหลวงอย่างฮานอยหรือเมืองเศรษฐกิจอย่างโฮจิมินห์ธุรกิจร้านกาแฟก็ยังไปได้ดี และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในย่านที่มีชาวต่างชาติ และถ้าใครไปประเทศสหภาพเมียนมาก็จะเห็นในรูปแบบเดียวกัน

เทรนด์ร้านกาแฟสมัยใหม่ อย่างที่เมียวดี ร้านกาแฟเริ่มมีความทันสมัยใหม่ขึ้น เช่นเดียวกับที่เกาะสองหรือวิกตอเรียพอยท์ตรงท่าเรือก็จะมีร้านกาแฟแบบเดียวกับบ้านเรา แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดตรงที่ร้านกาแฟในเกาะสอง ขายทั้งอาหารคาวและหวาน และเปิดมุมกาแฟพร้อมกันไปด้วย

ร้านกาแฟแบบเดิมของพม่าที่นั่งเก้าอี้เตี้ยๆ ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งจะมีขนมนมเนย บางเจ้าก็มีซาลาเปาวางไว้ให้ลูกค้าได้เลือกรับประทานตามใจชอบ ร้านกาแฟแบบพม่า เป็นกาแฟสมัยก่อน ขายราคาแก้วละ 10 บาท คนพม่าส่วนใหญ่ชอบดื่มชามากกว่า ส่วนคนหนุ่มสาวชอบดื่มกาแฟคาปูชิโน่ และกาแฟรสเอสเพรสโซ่

อย่างที่ทราบกันดีว่า เวลานี้พม่าเป็นประเทศเนื้อหอม ใครๆ ก็อยากเข้าไปลงทุน ในเดือนหนึ่งๆ มีคณะผู้ประกอบการไทยไปศึกษาดูงานดูลู่ทางกันหลายคณะ แต่มีไม่กี่รายที่สามารถเข้าไปทำธุรกิจได้อย่างจริงจัง เพราะจะว่าไปแล้วแม้ทางรัฐบาลเมียนมาจะเปิดช่องเขียนกฎหมายให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจได้สะดวกและง่ายขึ้น

แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ราคาค่าเช่าอาคารและที่ดินแพงมาก โดยเฉพาะในย่านธุรกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานก็ยังไม่ดีพอ ไฟฟ้ายังติดๆ ดับๆ ประจำ ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจที่บ้านและอาคารจะมีเครื่องปั่นไฟสำรองของตัวเองไว้ใช้ในยามที่ไฟฟ้าดับ

เพื่อให้เห็นภาพการใช้ชีวิตของผู้คนในนครย่างกุ้งชัดเจนขึ้น ต้องลองฟังคำบอกเล่าจาก “คุณตู” วัย 30 กว่า ไกด์พม่าที่แต่งงานกับสาวไทย และตั้งบริษัททัวร์พาคนไทยไปเที่ยวและไปศึกษาดูงานที่พม่า

โค้กกระป๋องที่เมืองไทย 15-20 บาท ที่นี่ 1,000 จ๊าด ถ้าในร้านอาหารก็ 1,500 จ๊าด ถ้าเป็นต่างจังหวัด 2,000 จ๊าด ข้าวผัด จานละ 2,000 จ๊าด ถ้ามีไข่ดาวด้วยก็ 2,500 จ๊าด เงินเดือน 50,000 จ๊าด ได้ข้าวผัดแค่ 20 จาน ซึ่งเงินเดือนก็ไม่พอใช้ ดังนั้น จึงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ที่ย่างกุ้งให้สังเกตดูร้านอาหารตามสั่งขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ไม่มีใครไปซื้อกิน เพราะมันแพง เราเห็นชาวพม่าส่วนใหญ่ไปทำงานก็จะหิ้วปิ่นโต ถือตะกร้าใส่กับข้าวที่บ้านไปกิน เอามาคนละอย่างกินร่วมกัน นี่แหละเป็นการใช้ชีวิตของชาวพม่า

“ปิ่นโตหัวม้าลาย” ครองใจไฮโซ

ปัจจุบัน แม้ว่าสินค้าจากจีนจะเข้ามาในพม่าทุกหัวระแหง แต่ในความเป็นจริง คนเมียนมาก็นิยมใช้สินค้าไทย

ที่นี่สินค้ามี 2 ประเภท คุณภาพดีก็ต้องเป็นของไทย แต่ถ้าต้องการของถูก ก็ของจีน แต่หลักๆ เลยจะเป็นของจีนกับไทย สมัยก่อนปิ่นโตขายดี ชาวพม่าจะหิ้วปิ่นโตกัน ถ้าใครถือปิ่นโตสแตนเลสตราหัวม้าลายจะไฮโซ ถึงแม้ว่าค่าครองชีพในพม่าจะสูงมาก แต่หัวม้าลายทุกวันนี้ก็ยังขายดี ถ้าเราจะทำธุรกิจในพม่า เราต้องดูสไตล์ด้วย ถ้าเราจับทางถูก อนาคตสบาย ตอนนี้คนไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มากันเยอะ

ปัจจุบัน เรื่องพลังงานในพม่ายังไม่เพียงพอ บางครั้งที่โรงแรมอาบน้ำ สระผม อยู่ดีๆ ไฟดับ อย่าตกใจ 1-2 นาที ก็จะกลับมาติดเหมือนเดิม เพราะว่าไฟฟ้าไม่พอ ดังนั้น บ้านทุกหลังต้องมีเครื่องปั่นไฟสำรองไว้ อย่างร้านค้าใหญ่ๆ บริเวณหน้าร้านจะมีกล่องสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ นั่นคือ เครื่องปั่นไฟ ส่วนบ้านหรือที่เป็นอพาร์ตเมนต์จะเป็นลักษณะเล็กๆ จีนเอาเครื่องปั่นไฟมาขาย ยอดขายดีมาก

ฝั่งไทยก็ผลิตเอามาขาย อย่างพวกที่ใช้โซล่าร์เซลล์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับพลังงาน ไทยกับจีนสู้กันตลอด ในเรื่องคุณภาพของไทยจะขายดีกว่าจีน แต่ถ้าเน้นราคาถูก สินค้าไทยสู้ของจีนไม่ได้ เครื่องสำอางพม่าก็ทำได้เยอะ แต่ส่วนใหญ่คุณภาพยังไม่ถึง คนรวยในพม่าเวลาที่ช็อปปิ้งจะไปช็อปปิ้งที่เมืองไทย ไม่ว่าจะทำศัลยกรรม ไปโรงพยาบาล หรืออะไรก็ตาม เพราะว่าเน้นคุณภาพ”

ข้อคิดเตือนใจนักลงทุน

คนพม่าแต่งตัวไม่หรูหรา แต่มีเงินทั้งนั้น อาหารตอนเช้า คนพม่านิยมกินน้ำยาปลา คนพม่าไม่นิยมกินโจ๊ก คนพม่าก็กินข้าวต้มตอนป่วยเท่านั้น คนพม่าไม่ชอบกินของหวานๆ เช่น ช็อกโกแลต หากอยากขายช็อกโกแลตในพม่า ไปขายหมากข้างถนนยังกำไรดีกว่าอีก เพราะคนพม่าชอบกินหมาก เชื่อไหมว่า โต๊ะที่ตั้งขายหมากข้างทาง กำไร 3,000 บาท ต่อวัน แค่ขาย คำละ 100 จ๊าดเอง แต่พม่า 1 คน เคี้ยวๆ แป๊บเดียวก็บ้วนทิ้งแล้ว อย่างน้อยจะซื้อกันวันละ 1,000 จ๊าด เดือนหนึ่งได้เป็นแสนเลย

พูดเรื่องธุรกิจมามากแล้ว มาฟังเรื่องเบาๆ กันบ้าง คุณตู บอกว่า “ในพม่า คำว่า ขอบใจ นักท่องเที่ยวสามารถใช้ คำว่า thank you ก็ได้ แต่ถ้าอยากชมเขาว่าเก่งมาก ดีเยี่ยม เราก็มองหน้า ชูนิ้วโป้งให้เขา แล้วพูดว่าตอแหล ตอแหล แต่ถ้าพูดจริงๆ จะออกเสียงว่า ตอแล คุณหญิงคุณนาย คนพม่าจะเรียกว่า กระดอ ผู้หญิงคนไหนที่โดนเรียกว่า กระดอ แสดงว่า ได้รับเกียรติอย่างสูง แล้วเขาจะปลื้มมากๆ”

ทัศนะและอาชีพของหนุ่มพม่าคนนี้ คงทำให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของประเทศสหภาพเมียนมา ซึ่งไม่ว่าเขาจะเปิดหรือปิดประเทศก็ย่อมส่งผลถึงบ้านเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น การเข้าไปทำธุรกิจก็ควรเข้าไปอย่างผู้ให้และเน้นการทำธุรกิจแบบวิน-วิน ซึ่งวิธีการและแนวปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนและเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพที่ดีต่อกัน

สัปดาห์หน้าหนาวมาแน่! กรมอุตุฯ เผยจันทร์นี้เป็นต้นไป อุณหภูมิลด 5 องศา ส่วนปลายสัปดาห์เจอฝนฟ้าคะนองอีกรอบ ซัดภาคใต้อ่วม มีคลื่นสูง เตือนชาวเกษตรกรระวังพืชผลเสียหาย กรุงเทพฯ ไม่รอดฝนกระหน่ำด้วย

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนบางแห่ง

อนึ่ง พายุโซนร้อน “อุซางิ” (Usagi) บริเวณด้านตะวันออกของชายฝั่งประเทศเวียดนาม มีศูนย์กลางอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ประมาณ 150 กิโลเมตร กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว ประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามในวันนี้ (25 พ.ย. 61) และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ โดยจะเคลื่อนผ่านทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ในช่วงวันที่ 25-27 พ.ย. 61 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็น และอุณหภูมิจะลดลง กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือยังคงพัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนบางแห่ง

สำหรับการคาดหมาย ในช่วงวันที่ 26-29 พ.ย. ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในภาคตะวันออกเฉียงตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ย.–1 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น กับมีหมอกในตอนเช้า แต่บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็น สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 25-27 พ.ย. ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตรวจสอบสภาพก่อนออกเดินทาง และในช่วงวันที่ 26-28 พ.ย. ขอให้ชาวเกษตรกรบริเวณภาคตะวันออกเฉียงตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่าง ระมัดระวังพืชผลทางการเกษตรที่จะได้รับความเสียที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากฝนที่ตกลงมาไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 น.ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น.ของวันที่ 26 พ.ย.นี้ ภาคเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำพูน ลำปาง ตาก และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 17-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศเย็นในตอนเช้าทางตอนบนของภาค โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

รมว.เกษตรระบุว่า อบจ. หนองบัวลำภู เร่งรับซื้อน้ำยางจากสหกรณ์สวนยางในจังหวัดมาทำถนนถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ หวังผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ได้ประสานงานกับองค์การบริหารงานส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ทาง อบจ. อนุมัติงบประมาณสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราเป็นแห่งแรกเป็นถนนสาธิต ตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดย อบจ. หนองบัวลำภู ซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรห้วยเดื่อ 1,200 กิโลกรัม และจากสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนทันยางทอง จำกัด 1,200 กิโลกรัม มาทำถนนยางพารา ที่หมู่ 4 บ้านหินลับ ตำบลหนองสวรรค์ อ. เมืองหนองบัวลำภูแล้ว

ทั้งนี้ตามรายงานระบุว่า จากราคาซื้อขายที่กรุงเทพฯ อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาทนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาใส่ในน้ำยางสด รวมทั้งค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10.23 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทาง อบจ. รับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าว ที่กิโลกรัมละ 26.67 บาท

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่าเริ่มได้รับรายงานจากจังหวัดต่างๆ ว่า มี อปท. หลายแห่งได้ให้ความร่วมมือสนองนโยบายการสนับสนุนภาครัฐให้ใช้ยางพาราตามนโยบายรัฐบาลกันหลายแห่งแล้ว

ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่เกษตรและเจ้าหน้าที่ กยท. จังหวัด ได้ประสานงานกับผู้บริหาร อปท. ในพื้นที่จังหวัดเพื่อตรวจสอบว่าการซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกรมาใช้ตามโครงการทำถนนต่างๆ ยังมีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่ เช่น ระเบียบว่าด้วยการใช้หรืออนุมัติงบประมาณเหลือจ่ายหรือเงินสะสมของ อปท. รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ด้วย เพื่อจะได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้พิจารณาแก้ไขให้ต่อไป

ด้าน นายแพทย์ศราวุธ สันตินันตะรักษ์ นายก อบจ. หนองบัวลำภู กล่าวว่า ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราแก่ผู้บริหาร อบต. เทศบาล และพนักงานด้านช่างถึงการนำน้ำยางพาราสดและน้ำยางพาราข้นมาทำถนนตามมาตรฐานงานดินซีเมนต์ของกรมทางหลวงชนบทตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลักดันราคายางพาราที่ตกต่ำให้มีราคาสูงขึ้น

ซึ่งได้ทำถนนสาธิตไว้ที่สาย นภ. ถ. 10009 สายบ้านเก๋าโกใต้-บ้านโนนงาม ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู สำหรับถนนสายแรกนี้ยาว 200 เมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 1,200 ตารางเมตร ใช้ซีเมนต์ 240 ถุง ผสมดินลูกรัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อมาใช้น้ำยางพาราสดพ่นให้ทั่วผิวถนน แล้วใช้เครื่องจักรกลเกลี่ยและคลุกเคล้าถึง 4 รอบ แล้วจึงบดอัดให้แน่น

นายก อบจ. หนองบัวลำภู กล่าวว่า ยังมี อบต. 43 แห่ง และเทศบาล 24 แห่ง แสดงความจำนงที่จะร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางในจังหวัด ทั้งนี้ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 6,000 ตารางเมตร ใช้น้ำยางสด 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท คิดเป็นค่าน้ำยางสด 320,040 บาท