นโยบายชะลอขายข้าวฝากยุ้งฉางสุดเวิร์ก ราคาข้าวดีชาวนา

เมินจำนำยุ้งฉางนโยบายชะลอขายข้าวฝากยุ้งฉางสุดเวิร์ก โค้งสุดท้ายเหลือ 1 เดือนปิดโครงการมีข้าวเปลือกเข้าแค่ 60,000 ตัน ชาวนาปลื้มราคาตลาดข้าวเปลือกมะลิพุ่งแซงราคายุ้งฉางตันละ 1,000 บาท มั่นใจนาปรังปี”60 ลดนาปรังลงอีก2 ล้านไร่ราคาข้าวมีเสถียรภาพ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/2561 (จำนำยุ้งฉาง) ตั้งเป้าหมายรับฝากข้าวเปลือก2 ล้านตัน ด้วยงบฯกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 ระยะเวลาไถ่ถอนข้าว 5 เดือน ซึ่งขณะนี้เหลือเวลา 1 เดือนจะปิดโครงการ

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เหลือระยะเวลาอีก1 เดือนสุดท้ายที่จะสิ้นสุดโครงการชะลอขายเก็บเข้ายุ้งฉางของรัฐบาล แต่มีชาวนานำข้าวเข้าฝากเก็บโครงการฯเพียง 60,000 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการฝากเก็บ2 ล้านตันข้าวเปลือก โดยคาดว่าในช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนปิดโครงการยุ้งฉางจะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการเพียงไม่เกิน 30% ของผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งหมด

“โครงการยุ้งฉางประสบความสำเร็จมาก ชาวนานำข้าวเข้าโครงการน้อย เพราะราคาข้าวเปลือกในตลาดปีนี้สูงกว่าราคารับจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล เช่น ข้าวหอมมะลิ หากเข้าโครงการจะได้ราคาตันละ 15,300 บาท แต่ราคาในตลาดปรับขึ้นไปถึง 16,000-17,000 บาท สูงกว่าราคารัฐบาลตันละ 700-1,700 บาท”

สาเหตุที่ราคาเพิ่มขึ้นเพราะว่าดีมานด์และซัพพลายข้าวในปีนี้มีความสมดุลกัน โดยผลผลิตข้าวเปลือกมี 7.5 ล้านตัน นำมาผลิตเพื่อส่งออกและบริโภคในประเทศหมดพอดี จากปกติจะโอเวอร์ซัพพลายมาตลอด อีกทั้งสต๊อกข้าวสารคงเหลือของรัฐบาลมีไม่มาก เป็นข้าวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมด้วย นอกจากนี้เป็นผลดีจากการทำงานประสานงานกัน เพื่อตรวจสอบตัวเลขสำรวจจนได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องทำให้วางแผนการตลาดได้ดี ตอนนี้ราคาตลาดโลกก็ขยับขึ้น ของไม่มีขายแล้ว

ทั้งนี้ จากการเดินทางลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ปีการผลิต 2560/2561 ในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นว่า ขณะนี้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกเกือบครบ 100% แล้ว ยังเหลือเพียงข้าวเปลือกนาปีในภาคใต้ที่จะเก็บเกี่ยวช้าที่สุดราวเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนัก ทั้งนี้ ผลผลิตนาปีจะมีปริมาณ 7.5 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับแนวโน้มการผลิตข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2561 คาดว่าจะมีผลผลิตลดลงจากปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกไปปลูกข้าวชนิดอื่นทดแทนนาปรัง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลดลงจาก 11-12 ล้านไร่ เหลือเพียง 7-8 ล้านไร่ หายไป 2-3 ล้านไร่ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของแผนการผลิตข้าวครบวงจร

นายสุเทพ กล่าวว่า ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการประชุมคณะทำงานแผนพัฒนาข้าวครบวงจร โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค) เป็นประธาน เพื่อสรุปตัวเลขรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่จะประชุมในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สำหรับใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนการระบายข้าวปี 2561 -โดยขณะนี้รัฐบาลยังเหลือสต๊อกข้าวอีก 2 ล้านตัน เป็นข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค 1.5 ล้านตัน และข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่ทั้งคนและสัตว์บริโภค 5 แสนตัน

เมียนมาตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า 2 เท่า ภายในปี 2021 แก้ปัญหาขาดแคลนพลังงาน หลังมีเพียง 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งประเทศที่มีไฟฟ้าใช้ เพิ่มดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมียนมากำลังวางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นอีก 2 เท่า ภายในปีค.ศ.2021 (พ.ศ.2534) ด้วยการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานในประเทศ

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าที่จะสร้างขึ้นใหม่ทั้ง 4 แห่งนี้ จะถูกสร้างขึ้นภายในปี 2021 ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 5.16 พันล้านดอลลาร์ โดยจะสามรถผลิตไฟฟ้าได้ 3,100 เมกะวัตต์ และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 2 เท่า ที่ 3,000 เมกะวัตต์

โดย Zaw Win Naing รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการไฟฟ้าและพลังงานเปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาได้ลงนามข้อตกลงในการเริ่มงานวิศวกรรมเบื้องต้น เช่นเรื่องของการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมกับ 6 บริษัท ประกอบไปด้วย TOTAL, Siemens AG , Zhefu Holding, TTCL Public Company Ltd , Sinohydro Corporation and Myanmar-based Supreme Trading.
ทั้งนี้โรงไฟฟ้าทั้ง 4 แห่งนี้จะสร้างขึ้นบริเวฯทางตะวันตกของรัฐยะไข่ และในย่างกุ้งเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

รมว.กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลกำลังเจรจากับบริเอกชนคู่สัญญา 6 ราย เพื่อจัดซื้อพลังงาน โดยโรงงานจะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี เป็นส่วนใหญ่

แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จะต้องดูว่ารัฐบาลจะเจรจาข้อตกลงกับเอกชนอย่างไรต่อไป ขณะที่นักวิชาการระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทะเยอทยาน แต่มีความไม่แน่นอน เพราะในอดีตที่ผ่านมาเคยมีก็เคยมีประกาศจะทำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้มีการลงนามซื้อพลังงานแต่อย่างใด และโรงงานก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น

อนึ่งมีชาวเมียนมาเพียง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด 60 ล้านคน ที่สามารถเชื่อต่อใช้พลังงานไฟฟ้าได้ และเมืองต่างๆในประเทศเผชิญกับปัญหาไฟดับ ซึ่งเมียนมาจำเป็นต้องเพิ่มแหล่งจ่ายไฟ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจาก 6 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Subregion (GMS) ร่วมกันรับรองแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมระยะเวลา5 ปี รวมถึงโครงการเร่งด่วนต่าง ๆ มูลค่ารวม 540 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนสีเขียวและความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะช่วยให้อนุภูมิภาคสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงาน ประจำปี 2561-2565 สำหรับแผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อม (the Core Environment Program (CEP) Strategic Framework and Action Plan 2018-2022) ในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 (the Fifth GMS Environment Ministers Meeting) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์นี้ ณ จังหวัดเชียงใหม่

CEP ซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผนงาน โดยได้ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้แล้วกว่า 30,000 คน ในเขตชนบทของอนุภูมิภาคให้หลุดพ้นจากความยากจน
“CEP เป็นเครื่องมือในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจสำหรับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศสมาชิก GMS และเราจะร่วมทำงานด้วยกันต่อไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความร่วมมือในอนุภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” พลเอก สรุศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทไทย กล่าว “การประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้เราได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับความก้าวหน้าและสิ่งที่ประสบผลสำเร็จแล้ว รวมถึงได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหารือเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทาง และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสาขาสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ด้วย”

นอกจากการลงทุนมูลค่า 540 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เน้นเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอย การจัดการของเสีย การควบคุมมลพิษ และการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโครงสร้างพื้นฐานในเขตชนบท แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีนี้ยังปูทางให้กับการเตรียมความพร้อมและการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มประเทศ GMS สามารถลดช่องว่างในการลงทุนสีเขียวได้ ระบบเทคโนโลยีสีเขียว (green technology platform) ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตลาดเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดหาเทคโนโลยีและกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีสำหรับการจัดการของเสีย พลังงานทดแทน การใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และอื่นๆ

ภายใต้ CEP ได้มีการระดมทุนเพิ่มเติมมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 98 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้สำหรับโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งได้ก่อให้เกิดระเบียงความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity corridors) ขนาด 2.6 ล้านเฮกตาร์ ในพื้นที่ข้ามพรมแดน 7 เขต และยังได้ฝึกอบรมผู้มีส่วนได้เสียมากกว่า 19,000 คน ในงานสัมมนาเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ต่างๆ มากกว่า 500 งาน

ดร.ราเมียช ซูบรามาเนียม ผู้อำนวยการสำนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอดีบี กล่าว “เราจะเดินหน้าผลักดันแผนปฏิบัติงานหลักที่ได้ถูกสรุปไว้ในการประชุมครั้งนี้ต่อไป เพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิก GMS สามารถบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วน”

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 31 ม.ค. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เขียนหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด ถึง นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมชลประทาน กรณีชาวบ้าน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมมือร่วมใจ สร้างฝายมีชีวิต ศาสตร์พระราชา โดยลุกขึ้นมาต่อสู้กับความแห้งแล้ง ภัยธรรมชาติที่คุกคามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทุกๆ ปี

โดยนายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการ จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับชาวบ้าน ผู้นำ ครูฝาย ปักธงรบกับความแห้งแล้ง เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำกิน น้ำใช้ เพื้อการเกษตร ดีกว่าปล่อยไหลลงสู่คูคลอง แม่น้ำ ทะเล ซึ่งชาวบ้านได้แต่นั่งมอง ทำตาปริบๆ จะไม่มีอีก

“ดังนั้นเรื่องนี้ ขอให้พิจารณานำไปขยายผลดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถดำเนินการได้ด้วย ทั้งนี้ อาจขอใช้งบประมาณกลางปี 2561 ก็ได้ แต่เน้นย้ำว่าต้องให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเหมือน จ.ฉะเชิงเทราด้วย อย่าดำเนินการโดยภาครัฐฝ่ายเดียวนะครับ”

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานในระบบวิจัยและเครือข่ายพันธมิตร มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย จัดงาน
วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ยิ่งใหญ่ นำทัพผลงานประดิษฐ์คิดค้นทั้งในประเทศและนานาชาติ มาจัดแสดงกว่า 1,000 ผลงาน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า
งานวันนักประดิษฐ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ของการจดทะเบียนและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เครื่องกลเติมอากาศที่มีผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย”หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไชยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยและเป็นครั้งแรกของโลก โดยในปีนี้ “งานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 (Thailand Inventors’ Day 2018)” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ Event Hall 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ ประจำปี 2560 รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2561 และรางวัล TWAS Prize for Young Scientists in Thailand ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 น.

สำหรับงานในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้รูปแบบกิจกรรม “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม”
เพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้และความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการน้อมรำลึกใน
พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นิทรรศการรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาไทย นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์เพื่อสังคมผู้สูงวัย

นิทรรศการบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย และบัญชีนวัตกรรมไทย และนิทรรศการ “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่ 3” มหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีการประชุม/สัมมนา และการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ และสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การประดิษฐ์เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ รวมถึงการให้บริการและคำปรึกษาทางธุรกิจสำหรับนักประดิษฐ์ ที่ต้องการต่อยอดผลงานสู่การเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่วัดทุ่งสงวน ต.แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา นายถาวร แซ่อิ้ว ประธานชมรมชาวนาข้าว จ.สงขลา และชาวนา 300 คน ได้ยื่นหนังสือให้นายประสงค์ พีรธรากุล เกษตร จ.สงขลา และนายรุ่งโรจน์ และสุบ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม นายสุรชัย วงศ์ศุภลักษณ์ นายอำเภอระโนด ผู้แทน ธ.ก.ส.สงขลา และ นายก อบต.แดนสงวน เป็นผู้แทนในการรับเรื่องร้องเรียนขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ อ.ระโนด ที่หว่านข้าวแล้วได้รับความเสียหายจากฝนตกหนัก

นายถาวรกล่าวว่า เกษตรกร 1,352 ราย พื้นที่ 20,351 ไร่ ได้รับความเดือดร้อนจากการทำนาข้าว เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันช่วงวันที่ 7-15 มกราคม 2561 ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหาย ต้องหว่านใหม่ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น มีความประสงค์ให้ภาครัฐช่วยเหลือ ให้ชดเชยค่าเมล็ดพันธุ์หรือจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหว่าน 3 วันก็เสียหาย

นายประสงค์กล่าวว่า เนื่องจากกรณีดังกล่าวไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือตามระเบียบได้ จังหวัดจะได้พิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมอีกครั้ง

ทั้งนี้ เนื่องจากการขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวหว่านจะต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน ทำให้ชาวนาไม่ได้รับสิทธิในการเยียวยาช่วยเหลือ เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนเฟส 2 ไม่คึก รัฐอ่อนประชาสัมพันธ์ชาวบ้านไม่รู้ คลังปลื้มแห่ผูกบัญชีระบบพร้อมเพย์ทะลักแตะ 37 ล้านบัญชี ยอดธุรกรรมพุ่ง 3.7 แสนล้าน ผู้ประกอบการ 3 แสนราย ไม่ยอมติดตั้งเครื่อง EDC กลัวถูกตรวจสอบรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าลงทะเบียนมาตรการยกระดับผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนระยะสอง ในวันแรก 1 กุมภาพันธ์ 2561 มีประชาชนทยอยลงทะเบียนไม่มากนัก เนื่องจากหลายพื้นที่ยังประชาสัมพันธ์น้อย โดยมีผู้มีรายได้น้อยเข้ามาลงทะเบียนบ้าง เพราะเชื่อจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่บางส่วนมาสอบถามแต่ไม่ได้ลงทะเบียนเนื่องจากกลัวเวลาในการอบรมไม่ตรงกับที่ว่าง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากลงทะเบียนแล้วจะมีทีมหมอประชารัฐสุขใจ (เอโอ) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 4,000 ราย ทยอยลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา และแนะนำแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ มีทั้งการฝึกทักษะอาชีพ การหางานให้ทำกว่า 1 แสนอัตรา ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เรียนหนังสือ ให้สินเชื่อเพื่อสร้างผู้ประกอบการ ตลอดจนหาที่ทำกินที่พักอาศัย

รัฐบาลจัดให้มีหมอประชารัฐสุขใจ 4,000 คน กระจายทั่วทุกจุดให้ข้อมูลกับผู้มีรายได้น้อย โครงการฝึกอาชีพมีให้เลือก 597 อาชีพ รองรับได้ 4 ล้านคนในปีนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการและฝึกอบรมกรณีที่รายได้ไม่ถึง 30,000 บาท ต่อปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 200 บาท ต่อเดือน ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ต่อปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่ม 100 บาท ต่อเดือน

นายสมชัย กล่าวว่า มีประชาชนผูกบัญชีเงินฝากกับระบบพร้อมเพย์แล้ว 37 ล้านบัญชี ปริมาณใช้งานระบบ พร้อมเพย์ตั้งแต่ตุลาคม 2560 อยู่ที่ 97 ล้านบัญชี ธุรกรรมสะสมอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท เฉลี่ย 3.9 พันบาท ต่อราย ต่อครั้ง สะท้อนว่าประชาชนรายย่อยใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

การติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ติดตั้งแล้ว 1.4 แสนราย หรือ 4.8 แสนเครื่อง เป้าจะมีผู้ประกอบการติดตั้งเครื่อง EDC ครบ 5.5 แสนราย ในเดือนมีนาคม 2561 ยังมีผู้ประกอบการ 3 แสนรายที่ไม่ยอมติดตั้งเครื่อง EDC กังวลว่าเมื่อมีเครื่องดังกล่าว กรมสรรพากรจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องรายได้ ยืนยันว่าแม้จะไม่มีการติดตั้งเครื่อง EDC ก็สามารถเข้าไปดำเนินการตรวจสอบได้

นายจรัลรัตน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานสระบุรี เผยโครงการ เกี่ยวกับการพัฒฯนาอาชีพ ผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียน โดยกระทรวงแรงงานเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคน จะมีการฝึกอบรมช่างชุมชน ทั่วประเทศ ประมาณ 8,7902 คน วงเงินงบประมาณที่ได้รับประมาณ 5,000 ล้านบาท ก็มีฝึกอาชีพ 30 ชั่วโมง 18 ชั่วโมง และ 60 ชั่วโมง ประมาณกว่า 900,000 คน รวมแล้วประมาณ 1 ล้านคน งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั่วประเทศ รวมถีงลงที่ จ.สระบุรี

ช่วงนี้ก็เป็นการปูพรม ลงพื้นที่ รวมถึงรากหญ้า ผู้มีรายได้น้อยตามหมู่บ้านไม่ถึง 30,000 บาทให้มากขึ้น จะได้มีการฝึกอบรมยกระดับ ให้ตามหมู่บ้านต้องการฝึกอบรมอาชีพอะไร จะได้จัดสรรให้ฝึกอบรมยกระดับจากรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท ให้มีรายได้มากขึ้น จะไดหนีความยากจน กระทรวงแรงงานก็เป็นทางช่วยในทางหนึ่ง

การอบรมช่างชุมชนนี้จะ ฟรี และได้ข่าวว่าจะมีเครื่องมือให้ด้วยติดตัว อาจจะมีเบี้ยเลี้ยงให้ในการฝึกอบรม ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง จะได้ไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้ ตัวเองและครอบครัว

การตอกย้ำถึงอันตราย ! ของ “สารเคมีตกค้าง” ในประเทศไทยชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ได้ออกมาแถลงผลการตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักและผลไม้ ประจำปี 2561 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานระบุว่า พบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินหรือ “ผักไฮโดรโพนิกส์” สูงกว่าผักทั่วไป

โดยไทยแพนเก็บตัวอย่างผักไฮโดรโพนิกส์ 30 ตัวอย่างจากตลาดและห้างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พบว่า ผัก 19 ตัวอย่างพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน หรือคิดเป็น 63.3% ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด โดยพบผักที่ไม่มีการตกค้างเลย 8 ตัวอย่าง และพบว่าตกค้างแต่ไม่เกินมาตรฐาน 3 ตัวอย่าง

เมื่อเทียบกับการตกค้างของผักและผลไม้ทั่วไป ไทยแพนได้สำรวจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีการตกค้างสูงกว่า โดยผักทั่วไปพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 54.4% ไทยแพนย้ำว่า ความเข้าใจของประชาชนที่คิดว่าผักไฮโดรโพนิกส์เป็นผักที่ปลอดภัย มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อย จึงไม่เป็นความจริง !
ทั้งนี้ ไทยแพนระบุว่า พบสารพิษตกค้างมากถึง 25 ชนิด เช่น สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 1 ชนิด คือ Ametryn สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 6 ชนิด สารกำจัดแมลงและไร (Insecticide and Acaricide) รวม 18 ชนิด กลุ่มอื่น ๆ 10 ชนิด

รวมถึงพบการตกค้างของไนเตรต ซึ่งหากตกค้างเกินมาตรฐานจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยพบว่าผักเรดคอรัล เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก บัตเตอร์เฮด และฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก มีไนเตรตตกค้างตั้งแต่ 199-2,500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่มีเพียง 1 ตัวอย่างที่เกินค่ามาตรฐานส่วนผักคะน้า ผักกาดฮ่องเต้ ผักโขมแดง และผักบุ้งจีนที่ปลูกแบบไร้ดินนั้น พบการตกค้างของไนเตรตระหว่าง 2,976-6,019 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าผักในกลุ่มแรก แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการตกค้างเหล่านี้