น่านบูมกาแฟ 2 หมื่นไร่ สร้างแบรนด์-เจาะนิชมาร์เก็ตปัจจุบันไทย

มีพื้นที่ปลูกเมล็ดกาแฟ250,000 ไร่ ส่งออกกาแฟเป็นอันดับ 8 ของโลก ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปภายในประเทศปี 2560 สูงกว่า 90,000 ตัน/ปี ขณะที่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟได้เฉลี่ย 25,000 ตัน/ปี มีการนำเข้าเมล็ดกาแฟ 60,000 ตัน/ปี และยังมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี

หนุนเกษตรกรปลูก 2 หมื่นไร่“น่าน” ถือเป็นอีกจังหวัดที่มีการปลูกกาแฟ และพัฒนาสายพันธุ์กันอย่างจริงจัง โดย คุณประเสริฐ ดอยลอม เกษตรจังหวัดน่าน กล่าวว่า กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกเป็น 3 อันดับ แหล่งปลูกขนาดใหญ่ของประเทศ มีอัตราการเติบโตปีละ 10% ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ป่าและพื้นที่สูง

ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และทำให้มีชื่อเสียง โดยปี 2561 สร้างรายได้ให้จังหวัดประมาณ 382.5 ล้านบาท ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมด 22,500 ไร่ เกษตรกร 2,400 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 15 อำเภอ ปลูกมากสุดที่ อำเภอท่าวังผา 5,500 ไร่ รองลงมา อำเภอสองแคว 3,400 ไร่ อำเภอบ่อเกลือ 2,700 ไร่ ตามลำดับ แบ่งเป็นพันธุ์อราบิก้า 16,700 ไร่ เกษตรกร 1,700 ราย และพันธุ์โรบัสต้า 5,800 ไร่ เกษตรกร 700 ราย

กระบวนการผลิตเริ่มจากเกษตรกรปลูกและจำหน่ายกาแฟเชอรี่ให้กับจุดรับซื้อ ส่วนมากเป็นกลุ่มวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน ปัจจุบันราคากาแฟเชอรี่อยู่ที่ 15-20 บาท/กก. โดยผลผลิตจะออกช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ซึ่งผู้รวบรวมจะนำไปแปรรูปเป็นกาแฟกะลา ปัจจุบัน จังหวัดน่านมีผลผลิตกาแฟกะลาปีละกว่า 3,825 ตัน เฉลี่ย 170 กก./ไร่ มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 80-120 บาท/กก. หรือเฉลี่ย 100 บาท/กก. ซึ่งถือว่าราคาดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น และรวบรวมจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการนำไปแปรรูปต่อ เช่น กาแฟสาร กาแฟคั่วพร้อมบด กาแฟบดบรรจุซอง เป็นต้น

ปลูกในป่าไร้เอกสารสิทธิอิงที่ผ่านมา ภาครัฐหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดน่านส่งเสริมด้านเกษตรแปลงใหญ่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น เช่น อำเภอปัว บ่อเกลือ และแม่จริม อีกทั้งสนับสนุนการแปรรูปและการส่งเสริมให้เป็นเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในป่า

ด้านกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาช่วยสนับสนุนการศึกษานอกระบบและส่งเสริมปลูกกาแฟร่วมกับป่า เช่น กรมป่าไม้ มุ่งเน้นปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้าใต้ร่มไม้ในเขตป่าที่อนุญาต โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสูง 800-1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเล รวมถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เข้ามาทำซีเอสอาร์ในอำเภอท่าวังผา ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หันมาปลูกพืชยืนต้นถาวร และรับผลผลิตไปแปรรูปและจำหน่าย

โดยมีการประสานงานกับพาณิชย์จังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพื่อเชื่อมตลาดให้มากขึ้น ตลอดจนร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนในการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า และมีการจัดโต๊ะเจรจาซื้อขายกับบริษัทเอกชน โดยให้จังหวัดพะเยาและเชียงราย เป็นเจ้าภาพ นำสินค้าไปจัดงานแสดงและจำหน่ายในภาคต่างๆ

หนุนสร้างแบรนด์รุกนิชมาร์เก็ต

นายสันติ หาญสงคราม ประธานชมรมกาแฟน่าน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในจังหวัดน่านโดยภาพรวมแล้วยังมีผลผลิตกาแฟไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านปริมาณกับจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ได้ กลุ่มนักธุรกิจและเกษตรกรกาแฟในจังหวัดน่านจึงตั้งเป้าหมายทำเป็น “กาแฟทางเลือกสู่ตลาดเฉพาะ”สำหรับคอกาแฟ

โดยชมรมกาแฟน่านมีแนวทางสนับสนุนเกษตรกรต้นน้ำปลูกกาแฟอราบิก้า สายพันธุ์คาติมอร์ใต้ร่มไม้ใหญ่ตามธรรมชาติ ปลูกในที่สูงเป็นหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นโมเดลการเกษตรที่ช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การถ่ายทอดความรู้ในการแปรรูปกาแฟเพื่อเพิ่มมูลค่า และต่อรองราคา ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ของชุมชน ทั้งนี้ ไร่กาแฟในจังหวัดน่านส่วนใหญ่เป็นการทำในลักษณะครัวเรือน ไม่มีการจ้างแรงงานเก็บ ทำให้สามารถชูความพิถีพิถันในแบรนด์ได้

ปัจจุบัน แบรนด์กาแฟน่านที่โดดเด่นแบ่งเป็นกาแฟอราบิก้า ได้แก่ ลาเปียน ของบ้านสันเจริญ, ภูสันคอฟฟี่, เอราบิก้า ซึ่งมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับเกษตรกรที่สันเจริญ, วิสาหกิจชุมชนดอยมณีพฤกษ์, เดอม้ง ดอยมณีพฤกษ์, Gem Forest ดอยมณีพฤกษ์, ดอยสกาด, ภูพัน ๙ อ.บ่อเกลือ, บ้านห้วยโทน อ.บ่อเกลือ และบ้านห้วยขวาก อ.บ่อเกลือ ส่วนโรบัสต้าจะมีเพียงภูมิใจ๋คอฟฟี่ฟาร์ม ทั้งนี้ ทิศทางในอนาคตของชมรมกาแฟจะมุ่งเน้นจัดอบรมความรู้เรื่องกาแฟโดยให้ชุมชนที่มีการผลิตกาแฟและแปรรูปเข้มแข็งเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรรายอื่นๆ เพื่อพัฒนาอย่างทั่วถึง

“กาแฟที่ทำให้น่านเป็นที่รู้จักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ กาแฟจากบ้านมณีพฤกษ์ที่มีจุดเด่นด้านภูมิอากาศ คือ มีแต่ฤดูฝนกับฤดูหนาว สลับไปมาตลอดทั้งปี เป็นสภาพอากาศที่มีความซับซ้อนสูง ส่งผลให้กาแฟสุกช้ากว่าบริเวณอื่น ทำให้เกิดการเก็บสะสมรสชาติและแร่ธาตุในเมล็ดกาแฟที่นานกว่าและมีรสชาติโดดเด่น แม้แต่พันธุ์คาติมอร์ปกติ ยังสามารถทำให้มีรสที่หอมหวานได้ หากมีกรรมวิธีการแปรรูปแบบฮันนี่ และดรายโปรเซส”

“เกอิชา” สุดยอดสายพันธุ์อราบิก้า เกรดพรีเมี่ยม 8 พันบาท/กก.

ถึงวันนี้น่านมีกาแฟหลายแบรนด์มากมาย แต่เหนืออื่นใดน่านมีสุดยอดกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่มีราคาขายหน้าร้านพุ่งสูงลิ่วถึง 8,000 บาท/กก. ชื่อ “เกอิชา” ซึ่งเป็นกาแฟจากปานามา และถูกนำเข้ามาปลูกที่ดอยมณีพฤกษ์ เมื่อปี 2547 โดย เคเลบ จอร์แดน มิชชันนารีชาวอเมริกันในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ และเจ้าของแบรนด์กาแฟชุมชน Gem Forest ทำให้ดอยมณีพฤกษ์ จังหวัดน่านกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

โดย สันติ หาญสงคราม ประธานชมรมกาแฟน่าน บอกว่า ในอดีตเชื่อกันว่าสายพันธุ์กาแฟเกอิชาไม่สามารถปลูกในประเทศไทยได้ เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เซนซิทีฟ มีอายุเพียง 2-3 ปี ให้ผลผลิตต่อต้นน้อย และต้องมีพื้นที่ปลูกสูงจากระดับน้ำทะเลพอสมควร โดยกาแฟเกอิชาที่ปลูกในจังหวัดน่านจะมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้ กาแฟเกอิชาของน่านนั้นจะมีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์สเปเชียลพรีเมี่ยม ที่มีผลผลิตต่อปีไม่มากนัก โดยในปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตได้เพียง 80 กก. ส่วนในปี 2562 เมล็ดกาแฟจะสุกราวเดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าใด

อีกทั้งหลังจากกาแฟเกอิชาเป็นที่รู้จักได้มีการติดต่อขอกล้าพันธุ์และเมล็ดเข้ามาเป็นจำนวนมากจนไม่พอแจกจ่าย ทว่ากลับไม่สามารถขยายพื้นที่การปลูกได้ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีขั้นตอนในการปลูกมาก ทำให้ทิศทางของชมรมกาแฟน่านและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่มุ่งเน้นผลักดันการปลูกกาแฟเกอิชา แต่เป็นเน้นการอบรมให้เกษตรกร

นายวิชัย กำเนิดมงคล เจ้าของกาแฟแบรนด์เดอม้ง หนึ่งในแบรนด์กาแฟชุมชนบนดอยมณีพฤกษ์เล่าว่า สำหรับกาแฟเกอิชานั้น กลุ่มเดอม้งจะขายสารกาแฟในราคา 3,000 บาท/กก. ถ้าเป็นคั่วจะอยู่ที่ราคาส่ง 600 บาท/ขีด หน้าร้าน 800 บาท/ขีด หากเป็นกิโลกรัมส่งอยู่ที่ 6,000 บาท/กก. หน้าร้าน 8,000 บาท/กก. ทั้งนี้ กาแฟเกอิชาจะผลิตได้ไม่เกินปีละ 100 กก. ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกยาก เนื่องจากพื้นที่ปลูกต้องมีความสูงเกินกว่า 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีสภาพอากาศชื้นและหนาวเย็นตลอดปี ส่วนเกอิชาถ้านำเข้าจากปานามาจะมีอยู่หลายเกรด หากเป็นเกรดธรรมดาจะอยู่ที่ 7,000-8,000 บาท/กก. ส่วนเกรดพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ 150,000 บาท/กก. ซึ่งมีผู้นำเข้าน้อยคน และจะนิยมใช้ในการแข่งขันกาแฟมากกว่า

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศให้ผู้ส่งออกยางพารา รายงานปริมาณการซื้อขายยางในแต่ละเดือน เนื่องจากยางพาราเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดๆ โดยจงใจ ที่จะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่ำเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วน ซึ่งราคาสินค้าและบริการนั้น ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการฯ ต้องระวางโทษทางอาญา

ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบกิจการยางพารา ได้รับทราบและขอความร่วมมือให้ซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางในราคาที่เป็นธรรม“การรายงานของผู้ส่งออกนี้จะเป็นกลุ่มที่ซื้อขายยางตั้งแต่ 5,000 ตัน ต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณมากพอจะนำมาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา ว่าขึ้นลงผิดปกติหรือไม่ ปริมาณออกสู่ตลาดเท่าไร เพื่อที่ กยท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันถ่วงที โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. นี้ เป็นต้นไป”

รายงานจาก กยท. แจ้งว่า ในช่วงนี้ราคายางในตลาดจีนหยุดการเคลื่อนไหวเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยราคายางของไทย ประเภทยางแผ่นดิบอยู่ที่ 44.13 บาท ต่อ กก. ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 47.15 บาท ต่อ ก.ก. ส่วนราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา ราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 43.52 บาท ต่อ ก.ก. แผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 45.28 บาท ต่อ ก.ก.

ราคายางปรับตัวตามตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนราคายางจากราคาน้ำมัน มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากมีแนวโน้มลดต่ำลงในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีสาเหตุมาจากมาตรการคว่ำบาตรประเทศเวเนซุเอลาโดยสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ราคายางได้รับปัจจัยกดดันปัญหาสงครามทางการค้า ระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงมีความตึงเครียดอยู่ ถึงแม้ว่าจะลดลงบ้างแล้วก็ตาม ล่าสุดผลกระทบจากปัญหาสงครามทางการค้าได้ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ทำให้กำไรจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตของจีนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

อีกทั้งสหรัฐได้ตอบโต้รัฐบาลจีนด้วยการตั้งข้อกล่าวหา บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำนวน 20 ข้อหา ทำให้นักลงทุนมีความกังวลจากปัญหาสงครามทางการค้าและมาตรการที่สหรัฐใช้ตอบโต้รัฐบาลจีน ส่งผลให้ชะลอการซื้อยางพารา เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อีกทั้งเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และปริมาณยางเข้าสู่ตลาดมากทำให้ผู้ส่งออกไม่เร่งซื้อยางเพื่อการส่งออกในช่วงนี้

โครงการพัฒนาทุเรียนคุณภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จังหวัดยะลา ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ เร่งเปิดโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าทุเรียนคุณภาพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในฤดูกาลเก็บเกี่ยวกลางปีนี้

นายพิชิต พนังคสิริ ปลัดอำเภอบันนังสตา กล่าวว่า จากนโยบายจังหวัดยะลา ในการส่งเสริมให้เป็น ทุเรียนซิตี้ จังหวัดยะลาได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จัดตั้งโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรให้กับเกษตรกร โดยโรงงานแปรรูปฯ ประกอบด้วย ห้องแกะทุเรียน ห้องแช่แข็ง และตู้ freeze dry เพื่อส่งสินค้าไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

ด้าน นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า ได้เสนอจังหวัดยะลาพิจารณาการใช้โรงงานแปรรูปฯ เป็นสถานที่แกะและแช่แข็งทุเรียนตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ตามศาสตร์พระราชา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (โครงการทุเรียนคุณภาพ) เพื่อเพิ่มมูลค่าทุเรียนอีกทางหนึ่ง คาดการณ์ปริมาณทุเรียนที่จะแกะ แช่แข็งประมาณ 900 ตัน จากพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

ขณะที่โครงการทุเรียนคุณภาพ ได้ส่งอาสาฯ ไปฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ตามศาสตร์พระราชา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (โครงการทุเรียนคุณภาพ) ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งแต่การดูแลถึงการเก็บเกี่ยวจำนวน 95 คน ระหว่างเดือนธันวาคม 2561-พฤษภาคม 2562 ซึ่งปัจจุบันกำลังอบรมเป็นครั้งที่ 3 แก่อาสา รุ่นที่ 1 เรื่องการให้น้ำ การแต่งผล การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เป็นต้น

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า การนำน้ำมันปาล์มดิบมาเป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นไปตามแผน สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเดินเครื่องจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และจะดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อทดสอบการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแล้ว จำนวน 9,000 ตัน และจะรับซื้อจนครบจำนวน 160,000 ตัน โดยกรมการค้าภายใน (คน.) เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการจัดหาผู้เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ซึ่งระบุว่า จะต้องมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย และเป็นผู้มีความสามารถในการขนส่ง เก็บรักษา และส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบให้กับ กฟผ.

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการรับซื้อ โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กฟผ. ร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ติดตามการซื้อขายผลทะลายปาล์มตามลานเทต่างๆ ในพื้นที่ จ.ชุมพร เช่น ลานเทขวัญจิตร ลานเทหนองเนียน ปาล์มทอง และ จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ ลานเทเสวียด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่รับทราบและมีความเข้าใจในการรับซื้อปาล์มน้ำมันเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นอย่างดี โดยเกษตรกรจะเตรียมสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) หรือใช้ใบรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาด้วยทุกครั้งที่มาขายผลปาล์ม

และนิยมขายผลปาล์มกับโรงงานสกัดที่เป็นผู้เสนอขายให้กับ กฟผ. โดยตรง เนื่องจากจะได้ราคาสูงกว่าการขายให้ลานเท แต่หากมีระยะทางไกลและผลปาล์มไม่มากก็จะขายผลปาล์มให้กับโรงสกัด ด้านบริษัทเจริญน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันปาล์มเจ้าแรกที่ กฟผ. รับซื้อก็ดำเนินการตามขั้นตอนหลังจากการรับซื้อผลปาล์มตามเงื่อนไข โดยบริษัทจะรายงานและส่งเอกสารให้พาณิชย์จังหวัด ได้แก่ บันทึกการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) ใบชั่งน้ำหนัก (ซื้อขาย) สำเนาบัตรประชาชน เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

“กฟผ. มีความตั้งใจแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำด้วยการนำน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ตามที่กรมการค้าภายในกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก ผู้เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบ พร้อมทั้งดำเนินขั้นตอนต่างๆ ด้วยความโปร่งใส ขอให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มมั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนปาล์มอย่างเต็มความสามารถ”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ธุรกิจเลี้ยงหมูเมืองตรังสดใส เหตุปริมาณการบริโภคหมูในจังหวัดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนสบช่องสร้างรายได้ ตัดสินใจโค่นยางพารา หันมาใช้พื้นที่เลี้ยงหมูขายทั้งลูกหมูและหมูเนื้อ พร้อมต่อยอดสร้างโรงเชือดขายส่งตามแผงขายหมูตามตลาดทั่วไป

นางแอมสรวง สายเผอ อายุ 40 ปี บ้านเลขที่ 255 ม.12 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เปิดเผยว่า หลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่ ม.12 ต.อ่าวตง ต่างเจอปัญหาเศรษฐกิจราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ จึงทำให้ตนและชาวบ้าน ที่เคยยึดอาชีพหลักกรีดยางพารา ต้องตัดสินใจหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว จากเดิมที่ชาวบ้านมีพื้นที่ปลูกยางพาราก็ได้ตัดสินใจโค่นส่วนหนึ่งทิ้ง และหันมาสร้างคอกเลี้ยงหมู เนื่องจากมองเห็นว่าอัตราการบริโภคหมูในพื้นที่จังหวัดตรังมีปริมาณมาก และบางช่วงหมูขาดตลาดต้องนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียง และบางส่วนยังนำเข้าจากจังหวัดทางภาคกลางด้วย

ทั้งนี้ แรกเริ่มในการเลี้ยงหมูชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าจะทำเป็นอาชีพเสริม ด้วยการเลี้ยงหมูพันธุ์ จำหน่ายขายตามหมู่บ้าน จากเลี้ยงแม่หมูคนละไม่กี่ตัว ต่อมาตลาดเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ก็มีการขยายคอกหมู พร้อมขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นได้รับการส่งเสริมจากผู้ใหญ่บ้าน ด้วยการจัดงบประมาณจากกองทุนหมู่บ้านเข้ามาช่วยเหลือ จัดทำโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้ ทำให้มีการต่อยอดสร้างคอกหมูและร่วมเลี้ยงหมู ที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเลี้ยงหมูตามโครงการกว่า 60 ตัว จนทำให้ชาวบ้านในชุมชนต่างพึ่งพาตนเองได้

“สำหรับดิฉันเองมีสวนยางพาราประมาณ 4 ไร่ ต่อมาได้ตัดสินใจโค่นยางพาราบางส่วนหันมาเลี้ยงหมูอย่างจริงจังหลายปีแล้ว หลังจากที่เจอวิกฤติราคายางตกต่ำ รายได้ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว ต่อมาได้รับการสนับสนุนงบส่วนหนึ่งจากกองทุนหมู่บ้าน ทำให้มีงบในการขยายการเลี้ยงหมูเพิ่มปริมาณมากขึ้น จากเลี้ยงหมูพันธุ์ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่ตัวก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ส่งพันธุ์หมูขายไปทั่วจังหวัดตรัง พร้อมกันนี้ยังต่อยอดด้วยการเปิดโรงเชือดหมูของตัวเอง ส่งขายตามเขียงหมูในตลาดทั่วไปด้วย มีทั้งในระบบลูกค้ามารับเองและบริการส่งให้ตามเขียงหมูด้วย ทำให้กิจการธุรกิจเลี้ยงหมูของดิฉันขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงปัจจุบัน”

นางแอมสรวง เปิดเผยว่า ปัจจุบันตนมีหมูที่เลี้ยงทั้งหมดกว่า 140 ตัว โดยจะแยกคอกเลี้ยงระหว่างแม่พันธุ์ หมูขุน และลูกหมู โดยจะเน้นเลี้ยงแบบวิธีธรรมชาติ ใส่อาหารและดูแลคอกหมูให้สะอาดตลอดเวลา ขณะนี้ตนมีหมูจำหน่าย เป็นลูกพันธุ์อายุ 2 เดือน ราคาตัวละ 2,000 บาท อายุ 3 เดือนกว่า ตัวละ 3,000 บาท และราคาหมูเนื้อขายทั้งตัว ราคาตามท้องตลาดกิโลกรัมละ 75 บาท หมูหนึ่งตัวมีน้ำหนักประมาณ 100 กว่ากิโลกรัม ตกตัวละประมาณ 7,000 กว่าบาท ซึ่งขายให้คนในชุมชน แม่ค้า ส่งตามงานต่างๆ และยังส่งให้กับกลุ่มแม่บ้านแปรรูปเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ มีหลายทางเลือกคือ พักผ่อน มีความสุขอยู่กับลูกหลานเหลน หรือทำงานเบาๆ เช่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักหรือปลูกไม้ผล แบบสวนหลังบ้าน เพื่อให้มีผลผลิตเก็บกินหรือแบ่งปันเพื่อนบ้าน

วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ ไม่ควรลงทุน ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงสูง ยิ่งถ้าไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด อาจแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันการณ์ ซ้ำยังส่งผลให้บั้นปลายมีวิถีชีวิตไม่มั่นคง

วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณด้วยการ การสร้างสวนไม้ผล ก่อนเกษียณ 5 ปี หรือมากกว่า เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติงานจริง ได้ลองผิดลองถูก รู้ข้อดี ข้อด้อย วิธีการแก้ปัญหา ได้พัฒนาการทำงานให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ และเมื่อถึงวันที่เกษียณจริงก็สามารถทำงานต่อยอดได้ทันที เป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

จากประเด็นดังกล่าว เราจึงขอนำเสนอเรื่องของ ครูเอกชัย…กับสวนไม้ผล งานใหม่หลังเกษียณเพื่อวิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเอกชัย ตองอบ ผู้อำนวยการโรงเรียนนาแก้ววิทยา ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผลเล่าให้ฟังว่า โดยพื้นฐานแล้วคุณพ่อ-คุณแม่ เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อครั้งเป็นเด็กได้ช่วยท่านทำงานในไร่นา จึงซึมซับความรู้ ประสบการณ์ไว้พอสมควร

ด้านการเรียนก็เรียนจบปริญญาทางด้านการศึกษา ได้เข้ารับราชการเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนนาแก้ววิทยา อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นไปตามความมุ่งหวังของคุณพ่อ-คุณแม่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือสังคม

เมื่อคิดถึงวันเวลาที่ต้องปลดระวางตัวเองจากการเป็นครูเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ จึงนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า การปลูกสร้างสวนไม้ผลน่าจะเป็นทางเลือกที่ได้ผลดี

เพราะสภาพภูมิอากาศพื้นที่อำเภอขุนหาญมีความเหมาะสม และยังพบว่าเกษตรกรที่นี่ปลูกสร้างสวนไม้ผลประสบความสำเร็จ เมื่อพิจารณาข้อดีข้อด้อยในด้านต่างๆ แล้ว จึงตัดสินใจปลูกสร้างสวนไม้ผล แต่มีเงื่อนไขว่าต้องปลูกสร้างสวนไม้ผลให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นอาชีพใหม่ไว้รองรับเมื่อเกษียณ จากนั้นจึงได้จัดการวางแผนการปลูกและผลิต จัดการใช้ที่ดิน เลือกชนิดของไม้ผลที่ปลูก การปลูก ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาหรือเก็บเกี่ยว โดยแบ่งงานทำเป็น 2 ส่วน คือ วันจันทร์-ศุกร์ ภรรยาหรือคุณเบญจลักษณ์ ตองอบ เป็นผู้ทำงานภาคสนาม พร้อมกับจ้างแรงงาน 3-5 คน มาช่วยทำงาน มีทั้งจ้างประจำและครั้งคราว ส่วนตนเองเป็นฝ่ายค้นหาความรู้จากแหล่งวิชาการ หรือจากผู้ที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำมาสนับสนุนในการผลิต ได้ช่วยทำงานก่อนไปและหลังกลับมาจากโรงเรียน และทำหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสวนไม้ผลเป็นประจำในทุกวันหยุด

พื้นที่แห่งนี้เคยปลูกมันสำปะหลังมาก่อน เป็นพื้นที่อยู่ในเขตภูเขาไฟเก่า ดินมีอินทรียวัตถุสูง เมื่อขุดลึกลงไปในดิน 50 เซนติเมตร จะเป็นดินภูเขาไฟที่แข็ง หน้าดินเป็นดินทราย ปลูกไม้ผลทุกชนิดได้คุณภาพดี มีพื้นที่ปลูกไม้ผล 30 ไร่ ปลูกทุเรียน 575 ต้น แบ่งปลูกหมอนทอง 550 ต้น ก้านยาว 15 ต้น ชะนี 7 ต้น พวงมณี 2 ต้นและกระดุม 1 ต้น ปลูกเงาะ 32 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 56 ต้น สะตอ 12 ต้น และปาล์มน้ำมัน 889 ต้น

กรณีตัวอย่างการปลูกทุเรียน

เมื่อเตรียมดินแล้ว ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึกด้านละ 30-50 เซนติเมตร ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 8×8 เมตร นำต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ปีที่ 1-7 ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เดือนละครั้งรอบทรงพุ่ม ช่วงต้นฝนได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้ง 1 ครั้งต่อปี ช่วงหลังดอกบานหรือ 8 สัปดาห์ หรือช่วงติดผลขนาด 1.5 กิโลกรัม ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ใน

อัตรา ½ กิโลกรัม ต่อต้น ทุก 15 วัน เพื่อช่วยเพิ่มขนาดและความหวาน และหยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน การให้น้ำ ทุเรียนต้องได้รับน้ำเพียงพอจึงจะเจริญเติบโตได้ดี ปีที่ 1-7 ได้ให้น้ำ 1 วัน เว้น 2 วัน เมื่อเริ่มติดผล ได้ให้น้ำวันเว้นวันไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว การให้น้ำทุกครั้งจะพิจารณาถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย

การตัดแต่งดอก หลังจากดอกบาน 1 เดือน ได้เลือกตัดดอกที่มีจำนวนมากออก เพื่อให้การติดผลบริเวณกิ่งมีจำนวนที่เหมาะสม เช่น ใน 1 กิ่งมี 10 ช่อ ดอกก็อาจตัดแต่งให้เหลือไว้ 5 ดอก หรือได้ 5 ผล วิธีนี้จะช่วยทำให้กิ่งไม่ต้องรับน้ำหนักของผลทุเรียนมากเกินไป ได้ผลทุเรียนมีขนาดเหมาะสม และเนื้อภายในผลดีมีคุณภาพ