น.ส.ตะวัน ได้เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าหลังจากตื่นขึ้นมาเปิดร้าน

ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเท้าไปเหยียบกับตัวตะเข็บจำนวนมาก เมื่อมองลงไปก็ถึงกับขนลุกกับภาพของตัวตะเข็บที่ไต่เต็มพื้นบ้าน รวมถึงผนังบ้าน จึงรีบวิ่งออกมานอกบ้านทันที แต่ก็ต้องเจอกับความสยองอีกครั้งเพราะบริเวณหน้าบ้านก็เต็มไปด้วยตะเข็บที่อยู่รวมกันเป็นฝูง เต็มหน้าบ้าน จึงรีบตะโกนเรียกเพื่อนบ้านมาดู แค่ปรากฎว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน รวม 3 หลัง ก็ประสบปัญหาเดียวกัน มีตัวตะเข็บเต็มพื้นที่บ้านเช่นกัน

ต่อมาจึงได้กวาดใส่ถุง แต่กวาดยังไงก็ไม่หมด เหมือนกับจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีก จึงใช้ผงยาฆ่าแมลงโรยบริเวณหน้าประตู แต่ก็ไม่หมด จึงไม่รู้จะกำจัดด้วยวิธีใด และ หวั่นว่าจะเกิดอันตรายจากการสัมผัส หรือ อาจจะมีพิษ โดยเฉพาะกลัวจะเข้ามาในห้องนอน ห้องครัว จึงทำได้เพียงโรยยาป้องกันไว้ แต่ก็กลัวว่ายาฆ่าแมลงชนิดผงที่ใช้ อาจฟุ้งกระจายจนเกิดอันตรายต่อคนในบ้าน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบหาวิธีกำจัดตัวตะเข็บให้หมดไป

ส่วนชาวบ้านอีก 3 หลัง ที่ประสบปัญหาตัวตะเข็บบุก ได้เปิดเผยว่า สำหรับตัวตะเข็บที่บุกมาอยู่ในบ้านเรือนชาวบ้าน เริ่มทยอยมาเมื่อ 4 วันก่อน แต่ยังมีจำนวนน้อย จนกระทั่งในวันนี้ทวีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนในปีที่ผ่านมาก็มีตัวตะเข็บเช่นกันแต่มีจำนวนน้อย จึงคาดว่าน่าจะมาจากแหล่งธรรมชาติที่อยู่รอบหมู่บ้าน ที่บางจุดเป็นป่าหญ้า

ชาวบ้านหมู่บ้านเจริญสุข วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบด่วน เพื่อหาวิธีกำจัดตัวตะเข็บให้หมดไปจากพื้นที่โดยเร็ว หวั่นจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและขยายวงกว้างไปกว่านี้

กว่า 1 เดือนแล้วที่ยังไม่เห็นความคืบหน้า กรณีมติคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน สั่งให้กรมการค้าภายในส่งคำเตือนและสอบพฤติกรรมล้ง (ผู้รวบรวมผลไม้เพื่อส่งออก) จำนวนหนึ่งในภาคตะวันออก ถึงพฤติกรรมกดราคารับซื้อ และใช้อำนาจต่อรองอย่างไม่เป็นธรรม ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า และให้ล้งต้องเข้ารายงานตัวภายใน 5 วัน

ซึ่งในขณะนั้นได้สร้างความฮือฮาในวงการค้าผลไม้และชาวสวนเป็นอย่างมาก เพราะจากคำสัมภาษณ์ของ บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุจะถือว่าเป็นการลงโทษเป็นกรณีแรก นับจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ปลายปี 2560 และหากเข้าข่ายพฤติกรรมดังกล่าวจริง โทษปรับถึง 6 ล้านบาท และปรับต่อวันสูงสุด 3 แสนบาทในระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน

ที่สำคัญ ผู้เกี่ยวข้องเชื่อมั่น “ประโยชน์” ที่เกิดจากการยกร่างกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 มาเป็นฉบับใหม่ในปี 2560 ทั้งเรื่อง “อำนาจ” ของคณะกรรมการที่จะสั่งฟ้อง “คนเอารัดเอาเปรียบ” โดยไม่ต้องรอให้มีคู่กรณียื่นเรื่องร้องทุกข์เข้ามาก่อน ถึงจะเปิดการไต่สวนเรื่องนั้นๆ ได้ แม้เป็นเรื่องที่ทางการเองก็รับรู้ จากนี้เมื่อพิจารณาแล้วเรื่องเอาเปรียบนั้นกระทบวงกว้างต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค หรือผู้ค้า ก็สามารถเปิดไต่สวนได้เลย

จึงคาดหวังว่า ไต่สวนล้งไม่ดี จะเป็นผลงานชิ้นโบแดง และไม่ซ้ำรอยกรณีร้องเรียนบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ถูกร้องว่าใช้อำนาจเหนือตลาดห้ามตัวแทนจำหน่าย (เอเยนต์) ขายรถจักรยานยนต์ของบริษัทคู่แข่ง และร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากกฎหมายใช้เพียง 2 ปี ถือเป็นคดีที่อยู่ในใจคน เพราะใช้เวลานานเกือบ 10 ปี และจบที่ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ

จนมาได้ยินจากปาก สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน “ฟันล้งไม่ดี” ยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ แต่อาจต้องใช้เวลา ด้วยเหตุผลคือ อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย และจัดตั้งคณะกรรมการฯชุดใหม่ ตามกฎหมายใหม่ น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือน

อีกเหตุผลก็คงเป็นช่วงโยกย้ายหมุนเวียนอธิบดีกับการเกษียณของปลัดกระทรวงพาณิชย์ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นชื่อหนึ่งในการโยกย้าย ซึ่งอยู่ในช่วง 2 เดือนเหมือนกัน!!

ก็เชื่อได้ว่าคดีฟันล้งไม่ดี จะไม่เข้าตำรา “มวยล้ม ต้มคนดู” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายทรงฉัตร ประคัลภานนท์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี นายประพันธ์ บุญพริ้ง กำนันตำบลหินกอง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้นั่งรถสำรวจพื้นที่รอบเขาบริเวณหมู่ที่ 10 บ้านหนองกระทุ่ม ต.หินกอง อ.เมือง หลังได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังและอ้อยว่า ถูกฝูงลิงจำนวนมากนับร้อยตัวได้ลงจากภูเขาบุกเข้าไปกัดกินหัวมันสำปะหลังและอ้อย ที่ปลูกไว้ทุกวันได้รับความเสียหายอย่างหนัก

แม้ว่าจะใช้สารพัดวิธีแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการ ใช้ลวดปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ยิงพรุ ยิงหนังสติ๊ก หรือแม้แต่นำตุ๊กตาหุ่นไล่กามาผูกไว้ที่ไร่ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ฝูงลิงหวาดกลัวแต่อย่างใด กลับกระโดดข้ามเส้นลวดที่ล้อมไว้เข้าไปใช้มือโยกต้นมันสำปะหลังขุดรากถอนโคน และต้นอ้อยกัดกินยอดอย่างสบายใจ ชาวบ้านที่ปลูกต้องมาเฝ้าพืชไร่ของตนเอง พร้อมทั้งนำหนังสติ๊กมาคอยยิงขับไล่ฝูงลิงตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นทุกวัน

นายทรงฉัตร ประคัลภานนท์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประทับช้าง เปิดเผยว่า จากการนั่งรถสำรวจพื้นที่รอบเขาพบว่าเป็นเขตพื้นที่ของกรมป่าไม้ดูแล แต่ก็ยังอยู่ใน ความดูแลรับผิดชอบด้านสัตว์ป่าของหน่วยงานกรมอุทยานแห่งชาติฯ เบื้องต้นได้พูดคุยกับกำนันตำบลหินกอง และชาวบ้านผู้ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย ทราบว่ามีฝูงลิงมาอาศัยอยู่และได้ออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมาก และมีพื้นที่ทอดยาวออกไปเขตติดต่อกับภูเขาใกล้เคียงอีก ทำให้ฝูงลิงเดินไปมาหาแหล่งอาหารกินกัน เมื่ออีกที่ไม่มีแหล่งอาหารแล้วก็จะพยายามหาแหล่งอาหารใหม่ต่อไปอีก

เบื้องต้นจากการดูสภาพพื้นที่ก็ต้องมานั่งคุยหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยทางที่จะเป็นไปได้คือปลูกต้นกระถินริมที่ดินของแต่ละคน เพื่อใช้สร้างเป็นแนวรั้วกั้นพื้นที่ระหว่างภูเขาและพื้นที่ชาวบ้าน ที่ปลูกพืชผลการเกษตรตลอดแนวยาว เนื่องจากต้นกระถินเมื่อได้อายุก็จะออกดอกมีฝักอ่อน เป็นอาหารทั้งยอดอ่อนและฝักอ่อนให้ฝูงลิงกินเป็นอาหารทดแทนได้ เพื่อรอฤดูฝนที่จะมีอาหาร เช่น หน่อไม้ และลูกไม้ป่าบริเวณภูเขาให้ลิงได้เก็บกิน หากจะใช้วิธีอื่นจำเป็นต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังต้องใช้งบประมาณที่จะดำเนินการจัดการฝูงลิงที่อาศัยอยู่จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะที่นี่ที่เดียว แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาฝูงลิงไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในชุมชนด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ต้องการให้เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่มารวมตัวกันเพื่อผลิต และบริหารจัดการผลผลิตในแนวทางเดียวกัน ช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกิดเป็นระบบเกษตรขนาดใหญ่ มีเป้าหมายการดำเนินงานของกลุ่มที่ชัดเจน สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรตลอดกระบวนการผลิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพ ที่สำคัญคือสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

​นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิตและจัดการผลผลิต สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า นโยบายของกรมการข้าวในด้านการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่นั้น จะมุ่งส่งเสริมเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มอยู่แล้วและมีความสนใจที่อยากพัฒนาคุณภาพการผลิตข้าวก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ อย่างเช่นศูนย์ข้าวชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากระบบส่งเสริมนาแปลงใหญ่เน้นที่เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจึงเป็นโครงการที่ไม่ได้บังคับ เอาความสมัครใจเป็นหลัก ตัวอย่าง จังหวัดราชบุรี มีกลุ่มนาแปลงใหญ่ 9 แปลง โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวเกษตรคุณภาพ ห้วยยางโทนผลิตเมล็ดพันธุ์ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ก็เป็นศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้ามาทำเรื่องนาแปลงใหญ่

​โครงการนาแปลงใหญ่จะมีกรมการข้าวร่วมบูรณาการกับหน่วยงานทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภาคี ไปจนถึงภาคเอกชน ร่วมกันถ่ายทอดความรู้ สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี สารเคมี ค่าจ้าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวให้มีคุณภาพมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต รวมถึงมีการเชื่อมโยงการตลาดจับคู่ MOU ระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการ เพื่อให้มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรมีทิศทางในการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิต

นายปรีชา กิมกง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวเกษตรคุณภาพ ห้วยยางโทนผลิตเมล็ดพันธุ์ เล่าว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยยางโทนฯ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นศูนย์ข้าวชุมชน ตั้งแต่ปี 2556 สมาชิก 42 รายเพื่อรวมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพส่งให้กับกรมการข้าว ต่อมาปี 2560 ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 1,157 ไร่ แบ่งเป็นผลิตเมล็ดพันธุ์ 355 ไร่ ข้าวส่งให้โรงสี 709 ไร่ ด้วยความรู้ความชำนาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ประกอบกับได้รับการถ่ายทอดความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความรู้ความเข้าใจการร่วมมือกันบริหารจัดการผลผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้มีมาตรฐานและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้นาแปลงใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบครบ 100% ทั้ง GAP เมล็ดพันธุ์ และ GAP ข้าว ยังขาดอีกไม่กี่แปลงกำลังเร่งผลักดันให้สมาชิกพัฒนาให้ผ่านการรับรองให้ครบทุกแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

โครงการนาแปลงใหญ่เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการให้ชาวนาเข้มแข็ง โดยเน้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย ซึ่งแต่ก่อนชาวนาต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและยังโดนกดราคา พอชาวนามารวมตัวกันเป็นกลุ่มทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมกลุ่มกันทางหน่วยงานที่จะเข้ามาสนับสนุนก็ทำงานง่ายขึ้น เมื่อเกษตรกรมีความรู้ มีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุน มีตลาดรองรับ ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการในอนาคตทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยยางโทน ยังคงเน้นทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพจำหน่ายให้ชุมชนและเกษตรกรทั่วไป เนื่องจากการขายเมล็ดพันธุ์ได้ราคาสูงกว่าการขายข้าวทั่วไปเกือบเท่าตัว แม้จะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าการปลูกข้าวทั่วไปแต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีก็สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้ โดยชนิดเมล็ดพันธุ์ที่ผลิต ได้แก่ สุพรรณบุรี 1 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวก็มีความเสี่ยง เพราะชาวนาเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ไปตามกระแส ถ้าทางกลุ่มรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากสมาชิก หากปีใดขายไม่หมดก็จะกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้ากลุ่มมีโรงสีข้าวเอง แม้จะขายเมล็ดพันธุ์ไม่หมดก็นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายแทน เป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าของกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น

กินกล้วยไม่ทันไม่ใช่ปัญหา! ห้างหัวใส จัดแพ็กเกจเรียงสุกไปห่าม ถูกใจลูกค้า
China Xinhua News รายงานว่า ในโลกโซเชียลมีเดียกำลังมีภาพภาพหนึ่งที่ชาวเน็ตจำนวนมากให้ความสนใจและแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว เป็นภาพของ กล้วย แพ็กหนึ่งของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ที่มีการจัดเรียงกล้วยตั้งแต่สุกไปห่าม ชาวเน็ตเห็นแล้วถูกใจในไอเดียอย่างมาก เพราะการจัดเรียงกล้วยแบบนี้ช่วยแก้ปัญหา “กินไม่ทัน” ได้ดีทีเดียว

“ในอนาคตผลผลิตสัตว์ทะเลต่างๆ จากฟาร์มทะเลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ ทดแทนการออกเรือไปจับสัตว์น้ำในทะเลที่ห่างไกลŽ” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นปัญหาสัตว์ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำไทยลดน้อยลงมาก รวมทั้งพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงและปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการออกเรือไปจับสัตว์น้ำธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก สัตว์น้ำที่จับได้ขายแล้วไม่คุ้มค่าต้นทุน จึงทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตั้งอยู่ ต.ยางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งปัจจุบันเปิดดำเนินงานมาสู่ปีที่ 7 วันนี้ไม่เพียงมีหน้าที่เป็นแหล่งองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์น้ำทะเล และพืชหายากใกล้สูญพันธ์ุแล้ว ยังมีบทบาทในการเป็นแหล่งฝึกอบรมอาชีพ สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับราษฎร

ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ ที่นี่คือบ้านแม่ž
นายประพัฒน์ กอสวัสดิ์พัฒน์ ผู้จัดการโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ กล่าวว่า คนที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและนาเกลือ แต่ทำประมงเดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายสูง ยิ่งวันไหนออกเรือไปแล้วจับสัตว์น้ำกลับมาไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ขณะที่ทำนาเกลือช่วงหลังราคาตกต่ำอย่างมาก สุดท้ายก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเหมือนกัน เหล่านี้ทำให้ราษฎรต้องขายเรือขายที่ดินไป จนกระทั่งโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างเข้ามา

“เราทำให้ราษฎรดูเลยว่า ในพื้นที่แห่งนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ภายใต้การรักษาสมดุลของระบบนิเวศและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การสาธิตเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อาทิ กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาว ปลานิล ควบคู่ไปกับการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ อาทิ ปะการัง ปลาจาระเม็ดทอง ปลากะพงดำ เพื่อปล่อยลงทะเล รวมถึงศึกษาต่อยอดและแปรรูปผลิตภัณฑ์ อย่างน้ำทะเลมาทำเป็นผง ตอบโจทย์คนในพื้นที่ห่างไกลทะเลที่อยากเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล และล่าสุดคือเลี้ยงสาหร่ายทะเล 6 สายพันธุ์ เพื่อนำมารับประทานและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆŽ”

ผู้จัดการกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เรายังเปิดอบรมให้ความรู้และให้คำปรึกษาแก่ราษฎร อย่างตอนนี้หลักสูตรอบรมเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะคนไทยกำลังนิยม เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ราคาขายจึงดี อยู่ที่กิโลกรัมละ 250-300 บาท ซึ่งต่อไร่สามารถให้ผลผลิตถึง 300-400 กิโลกรัม หรือประมาณ 120,000 บาท ในเวลาเดือนครึ่งของรอบการเลี้ยงและเก็บผลผลิต และยังสามารถทำควบคู่ไปกับนาเกลือได้ โดยเข้าอบรมฟรี ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน

”วันนี้ต้องถือว่าโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างได้ฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ราษฎร หลายคนนำองค์ความรู้ของเราไปปฏิบัติ อย่างเรื่องทำแพลอยน้ำในทะเล เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำทะเลขนาดเล็กให้มีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น นอกจากจะเพิ่มผลผลิตทางธรรมชาติ ยังสามารถเรียกปลาตัวใหญ่เข้ามาให้จับ รวมถึงหมึกและปูที่ติดเข้ามาเยอะขึ้น ฉะนั้นถือเป็นความสำเร็จที่พวกเราทุกคนได้ตั้งใจทำเต็มที่ เพราะที่นี่คือพื้นที่ของพระองค์ ถ้าเราเรียกโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริว่าเป็นบ้านพ่อ โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างก็คือบ้านแม่”Ž นายประพัฒน์กล่าวด้วยสีหน้าภูมิใจ

สาหร่ายพวงองุ่น รายได้หลักแสนบาท
นางนงนภัส อภิกรรัตน์ ข้าราชการสังกัดกรมประมง และหนึ่งในผู้ก่อตั้งฟาร์มเบ็ญจมาศฯ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้าโครงการแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า หลังจากสมัครเข้าอบรมกับโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ก็กลับมาชวนเพื่อนๆ ลงทุนทำบ่อเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นตั้งแต่ปี 2559 ควบคู่ไปกับการทำนาเกลือ ซึ่งขณะนี้สาหร่ายพวงองุ่นทยอยให้ผลผลิตตลอด ส่งขายในหลายจังหวัดทำรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ จนถึงหลักแสนต้นๆ ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

เช่นเดียวกับ นางสาวสโรชา กึ่งสอาด เจ้าของฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นพื้นที่ 2 ไร่ ในหมู่บ้านร่องใหญ่ อำเภอบ้านแหลม ที่เรียนรู้การเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นมาจากฟาร์มทะเลตัวอย่าง กล่าวว่า ต้องขอบคุณที่สอนทุกอย่าง คอยให้คำปรึกษา ตลอดจนแนะนำช่องทางตลาด ซึ่ง 8 เดือนที่ทดลองทำมาผลตอบรับดีมาก มีออเดอร์จากหลายจังหวัดเข้ามารวมถึงขายหน้าร้าน คิดแล้วได้กำไรเฉลี่ยเดือนละ 40,000 บาท ช่วยตนหาเลี้ยงครอบครัวได้ดีเลยทีเดียว อีกทั้งได้พัฒนาความสามารถตัวเอง และสามารถให้คำแนะนำกับคนอื่นได้ แม้จะอายุเพียง 28 ปี

เปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวฝั่งทะเล
การมีฟาร์มทะเลตัวอย่าง ไม่เพียงฟื้นอาชีพฟื้นรายได้ให้กับคนในพื้นที่ในแง่เกษตรกรรมและประมง แต่ยังให้ผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิดคือปลุกกระแสท่องเที่ยวและช้อปปิ้งสินค้าโอท็อปในอำเภอบ้านแหลม จากคนที่มาดูงานโครงการในพระราชดำริกว่า 20,000 รายต่อปี

นายสมพงษ์ หนูศาสตร์ ผู้ใหญ่บ้านร่องใหญ่ และประธานกลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านร่องใหญ่คือนาเกลือ และตั้งอยู่ระหว่างกลางเส้นทางโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง กับโครงการแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉะนั้นเวลาใครไปใครมาจึงแวะมาที่หมู่บ้านเราเพื่อช้อปปิ้งและชมนาเกลือ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาราคาเกลือตกต่ำ เราจึงเริ่มพัฒนาต่อยอดเกลือเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปเพื่อสุขภาพและความงาม อาทิ เกลือขัดผิว สบู่เกลือ เกลือน้ำแร่ น้ำเกลือทำความสะอาดแผล ยาสีฟันเกลือ ฯลฯ ขายในอำเภอ ส่งขายต่างจังหวัด และต่างประเทศ ภายใต้ชื่อ กลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทองŽ อีกทั้งยังทำเป็นสปานวดสมุนไพรและเกลือ สร้างรายได้เสริมให้คนในพื้นที่

หมู่บ้านร่องใหญ่กำลังพัฒนาเป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนอกจากยกระดับผลิตภัณฑ์จากเกลือ สาหร่ายพวงองุ่นเป็นของขึ้นชื่อของหมู่บ้านแล้ว ยังพัฒนานาเกลือและป่าชายเลนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อาทิ สะพานเข้าชมนาเกลือ เข้าชมป่าชายเลนความยาว 50 เมตร

“ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพราะการที่พระองค์ได้พระราชทานโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ได้ทำให้ราษฎรในพื้นที่รู้จักคุณค่าของน้ำเค็ม จากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ตรงนี้ทำให้เราต่อยอดนำเกลือมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ตอนนี้ก็มีการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นที่มาใหม่และให้รายได้ดี ทำให้คนในพื้นที่มีอาชีพมีรายได้อย่างยั่งยืน ลูกหลานก็สามารถทำงานและอยู่กับครอบครัวได้ที่บ้านเกิด ขณะเดียวกันยังได้กระแสของการท่องเที่ยวอีก”Žนายสมพงษ์กล่าว

กำลังพูดถึง “มะม่วงหาวมะนาวโห่” ผลไม้ที่ถือเป็นสุดยอดชนิดหนึ่ง อุดมทั้งธาตุเหล็ก วิตามินซี และอื่นๆ อีกมากมายเป็นผลไม้ที่แสนดี บำรุงร่างกาย รักษาโรคได้สารพัด แม้กระทั่งยางก็ยังช่วยสมานแผลสดได้อีก

ที่น่าสนใจคือ เป็นสมุนไพรที่ช่วยซ่อมร่างกาย แค่กินสด-ต้องเลือกลูกที่สีดำ กินวันละ 5-7 ลูก แต่ให้ระวังยางสักหน่อย ไม่แนะนำสำหรับสตรีตั้งครรภ์ ส่วนคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ อาจเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้เริ่มจากกินวันละ 1 ลูกก่อนเพื่อปรับสภาพร่างกาย สักพักถึงเพิ่มปริมาณ ไม่ควรเกิน 10 ลูกต่อวัน กินติดต่อกันจะรู้สึกว่าเลือดลมหมุนเวียนดี สุขภาพแข็งแรงขึ้น

อีกสูตรที่ใช้บำรุงสุขภาพคือ ทำเป็นน้ำหมักสมุนไพร โดยเก็บชนิดผลสีแดง เด็ดขั้ว ทิ้งให้ยางจนแห้งก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด

วิธีการหมัก ใช้ผล 3 กิโลกรัม ต่อน้ำตาล 1 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 350 ซีซี หมักในโหลแก้วไว้ 1 เดือน จึงเติมน้ำ 5 ลิตร แล้วหมักต่อจนครบ 3 เดือน เป็นอย่างน้อย ดื่มวันละ 1 เป๊ก

ร่างกายจะปรับสภาพจนสมดุลและแข็งแรงขึ้น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ไข่น้ำ (ผำ) มีโปรตีนสูง 40% ของน้ำหนักแห้ง จากรายงานผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของไข่น้ำ พบว่า ใน 100 กรัมน้ำหนักแห้ง ให้พลังงานต่อร่างกาย 8 กิโลแคลอรี เส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม 59 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม และยังมีวิตามินเอ บี 1 บี 2 และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด เช่น ลิวซีนวาลีน ฟีนิวอลานีน ฯลฯ เป็นต้น การใช้ไข่น้ำหรือผำมาให้เป็นอาหารปลากินพืชจึงเป็นทางเลือกในการเดินเข้าสู่แนวทางเบื้องต้นของการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์

นายคำเส็ง องอาจ กล่าวเพิ่มเติมในฐานะเกษตรกรที่ทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์ว่า เดิมทีที่บ้านทำนาข้าวปลูกข้าว แต่เมื่อปี 2559 ทางสำนักงานประมงจังหวัดยโสธร ได้เข้ามาส่งเสริมให้ขุดบ่อเลี้ยงปลาพร้อมหาตลาดในการจำหน่ายปลาให้แต่เนื่องจากตัวผมไม่ค่อยจะมีความรู้ด้านการประมงมากเท่าที่ควร จึงยังไม่กล้าที่จะลงทุนเลี้ยงปลาอย่างเต็มตัว ทางกรมประมงจึงเริ่มให้ทดลองเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าวไปก่อน โดยในปี 2559 สามารถจับปลาขึ้นขายได้กำไรประมาณ 30,000 บาท

เมื่อเริ่มมีผลกำไรให้เห็นจึงได้ทำบ่อขนาด 600 ตร.ม. เพื่อทดสอบการเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์และได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงบ่อเลี้ยงในวันที่ 12 พ.ค. 2560 โดยได้เลือกปล่อยพันธุ์ปลากินพืชจำนวน 1,000 ตัว ได้แก่ ปลาตะเพียน 750 ตัว ปลานิล 200 ตัว และปลาไน 50 ตัว ขนาดตั้งแต่ 4.5-5.0 ซ.ม. และใช้ไข่น้ำหรือผำ และหญ้าเนเปียร์ บดให้เป็นอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ครั้งละประมาณ 20 กก. (น้ำหนักเปียก) ปัจจุบันพบว่าปลาดังกล่าวโตเร็ว อีกทั้งขนาดของปลายังมีขนาดเท่าๆ กัน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟสบุ๊ก “ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.ภูเก็ต (ภาคประชาชน)” รายงานว่า เมื่อเวลา 16:37 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย ขนาด 4.8ลึก 37 กิโลเมตร ห่างจากเกาะภูเก็ตไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 647 กิโลเมตร โดยสถานการณ์ยังไม่มีการเตือนสึนามิ และไม่มีผลกระทบกับภูเก็ตโดยตรง เป็นแผ่นดินไหวในเขตวงแหวนไฟ เกิดขึ้น 2 ครั้งในระยะเวลาไล่เลี่ยกันครั้งแรกขนาด 4.7 ลึก 10 กม. โดยมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 155 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2561 เวลา 06.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,579 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 85% โดยวานนี้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง 57.73 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำออกไป 42.73 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป

เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำวันที่ 12 สิงหาคม ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 1,281 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับแผนระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้ง

ด้านนายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน (วันที่ 12 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น.) อยู่ที่ระดับ 174.46 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นปริมาณน้ำ 15,515.24 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 87.43% โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยวานนี้ (11 ส.ค.61) มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 44.26 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 24.05 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 2,229.76 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้มั่นใจได้ว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชนด้านท้ายน้ำ