บริษัท ควีน โฟรเซน ฟรุต เป็นโรงงานแช่แข็งทุเรียนแปรรูป

ทุเรียนแช่แข็ง และทำเป็นไอศกรีมรสทุเรียน โดยบริษัทซื้อทุเรียนจำนวนมากจากเกษตรกรตามฤดูกาลเพื่อนำมาแปรรูปก่อนที่จะส่งไปขายในตลาดประเทศจีน ที่กำลังนิยมทุเรียนในลักษณะต่างๆ และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุเรียนแช่แข็งไปประเทศสิงคโปร์กับประเทศจีน เป็นตลาดที่นิยมบริโภคทุเรียนมากที่สุด มีปริมาณสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี บางปีเกิดปัญหาส่งออกไม่ทันตามจำนวนความต้องการของตลาดชาวสิงคโปร์และชาวจีน

หอการค้าไทยสำรวจผู้บริโภค เมษายน 2561 พบดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงสุดในรอบ 40 เดือน ส่งออก-ท่องเที่ยวพุ่ง หวั่นค่าแรงใหม่-บาทแข็ง ทำศก.ฟื้นตัวช้า คาดปลายไตรมาส 2 ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความมั่นใจซื้อสินค้ามากขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2561 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่มกราคม 2558 เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น การปรับค่าแรงขั้นต่ำเดือนเมษายน ส่งผลให้กำลังซื้อดีขึ้นเป็นลำดับ

ผู้บริโภคยังกังวลราคาพืชผลที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อหลายจังหวัดขยายตัวในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งกังวลผลกระทบค่าของเงินบาทแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ค่าแรง อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต มีความรู้สึกว่ายังฟื้นตัวช้า

ดัชนีเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 67.8, 75.8 และ 99.1 ตามลำดับ ปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ เทียบกับมีนาคม 2561 ที่อยู่ระดับ 66.8, 74.9 และ 98.0 ตามลำดับ แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเศรษฐกิจ โอกาสหางานทำ และรายได้ในอนาคตมากนัก

ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index : CCI) ปรับตัวดีขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 80.9 เป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน ตั้งแต่มกราคม 2558 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม อยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง การเมืองระหว่างประเทศ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว ยางพารา อ้อย ปาล์มน้ำมัน และสินค้าปศุสัตว์ ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 55.3 เป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 26 เดือน นับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2559 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต (ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน จากระดับ 90.8 เป็นระดับ 91.9 เป็นระดับที่สูงในรอบ 61 เดือน นับตั้งแต่เมษายน 2556 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคตอันใกล้

โดยภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จะส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้ามากขึ้น ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ น่าจะมีส่วนทำให้ฟื้นตัวเด่นชัดขึ้น ในปลายไตรมาสที่ 2 และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับ 4.2-4.6% ได้ในปี 2561

คมนาคม เร่งก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ทุ่ม 1.2 แสนล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาท่าเรือและระบบการบริหารจัดการ เปิดทางเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมลงทุนแบบพีพีพี ตั้งเป้าฮับ ขนส่งทางน้ำภูมิภาค ดันติด 1 ใน 20 ท่าเรือดีสุดของโลก เปิดประมูล ก.ค. เซ็นสัญญาก่อสร้าง ปลายปี

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความเห็นจากภาคเอกชนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ว่า โครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 5 โครงการสำคัญในอีอีซี ภายใต้วิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้สามารถรองรับการขนส่งตู้สินค้าผ่านทางรถไฟและเพิ่มระบบจัดการขนส่งตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ เพื่อให้เชื่อมต่อการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาค คือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และประเทศจีนตอนใต้ ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค และเตรียมผลักดันให้ติด 1 ใน 20 ท่าเรือที่ดีที่สุดในโลกด้วย

นายไพรินทร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แบ่งการลงทุนออกเป็น 2 โครงการ คือ 1. โครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในท่าเรือ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งภาครัฐโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะเป็นผู้ลงทุนขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ และนำดินมาถมทำท่าเรือเบื้องต้น การติดตั้งระบบไฟฟ้า ประปา และก่อสร้างถนน และ 2. โครงการพัฒนาท่าเรือและระบบการบริหารจัดการท่าเรือ วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท จะเปิดให้นักลงทุนและผู้สนใจจากภาคเอกชน ทั้งจากภายในและต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนในโครงการตามรูปแบบพีพีพี ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน แสดงความสนใจแล้ว โดยตั้งเป้าเปิดประมูลทั้ง 2 โครงการ ให้ได้ภายในปีนี้เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้ในปี 2562 ทันกับแผนพัฒนาพื้นที่อีอีซีของรัฐบาล

ร.ต.ต. มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า กทท.จะลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือ วงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี เบื้องต้นมีเงินสดในมือ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมที่จะลงทุนแต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในช่วง 1-2 ปีแรก กทท.อาจจะระดมเงินทุนเพิ่มปีละ 1 หมื่นล้านบาท ด้วยการกู้เงินจากภายในประเทศ หรือออกพันธบัตร ซึ่งต้องพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมต่อไป สำหรับงานก่อสร้างส่วนนี้ กทท.จะใช้วิธีเปิดประมูลหาผู้รับเหมาตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะได้ตัวผู้ชนะการประมูลและลงนามสัญญาในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ส่วนงานโครงการพัฒนาท่าเรือและระบบการบริหารจัดการท่าเรือวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท จะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาท่าเรือจำนวน 5 ท่า ติดตั้งอุปกรณ์และระบบไอที พร้อมจัดหาบุคลากรเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการ คาดว่า จะเปิดประมูลได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ตัวผู้ชนะการประมูลและลงนามในสัญญาเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2561 นี้ โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ระยะแรกภายในปี 2568

ร.ต.ต. มนตรี กล่าวว่า เมื่อท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เปิดให้บริการจะช่วยเพิ่มความสามารถในการขนส่ง ตู้สินค้าจาก 11.1 ล้านทีอียู ต่อปี เป็น 18.1 ล้านทีอียู ต่อปี ขนส่งรถยนต์ได้เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคันต่อปี เป็น 3 ล้านคัน ต่อปี

นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวไปในทิศทางบวก โดยมีแรงส่งจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์ดังกล่าวโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาพืชผลทางการเกษตรมีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่ในภาคการเกษตรยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายในบางจังหวัด รวมถึงธุรกิจ เมกา โฮม ยังไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ และได้มีการเปิดตัวบริการใหม่ โฮมโปร เซอร์วิส แอพพลิเคชั่น เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารสำหรับซื้อบริการมากกว่า 40 รายการ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเติบโตของโฮมโปรในอนาคต

นายคุณวุฒิ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทย่อย สิ้นไตรมาส 1 โดยมีรายได้รวม จำนวน 15,900.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 627.77 ล้านบาท หรือ 4.1% แบ่งเป็นรายได้จากการขาย จำนวน 14,874.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 604.06 ล้านบาท หรือ 4.23% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และโฮมโปร ที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่ทั้งธุรกิจ โฮมโปร เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ มีรายได้ค่าเช่าและบริการอีกจำนวน 499.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.02 ล้านบาท หรือ 3.75% เป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกต วิลเลจ เป็นต้น

นายณัฐฐ์ชูเดช วิริยดิลกธรรม รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผู้ผลิตน้ำพริกหนุ่มในจังหวัดครั้งแรก เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำพริกหนุ่ม นำไปสู่อาหารปลอดภัย มีเข้าร่วมกว่า 100 คน

นายณัฐฐ์ชูเดช กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 3 ของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารเข้าสู่มาตรฐานสากล ซึ่งแคปหมูได้รับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมาตรฐานแล้ว เพื่อนำร่องขยายผลไปสู่อาหารประเภทอื่น

“หากน้ำพริกหนุ่มมีสารปนเปื้อนอาจส่งผลกระทบต่อหญิงมีครรภ์ โรคทางสมอง ทางเดินหายใจ นำไปสู่โรคมะเร็งได้ หากพบสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารอาจมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ผู้ประกอบการผู้ผลิตจึงต้องมีจิตสำนึกผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อรักษาคุณภาพอาหารท้องถิ่นให้เป็นที่ ยอมรับตามมาตรฐานสากล”

เภสัชกรหญิงนฤมล ขันตีกุล รองหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำพริกหนุ่มโดยปี 2558 เก็บตัวอย่าง 36 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์ 13 ตัวอย่าง คิดเป็น 36% ปี 2559 เก็บตัวอย่าง 24 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์ 13 ตัวอย่าง คิดเป็น 54% ปี 2560 เก็บตัวอย่าง 25 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์ 10 ตัวอย่าง คิดเป็น 40% ค่าเฉลี่ยผ่านเกณฑ์เพียง 43% หลังการอบรมเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง และเฝ้าระวังพร้อมให้ความรู้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ

ปัจจุบัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ มีตลาดสด 22 แห่ง มีผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายน้ำพริกหนุ่มกว่า 100 ราย บางรายจำหน่าย วันละ 30-50 กิโลกรัม หากผ่านการอบรมและเกณฑ์มาตรฐานผลิตอาหารจะได้รับตราเชียงใหม่ช้อยส์ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตและจำหน่ายเพิ่ม 5-10% สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการกว่า 100 ล้านบาท

นายบุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้จัดประชุมสัมมนาเครือข่ายองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยต่อการขับเคลื่อนงานเสริมสร้างคุณธรรม ภายใต้การดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.-สอศ.) ให้กับ ครู ที่ปรึกษา จำนวน 520 คน โดยสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน รวม 517 แห่ง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานใน 2 กิจกรรมร่วมกันให้กับสถานศึกษา คือ

สถานศึกษาคุณธรรม และ 2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ให้เกิดการบูรณาการในกิจกรรมที่จะพัฒนาสมาชิกให้เป็นคนดีและมีความสุข โดย สอศ.จะมุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้าใจให้กับเครือข่ายองค์การนักวิชาชีพฯ อาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ครูที่ปรึกษาองค์การนักวิชาชีพฯ สามารถขับเคลื่อนและเสริมสร้างคุณธรรม นำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดเป็นรูปธรรม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้างคุณภาพภายใต้โครงการ อพ.สธ.

อพ.สธ.จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของพันธุกรรมพืชต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย และก่อให้เกิดกิจกรรมเพื่อให้มีการร่วมคิดร่วมปฏิบัติที่นำผลประโยชน์มาถึงประชาชนชาวไทย ตลอดจนให้มีการจัดทำระบบข้อมูลพันธุกรรมพืชให้แพร่หลาย สอศ.ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทพัฒนาผู้เรียนด้านวิชาชีพ ได้สนับสนุนให้สถานศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนอง พระราชดำริโครงการ อพ.สธ. เช่น กิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมทรัพยากร โครงการสำรวจรวบรวมศิลปะ ปานซอย กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากร โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมกุ้งน้ำจืด โครงการ รวบรวมพันธุ์ไก่งวง เป็นต้น เพื่อสร้างจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติพันธุกรรมพืช และสัตว์ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้วย

การศึกษา ปริญญาตรี สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สถานภาพ สมรส ที่อยู่ บ้านเลขที่ 3/6 หมู่ที่ 8 ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน

เกษตรกรเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเรียนจบก็ทำงานที่กรุงเทพฯ ในปี 2532 มาทำงานที่จังหวัดจันทบุรี และได้แต่งงานกับภรรยา ซึ่งครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ (เงาะ, ทุเรียนชะนี เป็นต้น) และปี 2537 มีหนี้สิน 2,400,000 บาท จึงช่วยกันคิดวางแผนดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ตั้งเป้าหมายใช้หนี้สินให้หมด ประกอบกับเงาะและทุเรียนชะนี ขายไม่ได้ราคา จึงตัดสินใจปลูกทุเรียนหมอนทองที่ราคาดีกว่า พร้อมกับจดบัญชีอย่างละเอียดเพื่อตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจนสามารถปลดหนี้ได้ในเวลาต่อมา และได้รับรางวัลครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ เมื่อปี 2555

ใช้หลักการการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูก โดยการวางผังปลูก ที่คำนึงถึงทิศทางแสงแดด ทิศทางลม ความลาดชัน พื้นที่ลุ่มต่ำ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น การใช้เครื่องตัดหญ้าแบบนั่งตัดแทนการใช้สารกำจัดวัชพืช, การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าควบคุมโรครากเน่า โรคเน่า โดยราดทางดินและฉีดพ่นทุก 3 เดือน, การปลูกทุเรียนตามแนวลาดเอียง ขุดร่องเพื่อระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตและการจัดการ

– การปลูกทุเรียน 2 ต้น/หลุม ต้นห่างกัน 1 เมตร เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตควบคุมคุณภาพผลผลิตและค้ำยันป้องกันลม แต่ใช้พื้นที่เท่าเดิม ลดต้นทุนการตัดแต่งกิ่ง มีผลตอบแทนเพิ่ม 20%

– ป้องกันการระบาดเชื้อราไฟทอปธอร่า เชื้อสาเหตุโรครากเน่า โคนเน่า ระบาดมากในช่วงฝนตกชุก โดยวิธียกโคกสูง

– การตัดแต่งกิ่งแขนงและยอด เมื่อทุเรียนอายุ 1 ปี เพื่อให้กิ่งขยายออกด้านข้างและควบคุมการเจริญเติบโต

– การผลิตทุเรียนต้นฤดู (มี.ค.-พ.ค.) ด้วยการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น โดยการตัดหญ้าโคนต้นให้เตียนในฤดูฝน และเลี้ยงหญ้าโคนต้นในฤดูร้อน สามารถลดต้นทุนด้านน้ำ แรงงานและไฟฟ้า

การแก้ปัญหา

1. ด้านพื้นที่
– มีการศึกษาลองผิดลองถูกกับการปลูกทุเรียน รวมทั้งปรึกษากับเกษตรกรเครือข่ายที่ปลูกทุเรียนอื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับสวนทุเรียนของตนเอง

– มีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการขุดสระเป็นแหล่งน้ำ และขุดบ่อบาดาล 3 บ่อ เป็นแหล่งน้ำสำรอง ใช้เชือกฟางโยงผลทุเรียนกับกิ่งเพื่อป้องกันการร่วงหล่นของผล และปลูกต้นไม้กันลม

– การปลูกทุเรียนตามแนวลาดเอียง ขุดร่องเพื่อระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า 2. ด้านวิชาการ
– เทคนิคการทำทุเรียนคุณภาพและทุเรียนนอกฤดู ต้องวางแผนการปลูก ดูแลรักษาต้นทุเรียนให้สมบูรณ์ ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการปลูกทุเรียน ฉีดพ่นสารแพคโคลบิวทราโซล ทำให้ทุเรียนออกดอกพร้อมกัน (ส.ค.-ก.ย.) สามารถบริหารจัดการได้ง่าย

– การปลูกทุเรียน 2 ต้น/หลุม แต่ใช้พื้นที่เท่าเดิม เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ควบคุมคุณภาพผลผลิตและค้ำยันป้องกันลม ลดต้นทุนการตัดแต่งกิ่ง

– ป้องกันการระบาดเชื้อราไฟทอปธอร่า เชื้อสาเหตุโรครากเน่า โคนเน่า ซึ่งระบาดมากในช่วงฝนตกชุก โดยวิธียกโคกสูงขึ้น 3. ด้านเศรษฐกิจและสังคม
– ควบคุมคุณภาพลดปัญหาตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคได้สินค้าคุณภาพ โดยทำทุเรียนเกรดพรีเมียม กำหนดตัดเมื่ออายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน หลังดอกบาน และใช้เชือกฟางโยงผลต่างสีในการกำหนดวันตัดที่เหมาะสม รวมทั้งบันทึกการบานของดอกแต่ละรุ่น

– รวมกลุ่มเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างพลังการต่อรอง โดยแนวทางการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ คือ แปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ที่ 8 ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ สมาชิก 35 ราย พื้นที่ 656 ไร่ ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน

– สร้างมูลค่าเพิ่ม จำหน่ายตรงผู้บริโภคผ่าน online ประมาณ 2% ของผลผลิตทั้งหมด

4. ด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบนั่งตัดแทนการใช้ยาฆ่าหญ้า, อนุรักษ์ไก่ป่าเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช, ขุดร่องระบายน้ำและยกโคกสูงป้องกันการระบาดของโรครากเน่า โคนเน่า ลดการใช้สารเคมี แนวคิดในการทำงาน น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, ตอบแทนชุมชนจึงอาสาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ในปี 2548 ลาออกในปี 2550 เนื่องจากได้รับหมายเป็นผู้นำด้านอื่นๆ ของหมู่บ้าน, มีแนวคิดในการดำเนินชีวิต คือ “รักและภูมิใจในอาชีพ มีโอกาสต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” และมีแนวคิดในการทำงานกลุ่ม คือ “เป็นผู้นำต้องนำให้สุด เป็นผู้ตามต้องตามให้ดี”

ผลงานและความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

ต้นทุน/รายได้ (ย้อนหลัง 3 ปี)

ปี 2558 ต้นทุน 15.20 บาท/กิโลกรัม รายได้ 80,527.41 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,092 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งเป็น เกรด A 28,306.60 กิโลกรัม เกรด B 12,131.40 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 73.68 บาท/กิโลกรัม

ปี 2559 ต้นทุน 17.43 บาท/กิโลกรัม รายได้ 82,993.08 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,154 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งเป็น เกรด A 29,890 กิโลกรัม เกรด B 12,810 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 71.91 บาท/กิโลกรัม

ปี 2560 ต้นทุน 9.15 บาท/กิโลกรัม รายได้ 95,009 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,880 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2560 (1,098 กิโลกรัม/ไร่) แบ่งเป็น เกรด A 66,500 กิโลกรัม เกรด B 28,500 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 47.99 บาท/กิโลกรัม

ผลิตตามหลักมาตรฐาน การผลิตเกษตรที่ดีและเหมาะสม GAP และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว จำนวน 48 ไร่ การจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพ โดยปฏิบัติดูแล 3 ช่วง

1. ช่วงก่อนให้ผลผลิต โดยการบำรุงต้นให้สมบูรณ์ ดูแลรักษาให้น้ำ ปุ๋ย ฮอร์โมนตามระยะเวลาที่เหมาะสม เฝ้าระวังศัตรูพืช
2. ช่วงติดผล โดยตัดแต่ง คัดผลที่ได้รูปทรงและขนาดเหมาะสมกับขนาดกิ่ง โยงกิ่ง ดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ป้องกันโรคและแมลง และช่วยผสมเกษตร นับวันดอกบานคำนวณวันเก็บเกี่ยว
3. ช่วงหลังเก็บเกี่ยว รีบตัดกิ่งออก ทารอยแผลที่ตัดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือปูนแดง
การลดต้นทุนการผลิต โดยการสำรวจ วิเคราะห์ศัตรูพืช พยากรณ์การระบาดศัตรูพืช ป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน เลือกใช้สารเคมีจากร้านที่น่าเชื่อถือ ใช้ตามอัตราแนะนำ สลับกลุ่มสารเคมีในการใช้เพื่อลดการดื้อสารเคมีของแมลง เน้นป้องกันโรคด้วยบำรุงให้ต้นทุเรียนแข็งแรง โดยปรับปรุงดินและให้ปุ๋ยตามการตรวจวิเคราะห์ดิน ติดตามพยากรณ์อากาศทุกวันเพื่อวางแผนการให้น้ำและฉีดพ่นสารเคมีให้ถูกต้องตามสถานการณ์ พร้อมทั้งจดบัญชีเพื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตเพื่อหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต

การจัดการด้านการตลาด โดยเกรด A มีพ่อค้าคนกลางติดต่อรับซื้อถึงสวน เพื่อส่งประเทศจีน เกรด B มีพ่อค้าคนกลางรับซื้อส่งตลาดไท ความยั่งยืนในอาชีพ ทำสวนมาอย่างต่อเนื่อง 25 ปี มีการขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิมเป็น 73 ไร่ มีการวางแผนการผลิต ติดตั้งระบบน้ำให้ง่ายต่อการใช้งาน และถ่ายทอดวิธีการผลิต เทคนิค การจัดการสวนให้แก่ธิดา เพื่อสืบทอดการทำสวนให้อยู่ต่อไป และมีเป้าหมายในการแปรรูปผลผลิตในอนาคตร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน รวมทั้งจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– พื้นที่เพาะปลูกมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน

– ควบคุมการใช้สารเคมีตามหลัก GAP

– ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ

– ตัดหญ้าด้วยรถตัดหญ้าแทนการใช้สารเคมี และนำเศษหญ้าเป็นปุ๋ยและวัสดุคลุมดิน

– ป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เช่น ใช้ไตรโครเดอร์ม่าควบคุมกำจัดโรครากเน่า โคนเน่า ของทุเรียน โดยราดและฉีดพ่นทุก 3 เดือน ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งลดการสะสมโรคและแมลง ใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น สำรวจศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และหาวิธีการจัดการที่เหมาะสม