บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าตระหนักดีว่า

การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย บริษัทจึงได้ออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตรที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวเพื่อสุขภาพ เพื่อให้สามารถทำนาดำได้อย่างครบวงจร สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และสามารถทดแทนแรงงานคนได้อีกด้วย โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวรถดำนาแบบนั่งขับ 6 แถว รุ่น SPV-6CMD ที่ออกแบบใหม่ทั้งคัน มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ล้ำสมัย ด้วยแผงหน้าปัดที่บอกสถานะการทำงานด้วยระบบดิจิตอล พร้อมไฟหน้าแบบ LED เสริมด้วยชุดโคมไฟทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความปลอดภัยและทัศนวิสัยในการทำงานช่วงกลางคืน อีกทั้งยังสามารถทำงานในพื้นที่นาหล่มได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ ขนาด 19.3 แรงม้า

“และด้วยระบบรักษาสมดุลแผงปักดำอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของคูโบต้า จะช่วยรักษาสมดุลของแผงปักดำไม่ให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ความลึกในการปักดำสม่ำเสมอขึ้น อีกทั้งรถดำนารุ่น SPV-6CMD ยังสามารถปรับระยะระหว่างกอได้ถึง 7 ระดับ เพื่อสร้างระยะการปักดำที่เหมาะสมให้กับต้นข้าวในแต่ละพันธุ์ ช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี เป็นแถวสวยงาม เกษตรกรสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้อย่างง่ายขึ้น ได้จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีน้ำหนักดี ผลผลิตจึงมีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าวเสริม

เพื่อการบริการแบบครบวงจร ทางบริษัทยังมีศูนย์จำหน่ายกล้าแผ่นคูโบต้ากระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 49 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรได้มีแหล่งผลิตกล้าแผ่นที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสัมผัสดีไซน์ล้ำสมัยของรถดำนาคูโบต้า นั่งขับ 6 แถว รุ่น SPV-6CMD ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศใกล้บ้านท่าน หรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-909-1234

นายบุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัยด้านการอาชีวศึกษา ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น สอศ.จึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการมหาวิทยาลัยทักษิณ โดยนายวิชัย ชำนิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถงานวิจัย และนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาไปสู่มูลค่าเพิ่มและการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

“เบื้องต้น สอศ. และมหาวิทยาลัยทักษิณจะเริ่มนำร่องพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากยางพารา รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิต ผลิตภัณฑ์ยาง ในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงงานวิทยาการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต โดยมหาวิทยาลัยทักษิณจะให้ความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถ และการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพารา ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่ธุรกิจได้ นอกจากนี้ก็จะได้มีการวิจัยร่วมกันในเรื่อง อื่นๆ ด้วย เช่น การกำจัดผักตบชวา” นายบุญส่งกล่าว

สำหรับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผลงานที่ทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับมหาวิทยาลัยทักษิณนั้น เห็นพ้องกันว่าจะให้เป็นสิทธิร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และตกลงแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ตลอดจนการปกป้องรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและผลงานงานวิจัยร่วมกัน ทั้งนี้ สอศ.ตระหนักเป็นอย่างดีว่าหน่วยงานทางการศึกษาแต่ละแห่งต่างก็มีศักยภาพ และความพร้อมในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถของบุคลากร ตลอดจนการใช้ทรัพยากรอื่นๆ ร่วมกัน จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นต่อไปในอนาคตได้

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยเผยอาคารเก่าเกลื่อนเมือง หวั่นเกิดเพลิงไหม้ได้ทุกเวลา ชี้ โรงพยาบาลรัฐโอกาสเสี่ยงกว่าศูนย์การค้า เตรียมล้อมคอกบังคับใช้มาตรฐานโรงพยาบาลในปีนี้

นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่อง “บทเรียนเพลิงไหม้อาคารสูง ซอยเพชรบุรี 18 และแนวทางการป้องกันอัคคีภัยในอาคารเก่า” ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ว่า ในกรุงเทพฯ มีอาคารเก่าจำนวนมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของอาคาร ผู้บริหารจัดการอาคาร และผู้อาศัยต้องตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัย และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย โดยเฉพาะเจ้าของอาคารที่ต้องเลือกอุปกรณ์หรือระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเป็นสำหรับอาคารแต่ละประเภท โดยตระหนักถึงช่องผนังในอาคาร วัสดุกันไฟ เส้นทางหนีไฟ และระบบป้องกันอัคคีภัย อีกทั้งภาครัฐควรร่างกฎหมายให้เหมาะสม จัดอบรมผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น รวมถึงการลดภาษีสำหรับเจ้าของอาคารที่จะลงทุนปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัย หรือให้รางวัลอาคารที่มีระบบป้องกันอัคคีภัยดีเด่น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตระหนักอีกทางหนึ่ง

นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วสท. กล่าวว่า อาคารแต่ละประเภทมีความเสี่ยงจากอัคคีภัยแตกต่างกัน อาทิ หอพัก โรงแรม หรืออาคารที่อยู่อาศัยรวม จะมีความเสี่ยงของผู้เสียชีวิตสูงสุดจากความแออัด ยิ่งในเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยหลับก็จะรับรู้เหตุได้ช้า โรงพยาบาลก็มีความเสี่ยง เช่นกัน เนื่องจากมีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่โรงพยาบาลมีการทำงาน 24 ชั่วโมง จึงมีการระแวดระวังภัยอยู่เสมอ หรือในอาคารศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง จึงไม่มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากนัก ดังนั้น ควรมีมาตรการการป้องกันอัคคีภัยที่แตกต่างและสอดคล้องกับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

นางสาวบุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการวิศวกรรมความปลอดภัยด้านอัคคีภัย วสท. กล่าวว่า อาคารเก่ามักมีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยที่เสื่อมตามอายุการใช้งาน จึงต้องจัดให้มีการตรวจสอบ เพื่อประเมินความเสี่ยง อย่างน้อยต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเก่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายย้อนหลังให้ทั้งอาคารขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง ต้องมีระเบียบ ดังนี้ 1. อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้น ขึ้นไป ให้ติดตั้งบันไดหนีไฟที่ไม่ใช่ในแนวดิ่งเพิ่มจากบันไดหลัก 2. ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ประกอบด้วย อุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติ อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยให้ได้ยินทั่วถึงทั้งอาคาร 3. ติดตั้งไฟแสงสว่างฉุกเฉินและมีป้ายบอกชั้นและทางหนีไฟ 4. ติดตั้งเครื่องดับเพลิงมือถือ 5. ติดตั้งแผนผังอาคารแต่ละชั้นให้แสดงตำแหน่งห้องทางออก อุปกรณ์ดับเพลิง และมีแผนผังของอาคารทุกชั้นเก็บไว้ที่ชั้นล่างของอาคาร 6. ติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า ซึ่งบุคลากรทางวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัยยังมีไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น วสท.จึงมีการตั้งคณะกรรมการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญให้ได้มากที่สุด

“สิ่งที่กลัวที่สุดคือการเกิดเพลิงไหม้ในโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นอาคารเก่า และมีผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำนวนมาก อีกทั้งลักษณะอาคารยังคล้ายคลึงกับอาคารสูง ซอยเพชรบุรี 18 ที่เพิ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากทางหนีไฟไม่พอ ช่องเปิดต่างๆ ในตัวอาคารมีมากทำให้ควันแพร่กระจายได้รวดเร็ว หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ คาดว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง ซึ่ง วสท.จะเร่งขับเคลื่อนวางมาตรฐานโรงพยาบาลให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้” นางสาวบุษกร กล่าว

“แพรวา” หรือ “ผ้าไหมแพรวา” ถือเป็นผ้าทอมืออันที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ชาวผู้ไทย หรือภูไท” ซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย แล้วอพยพเคลื่อนย้ายผ่านเวียดนาม ลาว แล้วข้ามฝั่งแม่น้ำโขง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบเทือกเขาภูพานทางภาคอีสาน ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทสานฟ้า ได้พากลุ่มบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว พร้อม “แดเนียล เฟรเซอร์” พิธีกรฝรั่งหัวใจไทย และดาราหนุ่มชื่อดัง “เจมส์” กิจเกษม แมคแฟดเดน ร่วมทริป “หลงรักยิ้ม Cool Isan” ลงพื้นที่บ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งผ้าแพรวาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย

ชาวบ้านโพนยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหมที่มีภูมิปัญญาในการทอด้วยการเก็บลายจากการเก็บขิดและการจก ที่มีลวดลายโดดเด่น ภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผ้าแพรวาจึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวภูไท

“ผ้าแพรวา” มีความหมายรวมกันคือ ผ้าทอเป็นผืนที่มีขนาดความยาว 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียง หรือเรียกว่า ผ้าเบี่ยงของชาวผู้ไทย ซึ่งใช้ในโอกาสที่มีงานเทศกาล บุญประเพณี หรืองานสำคัญอื่นๆ โดยประเพณีทางวัฒนธรรมของหญิงสาวชาวภูไทจะต้องยึดถือปฏิบัติคือ ต้องตัดเย็บผ้าทอ 3 อย่าง คือ เสื้อดำ ตำแพร (การทอผ้าแพรวา) ซิ่นไหม

สิ่งที่สร้างความปลื้มปีติแก่ชาวบ้านโพนคือ ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรชาวอำเภอคำม่วง ในปี พ.ศ. 2520 ทอดพระเนตรเห็นชาวภูไท บ้านโพน แต่งตัวโดยใช้ผ้าแพรวาห่มตามแบบสไบเฉียง หรือเรียกว่า ผ้าเบี่ยง ทรงสนพระทัยมาก จึงโปรดให้มีการสนับสนุนการทำผ้าแพรวาและได้มีพระราชดำริให้ขยายหน้าผ้าให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นผ้าผืนสำหรับตัดเสื้อผ้าแบบอื่นได้

ทั้งยังมีการพัฒนาลวดลาย รูปแบบให้ทันสมัยและเหมาะสมตามความต้องการของตลาด

ความวิจิตรของลวดลายกว่าผ้าไหมลายอื่นๆ จนได้ชื่อว่า “แพรวา ราชินีแห่งผ้าไหม” นั้น เกิดจากการที่ผ้าแพรวานั้น มีลวดลายต่างกันถึง 60 ลวดลาย อาทิ แพรวา ลายเกาะ แพรวาลายล่วง (แพรวา 2 สี) นอกจากลายผ้าแล้วผู้ที่ชื่นชอบผ้าแพรวาก็ยังเลือกลาย ขนาด และแบบตามที่ชื่นชอบได้อีก อาทิ ผ้าสไบ 10 ลาย ผ้าสไบเล็ก ผ้าพันคอ ผ้าแพรวา 3 สี รวมทั้งผ้าปูกลางโต๊ะ ผ้ารองจาน ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากผ้าแพรมน ที่เป็นผ้าพันผมเมื่อแต่งกายแบบบ้านโพนเต็มชุดนั่นเอง

ลวดลายของแพรวาจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดของอีสาน แต่จะแตกต่างกันอยู่บ้างตรงความหลากหลายของสีสันในแต่ละลวดลาย แต่มีลักษณะอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ลายหลักมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของลายผ้า

ด้วยการใช้มือทอและใช้เวลานาน คงไม่ต้องแปลกใจที่ราคาผ้าจะสูงไปถึงหลักล้านบาท“ล้ำเลอค่าด้วยภูมิปัญญาชาวภูไท”พัชรพร องค์สรณะคมกุล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ย้ำสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศติดตามการเบิกจ่ายงบกลางปีอุดหนุนสหกรณ์ สร้างอุปกรณ์การตลาดและจัดซื้อเครื่องมือแปรรูปผลผลิตการเกษตร วงเงิน 1,768 ล้านบาท ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกสหกรณ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจติดตามการใช้งบประมาณ เพื่อรายงานความก้าวหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 หรืองบกลางปี 2561 วงเงิน 1,768.339 ล้านบาท ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยอุดหนุนให้กับสหกรณ์ต่างๆ ไปดำเนินการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาด อาทิ ฉาง ไซโล เครื่องอบ ลานตาก พร้อมเครื่องมือในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

โดยสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเองทั้งหมด ล่าสุดได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดติดตามการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปกำกับดูแลให้สหกรณ์ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยความโปร่งใส เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของ การจัดซื้อจัดจ้าง และได้สั่งห้ามไม่ให้ข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้างหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แอบอ้างเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์โดยเด็ดขาด ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

สำหรับการจัดสรรงบกลางปี 2561 วงเงิน 1,768.339 ล้านบาทนั้น สถาบันเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อไปดำเนินการโครงการต่างๆ จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือโครงการแก้มลิง วงเงิน 1,017 ล้านบาท ให้กับสถาบันเกษตรกร 41 จังวัด รวม 146 สหกรณ์ เพื่อเก็บชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 715,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 250,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น ตันละ 200 – 500 บาท 2.โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพารา วงเงิน 340.429 ล้านบาท

ให้สหกรณ์ 62 แห่ง ในพื้นที่ 24 จังหวัด เก็บชะลอและแปรรูปผลผลิตยางพารา 150,000 ตัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 42,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น รายละ 1,190 บาท และ 3.โครงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร วงเงิน 410.91 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์ 99 แห่ง ใน 42 จังหวัด เพื่อสร้างอุปกรณ์แปรรูปและตรวจสอบคุณภาพผลผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ โรงสีข้าว ห้องเย็น เครื่องชั่ง เครื่องคัดเกรด อาคารแปรรูป ให้กับสินค้าเกษตร 9 ชนิด ได้แก่ ข้าว ผัก/ผลไม้ สมุนไพร ผลไม้ ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โคนม ประมง ปศุสัตว์ และมันสำปะหลัง จำนวน 56,000 ตัน ช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ 300,000 ราย และช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3%

ขณะนี้การดำเนินโครงการอยู่ในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสรรหาผู้รับจ้างภายในเดือนเมษายน 2561 จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการกำกับการก่อสร้าง จัดซื้ออุปกรณ์ และตรวจรับในเดือนเมษายน-กันยายน 2561 โดยสหกรณ์จะต้องควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบและรายการที่ขอสนับสนุน โดยกรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลตลอดช่วงของการก่อสร้างอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามรายการที่กำหนด ขณะเดียวกันในระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2561 จะจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ในการใช้อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ

ที่ถูกต้องให้กับฝ่ายจัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้สำหรับการรวบรวมผลผลิต เก็บรักษา รอจำหน่าย การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และการตลาด คาดว่าอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือต่างๆ จะเสร็จทันรองรับฤดูกาลผลผลิตตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กรมได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจและติดตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืน ในระดับจังหวัดและบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ ที่มีผู้ตรวจราชการกรมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าศูนย์ในเขตจังหวัดที่รับผิดชอบ เพื่อติดตามและรายงานความก้าวหน้ากลับมายังส่วนกลาง พร้อมทั้งกำกับดูแลการดำเนินโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กำหนดจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 12 “อยู่ด้วยกัน : โลก เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ และความเป็นอื่น” ระหว่างวันที่ 7-8 ก.ย.นี้ ที่อาคาร 36 ปี คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

การประชุมวิชาการดังกล่าวจัดขึ้นสืบเนื่องจากที่สภาพการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21 ด้วยพลังของเทคโนโลยีการสื่อสารและโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงทั้งโลกให้อยู่ใกล้ชิดกัน ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสาร ตลอดจนรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงทีจนเรียกว่าเท่าเวลาจริง ปัจจุบันจึงมิใช่เป็นเพียงยุคสมัยของข้อมูลข่าวสาร หากแต่เป็นยุคแห่งความคิด ซึ่งจะเห็นได้จากการเน้นความคิดสร้างสรรค์ในทุกระดับของสังคม นับตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ พื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ล้วนมีผลกระทบต่อทุกคนในฐานะมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่บนโลกเดียวกันและถูกเชื่อมโยงด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอล

สิ่งที่ท้าทายมนุษยศาสตร์จึงมิใช่แค่เพียงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็นอยู่ร่วมกันกับประดิษฐกรรมใหม่ หากแต่ยังรวมถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่กันกับสิ่งอื่นหรือคนอื่นในพื้นที่ที่มีความแตกต่าง หลากหลายและเส้นแบ่งคลุมเครือ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ครั้งนี้ จึงนับเป็นความท้าทายของมนุษยศาสตร์ในกระแสความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีนัยของการศึกษาและการเรียนรู้โดยไม่สามารถแยกขาดจากกันได้

การประชุมแบ่งหัวข้อย่อยสำหรับการส่งบทความวิจัย/บทความวิชาการ 7 หัวข้อ คือ 1. อยู่กับชีวิตอื่น : ต่างสายพันธุ์ ต่างสมรรถนะ ต่างอุดมการณ์ความเป็นอื่น 2. อยู่กับพื้นที่ : มหานคร เมือง ชนบท และชายแดน 3. อยู่ด้วยกันในโลกจริงและโลกเสมือนจริง : สิ่งใหม่ (สื่อใหม่ หรือสิ่งใหม่) จริยธรรมสื่อ ความเป็นส่วนตัว 4. อยู่กับวิทยาการ : เทคโนโลยี เอไอ หุ่นยนต์ โลกออนไลน์ และโลกของเกมส์

5. อยู่กับความขัดแย้ง : ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ประชาธิปไตย 6. อยู่กับตัวเอง : ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา การหลีกลี้สังคม ความแปลกแยก และ 7. อยู่เป็นเย็นสุข : สันติวิธี ปัจเจกภาพ และสุนทรียะ ผู้สนใจสามารถส่งบทความวิชาการเพื่อพิจารณานำเสนอในการประชุมได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. ที่อี-เมล trfthailand12@gmail.com

อ.เอกฤกษ์ พุ่มนก ประธานโปรแกรมวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการอบรมทำธุรกิจฟองยางเพื่อสุขภาพให้แก่นักศึกษาปี 1-4 และคณาจารย์ในโปรแกรม เมื่อเร็วๆ นี้ว่า วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เข้าอบรมและนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนเสริมสร้างทักษะความรู้ในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากฟองยางธรรมชาติได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมในการรองรับสรีระของมนุษย์ เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในการนอนหลับ เพราะมีความยืดหยุ่นรับน้ำหนักได้ดี ไม่ยุบตัวเมื่อต้องแบกรับน้ำหนักกดทับเป็นเวลานาน และโครงสร้างของฟองยังทำให้อากาศไหลเวียนผ่านสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดี ทำให้ไม่ร้อน นอนหลับสบาย

“โปรแกรมเล็งเห็นถึงสมรรถภาพของนักศึกษาและอาจารย์ในองค์กรในด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับฟองยาง จึงจัดอบรมในครั้งนี้ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มรภ.สงขลา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินธุรกิจที่นำองค์ความรู้จากการศึกษาและงานวิจัยมาใช้ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะก่อให้เกิดการพัฒนาหรือขับเคลื่อนโปรแกรมวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และพัฒนานักศึกษาในโปรแกรม ให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นถึงระดับการเป็นนักธุรกิจได้ในอนาคต” อ.เอกฤกษ์กล่าว

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจร้านขายยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์เติบโตอย่างก้าวกระโดดกลายเป็นธุรกิจติดดาว ปี 2560 จำนวนเพิ่มขึ้น 53.88% จากปี 2559 และมีรายได้รวม 590,000 ล้านบาท ปัจจุบัน ธุรกิจนี้ยื่นจดทะเบียนกับกรมแล้ว 8,690 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 56,632 ล้านบาท และช่วง 2 เดือนแรกปี 2561 มีการยื่นจด 175 ราย หรือเพิ่้มขึ้น 23.24% เป็นผลมาจากนโยบายเมดิคัลฮับ (Medical Hub) และตอบสนองเทรนด์ดูแลสุขภาพ การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย รวมไปถึงนโยบายสวัสดิการภาครัฐที่ขยายไปยังกลุ่มร้านขายยา ซึ่งเป็นตัวเร่งการขยายตัวของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เกือบ 80% เป็นธุรกิจจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัด และกว่า 90% มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท

นางกุลณี กล่าวว่า การเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ผลจากนโยบายของรัฐบาลที่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ประกอบกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมถึงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสุขภาพประเภทอื่น เช่น สปา กิจการดูแลผู้สูงอายุ บริการเสริมความงาม และเครื่องสำอาง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ รายงานถึงดัชนีราคาที่อยู่อาศัยไตรมาส 1 ปี 2561 ว่า ดัชนียังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาห้องชุดใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ภาพรวมเท่ากับ 133.1 จุด เพิ่มขึ้นจาก 124.9 จุด หรือ 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2560 โดยเพิ่มขึ้นจาก 131.9 จุด หรือ 0.9% ด้านรูปแบบรายการส่งเสริมการขายกว่า 56.8% มีข้อเสนอเป็นของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น รองลงมา 31.8% เป็นส่วนลดเงินสด และ 11.5% เป็นการออกค่าธรรมเนียมในการโอนให้กับลูกค้า

ขณะที่ดัชนีราคาบ้านแนวราบใหม่ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีค่าดัชนีเท่ากับ 121.1 จุด เพิ่มขึ้นจาก 116.7 จุด หรือ 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 119.4 จุด หรือ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งดัชนีราคาบ้านเดี่ยวมีค่าดัชนีเท่ากับ 119.4 จุด เพิ่มขึ้นจาก 114.9 จุด หรือ 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 117.1 จุด หรือ 2.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัด มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.0 จุด เพิ่มขึ้นจาก 118.6 จุด หรือ 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 121.8 จุด หรือ 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ระบุอีกว่า ด้านรูปแบบรายการส่งเสริมการขายส่วนใหญ่ 34.9% มีข้อเสนอเป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ทองคำ ผ้าม่าน รองลงมา 31.8% เป็นการออกค่าธรรมเนียมในการโอนให้ผู้ซื้อ และฟรีค่าส่วนกลางใน 1-2 ปีแรก 26.7% มีข้อเสนอเป็นส่วนลดเงินสด และอีกประมาณ 6.5% มีข้อเสนอเป็นรายการส่งเสริมการขายอื่นๆ เช่น จัดสวนฟรี 1 ปีแรก ติดตั้งอินเตอร์เน็ตฟรี 1 ปีแรก กำจัดปลวกฟรี 1 ปีแรก ค่าสโมสรฟรี 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยพิเศษในการ ผ่อนชำระ 2-3 ปีแรก ติดตั้งสัญญาณกันขโมย และแพคเกจเที่ยวต่างประเทศฟรี เป็นต้น