บอนด์ยีลด์ไทยต่ำกว่าสหรัฐ ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์รับอานิสงส์

เอื้อกู้ 3 ล้านล้าน จ่ายดอกเบี้ยต่ำนายธาดา พฤติธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1/2561 ยังเติบโตได้ดีและมีมูลค่าคงค้างรวม 11.77 ล้านล้านบาท จากการไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเดือนมกราคม ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ฟันด์โฟลว์ไหลออกบ้าง เนื่องจากตลาดมีความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นปีแรกในประวัติการณ์ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี (บอนด์ยีลด์) อยู่ที่ 2.5% ต่ำกว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐ อยู่ที่ 2.8% หรือต่ำกว่า 0.30 บาท เป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ระดับต่ำ และค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า จึงทำให้เกิดช่องว่างหรือแก็ปของ บอนด์ยีลด์

“สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยประเมินว่าการที่บอนด์ยีลด์ไทยต่ำกว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการเมกะโปรเจ็กต์ วงเงินลงทุนประมาณ 3 ล้านล้านบาท เนื่องจากสะท้อนว่ารัฐบาลมีสภาพคล่องทางการเงินสูง สามารถกู้เงินภายในประเทศได้ และจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในระดับที่ต่ำมากประมาณ 3.4%” นายธาดา กล่าว

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็เติบโตดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้แล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมูลค่าสูงสุดของปีนี้ ทำให้ธุรกิจกลุ่มอาหารมีการออกหุ้นกู้มากที่สุดในไตรมาสแรก วงเงิน 6.3 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธนาคารพาณิชย์ ฉะนั้นจึงคาดว่าการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 6-6.5 แสนล้านบาท ทั้งจากการออกหุ้นกู้ใหม่ การควบรวมกิจการ

น.ส.อริยากล่าวว่า สำหรับปัจจัยสนับสนุนการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนไตรมาส 1/2561 ที่ทำสถิติใหม่ เป็นเพราะการเร่งการลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะขยายตัว โดยเห็นสัญญาณในกลุ่มธนาคาพาณิชย์และกลุ่มปล่อยสินเชื่อ รวมถึงการปรับเกณฑ์การออกตราสารหนี้ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2561 ซึ่งจะให้ความคุ้มครองนักลงทุนมากขึ้น ทำให้ภาคเอกชนเร่งออกหุ้นกู้ในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่าช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว โดยกลางเดือนเมษายนนี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี จะออกหุ้นกู้ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท จากแผนการดำเนินงานของบริษัทเตรียมออกหุ้นกู้ปีละ 2 ครั้ง ส่วนทิศทางบอนด์ยีลด์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปีนี้ ยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ต้องติดตามนโยบายการค้าและค่าเงินของสหรัฐ

เล่นนี้สงกรานต์ปีนี้ ระวังรักษาสุขภาพให้ดี ทั้งนี้ นพ. ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ข้อมูลว่า ขอให้ระมัดระวัง 3 โรค ได้แก่

โรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะอุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนจนอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจนเป็นอันตราย บุคคลที่เสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศร้อนจัด ผู้ดื่มน้ำน้อย อดนอน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อาการที่พบ ได้แก่ หิวน้ำ หน้ามืด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพ้อ ความรู้สึกตัวลดลง หมดสติ ชัก และอาจเสียชีวิตได้ การรักษา ให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงสองข้าง ใช้ผ้าเย็นประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ศีรษะ การป้องกัน ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 6-8 แก้ว พกร่มหรือหมวกเมื่ออยู่กลางแดด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด

โรคหวัดแดด เนื่องจากร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วไม่ทัน เช่น อยู่กลางแดดนานๆ หรือเล่นน้ำ ร่างกายเปียกชื้นก็ทำให้ป่วยเป็นหวัดได้ง่าย อาการจะมีไข้ ปวดเมื่อยตัว ปวดหัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไอ จาม มีเสมหะ น้ำมูก และเจ็บคอ หากรักษาไม่ถูกวิธีอาจนำไปสู่หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ เด็ก การป้องกัน พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้น กินอาหารมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัด

โรคท้องเสีย เกิดจากการกินอาหารและน้ำที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อน หากินอาหารไม่ระมัดระวัง จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย การรักษาควรกินเกลือแร่ และน้ำทดแทน หากถ่ายอุจจาระ หรืออาเจียนรุนแรง หรือหน้ามืด ใจสั่นจะเป็นลม ควรพบแพทย์ทันที
การป้องกัน ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ หรือก่อนกินอาหาร งดกินอาหารเสี่ยง เช่น ลาบ ยำหอยแครง ยำทะเล กะทิ ข้าวมันไก่ สลัดผัก ยำกุ้งเต้น ขนมจีน ส้มตำ น้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ

ราชกิจจานุเบกษาประกาศแผน “ปฏิรูปสาธารณสุข” เสนอตั้ง “คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” เพิ่มองค์กร “สมสส.” เป็นตัวกลางคุมระบบข้อมูล

เมื่อวันที่ 10 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ (ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านสังคม) จำนวน 277 หน้า ณ วันที่ 6 เมษายน 2561 สำหรับในประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขที่น่าสนใจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีข้อเสนอ คือ 1. ระบบบริการสุขภาพ ให้เปลี่ยนจาก “โรงพยาบาลเป็นฐาน” เป็น “พื้นที่เป็นฐาน” โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสุขภาพพื้นที่/อำเภอ เน้นระบบการพัฒนาเครือข่ายที่มีทีมผู้ให้บริการสหวิชาชีพ มีกลไกการเงินที่พัฒนาชุดสิทธิประโยชน์จำเพาะพื้นที่ และพัฒนาระบบข้อมูลที่มีการเชื่อมโยงทั้งระบบ

ซีแอนด์จี เตรียมลุยประมูลโรงกำจัดขยะเตาเผา กทม. 2 แห่ง หากสภา กทม. ไฟเขียวให้เอกชนร่วม หลังประสบความสำเร็จจากการบริหารจัดการโรงกำจัดขยะหนองแขม คว้า 3 มาตรฐาน ISO ประกาศ

นาย เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าประมูลงานโรงกำจัดขยะเตาเผาผลิตกระแสไฟฟ้าของ กทม. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของสภา กทม. ที่จะเพิ่มเตาเผาขยะอีก 2 แห่ง บริเวณอ่อนนุช และหนองแขม ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน เพื่อรองรับปริมาณขยะใน กทม. ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เฉลี่ยปีละ 2-3% โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า ปริมาณขยะจะมีโอกาสเพิ่มมากกว่า 20% จากปัจจุบันที่มีปริมาณขยะ ประมาณ 10, 700 ตัน ต่อวัน หรือปริมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาสูงถึง 2,000 ตัน/วัน

“บริษัทมีความพร้อมที่จะขยายการลงทุนไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด เนื่องจากประสบการณ์ในการดำเนินงานเตาเผาขยะกว่า 12 แห่ง ในต่างประเทศและในประเทศไทย ทำให้บริษัทได้รับการรับรองระบบมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และระบบการจัดการอาชีวอนามัย และความปลอดภัย OHSAS 18001 ในช่วงระยะเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งเร็วกว่าข้อกำหนดที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี อีกทั้งบริษัทมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการกำจัดขยะด้วยระบบเตาเผาด้วย”

นายหนิง กล่าวว่า ในปี 2560 บริษัทสามารถกำจัดขยะที่เกิดขึ้นใน กทม.ได้ถึง 170,000 ตัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่า 50 ล้านยูนิต โดยรับขยะจาก กทม. 500 ตัน/วัน มากำจัดด้วยการเผาโดยใช้เทคโนโลยีเตาเผาขยะ ของ Von Roll Stoker ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเภทเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ใช้อุณหภูมิในการเผาไหม้ 1,000 องศาเซลเซียส (บวก-ลบ 50)

นอกจากบริหารจัดการขยะแล้ว ภายในโรงกำจัดขยะหนองแขม ยังได้จัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะขึ้น โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมความรู้เกี่ยวกับขยะ และวิธีการจัดเก็บอย่างถูกต้อง ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ เข้าเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความภูมิใจหนึ่งในการแปรรูปขยะให้เป็นประโยชน์ และตั้งใจจะบริหารจัดการขยะอย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นประเด็นหลักในการดำเนินงาน

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 มีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวได้มีมติเห็นชอบโครงการ ปีการผลิต 2561 ในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินในเบื้องต้นว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามเป้าหมาย 30 ล้านไร่ คาดว่าจะใช้เงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยกว่า 1,841 ล้านบาท

นางสาวกุลยากล่าวว่า การทำประกันปีนี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายเอาประกันภัย สูงสุดจำนวนไม่เกิน 30 ล้านไร่ ประกอบด้วย พื้นที่เป้าหมายเอาประกันภัยจำนวนไม่เกิน 29 ล้านไร่ สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกราย ซึ่งประกอบด้วย ลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยจาก ธ.ก.ส. และลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส.ที่มีความประสงค์จะขอเอาประกันภัยเพิ่มเติม โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเอง และพื้นที่เป้าหมายเอาประกันภัยจำนวนไม่เกิน 1 ล้านไร่ สำหรับเกษตรกรทั่วไปที่เพาะปลูกข้าวนาปีและไม่ใช่ลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส.

นางสาวกุลยากล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้ทำประกันต้องเป็น เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปีที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร ในปีการผลิต 2561/62 โดยรูปแบบการเอาประกันภัย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ของ ธ.ก.ส. ดำเนินการในรูปแบบการประกันภัยกลุ่ม โดย ธ.ก.ส. เป็นผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย และ 2.กลุ่มเกษตรกรทั่วไปที่เพาะปลูกข้าวนาปีและไม่ใช่ลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ดำเนินการในรูปแบบการประกันภัยรายบุคคล โดยคิดอัตราเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) หรือคิดเป็นอัตรา 97.37 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ซึ่งเป็นอัตราเดียวทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นางสาวกุลยากล่าวว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปีการผลิต 2561 จะได้รับวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 1,260 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ และไฟไหม้ และวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 630 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยรัฐบาลยังคงอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกรายในอัตรา 61.37 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) และ ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออีก 36 บาทต่อไร่ สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ของ ธ.ก.ส. เฉพาะพื้นที่เพาะปลูกส่วนที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ

เว็บไซต์ FM91 Trafficpro ได้โพสต์คลิป แนะนำเส้นทางเดินทางสงกรานต์ 2561 อย่างละเอียด จาก Highway Station เริ่มตั้งแต่เส้นทาง 1.กรุงเทพฯ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.กรุงเทพฯ-ภาคเหนือ 3.กรุงเทพฯ-ภาคใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 เมษายน 2561) บรรยากาศที่ด่านท่าเรือหายโศก ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากแม่ค้า-พ่อค้าทั้งชาวไทยและชาวลาว ต่างเร่งส่งออกสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่ด่านแห่งนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนปิดยาวหลายวัน ซึ่งสินค้าอุปโภค-บริโภคที่เร่งส่งออกครั้งนี้ เพื่อใช้รองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์กันเป็นจำนวนมาก ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน รวมทั้งมีชาวลาวที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย เดินทางกลับไปฉลองสงกรานต์ที่ถือเป็นปีใหม่ของชาวลาวกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน เนื่องจากทางรัฐบาลได้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้าประเทศ ของแรงงานลาว กัมพูชา และเมียนมา ในช่วงวันที่ 5-30 เมษายน 2561 ที่ปกติต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 1,000 บาท

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 3 – 4 เมษายน 2561 กรมการค้าต่างประเทศได้จัดประชุมหารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ชายแดนภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ ณ โรงแรมสยามไทรแองเกิ้ล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าและอัพเดทข้อมูลกฎระเบียบ/มาตรการทางการค้าและการให้บริการทางการค้าต่างประเทศของกรมฯ เพื่อให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดรับทราบหรือสอบถามประเด็นข้อสงสัย นอกจากนี้ยังมีการหารือประเด็นปัญหาการค้าชายแดนในพื้นที่ภาคเหนือระหว่างไทย-เมียนมา-สปป.ลาว รวมถึงการค้าผ่านแดนไทย-จีนและเวียดนาม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา/อุปสรรคและเร่งรัดผลักดันสู่เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2561 ที่มีเป้าหมายขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 15% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ได้เดินทางไปศึกษาสำรวจการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำโขง ณ ท่าเรือเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อหารือกับนายด่านศุลกากรเชียงแสนและศึกษาศักยภาพการให้บริการด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการของไทยและจีน ซึ่งที่ผ่านมาเพิ่งมีการส่งออกไก่แช่แข็งของไทยไปทางแม่น้ำโขงสู่จีน จากนั้นได้ศึกษาดูงานสภาพการค้าชายแดน พิธีการนำเข้า-ส่งออกทางบก ณ ด่านศุลกากรเชียงของ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าบนถนน R3A ผ่าน สปป.ลาว ไปยังมณฑลยูนนานของจีน และสินค้าจากจีนจะขนส่งผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทยผ่านถนนเส้นนี้เช่นกัน รวมทั้งได้หารือกับนายด่านศุลกากรเชียงของ เพื่อร่วมกันหาแนวทางอำนวยความสะดวกทางการแก่ผู้ประกอบค้าชายแดนและผ่านแดน

นายอดุลย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการค้าชายแดนมาอย่างยาวนานและถือเป็นประตูการค้าที่สำคัญสู่ประเทศเพื่อนบ้านถึง 2 ประเทศ คือ เมียนมา และ สปป.ลาว รวมถึงมีการค้าผ่านแดนไปยังมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน โดยจังหวัดเชียงรายมีจุดผ่านแดนถาวร 6 แห่ง และจุดผ่อนปรนตลอดแนวชายแดนของจังหวัดอีก 9 แห่ง ซึ่งการค้าระหว่างเชียงราย-เมียนมา ในปี 2560 มีมูลค่า 11,447 ล้านบาท การค้าระหว่างเชียงราย-สปป.ลาว 12,090 ล้านบาท และการค้าระหว่างเชียงราย-จีนตอนใต้ 12,022 ล้านบาท รวมทั้งสามประเทศ มูลค่า 35,559 ล้านบาท ทั้งนี้นายอดุลย์ฯ กล่าวโดยสรุปว่า กรมการค้าต่างประเทศจะบูรณาการร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ชายแดนภาคเหนือ 8 จังหวัด เพื่อขยายการค้าชายแดนและผ่านแดนไปยังเมียนมา สปป.ลาว และจีนตอนใต้ รวมทั้งเวียดนามให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะเร่งรัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้า/โลจิสติกส์ต่อไป ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมการค้าต่างประเทศ สายด่วน 1385 หรือสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ศูนย์ข้อมูลการค้าชายแดน ‭‭www.dft.go.th‬‬

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้สำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2560 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ซึ่งเก็บข้อมูลตัวอย่าง 83,880 ครัวเรือน ระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2560 โดยได้รายงานผลการสำรวจแก่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว เพื่อใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ และนโยบายของชาติ สอดคล้องกับสภาพสังคม

นายภุชพงค์ กล่าวว่า ทั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจประชากรผู้สูงอายุในปี 2560 เป็นครั้งที่ 6 พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น 11.3 ล้านคน คิดเป็น 16.7% จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 67.6 ล้านคน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปี 2537 มีจำนวนผู้สูงอายุ 6.8% ปี 2545 มีจำนวนผู้สูงอายุ 9.4% ปี 2550 มีจำนวนผู้สูงอายุ 10.7% ปี 2554 มีจำนวนผู้สูงอายุ 12.2% และปี 2557 มีจำนวนผู้สูงอายุ 16.7%

ขณะที่เมื่อแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุประจำปี 2560 ออกเป็น 3 ช่วงวัย คือ ผู้สูงอายุวัยต้น (60-69ปี) ผู้สูงอายุวัยกลาง (70-79ปี) และผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ 80ปีขึ้นไป) พบว่า ผู้สูงอายุของไทยส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วงวัยต้น 57.4%

นายภุชพงค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามโครงสร้างด้านประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น สังคมสูงวัย (Aged society) ตั้งแต่ปี 2548 โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% โดยคาดว่าในปี 2564 ไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 20% ทำให้เข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และในปี 2574 จะมีจำนวนประชากรถึง 28% ทำให้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทั้งนี้การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรสนับสนุนให้ประชาชนเริ่มต้นการออมตั้งแต่วัยทำงาน ทั้งสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีบุตร ตามแนวนโยบายมีลูก เพื่อชาติของรัฐบาล รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมและอาชีพเสริมให้กับผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งขยายอายุการทำงานให้มากกว่า 60 ปี เป็นต้น

ขณะที่อัตราการพึ่งพิงในปี 2560 พบว่าประชากรวัยทำงาน 100 คน จะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุและเด็ก จำนวน 51 คน นอกจากนี้การสำรวจพบว่าแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุ มาจากบุตร 34.7% มาจากการทำงานของผู้สูงอายุเอง 31% มาจากการได้รับเบี้ยยังชีพจากราชการ 20% ทั้งนี้จำนวนกลุ่มผู้สูงอายุเพียง 5.8% ที่มีเงินเหลือเก็บในช่วงวัยเกษียณ มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย 50.3% มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายในบางครั้ง 25.4% และมีเงินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย 18.5%

เมื่อวันที่ 10 เมษายน น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทย-แพน (Thai-PAN) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามว่าจะต่ออายุพาราควอตหรือไม่อย่างไร หากผลออกมาว่าอนุญาตให้ต่อทะเบียนตามที่หลายฝ่ายได้แสดงความกังวล เครือข่าย 398 องค์กร จาก 51 จังหวัด จะเดินหน้าขอเหตุผลที่ชัดเจนจากคณะกรรมการเฉพาะกิจต่อไป หากเหตุผลไม่เป็นไปตามหลักการ อาจจะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้มีการเพิกถอนการต่อทะเบียนตามที่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ หรือหากเหตุผลเพียงพอก็อาจไม่ต้องฟ้องร้อง ซึ่งก็ต้องติดตามอีกครั้ง

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า พาราควอตออกฤทธิ์เฉียบพลันสูง ผู้ได้รับสารนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง มีการรวบรวมข้อมูลพบว่า ในบางประเทศ บริษัทผู้ผลิตจะมีการให้งบประมาณสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาให้แก่ศูนย์รักษาผู้ได้รับสารพิษในโรงพยาบาล

“มองด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้มีอุปกรณ์ที่เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคจากสารพิษนั้น แต่มองอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า บริษัทต้องการสร้างสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หรือไม่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนหันมาสนับสนุนสารพิษดังกล่าวทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีความเป็นไปได้ว่า ขณะนี้หรือในอนาคตจะมีการกระทำดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และหากมีการต่อทะเบียนพาราควอตจริง ก็จำเป็นต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประเด็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย” นายวิฑูรย์ กล่าว