บัวสวยๆ ณ สวนบัวแม่เจริญแปดริ้วบัวจัดเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่ง

ที่นิยมปลูกไว้ใกล้บ้าน สำหรับประดับตกแต่ง บางคนปลูกบัวจนขยายเป็นธุรกิจที่นำมาซึ่งการซื้อขายกันได้ บัวแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกันไป ที่แตกต่างกันชัดเจนไม่ใช่ที่ลำต้นแต่จะเป็นดอกและใบของบัว บางพันธุ์มีดอกขนาดเล็ก บางพันธุ์มีดอกใหญ่

อาจเข้าใจว่าบัวมีการเลี้ยงดูง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด ดังนั้น เราจึงจะมาบอกกล่าววิธีการปลูก และข้อควรรู้เกี่ยวกับปลูกบัวเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก คุณเดชรัฐ วรรณพรพาณิชย์ หรือ คุณจัมโบ้ เจ้าของสวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว ที่แนะนำบัว วิธีการผสมพันธุ์บัว วิธีการปลูก และข้อควรรู้เกี่ยวกับปลูกบัวที่ถูกต้องให้ทุกท่านได้เข้าใจกัน

คุณจัมโบ้ เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่อยู่ 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบลบางเล่า อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าของ “สวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว” ชื่อร้านนี้มาจากชื่อของคุณแม่

เขาเคยทำงานบริษัทมาก่อน ทำอยู่ได้ประมาณ 10 ปี จึงได้ลาออกมาปลูกบัวจริงจัง คุณจัมโบ้ เล่าว่า ตอนทำงานเตรียมตัวโดยทำไร่นาสวนผสมเป็นอาชีพเสริมไปด้วย ที่ปลูกก็มีมะนาว มะม่วง ฝรั่ง และยังมีอีกหลายอย่าง…ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นการปลูกบัวแทน หลังจากนั้น ก็ออกจากบริษัทมาปลูกบัวได้ 6 ปีแล้ว เรียกว่าเป็นอาชีพหลักได้เลย ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกบัวประมาณ 3-4 ไร่ ที่เห็นปลูกบัวอยู่เยอะขนาดนี้ส่วนหนึ่งมาจากความชอบตั้งแต่เด็กแล้ว เวลานั่งรถผ่านไปที่ต่างๆ ชอบดู ชอบซื้อบัวกลับมาด้วยตลอด สายพันธุ์ที่มีอยู่ตอนนี้มีกว่า 100 พันธุ์ บัวที่มีอยู่ที่สวนนั้นมีหลายประเภท แต่ที่จะพาไปรู้จักนั้นคือ บัวสายกับบัวนอกและบัวลูกผสม เราจะพามาให้รู้จักบัวเหล่านี้กัน

บัวฉลองขวัญ…เป็นบัวที่สวยที่สุดพันธุ์หนึ่ง ลักษณะมีดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกไม่เป็นระเบียบ สีของดอกเป็นสีม่วงอมชมพู มีกลิ่นหอมที่สุด คนนิยมนำไปเป็นไม้ตัดดอก หากนำไปปลูกลงบ่อจะได้ดอกที่มีขนาดใหญ่กว่าปลูกในกระถาง ราคาขายปลีกอยู่ที่ 250 บาท

บัวฟอกซ์ ไฟร์ (Fox Fire)…เป็นบัวแชมป์โลก ลักษณะมีดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกเป็นระเบียบกว่าฉลองขวัญ สีม่วงอ่อนออกขาว การปลูกเลี้ยง ค่อนข้างง่ายเพราะมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เป็นบัวที่ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างเป็นอย่างมาก ราคาอยู่ที่ 1,350 บาท

บัวมิสซีส แอร์วิลยาร์ด (Nymphaea Mrs Hervillard)…เป็นบัวลูกผสมระหว่างฉลองขวัญกับฟอกซ์ ไฟร์ ลักษณะมีกลีบดอกที่เรียบสวยเป็นระเบียบและมีขนาดใหญ่เหมือนฟอกซ์ ไฟร์ มีกลีบดอกที่เยอะ สีดอกที่เข้มเหมือนฉลองขวัญ การปลูกเลี้ยงค่อนข้างง่าย แต่การขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก ราคาอยู่ที่ 3,900-4,000 บาท

บัวเรดแคล…อยู่ในตระกูลบัวสายจะบานตอนกลางคืน ดอกจะบานตอนทุ่มครึ่ง จะไปหุบเอาตอนสิบโมงเช้าของอีกวัน ลักษณะกลีบดอกเรียบสวยมีขนาดดอกที่ใหญ่ สีจะเป็นสีแดงเข้ม การเลี้ยงดู ควรปลูกในบ่อเพราะจะทำให้ได้ขนาดดอกที่ใหญ่

บัวเป็นที่รัก…เป็นบัวที่ให้ดอกได้ดี ลักษณะมีกลีบที่เยอะและเรียบสวย สีดอกสีชมพูเข้ม การปลูกเลี้ยง จะปลูกในกระถาง บัวยักษ์ออสเตรเลียหรือไจกันเตีย…ลักษณะดอกมีขนาดใหญ่ชูเหนือน้ำ ออกดอกเก่งตลอดปี สีของดอกจะมีหลายสี ไม่ว่าจะสีชมพู สีขาว สีม่วง เป็นต้น การปลูกเลี้ยง ถ้าปลูกในบ่อ ดอกจะมีขนาดใหญ่สมชื่อ แต่ถ้าปลูกในกระถางจะเล็กกว่ามาก

บัวลิตเติ้ลซู…เป็นบัวนอกที่มีขนาดเล็ก ออกดอกได้บ่อย ลักษณะใบกลม ขอบใบเรียบ ดอกเป็นรูปทรงถ้วย ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ การปลูกเลี้ยง ควรปลูกในอ่าง

วิธีการผสมพันธุ์บัว

จะต้องเริ่มทำกันในตอนเช้าเพราะผึ้งจะกินน้ำหวานไปหมดก่อน

เริ่มจากหยิบเกสรตัวผู้ออกมาจากดอกบัวดอกแรก แต่ก่อนจะหยิบต้องดูด้วยว่าดอกบัวนั้นเป็นหมันหรือไม่ และนำมาใส่ดอกบัวดอกที่ 2

ก่อนจะนำออกมาผสมต้องดูว่าดอกบัวนั้นมีน้ำในดอกหรือไม่ แล้วต้องเป็นดอกที่บานวันแรกเท่านั้นถึงจะสามารถเป็นแม่พันธุ์ได้ พอหยิบออกมาแล้วให้เอามาใส่ในดอกบัวดอกที่ 2 แค่นั้นเอง ระยะเวลาที่จะติดเป็นเมล็ดใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เมล็ดก็จะแก่สุก หลังจากนั้น ก็นำไปเพาะต่อจนกลายเป็นดอกใช้เวลาประมาณ 1 ปี

นำเอากะละมังมาแล้วใส่ปุ๋ยเดือน (ปุ๋ยละลายช้า) ลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

จากนั้นใส่ดิน ไม่ต้องเต็มกะละมัง เพราะเวลาใส่ลงไปในอ่างจะทำให้น้ำตื้นขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใส่ดินเยอะมาก และอีกอย่างพอเวลานำต้นบัวลงไปปลูกแล้วรากจะได้กินปุ๋ยเร็วขึ้นด้วย บัวที่นำมาปลูกถ้าเป็นบัวนอกจะต้องปลูกมุมใดมุมหนึ่งของกะละมัง เพราะเวลาเจริญเติบโต ต้นบัวจะเลื้อยไปเอง เวลาที่เขาเลื้อยจะแตกต้นใหม่ไปด้วยก็จะทำให้ได้ต้นใหม่เพิ่มขึ้นมา พอปลูกเสร็จแล้วก็เอาลงอ่างได้เลย

ข้อควรรู้ก่อนปลูกบัว

อ่างที่ใช้ควรมีความสูง 50 เซนติเมตร กว้าง 80 เซนติเมตร
จุดวางตั้งของอ่างบัวต้องตั้งให้โดนแดดเกินครึ่งวันถึงจะดี ต้องวางบัวให้โดนแสงแดดด้วย ไม่อย่างนั้น ถ้าไม่โดนแสงแดดหรือเจอแสงสว่างเฉยๆ บัวจะไม่งาม
ถ้าบัวที่ซื้อไปไม่สวยก็ควรถอนมาปลูกใหม่ได้เลย ส่วนปุ๋ยสามารถใช้ปุ๋ยทั่วไปได้เลย ห่อหนังสือพิมพ์ใส่ทุก 15 วัน ปริมาณเท่าปลายนิ้วชี้ อย่าใส่เยอะจะทำให้ตายได้ ให้ใส่บ่อยๆ แทน
ช่วงที่บัวออกดอกเยอะที่สุดคือช่วงฝน นอกจากออกเยอะแล้วยังสวยงามอีกด้วย
ศัตรูของบัวคือ หนอนพับใบ

หากใครสนใจ ต้องการปรึกษาสามารถติดต่อได้ทางข้อความของแฟนเพจ “สวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว” หรือหากใครผ่านไปทางวัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็สามารถแวะที่สวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว ได้ ร้านอยู่ติดริมถนน เบอร์โทรติดต่อ

เงาะ เป็นผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกและภาคใต้ และปัจจุบันได้ถูกนำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวมทั้งจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างเช่น

คุณสง่า สารพัฒน์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 9 บ้านต่างแคน ตำบลบ้านโคก อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (085) 456-5990 และ (063) 056-2688 (ภรรยา)

คุณสง่า เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ไร่ เป็นที่ นส. 3 และ ส.ป.ก. โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ได้แก่ ยางพารา ประมาณ 50 ไร่ มีรายได้ปีละ 4 แสน ถึง 5 แสนบาท และแนวโน้มมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ ทำไร่อ้อย 20 กว่าไร่ มีรายได้ปีละประมาณ 20,000 บาท และมีแนวโน้มรายได้ลดลงเช่นกัน

ปี 2541 ได้ทดลองปลูกเงาะโรงเรียน จำนวน 200 ต้น โดยใช้ระยะปลูก 7×7 เมตร พื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ได้จัดทำระบบน้ำไปยังต้นเงาะทุกต้น ลงทุนประมาณ 40,000 บาท สามารถให้น้ำเงาะได้ตลอดปี ในระยะแรกได้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แซมช่องว่างระหว่างของเงาะ ทำให้มีรายได้เสริมในระหว่างที่ยังไม่ให้ผลผลิต

การให้ปุ๋ย ได้นำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยใช้สูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม สูตร 18-46-0 อัตรา 15 กิโลกรัม และ 0-0-60 อัตรา 30 กิโลกรัม ผสมให้เข้ากัน ใส่บริเวณทรงพุ่ม ปีละ 2 ครั้ง

คุณสง่า บอกอีกว่า หลังจากปลูก 3 ปี ก็เริ่มไว้ดอกไว้ผล โดยเงาะออกดอกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ในช่วงนี้ได้ฉีดพ่นอาหารเสริมเพื่อให้ติดดอกออกผลดีขึ้น และจะเก็บเกี่ยวได้ในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องตัดแต่งกิ่ง ให้ปุ๋ย เพื่อบำรุงต้นให้พร้อมสำหรับให้ผลผลิตในฤดูต่อไป เมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมทุกปี จะนำฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวข้าว มาคลุมโคนต้นเพื่อเก็บความชุ่มชื้นแก่ต้นเงาะ ลดการให้น้ำ โดยใช้ฟางข้าวปีละไม่น้อยกว่า 9 ตัน จากนั้นเมื่อถึงฤดูฝนก็จะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

“เมื่อผลผลิตเริ่มออกใหม่ๆ ได้นำไปให้ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และบุคคลทั่วไปได้ชิม จากนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักกันปากต่อปาก ทำให้เงาะของตนเป็นที่เลื่องลือของเกษตรกรชาวอำเภอสุวรรณคูหา เมื่อถึงฤดูที่เงาะออกสู่ตลาดจะมีผู้บริโภคสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ผลเล็ก เนื้อล่อนไม่ติดเมล็ด กรอบ รสหวาน และปลอดสารพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือถ้าจำเป็นก็ใช้บ้าง แต่ไม่อยู่ในระยะติดผล” คำยืนยันของคุณสง่า ผู้บุกเบิกเงาะแห่งหนองบัวลำภู

ตลาดและรายได้เงาะ ปัจจุบัน ขายในชุมชนและมีคนมาซื้อที่สวน ไม่พอกับความต้องการของตลาด ราคา กิโลกรัมละ 20-35 บาท แต่ส่วนใหญ่จะขาย 3 กิโลกรัม ต่อ 100 บาท มีรายได้จากการขายปีละประมาณ 340,000 บาท

ปัจจุบัน ได้ปลูกเงาะเพิ่มอีกประมาณ 100 ต้น เริ่มให้ผลแล้ว และได้โค่นยางพารา ประมาณ 10 ไร่ สำหรับปลูกโกโก้ 200 ต้น ลองกอง 60 ต้น และทุเรียน 80 ต้น

ท่านที่เคารพครับ!!! จากการที่ คุณสง่า ได้เป็นผู้บุกเบิกนำเงาะโรงเรียนมาปลูกในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จนประสบผลสำเร็จ สามารถทำรายได้ ประมาณ 40,000-60,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งนับว่ารายได้ดีมาก ดีกว่าพืชเศรษฐกิจในพื้นที่หลายเท่าตัว (อ้อยโรงงาน 6,000-10,000 บาท, มันสำปะหลัง 4,000-6,000 บาท, ข้าว 4,000-6,000 บาท)

อย่างไรก็ตาม การที่เกษตรกรจะพิจารณาปลูกพืชอะไร ควรศึกษาข้อมูลด้านการตลาดให้ดี อย่าปลูกพืชตามกระแส และควรทำการเกษตรหลายอย่าง ที่เรียกว่าไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสานให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี จะลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา พร้อมทั้งน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติด้วย

มะเฟือง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี และสังเกตได้ง่าย แปลกกว่าผลไม้ชนิดอื่น มีเนื้อแยกออกเป็นห้าแฉก เนื้อ

นอกจากนี้ ยังนับเป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าไม่น้อย โดยในเนื้อแท้ของผลไม้ชนิดนี้จะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย นักโภชนาศาสตร์ได้วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองแล้วพบว่า อุดมไปด้วย วิตามิน เอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และพลังงาน ในปริมาณไม่น้อยเลย

ในผลมะเฟืองสด มีน้ำอยู่ประมาณ 91% นอกจากนั้น ก็มีกรดซิตริก น้ำตาล และวิตามินหลายชนิด เมล็ดมีน้ำอยู่เพียง 25% และน้ำมันอยู่ 37% ผลมะเฟืองมีรสหวาน เปรี้ยว ฝาด เย็น ผลเป็นยาเย็น ดับร้อน ถอนพิษ ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยง แก้ไอ ขับนิ่วในทางปัสสาวะ ใบมะเฟือง มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ บดให้แหลก ใช้พอกฝีบวมแดงแก้ปวด

มะเฟือง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเป็นใบประกอบ ใบย่อยคล้ายใบมะยม ดอกช่อสั้น กลีบดอกสีขาวปนม่วง ผลมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยม 3-5 สัน ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกส้ม ในผลจะมีเมล็ดเล็กๆ อยู่ประมาณ 10-12 เมล็ด

โดยพบการกระจายพันธุ์ในคาบสมุทรแปซิฟิก และมาเลเซีย แพร่กระจายในเขตร้อนทั่วไป รวมทั้งประเทศไทยสำหรับพันธุ์ของมะเฟืองนั้นเช่นเดียวกับผลไม้อื่นๆ ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมคือ พันธุ์ บี 17 หรือที่มีอีกชื่อว่า Honey Star

มะเฟืองบี 17 ผลมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ชั่งได้ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม

ทรงผลค่อนข้างยาว และมีความกว้างสม่ำเสมอตลอดผล ผลมีความยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร กลีบผลหนา มีฐานกว้าง ร่องระหว่างผลตื้น ที่ผิวของกลีบ มีจุดประเห็นได้ชัดนอกจากนี้ ยังมีเปลือกบาง เมื่อแก่จัดมีสีเหลืองเข้ม จนถึงเหลืองอมส้ม เนื้อนิ่มฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอม รสหวาน

ความหวานวัดได้ 11.5 องศาบริกซ์ รสไม่ฝาด มี 5-10 เมล็ด ต่อผล

มะเฟือง บี 17 จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่เก็บผลผลิตได้มาก ช่วงเดือนิมถุนายน-กันยายน

วิธีการปลูกมะเฟือง ในส่วนระยะปลูก ใช้ระยะ 4×4 เมตร (หลังปลูกปีที่ 3 จะตัดต้นเว้นต้น) แต่ถ้าขุดหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตรทั้งนี้ ในการปลูกนั้นควรรองก้นหลุมด้วย โดโลไมต์ : 0-3-0 : 15-15-15 : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 50 กรัม : 3 กิโลกรัม ต่อหลุม

วิธีการปลูก มี 2 วิธี คือ

ใช้สต๊อกพันธุ์เปรี้ยวพื้นเมือง อายุ 4 เดือน ปลูก 2 เดือน แล้วเปลี่ยนยอดใหม่เป็นพันธุ์ที่ต้องการ เช่น บี 17 (หลังจากปลูก Stock แล้ว 15 เดือน จะเริ่มเก็บผลผลิตได้)
ใช้กิ่งพันธุ์ที่เปลี่ยนยอดไว้แล้วปลูก (หลังจากปลูก 12 เดือน) จะสามารถเก็บผลผลิตได้ (หลังจากปลูกจะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
การดูแลรักษา โดยหลังจากปลูกจะให้น้ำวันเวันวันในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ หลังจากปลูก 1 เดือน จะใส่ปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม ต่อต้น เมื่ออายุปลูก 2 เดือน ขึ้นไป จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-13 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อต้น ต่อเดือน และใช้เมธามิโตฟอส : เบนเลท : 21-21-21 อัตรา 30 : 10 : 30 ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

หลังจากปลูก 8-10 เดือน จะเริ่มแต่งกิ่งเพื่อเลี้ยงทรงพุ่ม หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ มะเฟืองจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อแทงช่อดอก 10-15 วัน จะพ่นยาฆ่าแมลงอัตราเดิม 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง พอดอกบาน 40 วัน จะปลิดแต่งผลเหลือไว้เฉพาะผลที่ต้องการ แล้วใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น หรือถุงกระดาษ ห่อผลไว้ ถุงละ 1 ผล

ทั้งนี้ ต้นที่มีอายุ 12 เดือน สามารถห่อผลไว้ได้ ประมาณ 10-20 ผล ต่อต้น ในขณะที่ต้นที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สามารถเก็บผลผลิตได้รุ่นละไม่ต่ำกว่า 15 กิโลกรัม ต่อต้น สำหรับในช่วงห่อผลมะเฟือง จะใส่ปุ๋ย สูตร 12-12-19 อัตรา 100 กรัม ต่อต้น สำหรับมะเฟืองอายุ 12 เดือน และอัตรา 300 กรัม ต่อต้น สำหรับมะเฟืองอายุ 3 ปี ขึ้นไป

เมื่อเก็บผลผลิตแล้วจะเริ่มตัดแต่งกิ่งมะเฟือง แล้วฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดโรคแมลงอัตราเดิม เพื่อเตรียมเลี้ยงดอกรุ่นต่อไป

ความสำเร็จในการปลูกมะเฟืองอยู่ที่ความพร้อมซึ่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น มีแสงแดดอย่างเพียงพอ ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ให้น้ำและปุ๋ยเพียงพอ มะเฟืองเป็นพืชที่ตอบสนองต่อปุ๋ยและน้ำอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ผลผลิตสูง ขนาดผลโต เนื่องจากมะเฟืองเป็นพืชที่ติดผลดก จำเป็นต้องปลิดผลออกบ้าง

ส่วนศัตรูมะเฟือง ส่วนมากเป็นแมลงวันทอง ผีเสื้อมวนหวาน ซึ่งจะเข้าทำลายผลเมื่อเริ่มสุก การห่อผลด้วยกระดาษสีน้ำตาลหรือถุงพลาสติกสีน้ำเงินจะช่วยป้องกันแมลงเหล่านี้ได้ดี และเป็นการเพิ่มขนาดผล ผิวสวยขึ้น

มะเฟื่องหวานๆ สีเหลืองสด ที่ห้อยเป็นระย้าบนต้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หากจะมีไว้ที่ในสวนข้างบ้านสักหนึ่งต้น…กล้วย เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักมานาน เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์มากมาย เป็นผลให้มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ บ้างปลูกไว้กินภายในครัวเรือน บ้างปลูกไว้ขาย ทำเป็นธุรกิจ

สำหรับผู้ที่บริโภคกล้วย ส่วนใหญ่จะบริโภคเป็นผลสุก เพราะได้รสชาติของกล้วยและวิตามินสูง หากกล้วยออกจำนวนมากแล้วไม่มีวิธีถนอมอาหาร ก็จะทำให้เน่าเสีย ด้วยภูมิปัญญาไทย ทางพ่อค้าแม่ค้าสมัยก่อน จึงได้เริ่มนำกล้วยมาแปรรูป เช่น การนำกล้วยมาทำเป็นกล้วยฉาบ กล้วยทอด กล้วยเชื่อม หรือ กล้วยกวน ซึ่งเป็นวิธีถนอมอาหารไว้กินได้นานหลายเดือน

คุณนงนุช ปัญญา หรือป้านุช อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกลับ อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี เป็นผู้ที่ทำกล้วยฉาบอร่อย รสชาติดี เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดก็ว่าได้ เพราะมีลูกค้ามารอคิวซื้อกล้วยฉาบของป้านุชจำนวนมาก บ้างก็รับไปจำหน่ายต่อ ด้วยราคาที่ไม่แพง

ป้านุช เล่าว่า ปัจจุบันนี้ กล้วยฉาบ ได้มีขายตามท้องตลาดและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่การทำกล้วยฉาบให้อร่อยนั้น ต้องมีวิธีที่พิถีพิถัน ใส่ใจในการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกกล้วยที่ใช้ทำ ส่วนใหญ่แล้วมักเลือกกล้วยน้ำว้า เพราะเป็นกล้วยที่หาได้ง่าย แต่ป้านุชใช้กล้วยหักมุก กล้วยหอม หรือกล้วยไข่ เหตุผลเพราะมีรสชาติหอมอร่อยกว่ากล้วยน้ำว้า อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการทำกล้วยฉาบดี คือ เนื้อของกล้วยไม่เละเมื่อนำลงไปทอด แต่หากไม่มีกล้วยหักมุก กล้วยหอม หรือกล้วยไข่ ก็สามารถนำกล้วยน้ำว้ามาทำเป็นกล้วยฉาบได้เช่นกัน รสชาติและความอร่อยอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็นับว่าใช้ได้

สำหรับขั้นตอนการทำนั้น เริ่มจากการ ปอกเปลือกกล้วยให้เหลือแต่เนื้อกล้วย นำไปแช่น้ำเกลือประมาณ 2 นาที เพื่อไม่ให้เนื้อกล้วยดำ จากนั้น นำกล้วยมาฝานบางๆ และทอดทันทีจะทำให้กล้วยกรอบและไม่บิดงอ (ควรใช้ไฟร้อนจัด) สังเกตว่าผิวกล้วยสุกเหลืองแล้วตักออกให้สะเด็ดน้ำมันแล้วเก็บ อย่าให้ถูกลม

เคล็ดลับความอร่อย ของกล้วยฉาบป้านุช อยู่ที่การนำกล้วยมาทอดในเตาถ่าน ที่มีไฟแรงสม่ำเสมอ ทำให้หอมกลิ่นถ่าน ที่สำคัญ ป้านุช บอกว่า น้ำมันพืชที่ใช้ใหม่วันต่อวัน

หลังจากที่ทอดกล้วยเสร็จแล้ว เป็นขั้นตอนการฉาบ ป้านุช แนะนำว่า ให้ต้มน้ำเชื่อมจนเหนียว (ใช้ไฟอ่อน) ใส่เกลือบ้างเล็กน้อย แล้วนำกล้วยลงไปคนให้เข้ากันกับน้ำเชื่อม คนไปจนกว่าน้ำเชื่อมจะแห้ง จะเห็นว่ามีเกล็ดน้ำตาลเกาะที่ผิวกล้วย หลังจากนั้นก็นำกล้วยไปทอดน้ำมันอีกครั้ง เพื่อให้น้ำตาลเคลือบผิวกล้วย โดยใช้น้ำมันไม่มาก และนำลงไปทอดไม่นาน ก็จะได้กล้วยฉาบที่ทั้งอร่อย สะอาด และมีคุณภาพ

กล้วยฉาบ ของป้านุช ไม่มีจำหน่ายทุกวัน เพราะวัตถุดิบอย่างกล้วยหายาก และสถานที่ที่ใช้ทำมีจำกัด จึงทำได้เพียง สัปดาห์ละ 2-3 วัน บางวันหาซื้อกล้วยไม่ได้บ้าง หากซื้อมาเก็บไว้ก็จะเป็นกล้วยสุก ก็นำมาทำกล้วยฉาบไม่ได้ หากต้องการลองชิม สอบถามรายละเอียดก่อน ได้ที่โทร. 087-753-6986

“ไข่จุลินทรีย์ ดร.สุวรรณ” เริ่มต้นจากความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการผลิตปศุสัตว์ในจังหวัดน่าน โดย รศ.น.สพ.เกรียงศักดิ์ พูนสุข คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สุวรรณ ช่างกลึงดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา โดยวิธีการสุ่มเก็บตัวอย่าง คัดเลือกและวิจัยจุลินทรีย์ที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลา มูลสุกร และไก่พื้นบ้าน ที่มีความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 11 สายพันธุ์ คัดเลือกจนเหลือ 7 สายพันธุ์ นำมาผสมเป็นอาหารเสริมจุลินทรีย์ใช้ผสมในอาหารไก่ไข่ทดลองในระยะการเจริญเติบโตและระยะการให้ผลผลิต จำนวน 2,500 ตัว เพื่อทดสอบความสามารถในการให้ผลผลิตไข่และความสามารถในการป้องกันโรค

สรุปผลได้ว่า ลูกไก่ไข่มีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่ากลุ่มลูกไก่ที่ไม่ได้รับอาหารเสริมจุลินทรีย์ ลูกไก่โตเป็นไก่สาวเร็ว สามารถให้ไข่ฟองแรกเมื่ออายุ 15-17 สัปดาห์ แม่ไก่สามารถให้ไข่ไก่ฟองโตและมีอายุการให้ไข่ไม่น้อยกว่า 90 สัปดาห์ จุลินทรีย์ช่วยให้เปลือกไข่ไก่แข็งแรง ไก่จุลินทรีย์ ที่เลี้ยงแบบปล่อยฝูงสามารถให้ไข่ได้เฉลี่ย 90-92 เปอร์เซ็นต์ ไก่ที่ปลดจากการให้ไข่แล้วมีเนื้อค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อไก่