“บึงกาฬโมเดล” เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการ

รวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพื่อจัดตั้งโรงงานแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในท้องถิ่น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด

แต่น่าเสียดายที่กิจการแปรรูปยางของกลุ่มเกษตรฯ ชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬยังดำเนินงานไม่ครบวงจร เพราะยังขาดวัตถุดิบ คือ “น้ำยางข้น” ตอนแรก ผมก็เกรงใจ อยากให้กลุ่มเกษตรกรหรือเอกชนรายอื่นทำ แต่ยังไม่คืบหน้าสักที ผมจึงตัดสินใจลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยางข้นขึ้นมาเอง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราของท้องถิ่นในอนาคต

แผนการลงทุน “ธุรกิจน้ำยางข้น”

ปัจจุบัน สินค้ายางก้อนถ้วย ขายได้ราคาถูก คุณพินิจ จึงสนใจผลิต “น้ำยางข้น” เพราะมีราคาขายสูง แถมธุรกิจน้ำยางข้นยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามทิศทางอุตสาหกรรมขั้นปลายในตลาดโลก
คุณพินิจ เตรียมพื้นที่ว่าง ในบริเวณบ้านโคกก่อ เนื้อที่ประมาณ 5-10 ไร่ เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำยางข้นสำหรับโรงงานแห่งนี้ มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท โดยจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงานไม่เกิน 10 เดือน คาดว่าโรงงานแห่งนี้พร้อมเดินเครื่องผลิตน้ำยางข้นได้ในช่วงปลายปีหน้า สินค้าน้ำยางข้นที่ผลิตได้จะมุ่งจำหน่ายให้กับโรงงานแปรรูปยางพาราภายในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง หากกลุ่มเกษตรกรใดมีความสนใจ อยากเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าว คุณพินิจ ก็ยินดีเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาเจรจาร่วมทุนได้ตลอด

“การผลิตน้ำยางข้นมีข้อดีหลายประการ ได้แก่
1. เก็บรักษาคุณภาพสินค้าได้นาน
2. ตลาดมีเยอะ ขายได้ง่าย
3. เมื่อโรงงานน้ำยางข้นเปิดดำเนินงาน เชื่อว่าเกษตรกรชาวสวนยางจะมีโอกาสขายน้ำยางสดได้ในราคาที่สูงขึ้น เพราะยินดีรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปนั่นเอง” คุณพินิจ กล่าว

ตั้งโรงงานชิ้นไม้สับ ที่บึงกาฬ

ปัจจุบัน ชิ้นไม้สับที่เหลือจากการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่จากสวนไร่นา สวนผลไม้ ไม้ท่อนยูคาลิปตัส รวมทั้งไม้ยางพารา ที่่นำมาผ่านกระบวนการสับย่อยให้กลายเป็นชิ้นเล็ก ถูกนำมาใช้เป็นไม้สับเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนน้ำมันในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งโรงงานน้ำตาล โรงงานย้อมผ้า รวมทั้งจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลกันอย่างแพร่หลาย เพราะให้พลังงานความร้อนสูง ค่าความชื้นต่ำกว่าไม้สับทั่วไป ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ก๊าซหุงต้ม (LPG)

คุณพินิจ เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดดังกล่าว จึงวางแผนก่อสร้าง “โรงงานผลิตชิ้นไม้สับ” เป็นโรงงานแห่งที่สองในบริเวณตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โรงงานผลิตชิ้นไม้สับแห่งนี้มีสถานที่ตั้งอยู่ในแหล่งพื้นที่ปลูกยางพารา ทำให้การจัดหาและจัดเก็บไม้ท่อนเพื่อนำไปผลิตเป็นชิ้นไม้สับ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำและมีกำลังการผลิตสินค้าได้จำนวนมาก เพราะเป็นโรงงานผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล

คุณพินิจ กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้ มีเป้าหมายรับซื้อและแปรรูปไม้ยางพารา ที่หมดอายุการกรีด เพื่อนำไปผลิตเป็นชิ้นไม้สับ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลมีค่าความร้อนสูงและความชื้นต่ำ ขนส่งสะดวก และลดมลพิษในอากาศ จำหน่ายให้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นหลัก
“ปัจจุบัน ชิ้นไม้สับ เป็นสินค้าขายดี ตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล ผมวางแผนก่อสร้างโรงงานมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท เมื่อโรงงานเสร็จสมบูรณ์ ก็จะเร่งผลิตชิ้นไม้สับป้อนเข้าสู่ตลาดให้ได้ไวที่สุด” คุณพินิจ กล่าว

“งานวันยางพาราบึงกาฬ” เชื่อมโยงผู้ซื้อ
ขยายตลาดส่งออกยางไทยให้เข้มแข็ง

ที่ผ่านมา คุณพินิจ เป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ จัดงานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีกลางในเจรจาเชื่อมสัมพันธ์ความร่วมมือทางการค้า แลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งด้านการผลิต การตลาด กับพันธมิตรหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม รัสเซีย อินเดีย ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเสนอผลประโยชน์ และสร้างอนาคตร่วมกัน หวังเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศให้ได้ในลักษณะก้าวกระโดด

คุณพินิจ กล่าวว่า ผู้ค้ายางของจีน สนใจมาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในภาคตะวันออกของไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนอินเดีย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของอินเดียเติบโตดี ประชาชนมีกำลังซื้อรถยนต์มากขึ้น บริษัทผู้นำเข้าของอินเดียจึงหันมาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ยางจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เวียดนาม ก็สนใจสั่งซื้อหมอนยางพาราจากไทยมากขึ้น เพราะหมอนยางพาราของไทยมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมในตลาดเวียดนามอย่างแพร่หลาย เพราะหมอนยางพาราของไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน ราคาไม่แพง นอกจากนี้ ไทยจะมีโอกาสขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา เนื่องจากมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ประชาชนมีความต้องการใช้รถยนต์มากขึ้น” คุณพินิจ กล่าว

กิจกรรมไฮไลต์ “งานวันยางพาราบึงกาฬ”

จังหวัดบึงกาฬ เตรียมจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปลายปีนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งกิจกรรมประกวดแข่งขันการกรีดยาง เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูกดูแลสวนยางพาราอย่างยั่งยืน การแปรรูป และด้านการตลาด ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราให้ได้คุณภาพดีและมีต้นทุนต่ำ

คุณพินิจ มีความภาคภูมิใจที่มีความร่วมมือในการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬมาอย่างต่อเนื่อง เพราะงานวันยางพาราบึงกาฬ มีคุณูปการต่อวงการยางพาราของไทยในหลายด้าน ประการแรก ช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความเข้าใจเรื่องการผลิตและแปรรูปยางพาราแบบครบวงจร ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ช่วยยกระดับการผลิตยางพาราของไทยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแข่งขันในเวทีตลาดโลก

ประการที่สอง ช่วยยกระดับการผลิตยางพาราของไทยให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเกษตรกรเป็นผู้ผลิตที่เรียกว่า “ต้นน้ำ” ก็พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ “กลางน้ำ” มากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ที่เจาะตลาดส่งออกยางแท่งไปจีนได้สำเร็จ

ก็มีจุดเริ่มต้นจาก ผู้ใหญ่ประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ใช้งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีเจรจาขายยางแท่งกับกลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากเมืองชิงเต่า ประเทศจีน

ประการต่อมา การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการยางพาราของไทย เช่น โชว์นวัตกรรมสนามเด็กเล่นจากยางพารา นวัตกรรมการสร้างถนนยางพารา ที่มีความทนทานสูง แต่ใช้ต้นทุนต่ำ ทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหันมาสนใจลงทุนแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่ายางพาราเพิ่มมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ของการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในช่วงปลายปีนี้ เตรียมโชว์นวัตกรรมการก่อสร้างสนามฟุตซอลจากยางพารา และผู้ค้ายางจากเมืองยูนนาน นครคุนหมิง เตรียมนำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรีดยางรุ่นใหม่ ทำงานด้วยระบบมอเตอร์ โดยอาศัยแรงคนกรีดยางตามปกติ แต่กรีดยางได้เร็วกว่าเดิม แถมได้หน้ายางเรียบ ช่วยยืดอายุการกรีดต้นยางได้ยาวนานขึ้น โดยทั่วไปแรงงานที่ใช้มีดกรีดยางทั่วไป จะกรีดยางได้ 700-800 ต้น/คน/วัน แต่นวัตกรรมชิ้นนี้จะทำให้กรีดยางได้มากกว่าเดิม เฉลี่ย 1,000 ต้น/คน/วัน

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ คงมีพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายคนรู้สึกอึดอัด เพราะตัวเลขรายได้จากการขายยางหายไปเยอะ จนน่าใจหาย จะนั่งรอเวลาให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่ไม่ได้ ต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง ต้องพยายามดิ้นรนไปสู่การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่ายางพาราในท้องถิ่นให้ได้ จะเป็นแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดไหนก็ได้ ขอให้มีตลาดรองรับและขายได้ อยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนเกษตรกรก้าวไปถึงจุดเป้าหมายดังกล่าว แม้แต่ตัวคุณพินิจเองยังดิ้นรนลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำยางข้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการขายยางเช่นเดียวกัน

“ผมขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรชาวยางทั่วประเทศ ให้เข้าร่วมชมงานวันยางพาราบึงกาฬในช่วงปลายปีนี้ เพราะทุกวันนี้ งานวันยางพาราบึงกาฬ กลายเป็น “ฮับยางพารา” เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการยางพาราแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เป็นเวทีเจรจาการค้ายางพาราในระดับนานาชาติไปแล้ว ภายในงานเกษตรกรจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปยางพารา เพื่อสร้างรายได้เพิ่มในอนาคต ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายแห่งประสบความสำเร็จทางตลาด เพราะใช้งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีเปิดการเจรจาส่งออกยางพาราไปขายจีน อินเดีย จนมีก้อนโตก็มาจากการเข้าร่วมกิจกรรมวันยางพาราบึงกาฬนั่นเอง” คุณพินิจ กล่าวในที่สุด

งานวันยางพาราบึงกาฬที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่ามีบทบาทสำคัญให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ที่ช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นลำดับต้นๆ และช่วยส่งเสริมอาชีพการทำสวนยางพารา ช่วยพลิกฟื้นกิจการสวนยางพาราของจังหวัดบึงกาฬและอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

มติ ครม.เคาะแล้วโครงการสร้างความเข้มแข็งฯ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง 1,800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต/ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต และเป็นค่าครองชีพ มอบ กยท. เร่งเปิดรับแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ดีเดย์ 6 ธ.ค. นี้

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า วันนี้ (4 ธ.ค. 61) คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามพื้นที่เปิดกรีดจริง 1,800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย หากมีคนกรีดยางจะแบ่งจ่าย 2 ส่วน คือ ให้เจ้าของสวนยาง ผู้เช่าหรือผู้ทำสวนยาง 1,100 บาท/ไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต/ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

และให้คนกรีดยาง 700 บาท/ไร่ เพื่อเป็นค่าครองชีพ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ที่เปิดกรีดแล้ว และขึ้นทะเบียนกับ กยท. ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย คิดเป็นพื้นที่ 9,448,447 ไร่ ขั้นตอนจากนี้ กยท. จะติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ณ ที่ทำการของกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ และเปิดรับแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 61-28 ก.พ. 62 จากนั้นคณะกรรมการบริหารโครงการฯ จะดำเนินการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ หากคุณสมบัติผ่านตามหลักเกณฑ์โครงการฯ จะส่งบัญชีรายชื่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินผ่านบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. ของชาวสวนยาง โดยจะเริ่มจ่ายเงินได้ภายในเดือนธันวาคมนี้

สำหรับเอกสารหลักฐานที่ใช้ในการแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของเกษตรกรเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าหรือผู้ทำสวนยาง ต้องเตรียมเอกสารสิทธิ์ที่ดินฉบับจริง และบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนคนกรีดยางนอกจากต้องเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ต้องนำหนังสือมอบอำนาจจากคนกรีดยางรายอื่นมาด้วย (กรณีมีคนกรีดยางหลายคน) รวมถึงสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. ทั้งในส่วนของเกษตรกรเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าหรือผู้ทำสวนยาง และผู้กรีดยาง เพื่อใช้ในการโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชี

ทั้งนี้ สามารถแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ ณ การยางแห่งประเทศไทยสาขา/จังหวัดในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่หรือสถานที่ที่ กยท. กำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการยางตามนโยบายของรัฐ (ศคร.) โทร. (02) 4 33-3674

ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ โครงการตามพระราชดำริฯ มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเกษตรกร ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร และรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และดำเนินกิจกรรมตามแนวทางพระราชทาน ภายใต้ร่มพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระเมตตา พระราชทานโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ซึ่งศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ได้น้อมนำแนวทางการทำงานพระราชทานนี้ เป็นปณิธานในการปฏิบัติงานเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดมา

โครงการ “หนึ่งใจ บูโอโน่ ผลิตน้ำหมักรักษ์สิ่งแวดล้อม” กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ตามแนวทางพระราชทานในรัชกาลที่ 10 ตามพระราโชบายโดยมีต้นแบบคือ โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” นั้น เป็นโครงการที่มีเป้าหมายในการนำสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของ บริษัท บูโอโน่ ประเทศไทย จำกัด มาศึกษาวิจัยและพัฒนา ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า คือน้ำหมักชีวภาพ

สำหรับการปลูกพืชผักของบุคลากรบริษัท ประชาชนบริเวณใกล้เคียง และประชาชนทั่วไป เกิดประโยชน์แก่สังคม ลดการเกิดขยะ การกำจัดขยะที่อาจก่อมลพิษภายหลังการกำจัด เป็นการน้อมนำตามแนวทางพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการทำงานและการดำรงชีวิต ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลจริง ก่อเกิดการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีความสุข (เป็นโครงการเฟสที่ 1)

ภายใต้ร่มพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ด้วยทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ พระองค์มีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ในบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระเมตตา พระราชทานโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ให้ประชาชนชาวไทย

โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ และประชาชน ทุกหมู่เหล่าที่มีจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้แก่พสกนิกรชาวไทยทุกภาคส่วน

ดังนั้น หากการศึกษาวิจัยและพัฒนาแล้วได้ผลดี จะได้ต่อยอดโครงการนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อาทิ เผยแพร่ขั้นตอนและสูตรน้ำหมักชีวภาพ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ เพื่อสาธารณประโยชน์ต่อไป

บริษัท บูโอโน่ ประเทศไทย จำกัด ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2545 ดำเนินธุรกิจด้านอาหาร เป็นต้นตำรับไอศกรีมสูตรอิตาเลียนแท้ และโมจิไอศกรีมคุณภาพส่งออก ตลาดหลักเป็นการส่งออก รวมทั้งมีบริการจัดส่งถึงบ้านภายในประเทศด้วย

ในอดีตที่ริเริ่มการส่งออก เพื่อขยายตลาดให้สินค้าเป็นที่รู้จักทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี ทางบริษัทจึงเริ่มส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก

พบว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมถึงรสชาติและเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพผ่านทางเว็บไซต์และ Online community ของนักชิมต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวาง ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ต่อมามีการขยายตลาดกลุ่มใหม่เพิ่มเติม ไปอีกมากมาย อาทิ ในแถบประเทศสหภาพยุโรปและสแกนดิเนเวีย

เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักในตลาดมากขึ้น ในฐานะคนไทย ผลิตภัณฑ์นานาชนิดจากบริษัท บูโอโน่ ประเทศไทย จำกัด จึงเป็นการนำเงินตราเข้าประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างอาชีพแก่คนไทยจำนวนมาก และยังประกาศให้ชาวโลกได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากการเกษตรที่เป็นจุดเริ่มต้นของการผลิต ฝีมือคนไทยด้านอาหาร ทั้งคุณภาพและรสชาติ อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว ทำให้กลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงนวัตกรรมด้านอาหารและความอร่อยใหม่ ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย

โครงการ “หนึ่งใจ บูโอโน่ ผลิตน้ำหมักรักษ์สิ่งแวดล้อม” ได้ทดลองนำของเหลือจากการผลิตไอศกรีมและโมจิ มาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ จากนั้นศึกษาผลต่อการเจริญของตัวอย่างผัก 4 ชนิด ได้แก่ ผักเบบี้คอส ผักสลัดแดง โหระพา และกะเพรา ทั้งการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำหมักชีวภาพ ด้านปฐพีวิทยา โดยห้องปฏิบัติการปฐพีวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการวัดการเจริญของผักในแปลงทดลอง เปรียบเทียบกับการทดลอง พบว่า น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากของเหลือจากการผลิตไอศกรีม มีคุณสมบัติเป็นวัสดุบำรุงดินและส่งเสริมการเจริญเติบโต ของผักทั้ง 4 ชนิด อย่างเด่นชัด

สูตรน้ำหมักคุณภาพนี้ ผลิตโดย วัสดุไอศกรีมละลายน้ำจากบริษัท 40 ลิตร สับปะรด 10 กิโลกรัม กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม น้ำเปล่า 5 ลิตร จุลินทรีย์ ซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง หมักไว้นาน 30-45 วัน กรองเก็บใส่ภาชนะมิดชิด ใช้น้ำหมักชีวภาพรดพืชทุกๆ 7 วัน โดยใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเปล่า ในอัตรา 1 : 1,000 ส่วน

ผลการวิจัยทดลองครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งของเหลือทิ้งจากกระบวนการอุตสาหกรรม ปกติต้องนำไปผ่านกระบวนการกำจัดตามกฎหมายด้านโรงงานและสิ่งแวดล้อม แต่หากเรานำมาผ่านกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพ จะเป็นการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ที่อาจจะก่อปัญหาอีกมากมายในอนาคต

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจารย์แมว) ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ สำนักงานคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 อีเมล molku@ku.ac.th ไลน์ไอดี ajmaew

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาผลกระทบจากการทำธุรกิจของผู้ประกอบการที่มีต่อลำไยไทย ปี 2561 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการดำเนินงาน รูปแบบการบริหารจัดการของผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุลำไยสด และลำไยอบแห้งทั้งเปลือก ตลอดจนวิเคราะห์ส่วนเหลื่อมการตลาด และสัดส่วนของกำไร ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในธุรกิจการส่งออกลำไยของไทย

ผลการศึกษา พบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) รับซื้อลำไยเพื่อการส่งออกในแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และจันทบุรี ประมาณ 212 ราย (ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP) แบ่งเป็นโรงคัดบรรจุลำไยสด 129 ราย และโรงงานแปรรูปลำไยอบแห้งทั้งเปลือก 83 ราย ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุที่เป็นของคนไทย 2. โรงคัดบรรจุที่คนไทยถือหุ้นร่วมกับต่างชาติ และ 3. โรงคัดบรรจุที่เป็นของต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบการถือหุ้นร่วมกัน

ผลการวิเคราะห์ส่วนเหลื่อมการตลาดของการส่งออกลำไยสด พบว่า ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุภาคตะวันออก มีส่วนเหลื่อมการตลาด กิโลกรัมละ 44.17 บาท แบ่งเป็นต้นทุนการตลาดกิโลกรัมละ 25.54 บาท และกำไร กิโลกรัมละ 18.63 บาท สำหรับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุภาคเหนือ มีส่วนเหลื่อมการตลาด กิโลกรัมละ 45.07 บาท แบ่งเป็นต้นทุนการตลาด กิโลกรัมละ 26.57 บาท และกำไร กิโลกรัมละ 18.50 บาท ส่วนผู้ประกอบการแปรรูปลำไยอบแห้งทั้งเปลือกภาคเหนือ พบว่า มีส่วนเหลื่อมการตลาด กิโลกรัมละ 105.78 บาท แบ่งเป็นต้นทุนการตลาด กิโลกรัมละ 29.28 บาท และกำไร กิโลกรัมละ 76.50 บาท

หากมองถึงภาพรวมผลกำไรของการส่งออกลำไย ในปี 2560 พบว่า ธุรกิจส่งออกลำไยสดและลำไยอบแห้งทั้งเปลือกมีกำไรทั้งสิ้น 16,964 ล้านบาท (แบ่งเป็นลำไยสดภาคตะวันออก กำไร 8,871 ล้านบาท ลำไยสดภาคเหนือ กำไร 2,402 ล้านบาท และส่งออกลำไยอบแห้งทั้งเปลือกภาคเหนือ กำไร 5,691 ล้านบาท) โดยคิดเป็น ร้อยละ 52 ของมูลค่าการส่งออกลำไยสดและผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

เมื่อพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบ่งตามสัดส่วนทุนในการประกอบธุรกิจส่งออกลำไยของผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างชาติ พบว่า ปัจจุบันสัดส่วนทุนโดยส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติ เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการประกอบธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยบางรายที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน ไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจดังกล่าวนี้ได้ จำเป็นต้องออกจากธุรกิจไป หรือปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปรับจ้างบรรจุ (Packing) ลำไยเพื่อการส่งออกแทน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการจ้างงาน พบว่า ส่วนใหญ่ใช้แรงงานต่างด้าวประมาณ ร้อยละ 90 และ แรงงานไทยประมาณ ร้อยละ 10 เนื่องจากแรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่า ทั้งนี้ ในการประกอบธุรกิจลำไย มีมูลค่าการจ้างงานทั้งสิ้น 3,793 ล้านบาท/ปี โดยแบ่งเป็นค่าจ้างแรงงานไทย 313 ล้านบาท/ปี (ร้อยละ 8 ของค่าจ้างแรงงานทั้งหมด) และค่าจ้างแรงงานต่างด้าว 3,480 ล้านบาท/ปี (ร้อยละ 92 ของค่าจ้างแรงงานทั้งหมด)

จะเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจลำไย ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยมีสัดส่วนของกำไรในการส่งออกค่อนข้างมาก ดังนั้น เกษตรกรควรเน้นการผลิตลำไยคุณภาพ และขายลำไยเมื่อเห็นผลผลิต แทนการขายใบ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา และลดปัญหาการผิดสัญญากับล้ง โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการนำสัญญากลางมาใช้ (สัญญาที่ร่างขึ้นร่วมกันระหว่างเกษตรกร ล้งส่งออก สมาคมการค้า ภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน)

ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจลำไย เพื่อลดการผูกขาดของล้งต่างชาติ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และผู้ประกอบการในการบริหารจัดการวางแผนด้านแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว เพื่อให้เกิดความสมดุลของแรงงานและให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้ ควรเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ โดยใช้กฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจผลไม้ที่เป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) กับชาวต่างชาติ และควรมีข้อกำหนดให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจผลไม้มีการนำเงินทุนของตนเองมาลงทุน เนื่องจากเงินลงทุนของชาวต่างชาติมักมาจากการกู้สถาบันการเงินของไทยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยขาดโอกาสในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน

กระบี่จัดงาน วันดินโลก 5 ธันวาคม 2561 (World Soil Day 2018) “ร่วมคิดร่วมทำแต่วันนี้ เพื่อปฐพีไร้มลพิษ : Be the solution to soil pollution” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ปอเทืองเหลืองอร่าม บานสะพรั่ง เทิดพระเกียรติ วันพ่อแห่งชาติ