บุรีรัมย์ปลื้มผ้าซิ่นตีนแดง ได้ GI ดันข้าวหอมฯ ภูเขาไฟจ่อคิว

บุรีรัมย์ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้ทุกจังหวัดส่งเสริมผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indecations หรือ GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน

ในส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ขึ้นชื่อคือ “ผ้าซิ่นตีนแดง” ได้รับอนุญาตจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย GI แล้ว เนื่องจากเป้นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยผ้าซิ่นตีนแดงเป็นผ้าไหมลายเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ แต่ละปีจะมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์โอท็อปที่มีอยู่กว่า 1,000 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลังจากที่ผ้าซิ่นตีนแดงได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ก็ได้มีกลุ่มผู้ผลิตผ้าซิ่นตีนแดง 6 ราย ยื่นใช้เครื่องหมาย GI ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของกลุ่มผู้ผลิต ทั้งกระบวนการผลิต และวัตถุดิบที่นำมาใช้

ทั้งนี้ยังเตรียมเสนอให้ “ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ” ขึ้นทะเบียน GI เพิ่มอีก 1 ผลิตภัณฑ์ด้วย เนื่องจากจังหวัดบุรีรัมย์มีภูเขาไฟที่มอดดับสนิทแล้วถึง 6 ลูก จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ ที่มีความแตกต่างจากที่อื่น เพราะดินภูเขาไฟจะมีแร่ธาตุอาหารที่หลากหลาย

นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ประโยชน์ของเครื่องหมาย GI กลุ่มผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตสามารถนำเครื่องหมายนี้ไปติดที่บรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นการยกระดับและเพิ่มมูลค่าของสินค้า ทั้งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนแดงและข้าวหอมมะลิภูเขาไฟ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่แล้ว หากได้รับ GI จะยกระดับเป็นสินค้าชั้นพรีเมียมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี

นางจุราพร จันทร์ขาว ผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลำปาง เผยว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรรายย่อย ตามนโยบายรัฐบาล ในโครงการชำระเงินดีมีคืน แก่เกษตรกรที่มีประวัติการชำระหนี้ดี และมีหนี้ ณ วันที่ 15 กันยายน 2559 ไม่เกินรายละ 300,000 บาท โดยคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้ที่มาชำระหนี้ ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2559-31 ตุลาคม 2560 ในอัตรา ร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ ซึ่งการคืนดอกเบี้ยนี้จะนำไปชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่เหลืออยู่

ที่ผ่านมาได้จ่ายคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา 961,399 ราย วงเงิน 2,091,826,453 บาท สำหรับรอบต่อไปลูกค้าที่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนเมษยน-ตุลาคม 2560 ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยคืนในเดือนตุลาคม 2560 ให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธ.ก.ส.ที่มีประวัติการชำระดี จำนวน 2.2 ล้านราย ถือเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างกำลังใจให้เกษตรกรที่มีวินัยการเงินดี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. ประเมินผลแล้วพบว่า ลูกค้าพึงพอใจมาก กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ต่างเห็นพ้องกันว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ และต้องการให้มีโครงการนี้ต่อไป ส่งออกด่านเชียงแสนเปลี่ยนโฉม จีนรื้อใหญ่การค้าลุ่มน้ำโขง เตรียมลงนามในพิธีสาร ไฟเขียวไทยส่งไก่สดแช่แข็งผ่านท่าเรือกวนเหล่ยฝ่ายเดียว ไม่ต้องมีสินค้าแลกเปลี่ยน พร้อมสนใจซื้อพริกขี้หนู พริกหวาน หน่อไม้ฝรั่ง อีกเพียบ

พันจ่าตรีเทวัญ ธนมาลารัตน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยจำนวนมาก โดยในส่วนของจีนตอนใต้กำลังมีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือแม่น้ำโขงตามนโยบาย One Belt One Road โดยกำหนดให้ท่าเรือกวนเหล่ยซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านของจีนตอนใต้ในการขนส่งสินค้าแช่เย็นและตู้คอนเทรนเนอร์เพียงจุดเดียว เพื่อกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสินค้าเนื้อ ไก่แช่แข็งของไทยที่จะส่งออกไปทางชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

ทั้งนี้หลังจากเกิดปัญหาโรคไข้หวัดนกระบาด ทำให้จีนมีความต้องการนำเข้าไก่ปีละกว่า 3-5 แสนตัน จึงมีสินค้าไก่แช่แข็งทั้งตัวไก่ ปีกไก่ ขาไก่ เครื่องในไก่ถูกส่งออกจำนวนมาก

“ปริมาณความต้องการที่ไม่จำกัดและในจีนก็ผลิตไก่บริโภคเองไม่เพียงพอ ทางการจีนจึงต้องการให้มีการลงนามในพิธีสาร เพื่อขอให้ประเทศไทยส่งไก่สดแช่แข็งที่ไม่ใช้ส่วนอก แต่เป็นส่วนอื่นไปยังจีนตอนใต้ผ่านท่าเรือกวนเหล่ยดังกล่าวไปฝ่ายเดียว”

“ตลาดจีนยังต้องการสินค้าไทยอีก 3 ชนิดคือ พริกขี้หนู พริกหวาน และหน่อไม้ฝรั่ง และยังสนใจข้าวเกรดเอของไทย โดยเคยมาดูแหล่งผลิตข้าวถึงประเทศไทยแล้ว 2 ครั้งด้วย เรื่องนี้จึงน่าสนใจมากที่จีนให้สิทธิพิเศษเรื่องพิธีสารรับสินค้าจากไทยไปฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องมีสินค้าแลกเปลี่ยนลงมา”

รายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกชิ้นส่วนไก่แช่แข็งผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน และท่าเรือเชียงแสนไปทางเรือแม่น้ำโขง มูลค่า 3,137 ล้านบาท น้ำหนักรวมกว่า 40,995 ตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าสินค้าประเภทเนื้อและไก่แช่แข็งได้ทะลักออกไปเป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งส่งออกตรงไปยังประเทศจีน และส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา และ สปป.ลาว ซึ่งทางการจีนได้สกัดจับสินค้าที่ลักลอบเข้าทางชายแดนอย่างหนัก ทำให้สินค้าบางส่วนต้องลักลอบนำกลับมายังประเทศไทย และถูกเจ้าหน้าที่ไทยตรวจยึดแล้วหลายครั้ง

ด้าน นางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างระบบขนส่งสินค้าแช่เย็นที่ท่าเรือกวนเหล่ยติดแม่น้ำโขงห่างจากอำเภอเมืองเชียงแสนไปทางทิศเหนือประมาณ 263 กิโลเมตร ได้แล้วเสร็จไปกว่า 80% แล้ว โดยใช้ชื่อย่อว่า CIQ หรือ China Inspection and Quarantine ซึ่งไม่ใช่ CIQ ที่ย่อมาจากคำว่า Custom Immigration Quarantine เหมือนทั่วไป ซึ่งแสดงว่าจีนมุ่งใช้ท่าเรือกวนเหล่ยเป็น One Belt On Road ของดินแดนทางใต้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดให้ท่าเรือกวนเหล่ยเป็นจุดเดียวที่นำเข้าและส่งออกสินค้าแช่เย็นและผัก/ผลไม้ ด้วยตูคอนเทรนเนอร์ ขนาด 40 ฟุต เพียงจุดเดียวของด่าน 3 มณฑลทางภาคใต้ของจีนด้วย

ขณะที่ในปัจจุบันมีเรือที่มีตู้คอนเทรนเนอร์ขนาดดังกล่าวเพียง 3 ตัน ดังนั้น หลังจากนี้ผู้ประกอบการเรือบรรทุกสินค้า คงต้องพัฒนาเพื่อรองรับการค้าระบบใหม่ของจีนต่อไป ผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้าง เชียงราย สบช่องตลาดกาแฟเฟื่องฟู หันมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า พร้อมติดแบรนด์บุกเจาะตลาดกาแฟคั่วบดขยายตัวทั่วประเทศ ด้านกาแฟลีซู ดอยช้าง เปลี่ยนชื่อใหม่ “อะเบโนะ” เน้นผลิตกาแฟเกรดพรีเมียม เอาใจนักดื่มได้ลิ้มรสชาติดีที่สุด เผยดอยช้างมีพื้นที่ปลูกเกือบ 2.5 หมื่นไร่

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ประจำจังหวัดเชียงราย สำรวจสถานการณ์กาแฟในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพในระดับแถวหน้าของเมืองไทย พบว่าในช่วงแรกๆ มีเอกชนเพียงไม่กี่รายที่มีการสร้างแบรนด์กาแฟ ได้แก่ “กาแฟดอยช้าง” จนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์และกระแสความนิยมบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้น และการลงทุนธุรกิจร้านกาแฟยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกรรายใหม่ๆ ได้หันมาพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่ากาแฟทั้งกระบวนการปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป เพื่อจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่ว และผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก โดยมีการทำแพ็กเกจจิ้งสวยงาม มีการสร้างเรื่องราว (Story) และติดแบรนด์ เช่น 1. บริษัท เบเช คอฟฟี่ จำกัด เน้นผลิตเมล็ดกาแฟ 2. กาแฟแบรนด์ดอยช้าง ของบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด 3. กาแฟเอเลเฟ่น ดอยช้าง 4. กาแฟอะเบโนะ 5. กาแฟดอยหมอก เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีร้านกาแฟชื่อดังที่นำเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกบนดอยช้างไปจำหน่ายที่ร้าน เช่น กาแฟวาวี กาแฟยอดดอย ฯลฯ สำหรับพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ก็มีกาแฟหลายยี่ห้อเช่นกัน อาทิ กาแฟอาข่าอ่ามา กาแฟผาฮี้ กาแฟดอยหลวง กาแฟผาตั้ง เป็นต้น

ดอยช้างวาวี ปลูก 2.4 หมื่นไร่

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดประมาณ 47,061 ไร่ เกษตรกรจำนวน 2,662 ราย โดยมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 33,222 ไร่ และยังไม่ให้ผลผลิต 13,839 ไร่ ในปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตรวมกว่า 12,737,019 ไร่ ในปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตรวมกว่า 12,737,019 กิโลกรัม

สำหรับพื้นที่ที่มีการปลูกมากที่สุดคือ อำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นที่ตั้งของดอยช้าง ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวาวี โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกันกว่า 24,890 ไร่ เกษตรกรจำนวน 920 ราย ให้ผลผลิตรวมกันต่อปีกว่า 8,420,460 กิโลกรัม รองลงมาคือ อำเภอแม่สาย จำนวน 11,654 ไร่ ผู้ปลูกจำนวน 260 ราย อำเภอเมือง จำนวน 6,840 ไร่ ผู้ปลูก 513 ราย

กาแฟอะเบโนะบุกพรีเมียม

นายชาลี คีรีคามสุข กรรมการฝ่ายผลิต บริษัท อะเบโนะ คอฟฟี่ ดอยช้าง จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตเมล็ดกาแฟบนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสถานการณ์การผลิตและตลาดกาแฟเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีผู้ผลิตกาแฟออกมาหลากหลายยี่ห้อ ทำให้ผู้ผลิตรายเก่าแก่บนดอยช้างต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

สำหรับบริษัท อะเบโนะฯ ก็ได้เปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ลีซู ดอยช้าง มาเป็นยี่ห้อ “อะเบโนะ” ซึ่งเป็นชื่อบิดาของตน พร้อมทั้งติดตราโลโก้เป็นบิดาบนห่อกาแฟด้วย และมีนโยบายผลิตกาแฟเกรดเอ หรือพรีเมียมเพียงเกรดเดียวเท่านั้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มกาแฟที่ดีที่สุดเหมือนกันหมด โดยไม่แบ่งเป็นเกรดกาแฟ

ปัจจุบัน บริษัทปลูกกาแฟบนดอยช้างประมาณ 20 ไร่ และรับซื้อเมล็ดแบบเชอรี่จากชาวบ้านด้วย โดยปี 2559 รับซื้อกิโลกรัมละ 22 บาท นำมาคัดเมล็ดคุณภาพก่อนนำมาล้างและแช่น้ำ โดยเมล็ดที่ดีจะจมน้ำ จะนำมาตากบนแคร่ไม้ไผ่ ส่วนที่ลอยขึ้นมาแสดงว่าไม่ดีทั้งหมด แต่เนื่องจาก

“กาแฟแต่ละผลจะมีเมล็ด 2 กลีบติดกัน จึงต้องนำมาคัดกลีบที่ดีออกมาแล้วนำเมล็ดกาแฟไปตากแห้งบนแคร่ไม้ไผ่เพื่อให้ลมพัดให้แห้ง โดยไม่ตากบนลานคอนกรีต เพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยนไปด้วยไอปูนที่ขึ้นมาและจะทำให้รสชาติไม่ดีเท่าการตากแบบธรรมชาติ เมื่อแห้งดีแล้วก็นำมากะเทาะเปลือกด้วยมือ ก่อนนำไปคั่วให้สุกตามกรรมวิธีต่อไป”

ติดยี่ห้อเชียงรายแบรนด์

นายชาลี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีโรงคั่วและบรรจุหีบห่อบนดอยช้าง ซึ่งกาแฟคั่วอะเบโนะมีทั้งแบบที่เป็นเม็ดและบดแล้ว รวมทั้งมีแบบคั่วให้รสชาติเข้มข้นมากและเข้มน้อย 2 ชนิด แต่ทุกชนิดเป็นเกรดเดียวกันทั้งหมด จำหน่ายกิโลกรัมละ 500 บาท บรรจุห่อ ห่อละ 250 กรัม ซึ่งในปี 2559 สามารถผลิตกาแฟสารพร้อมคั่วได้ ประมาณ 6.5 ตัน และในปีนี้ตั้งเป้าที่จะผลิตให้ได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน ส่วนกลุ่มลูกค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งโรงแรม รีสอร์ต ร้านค้า ร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งยังไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศมีความต้องการสูงมากอยู่แล้ว

นอกจากนั้นยังได้รับเลือกให้ติดยี่ห้อของจังหวัดเชียงราย หรือ “เชียงรายแบรนด์” อีกด้วย ซึ่งสามารถนำไปแสดงให้ลูกค้าเห็นได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากจังหวัดแล้ว ทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น และสามารถไปร่วมงานออกบู๊ธกับหน่วยงานราชการต่างๆ ได้อีกด้วย

แปลงใหญ่มังคุดภาคตะวันออกไปได้สวย งัดวิธีประมูลขายให้ล้งได้ราคาดีกว่าเดิม กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมดัน ศพก.เข้าไปช่วยผลิตมังคุดคุณภาพเพิ่มเติมอีก ส่วนแปลงใหญ่ทั่วประเทศเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตกว่า 4,864 ล้าน/ปี

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่มากว่า 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มการบริหารจัดการร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี จนทำให้แปลงใหญ่ได้ขยายเป็น 2,138 แปลง จาก 1,500 แปลงเป้าหมาย ผลจากการดำเนินงานในปี 2559 เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3,437.82 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,427.12 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ รวม 4,864.94 ล้านบาท เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง

ทางด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ผลสำเร็จที่เกิดจากการทำแปลงใหญ่ชัดเจนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแปลงใหญ่มังคุด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเดิมชาวสวนต่างผลิต ต่างขาย หลังจากการรวมเป็น “แปลงใหญ่ มังคุด” ได้ศึกษาการขายแบบประมูล และเริ่มดำเนินการกว่า 40 ครั้ง จนทำให้ฤดูกาลนี้เกิดผลกำไรหมุนเวียนกว่า 5 ล้านบาท เนื่องจากมีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น มีอำนาจในการต่อรองราคา สามารถประสานงานกับผู้ประกอบการได้เอง สมาชิกมีรายได้เพิ่ม ขณะที่รูปแบบการประมูลผลผลิตมังคุดในแปลงใหญ่ จะใช้วิธีการให้สมาชิกตรวจสอบคุณภาพทั้งหมด จากนั้นผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จะดูผลผลิตที่เข้าประมูลแล้วใส่ราคาที่ต้องการตามคุณภาพให้กับสมาชิกครบทุกราย หลังจากนั้นตัวแทนกลุ่มจะเป็นผู้เปิดราคาโดยผู้ที่ให้ราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะประมูล และมีระบบการจ่ายจะเป็นรูปแบบเงินสดจ่ายในวันเดียวกัน

“การประมูลมังคุด ทำให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดีกว่าตลาด เกษตรกรได้เรียนรู้การผลิตและการคัดคุณภาพก่อนส่งมาประมูล กลุ่มแปลงใหญ่ มีกติกาที่จะต้องปฏิบัติร่วมกันให้ปลูกมังคุดได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งปี 2561 วางเป้าที่จะใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เข้าไปช่วยในการผลิตมังคุดคุณภาพให้เป็นที่พอใจของตลาดและสามารถประมูลได้ราคาดีขึ้นอีก โดยเฉพาะมังคุดจะส่งออกไปยังประเทศจีนและฮ่องกงเป็นหลัก เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อปี”

ทางด้าน นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีทองของผลไม้ไทย โดยเฉพาะมังคุด ทุเรียน ส่งผลให้การส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูงรวมถึงการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว โดยจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยคาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย อาทิ สินค้าทุเรียนสดจะเพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 21,000 ล้านบาท ขณะที่มังคุดคาดว่ามูลค่าจะปรับตัวสูงขึ้น จาก 4,300 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีนและฮ่องกง อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่เเล้ว

“แม้ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ราคาปีนี้ไม่ได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 633,540 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 30-40% แต่ขณะนี้ราคาทุเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 บาท ต่อกิโลกรัม ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งข้อสังเกต มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และราคายังสูงขึ้นต่อเนื่องในห้วง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีปริมาณผลผลิตเท่ากัน แต่ราคาอยู่ที่ 40-50 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่มังคุดปีนี้คาดผลผลิต 217,039 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาราว 2 หมื่นตัน แต่ราคาปีนี้สูงกว่า อยู่ที่ 78 บาท ต่อกิโลกรัม จาก 56 บาท ต่อกิโลกรัม” นางสาวจริยา กล่าว

ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และอัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2030 หรืออีกเพียงไม่ถึง 13 ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมที่อุดมไปด้วยผู้สูงอายุ” หรือ “Super-Aged Society”

นั่นคือ มีสัดส่วนจำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 10% ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์

แน่นอนว่าโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มผู้สูงอายุกลายเป็นผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลและเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางและความอยู่รอดของภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวได้กลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” สำหรับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อช่วงชิงพื้นที่และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้บริโภคกลุ่มนี้

“ญี่ปุ่น” ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ถือเป็นประเทศต้นแบบของนวัตกรรมและสินค้าเพื่อผู้สูงอายุในหลากหลายด้านรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารด้วย หนึ่งในผู้เล่นซึ่งมองเห็นโอกาสนี้และมีการปรับตัวที่น่าสนใจคือ บริษัท คิวพี ผู้นำด้านการผลิตอาหารเด็กและมายองเนส โดยริเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในเรื่องการผลิตอาหารเด็กที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดเพื่อผลิตอาหารให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีทั้งอาหารแบบปรุงสดและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาทั่วไป รวมถึงบริการจัดส่งอาหารตามบ้าน (Home Delivery) อีกด้วย

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้คือ มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลสามารถบดเคี้ยวและกลืนได้ง่าย เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบและส่วนผสมผลักที่ทำจากปลาและผัก ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและดีต่อระบบขับถ่ายแล้ว ยังมีรสชาติที่ถูกปากผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังมีการให้บริการอาหารในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุด้วย ซึ่งจากความสำเร็จอันงดงามดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารเด็กหลายรายในญี่ปุ่นเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุกันอย่างจริงจังมากขึ้นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ HiPP บริษัทผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับทารกรายใหญ่ที่สุดของโลกสัญชาติเยอรมัน ที่เริ่มเบนเข็มมาจับตลาดผู้สูงอายุมากขึ้น หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดในยุโรปที่ลดต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกไม่ได้เป็นสินค้าดาวรุ่งของบริษัทอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า ราวว 1 ใน 4 ของลูกค้าของบริษัท คือกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุค่อนข้างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้มีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์อาหารทารกที่ข้นหนืด เนื้อเนียน แคลอรีต่ำ สามารถกลืนและย่อยได้ง่าย ทั้งยังสามารถตอบโจทย์เรื่องสารอาหารที่ครบถ้วนและดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวกลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้บริษัทมุ่งความสนใจไปยังกลุ่มผู้สูงอายุและหันมาทำการตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยตรง เพราะมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต

แม้แต่บริษัทผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meals) ในสหรัฐ ก็มีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในยุค Baby Boomers เช่นเดียวกัน โดยมีการออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานสำหรับผู้สูงอายุขึ้นมาโดยเฉพาะ มีบริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และบริการจัดส่งตามบ้านควบคู่กันไปด้วย โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกปรุงขึ้นจากวัตถุดิบธรรมชาติที่สด ใหม่ มีคุณภาพ และมีการออกแบบสูตรอาหารพิเศษที่เหมาะกับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อาทิ มีปริมาณโซเดียม น้ำตาล และไขมันต่ำ รวมทั้งยังมีอาหารพร้อมรับประทานสูตรพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคไตอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากกลับมามองตลาดไทยจะพบว่า footballsoftpro.com ในปัจจุบันแทบไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจอาหารรายใดที่หันมาจับตลาดกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคิดที่ว่าตลาดนี้ยังถือเป็นตลาดที่เล็กอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่และกลุ่มทั่วไป ประกอบกับความเข้าใจที่ยังน้อยอยู่เกี่ยวกับพฤติกรรมหรือความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้สูงอายุมักไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความต้องการของตน จนได้ชื่อว่าเป็น “Silence Consumer” บนโลกออนไลน์

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการและโดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าไปเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจและคว้าโอกาสก้อนโตที่รออยู่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์และสร้าง Brand Image ที่ชัดเจนควบคู่กันไปด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างภาพจำในใจผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้าง Brand Loyalty ได้อีกด้วย เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยน Brand หากมีความพึงพอใจในตัวสินค้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า “บรรจุภัณฑ์” คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและความสำเร็จของธุรกิจอาหารเพื่อผู้สูงอายุ ดังนั้น การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดทางกายภาพและสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย และน้ำหนักเบา มีปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการในแต่ละมื้อ ซึ่งมักจะรับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยลง รวมไปถึงการปรับให้ตัวอักษรบนฉลากมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นและเลือกใช้สีที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุซึ่งมักมีปัญหาด้านสายตา สามารถอ่านได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลบนฉลากยังต้องระบุถึงข้อมูลด้านโภชนาการอย่างครบถ้วน ชัดเจน และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ที่สำคัญต้องไม่ระบุบนฉลากว่าเป็น “อาหารสำหรับผู้สูงอายุ” เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและอาจจะกระทบกับยอดขายสินค้าได้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม หากต้องการเอาชนะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างแท้จริง

อ.ส.ค.ไอเดียเจ๋ง จับมือกรมหม่อนไหมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมัลเบอร์รี่ผลสดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หวังเพิ่มความหลากหลายภายใต้ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวหม่อนไหม

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค. และกรมหม่อนไหม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมัลเบอร์รี่ผลสดร่วมกับผลิตภัณฑ์นมในหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มความหลากหลายในผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รี่และนมของอ.ส.ค. ภายใต้แบรนด์ไทย–เดนมาร์คเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รี่ ณ. ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ติดปีกนักวิจัยให้เข้มแข็ง กระตุ้นให้ปรับความคิดและสร้างความรู้ใหม่ มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดอบรมและบรรยายพิเศษ หัวข้อ ติดปีกความคิด ตีโจทย์สร้างงานวิจัย และแนวทางการจัดทำข้อเสนอการวิจัยให้ได้ใจแหล่งทุน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.จัดขึ้น ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น วันนี้ (12 มิ.ย.60) ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกจำเป็นต้องสร้างความรู้โดยนักวิจัย แต่กระบวนการสร้างความรู้ของประเทศไทยที่ผ่านมายังเป็นลักษณะลองผิดลองถูก ดังงานวิจัยในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อช่วง 20 ปีผ่านมากว่า 100,000 เรื่อง พบว่าอยู่ในข่ายที่ใช้ประโยชน์ได้เพียง 1,000 กว่าเรื่อง ขณะเดียวกัน ความรู้ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นก็มีวันหมดอายุ ดังนั้น นักวิจัยจำเป็นต้องสร้างความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยนักวิจัยต้องตั้งคำถามและหาเป้าหมายจากโจทย์ในงานวิจัยนั้น ๆ ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นที่นักวิจัย โดยอาจทบทวนงานวิจัยของต่างประเทศ และไม่ควรลอกเลียนแบบหรือทำตาม แต่ควรพัฒนาจนไปสู่การวิจัยเพิ่มเติม ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งนี้ การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วย 4 เส้นทางดังนี้