บ้านเลขที่ ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือเหาะ’ สวนเศรษฐกิจยุคข้าวยากหมากแพง

65/2 หมู่ 11 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ตั้งอยู่ริมถนนใกล้สี่แยกเรือนจำ มีร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อจากปากต่อปากของลูกค้าว่าอร่อยสุดสุดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเปิดมาได้เพียงปีกว่าเท่านั้น โดยจะมีลูกค้าประจำเข้าไปทานแน่นร้านเกือบทุกวัน ร้านดังกล่าวมีชื่อว่าร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเรือเหาะ” เจ้าของร้านชื่อว่า น.ส.กันย์ลภัส ภูวศิษฏ์สาคร (เจ๊ภา) อายุ 41 ปี จะขายเพียงชามละ 20 บาท เท่านั้น แถมปริมาณก็ไม่น้อย กินกันแบบอิ่มท้องไปเลย มีจุดขายที่ชื่อร้านที่แปลกและรสชาติความอร่อยของก๋วยเตี๋ยว แถมแม่ค้าอัธยาศัยดี พูดจาเป็นกันเองกับลูกค้าอีกด้วย

ก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกที่นี่รสชาติเด็ด ถ้วยใหญ่ กินอิ่ม อร่อยถูกปากในราคาที่ถูกเพียง 20 บาทเท่านั้น ทุกเช้าเจ๊ภาจะสั่งซื้อกระดูกหมูสด ลูกชิ้นลูกโต และเนื้อหมูสดๆ ทุกๆ วัน เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร อย่างก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกจะต้องใช้ของสดๆ ในการนำมาปรุง รสชาติถึงจะอร่อย ทางร้านจะเปิดขายตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนกว่าจะขายหมด แต่ร้านนี้ขายถึงบ่ายสามโมงก็หมดแล้ว ที่ตั้งชื่อร้านว่าก๋วยเตี๋ยวเรือเหาะนั้นเพราะว่าได้นำเรือจำลองมาแขวนไว้หน้าร้านและตนก็ขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่แล้วก็เลยตั้งชื่อนี้

น.ส.กันย์ลภัส ภูวศิษฏ์สาคร (เจ๊ภา) อายุ 41 ปี เจ้าของร้าน (เสื้อดำ) บอกว่า ที่ตั้งชื่อร้านว่าก๋วยเตี๋ยวเรือเหาะเพราะว่านำเรือมาแขวนไว้หน้าร้าน ดูแล้วเหมือนเรือเหาะก็เลยตั้งชื่อว่าเรือเหาะ และขายในราคาที่ถูก อิ่มได้ในราคาเพียงแค่ 20 บาท อยากให้ลูกค้าได้กินอิ่มแบบสบายกระเป๋า ประหยัดเงินได้ในยุคเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ และรสชาติก็อร่อยมาก ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านเข้ามาชิมได้ทุกวัน

นางวัชราวลี หลายประเสริฐ (เน่งน้อย) อายุ 30 ปี ลูกค้าประจำ (เสื้อลาย) บอกว่า รสชาติอร่อยมาก มาทานที่นี่จนเป็นลูกค้าประจำไปแล้ว น้ำซุปก็แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วๆ ไป อยากให้ลูกค้ามาชิมด้วยตัวเองรับรองว่าอร่อยชัวร์ แล้วก็ราคาถูกด้วยเพียงราคาแค่ 20 บาท ลองมาชิมกันได้

นายดุสิต เหลี่ยมวัฒนา ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. จังหวัดเชียงราย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ระยะเวลาดำเนินการระหว่างพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้เกษตรกรชะลอขายข้าวเปลือก โดยให้เก็บข้าวไว้เพื่อลดความชื้นและรอราคาที่จะสูงขึ้น รวมถึงจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสหกรณ์ใน จ.เชียงราย เพื่อชี้แจงโครงการเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรปีการผลิต 2561-2562 โดยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวดังกล่าว คาดว่าเกษตรกรชาวเชียงรายจะมีผลผลิตข้าวนาปีออกมาประมาณ 567,000 ตัน โดยเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิประมาณ 178,000 ตัน ข้าวเปลือกเหนียวประมาณ 389,000 ตัน ปัจจุบันเก็บเกี่ยวกันไปแล้วประมาณ 60%

ทั้งนี้ ได้กำหนดวงเงินสำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 กรณีข้าวเปลือกหอมมะลิสีได้ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไป ราคาตันละ 11,800 บาท และลดต่ำลงตามขั้นคุณภาพละ 200 บาท ต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ตันละ 10,200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,500 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ตันละ 8,900 ตัน

โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเก็บข้าวไว้ที่ยุ้งฉางของตัวเอง หรือฝากกับสถาบันเกษตรกรที่มีสถานที่รับฝาก โดยหากเก็บไว้นานกว่า 1 เดือน จะได้รับค่าฝากเก็บและดูแลรักษา ตันละ 1,500 บาทด้วย แบ่งเป็นค่าสถานที่รับฝาก 500 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท สำหรับเกษตรกรเจ้าของข้าว

นอกจากนี้ สำหรับสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มปีการผลิต 2561-2562 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการนำเงินไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาด และส่งเสริมการเก็บข้าวแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยได้ตั้งวงเงินสินเชื่อไว้ 12,500 ล้านบาท ซึ่งสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี และรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2561-31 ธันวาคม 2562

“ที่ผ่านมาพบปัญหาที่เคยเผชิญ คือ เกิดการเก็บเกี่ยวข้าวจำนวนมากแล้วนำมาขายพร้อมกัน ทำให้ราคาตกต่ำ โครงการจึงเพิ่มทางเลือกด้วยการตากและนำมาเก็บไว้ จะมีโอกาสรอให้ราคาสูงขึ้น โดยหากเก็บไว้นานกว่า 1 เดือน ยังได้รับค่าฝากเก็บและดูแลรักษาดังกล่าวอีกด้วย สำหรับจังหวัดเชียงรายคาดว่าจะมีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วม จำนวน 12 แห่ง วงเงิน 1,114 ล้านบาท รวมปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 87,600 ตัน ทั้งนี้ ทั้ง 2 มาตรการ คาดว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูเก็บเกี่ยวใหม่นี้ได้และอาจยาวถึงฤดูนาปรังปลายปี 2562 หากว่าราคาข้าวไม่สูงขึ้นจนถึงหลังการเก็บข้าวไว้ของเกษตรกร และทางรัฐบาลคงจะมีมาตรการระบายข้าวต่อไป” นายดุสิต กล่าว

นางวราภรณ์ อิ่มแสงจันทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในแจ้งว่า ได้รับการร้องเรียนจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ว่า ขณะนี้เกษตรกรมีการนำข้าวเปลือกนาปรังมาปลอมปนกับข้าวเปลือกหอมมะลิ เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ราคา และชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิของประเทศไทยจังหวัดอุดรธานี จึงออกประกาศเตือนให้ผู้ค้าข้าว เกษตรกร หรือผู้ที่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการปลอมปนข้าวหอมมะลิ เพื่อนำไปจำหน่ายในจังหวัดอุดรธานี มีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คุณอำนวย พรมนนท์ อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 6 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเป็นอาชีพ จนเรียกง่ายๆ ว่าทำมาตั้งแต่เริ่มแรกก็ว่าได้ จนทำให้อาชีพไม้ดอกไม้ประดับนั้นสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณอำนวย ชายผู้มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพทำเกี่ยวกับไม้ประดับมาเป็นสิบปี โดยในแต่ละช่วงก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของพันธุ์ไม้ที่ปลูกไปตามที่ตลาดต้องการ โดยในช่วงก่อนหน้านั้นจะทำไม้จำพวกโมก ต่อมาเมื่อตลาดค่อยๆ หมดความนิยมลง จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นไม้จำพวกไม้ไทย ที่ลูกค้ามักนิยมนำไปปลูกเพื่อเป็นไม้ร่มเงาภายในบริเวณบ้าน

“สมัยก่อนนี่ทำต้นโมก ช่วงนั้นตลาดดี แต่เสียอย่างเดียวโมกต้องหมั่นตัดแต่ง ต่อมาพอความนิยมเริ่มลดลง ก็เลยเปลี่ยนมาทำเป็นไม้ประดับ เป็นแบบไม้ขุดล้อม ตั้งแต่ขนาดใหญ่ ไปจนถึงขนาดเล็กพอประมาณ ซึ่งพันธุ์ไม้ขุดล้อมที่ปลูกก็จะเป็นพวกกันเกรา แก้วมุกดา จันทน์กะพ้อ และก็บุนนาค เรียกได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ไทยต่างๆ โดยสมัยก่อนก็จะไปหาซื้อพันธุ์จากที่อื่นมาปลูก พอเรามีต้นพันธุ์มากขึ้น เวลานี้ก็ไม่ต้องหาซื้อก็เอาต้นที่สมบูรณ์ มาทำการขยายพันธุ์เอง ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดบ้าง ตอนกิ่งและต่อยอดบ้าง เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนมากขึ้น” คุณอำนวย เล่าถึงที่มา

เมื่อจับทิศทางของการทำไม้ประดับถูกช่องทาง คุณอำนวย บอกว่า กระแสของตลาดก็เริ่มดีจนลูกค้าเข้ามาติดต่ออย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เวลานี้ทำแต่ไม้ขุดล้อมเป็นส่วนใหญ่

ก่อนที่จะได้ไม้สำหรับพร้อมจำหน่ายได้นั้น คุณอำนวย บอกว่า จะทำการขยายพันธุ์เสียก่อน โดยมีขั้นตอนตั้งแต่การเพาะเมล็ดไปจนถึงตอนกิ่งและเสียบยอด โดยจะนำไม้ที่เป็นพันธุ์ดีมาทำการขยายพันธุ์ อย่างเช่น ต้นแม่ที่มีการเจริญเติบโตดีและมีความแข็งแรง ก็จะทำการตอนกิ่งจากต้นแม่นั้น โดยจะไม่ตัดกิ่งทิ้งไปให้เสียประโยชน์ แต่จะเลือกมาทำการตอนเพื่อให้ได้ต้นใหม่เกิดขึ้นมาแทน

“ต้นที่จะตอนกิ่ง เราจะเลือกจากต้นแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดแต่ง แทนที่เราจะตัดทิ้งไปให้เสียของ เราก็เลือกกิ่งที่ดีๆ มาทำการตอน เมื่อกิ่งที่เราตอนมีรากออกมาสมบูรณ์ได้อายุประมาณ 45-60 วัน เสร็จแล้วเราก็จะตัดกิ่งนั้นออกจากต้นแม่ นำมาอนุบาลสักระยะให้มีความแข็งแรง จากนั้นนำมาปลูกลงในดิน ดูแลรดน้ำในช่วงที่เห็นว่าสภาพอากาศแห้งแล้ง พอปลูกไปได้สัก 1 เดือน ก็จะดูเรื่องการใส่ปุ๋ยเพื่อให้ต้นมีความแข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี” คุณอำนวย บอก

การดูแลไม้ที่ปลูกลงดินทั้งหมด จะใช้เวลาดูแลอย่างน้อย 1-2 ปี โดย 1 ปี จะใส่ปุ๋ยประมาณ 3 ครั้ง ซึ่งปุ๋ยที่ใส่ส่วนใหญ่จะเป็นปุ๋ยคอก ผสมกับใส่ปุ๋ยเคมีเข้าไปด้วยเล็กน้อย จากนั้นเมื่อไม้เจริญเติบโตได้ไซซ์ขนาดที่ลูกค้าต้องการ ก็จะทำการขุดล้อมขึ้นมาเพื่อส่งจำหน่ายต่อไป

ในเรื่องของการตลาดนั้น คุณอำนวย บอกว่า ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้มากนัก เพราะเนื่องจากสมัยที่ทำต้นโมกก็จะมีลูกค้าที่มารับซื้อค่อนข้างรู้จักกันดีอยู่แล้ว เมื่อมาทำไม้ขุดล้อมจึงมีสินค้าหลากหลายมากขึ้น จึงทำให้พันธุ์ไม้ภายในสวนเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องกันเลยทีเดียว

“พอไม้ต้นไหนที่เราต้องการจะขาย เราก็จะทำการขุดล้อมให้มีลักษณะเป็นตุ่ม โดยที่ดินจะต้องเกาะอยู่ที่รากด้วย จากนั้นล้อมให้รอบบริเวณ เสร็จแล้วปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือน เสร็จแล้วก็ยกขึ้นมาจากดิน เตรียมส่งขาย โดยอายุของต้นไม้ก็มีตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จนถึง 2 ปีขึ้นไป ราคาขายก็มีตั้งแต่ต้นละหลักร้อยบาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งตอนนี้ที่ลูกค้านิยมก็จะเป็นต้นเกาลัด ไม้ไทยที่มีดอกหอมๆ ตอนนี้จะนิยมค่อนข้างมาก” คุณอำนวย บอกถึงเรื่องการจำหน่ายพันธุ์ไม้

ซึ่งการจำหน่ายไม้ภายในสวนจะมีทั้งราคาปลีกและส่ง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะรับซื้อเพื่อไปจำหน่ายต่อ ทางสวนของคุณอำนวยก็มีบริการจำหน่ายแบบราคาส่ง โดยลูกค้าสามารถติดต่อหาซื้อไม้ที่ต้องการได้ เพราะทางชุมชนมีการรวมกลุ่มเป็นไม้ขุดล้อมแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ โดยสร้างเครือข่ายให้มีความแข็งแรงและมีการก้าวไปพร้อมกันในเรื่องของการผลิตและการทำการตลาดที่ยั่งยืน จึงทำให้ลูกค้าที่สนใจจะซื้อพันธุ์ไม้ไม่ต้องกลัวว่าเข้ามาภายในชุมชนนี้แล้วจะไม่มีไม้ที่ต้องการ เพราะทางกลุ่มประสานการอย่างเป็นทีมจึงทำให้สามารถทำการตลาดที่กว้างและยั่งยืนตามไปอีกด้วย

คุณทศพล สวัสดิสุข นายอำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็นประธานเปิดโครงการความร่วมมือส่งเสริมการปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์คุณภาพจังหวัดพัทลุง ที่กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด บ้านตะโหมด ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง โดยเปิดเผยว่า ข้าวสังข์หยดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟเดอลอง เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งข้าวสังข์หยดออกไปในรูปของผลิตภัณฑ์กาแฟ จะเป็นโอกาสอันสำคัญ ทำให้รู้จักและเข้าถึงผู้บริโภคและทุกคนจะได้เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

คุณอนุชา เพ็ญจำรัส ผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด ร่วมทำโครงการกับ หจก.คชศิลป์ เบเวอร์เรจ โดยจะส่งมอบข้าวสังข์หยดคราวละ 10 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตกาแฟข้าวสังข์หยด

ซึ่งกลุ่มได้ทำนาข้าว จีเอพี ประมาณ 126 ไร่ และทำนาอินทรีย์ ประมาณ 98 ไร่ ภาพรวมมีผลผลิตประมาณ 60 ตัน ต่อปี ราคาที่ทางกลุ่มซื้อกับเกษตรกรทำนาตะโหมด ประมาณ 20,000 บาท ต่อตัน เพื่อเป็นการค้ำราคา

สำหรับข้าวสังข์หยด ของกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด เป็นพื้นที่นาข้าว ที่ท่ามกลางต้นน้ำของเทือกเขาบรรทัดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ที่มีต้นน้ำอุดมสมบูรณ์คุณภาพ และบริเวณพื้นที่ปราศจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผลให้ได้ข้าวสังข์หยดที่มีคุณภาพ และยังสามารถลดต้นทุนการผลิตค่าปุ๋ยไปได้ประมาณถึง 50 เปอร์เซ็นต์

คุณสุริยันต์ อินทรพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์ไทย เขต 9 กล่าวว่า ไปรษณีย์ ทั้ง 1,200 แห่งทั่วประเทศ ได้ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรเพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้า สำหรับสินค้าของเกษตรกรได้ขยายตัวเติบโตไปในทิศทางที่ดี ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ

“ผู้ประสงค์ที่จะให้ไปรษณีย์ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้า สามารถติดต่อประสานงานไปยังไปรษณีย์จังหวัดได้” คุณสุริยันต์ กล่าวคุณชัยยงค์ คชพันธ์ ผจก.คชศิลป์ เบเวอร์เรจ ผู้แปรรูปผลิตกาแฟเดอลองข้าวสังข์หยด กล่าวว่า กว่า 3 ปี ที่แปรรูปผลิตกาแฟเดอลองจากข้าวสังข์หยด ได้รับการตอบรับที่ดีตลาดขยายตัวเติบโตขึ้นทุกปี และมีความเป็นสากลมาก เพราะข้าวสังข์หยดเป็นข้าวทางเลือกอันดับ 1 ของไทย และมีคุณค่าทางด้านอาหาร และปี 2559 ที่ผ่านมา เราใช้ข้าวสังข์หยดสำหรับผลิตกาแฟมากถึง 15 ตัน

คุณนันทวัน โตอินทร์ หรือ ครูไก่ เจ้าของสวนแม่หม่อน ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อดีตแม่พิมพ์ของชาติ ลาออกจากราชการก่อนครบอายุ ผันตัวทำงานเกษตรที่ตนเองรัก บนพื้นที่มรดกคุณพ่อทิ้งไว้ให้ที่อำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 13 ไร่ ครูไก่ เล่าว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการได้มีการคิดวางแผนมาก่อนแล้วว่า หากลาออกจากราชการจะทำอะไรดี จึงได้ศึกษาหาความรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ให้ได้มากที่สุด มองดูรอบๆ พื้นที่แล้วน่าจะเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อของ “ลูกหม่อน” เพราะพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวมีอากาศเย็น และมีแดดส่องทั่วถึง จึงเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่

นอกเหนือจากพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว มัลเบอร์รี่ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และวิตามินสูง ปลูกง่าย โตเร็ว อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลากหลาย ทั้งขายผลสด แปรรูปเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ แยม อบแห้ง กวน ครูไก่ บอกว่า โชคดีที่ตนเป็นครูมาก่อน จึงมีนิสัยที่ชอบค้นคว้าหาความรู้ มีมุมมองที่หลากหลาย คิดในระยะยาวหากทำอะไรที่เหมือนคนอื่น อีกไม่นานสินค้าอาจล้นตลาด จะลำบาก จึงหาวิธีแปรรูป และทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักเที่ยวที่เยี่ยมชมสวน เด็ดลูกหม่อนกินผลสดได้ตลอดทั้งปี ปลอดสารพิษแน่นอน วิธีนี้ถือว่าได้ใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

มัลเบอร์รี่ ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ต้องใช้สารเคมี

ครูไก่ บอกว่า ตอนแรกจะปลูกเล่นๆ ไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรนัก ปลูกเพียงให้ได้ขายหลังจากเกษียณ เพราะโดยพื้นฐานเดิมเป็นคนรักสุขภาพ เห็นว่ามัลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง ปลูกง่าย ไม่ต้องฉีดยา แต่ทำไปทำมาผลผลิตเริ่มออกเยอะ และได้ผลดี หลังจากนั้นจึงมีความคิดที่จะขยายพื้นที่ปลูกและเริ่มทำเต็มรูปแบบ เมื่อปี 2557 ปลูกทั้งหมด 13 ไร่ แบ่งปลูก 2 พันธุ์ แปลงแรก จำนวน 8 ไร่ ปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 60 อีก 5 ไร่ แบ่งปลูกพันธุ์ดำออสตุรกีเป็นพันธุ์ของต่างประเทศ เพื่อสร้างความหลากหลาย ในส่วนของพันธุ์ดำออสตุรกี ตอนนี้ยังผลิตไม่พอขาย

ข้อดีของพันธุ์เชียงใหม่ 60 เหมาะกับทุกสภาพพื้นที่ทั่วประเทศ เพียงแต่มีข้อดี ข้อด้อย ต่างกัน ถ้าปลูกที่อำเภอวังน้ำเขียวเป็นพื้นที่อากาศเย็น เพราะฉะนั้นผลจะหวาน กรอบ ลูกแข็ง โดยธรรมชาติ

ปลูกมัลเบอร์รี่แบบอุโมงค์ ดูแลจัดการง่าย ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

ที่สวนแม่หม่อน ใช้วิธีการปลูกแบบแบ่งโซน มีการจัดกิ่งให้โน้มเข้าหากันคล้ายอุโมงค์ เพื่อง่ายต่อการดูแลเก็บเกี่ยวผลผลิต และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม เก็บผลสดถ่ายรูปได้ตลอดทั้งปี วิธีการไม่ยาก แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน ถ้าปลูกที่บ้าน ให้ปลูกแค่ 4 ต้น สมมุติว่า ที่สวนมี 400 ต้น ให้แบ่งปลูกเป็นโซน โซนละ 100 ต้น

100 ต้นแรก ให้ตัดแต่งกิ่งและยอด เอาใบออก แล้วจับกางออกให้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง แล้วนับตั้งแต่วันตัดแต่งกิ่ง 50 วัน จะเริ่มเก็บลูกได้ ระยะเวลาในการเก็บลูก 20 วัน ถึง 1 เดือน ลูกจะหมด เพราะฉะนั้น 100 ต้นแรก แต่ง วันที่ 1 ของเดือนมกราคม เว้นไว้ 1 เดือน วันที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ มาแต่งอีกโซน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 4 โซน พอครบก็จะกลับมาโซนที่ 1 ใหม่ 1 ต้น 1 ปี จะตัดได้ 3 ครั้ง ด้วยวิธีนี้มัลเบอร์รี่ที่นี่จึงไม่ขาดลูกเลยตลอดทั้งปี

ระยะห่างระหว่างแถว 4×4 เมตร ต้นโตดี ให้ผลผลิตดก

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนให้เจ้าของรู้ เริ่มต้นเคยปลูกห่างกันแค่ 2 เมตร ผ่านมา 1 ปี ต้นโตชนกัน พอชนเรามาคิดละว่า ทำไงดี จึงใช้วิธีขุดล้อมยกทั้งเบ้าไปปลูกที่อื่น หลังจากนั้น จึงค้นพบว่า ระยะห่างที่เหมาะสมคือ 4×4 เมตร เพื่อให้กิ่งแผ่รับแสงแดดได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ทำงานสะดวก เก็บผลง่ายเวลาเดินเก็บไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง” ครูไก่ บอก

ระบบน้ำ เนื่องจากอำเภอวังน้ำเขียว เป็นอำเภอที่มีหมอกหนา น้ำค้างเยอะ ที่สวนจึงใช้สปริงเกลอร์สูง รดจากด้านบนลงมา ตั้งแต่ตี 5 ข้อดีคือ ชุ่มชื้น ล้างใบป้องกันโรคได้ดี แต่ข้อเสียของสปริงเกลอร์คือ เปลืองน้ำ หญ้าขึ้นเยอะ

ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย

เจ้าของบอกว่า ให้นับตั้งแต่วันที่เก็บลูกรุ่นแรกหมด พักไว้แล้วใส่ปุ๋ยคอก รดน้ำ พักทิ้งไว้ให้ต้นเก็บอาหารอย่างน้อย 2 เดือน แล้วตัดใหม่ ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ตามสูตรของวิศวกรรมแม่โจ้ ลงสม่ำเสมอ เยอะไม่เป็นไร จะเป็นมูลอะไรก็ได้ ที่นี่จะใช้มูลวัว เพราะโดยแวดล้อมเกษตรกรเลี้ยงวัวเยอะ ถ้าที่อื่นมีฟาร์มหมูหรือฟาร์มไก่ ก็ใช้ได้เช่นกัน

ศัตรูพืชน้อย ป้องกันและกำจัดโรคแมลงไม่ยาก

ที่สวนแม่หม่อน จะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลง เพียงแค่ปรับวิธีคิดใหม่ ขยันมากขึ้น ถึงเวลาตัดแต่งกิ่ง เมื่อทำเสร็จจะเก็บไปทำปุ๋ยทันที จะไม่กองทิ้งไว้ในแปลง เพราะหัวใจหลักของการป้องกันโรคแมลงคือ ความสะอาด คือ 1. เมื่อตัดกิ่งและใบ อย่าทิ้งไว้ ให้นำไปทิ้งหรือทำปุ๋ย เพราะการที่กองกิ่งและใบไว้ถือว่าเป็นการสะสมโรคแมลง

ตัดหญ้าให้เตียน เพื่อไม่ให้แมลงหวี่ขาวมารุม
ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาที่ป้องกันเชื้อรา
ปุ๋ยหมักคุณภาพ สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ประหยัดต้นทุนได้เยอะ

ปุ๋ยหมักที่นี่ทำไม่ยาก ใช้สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ค้นหาตามอินเตอร์เน็ตได้เลย ทำง่าย นำใบและกิ่งที่ตัดทิ้งมาเข้าเครื่องย่อย ให้ได้ 1 กอง ตั้งกองสามเหลี่ยมขึ้นสลับกับมูลวัวเป็นชั้น ที่ตั้งเป็นสามเหลี่ยมเพราะน้ำจะไม่เข้าไปข้างใน สามารถทำกลางแจ้งได้ ไม่ต้องกลับกอง 10 วันแรก รดน้ำทุกวัน หลังจากนั้น เอาไม้แหลมเจาะรูทั่วกอง ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร เจาะแล้วเอาน้ำกรอกเข้าไป กรอกเสร็จให้ปิดรู เพื่อให้มีความชื้นอยู่ข้างใน 3 เดือน ใช้ได้ ถือว่าเป็นการประหยัดต้นทุน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ผลผลิตดก 75 กิโลกรัม ต่อต้น

ผลผลิตออกตลอดทั้งปี 1 ต้น ใน 1 รุ่น ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม ต่อต้น 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ 3 ครั้ง ใน 3 รุ่น ได้ผลผลิต 75 กิโลกรัม ต่อต้น

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น

ผลหม่อนส่วนใหญ่แล้วลูกดำจะหวาน แต่บางคนก็ชอบแดง จะมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ทางสวนเปิดให้เดินเก็บเอง ส่วนที่ชิมไม่คิดเงิน แต่จะมีตะกร้าให้เดินเก็บ ตะกร้าละ 50 บาท ถ้าเบื่อแล้วเก็บไม่เต็ม เจ้าของจะเติมให้เต็ม

แปรรูปผลผลิต สร้างมูลค่า

“ผลสดถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวมาสิ่งแรกที่เขานึกถึงเขาจะขอชิมผลสดก่อน เราจึงมีการเก็บผลสดใส่ถาดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวชิม ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด เพราะเราเปิดพัดลมตัวเล็กไว้พัดไล่แมลงหวี่ตลอดเวลา นอกเหนือจากผลสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลสดมีให้เดินเก็บจากต้น น้ำมัลเบอร์รี่ แยม มัลเบอร์รี่อบแห้ง มัลเบอร์รี่กวน รับประกันเลยว่าต้องโดนใจผู้ที่ไม่รับประทานหวาน เพราะผู้เขียนได้มีโอกาสชิมทั้งหมดแล้ว แต่วันนี้ครูไก่จะมาแนะนำวิธีการทำน้ำมัลเบอร์รี่ให้ผู้อ่านทางบ้าน ที่ปลูกมัลเบอร์รี่ไว้เพื่อกินผลสด ลองหันมาทำน้ำดื่มกันดูบ้าง สำหรับมือใหม่ไม่ต้องทำใส่ขวดแก้ว ให้ใส่ขวดพลาสติกก่อน สาเหตุที่สวนใส่ขวดแก้วเพราะสวนเราอยู่ไกลนักท่องเที่ยว มาแล้วต้องเดินทางกลับ จึงทำใส่ขวดแก้วเพื่อให้เก็บได้นาน เพราะเราไม่ใส่สารกันบูด” เจ้าของบอก

วิธีทำ

เก็บผลมัลเบอร์รี่ล้างให้สะอาด
ปั่นผสมน้ำนิดหน่อยเพื่อให้ปั่นง่าย
ใช้ผ้าขาวบางคั้นกรองกากออก
เมื่อได้น้ำออกมา ตั้งใส่หม้อสแตนเลสเติมน้ำนิดหน่อย ตั้งให้เดือด ประมาณ 15-20 นาที ช้อนฟองออกให้หมด ในขณะที่ต้มน้ำก่อนเดือดให้เอาขวดกับฝานึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ เวลานึ่งให้คว่ำขวด คว่ำฝา พอตรงนี้ได้แล้ว ต้องกรอกในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่ร้อน พื้นที่ต้องสะอาด ปิดฝา เพียงเท่านี้ วิธีนี้สามารถเก็บได้นานเป็นปี แต่ตามธรรมชาติยิ่งเก็บไว้นานสารอาหารยิ่งลดลง เราจึงเขียนวันหมดอายุให้ไม่เกิน 4 เดือน เราจะใช้วิธีทำไปขายไป ไม่ให้เหลือค้างไว้นาน น้ำมัลเบอร์รี่ที่นี่ไม่ใส่เกลือ เพราะเคยใส่แล้วค้นพบว่า ทิ้งไว้ 1 เดือน น้ำเค็ม