ปกติเสาวรสจะออกดอกช่วง 6-7 เดือน แต่ที่ไร่ลุงแกรก

พอเดือนที่ 5 ก็เริ่มออกดอกแล้ว เพราะบำรุงดินใส่ปุ๋ยอย่างดี อีก 1 เดือน เก็บลูกได้เลย ซึ่งในการดูแลนั้น พอเริ่มปลูกได้ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ใส่อีเอ็มและขี้ไก่แกลบ ถ้ามีทุนก็ใช้สปริงเกลอร์ให้น้ำ แต่ที่ไร่ลุงแกรกใช้อุปกรณ์เก่าๆ มาดัดแปลงทำเป็นสปริงเกลอร์ พอปลูกไปได้ 15 วัน ก็ใช้ขี้ไก่แกลบ และใช้น้ำอีเอ็มราดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำให้ดินร่วนซุย พอครบ 1 เดือน ก็เติมขี้ไก่แกลบและน้ำอีเอ็มอีกรอบ และเติมอีเอ็มใส่ทุกสัปดาห์

ช่วงแรกต้องรดน้ำทุกวัน แต่ถ้าฝนตกชุกทั้งสัปดาห์ก็ไม่ต้องรด อย่างไรก็ตาม พอเข้าหน้าฝน หากฝนตกเยอะก็มีปัญหาเพราะฟ้าครึ้มทั้งวัน ไม่มีแสงแดด ใบไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ อยู่ในที่ร่มเกินไป จะมีแต่ใบ ไม่มีลูก หรือถ้ามีลูกก็ไม่โต

วิธีป้องกันและกำจัดโรค-แมลง

ในการปลูกเสาวรสแบบอินทรีย์แน่นอนว่าจะต้องมีโรคมีหนอนมีแมลงมากวนใจ ผู้กองแกรก ระบุว่า มีปัญหาเรื่องโรค คือเป็นโรคหนองไชโคน มีหนอนมาเจาะต้น ตอนต้นโต ประมาณ 5 เดือน จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยการใช้น้ำยาเส้นฉีดพ่น รวมทั้งยัดใส่ตรงที่หนอนเจาะทำให้หนอนตายอยู่ในต้นเลย แต่ปัญหานี้ยังไม่หนักเท่าไหร่ ที่สาหัสกว่าคือ แมลงวันทองที่จะมาดูดน้ำตอนที่เป็นลูกเล็กๆ จนทำให้ลูกลีบ จึงแก้ปัญหาด้วยการไปซื้อฮอร์โมนดักแมลงมาใส่ในขวดพลาสติก แล้วนำไปแขวนไว้ตามจุดต่างๆ แมลงวันทองจะเข้ามาในขวดและออกไม่ได้

ผู้กองแกรก บอกว่า หากเปรียบเทียบรสชาติเสาวรสที่ไร่กับของโครงการหลวง ไม่แตกต่างกันมาก เพราะลูกสีเหลืองถ้าเก็บจากต้นแล้วทิ้งไว้ 3-5 วัน จะออกหวาน แต่คนมักนิยมเสาวรสสีม่วงมากกว่า เพราะมีรสชาติหวาน ที่ไร่เองนอกจากจะมีเสาวรสสีเหลือง–สีม่วงแล้ว ก็มีเสาวรสที่ออกสีชมพูด้วย เนื่องจากแมลงภู่-ผึ้ง ผสมข้ามต้นระหว่างสีเหลืองกับสีม่วง แต่ถ้าพูดถึงขนาดเสาวรสของโครงการหลวงลูกจะใหญ่กว่า

พร้อมกันนี้ผู้กองแกรกให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากปลูกเสาวรส สิ่งสำคัญคือ

ต้องดูในพื้นที่ก่อนว่ามีตลาดรองรับหรือไม่ อย่างที่ไร่จะมีบรรดาแม่ค้าที่ขายอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวให้นำผลผลิตไปฝากขาย แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยไปเก็บเงิน
ต้องดูว่าพื้นที่ที่จะปลูกมีแหล่งน้ำเพียงพอไหม
ดินพร้อมจะปลูกไหม ถ้าดินมีปัญหาก็ให้ไปปรึกษาสำนักงานพัฒนาที่ดินในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีหมอดินอาสา และจะไปตรวจสอบที่ดินก่อนว่ามีสภาพอย่างไร ส่วนใหญ่จะแนะนำให้เติมโดโลไมท์เพื่อปรับสภาพดิน
สนใจ อยากปรึกษาหารือเรื่องการปลูกเสาวรสแบบเกษตรอินทรีย์จากผู้กองแกรก หรือจะติดต่อซื้อผลผลิตจากไร่นี้ ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. (086) 941-6910

นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 6 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2561 เกี่ยวกับ “พายุดีเปรสชัน” ว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (21 ต.ค. 61) พายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวไทย ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วเมื่อเวลา 22.00 ของวันที่ 20 ต.ค. และได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ โดยจะได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในช่วงวันที่ 21-22 ตุลาคม 2561
ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และตาก

ภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 21-22 ตุลาคม 2561

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลบนเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายวิชัย ศรีนวกุล ประธานชมรมโรงสีข้าวภาคอีสาน และกรรมการผู้จัดการบริษัท โรงสีข้าวเจริญผล จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะมีความชัดเจนว่าผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะได้รับความเสียหายจากภาวแล้งที่ผ่านมาหรือไม่ และติดตามว่ามีพื้นที่ใดบ้างไม่มีฝนและขาดแคลนน้ำเพาะปลูกอย่างหนัก ซึ่งที่ผ่านมา หลายพื้นที่ทำนาในทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และมหาสารคาม รวมถึงพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอื่นๆ เจอภาวะแล้ง ก็จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิในฤดูการผลิตปี 2561/62 ที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมนี้

“เมื่อครั้งสำรวจเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ทำนาข้าวหอมมะลิ เจอภัยแล้งขาดแคลนน้ำเพาะปลูก เบื้องต้นประเมินว่าผลผลิตปีนี้อาจลดลงกว่า 20% หากสัปดาห์นี้ไม่มีฝนและเข้าฤดูหนาว จะสร้างความเสียหายให้ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ผลผลิตต่ำกว่า 7 ล้านตันข้าวเปลือก จากปกติผลผลิตจะเกิน 7-8 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ก็จะเป็นผลดีต่อราคาข้าวเปลือกหอมมะลิสูงกว่าปีก่อน ไม่ต่ำกว่าตันละ 15,000 บาท ดีกว่าปีก่อนเคยลงถึง 13,000-14,000 บาท ก่อนปลายฤดูกาลผลิตขยับเกิน 17,000 บาท ส่วนตัวเลขจริงจะเป็นอย่างไร ต้องลุ้นฝนทิ้งท้ายก่อนเข้าหนาวในสัปดาห์นี้ ” นายวิชัยกล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตปี 2561/62 ว่าได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และผลผลิตแท้จริงอย่างไร เพื่อนำมาประมวลกับแผนการผลักดันการส่งออกข้าวใหม่ ที่ตลาดนำเข้ากำลังเป็นที่ต้องการเพื่อสต็อกไว้ขายช่วงเทศกาลปีใหม่ถึงตรุษจีนปี 2562 โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งปี 2562 ตั้งเป้าผลักดันส่งออกข้าวทุกชนิดรวม 10 ล้านตัน

ภญ. สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ในฐานะที่ทำงานด้านสมุนไพรและแพทย์แผนไทย แม้จะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ แต่หลังจากนี้เครือข่ายจะหาทีมและผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยกัน โดยนำงานศึกษาวิจัยของต่างประเทศมาศึกษาเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการนำกัญชามาใช้อย่างไรบ้าง รวมถึงวิธีการควบคุมและจัดการ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ การออกใบรับรองหน่วยงาน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุม มองว่าประเทศไทยต้องมีระบบจัดการที่ดี มีงานวิจัยที่สามารถนำมาต่อยอดได้ และทิศทางการจัดวางผลผลิต ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลังร่วมกัน โดยเฉพาะการพัฒนาเพื่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง หากนำมาสู่การผลิตและมุ่งเป้าผลิต จะช่วยลดภาระการนำเข้ายาเกี่ยวกับการรักษามะเร็งจากต่างประเทศ ได้ถึง 3-4 หมื่นล้านบาท

“ส่วนสถานการณ์การรอคอยของผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันการใช้โด๊สรักษายังไม่มีความแน่นอน แต่การวิจัยในการนำกัญชามารักษามะเร็งให้มีข้อมูลชัดเจน จะเป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยได้ รวมถึงเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถนำมารักษาได้ ขณะนี้มีการนำน้ำมันกัญชามาใช้รักษาแล้ว แต่ได้ผลและไม่ได้ผลบ้าง เพราะไม่ได้เปิดทางให้ใช้กันจริงจัง ส่วนแนวโน้มผู้ป่วยมะเร็งหันมารักษาการแพทย์ทางเลือกนั้น ต้องยอมรับว่าทางเลือกการรักษาถูกค้นหามาตลอด แต่ปัจจุบันก็มีหลายทางเลือก อดีตผู้ป่วยมะเร็งหันมากินยาหม้อสมุนไพรกันนั้น เพราะมะเร็งไม่ได้กำหนดอยู่ในระบบประกันสุขภาพ กลายเป็นปัญหาสะสมของไทยและต้องหาทางพึ่งตัวเองเรื่องยารักษามะเร็ง” ภญ. สุภาภรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ภญ. สุภาภรณ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ ได้แก่ มิติทางด้านชุมชน อยากให้ชุมชนได้ประโยชน์ และการแพทย์ไทยได้ประโยชน์ต่อยอดสู่การแพทย์สมัยใหม่ ตลอดจนมิติการสร้างรายได้ หากมองไปไกลกว่านั้น แน่นอนว่า 1.ต้นทุนการผลิตจะถูกกว่าประเทศทั่วโลก เพราะไทยมีแสงเพียงพอต่อการเพาะปลูก ไม่ต้องสร้างแสงขึ้นเองเหมือนต่างประเทศ ซึ่งไทยสามารถขยายสายพันธุ์เองได้ และ 2. ยาแก้ปวด ยานอนหลับ บางตำรับพบกัญชาเป็นยา กัญชาเป็นยานอนหลับพื้นบ้านของคนไทย หากปลดล็อกได้เฉพาะยานอนหลับและนำมาสู่การทดแทน ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว แต่ต้องต่อยอดมากกว่านั้น โดยต้องขึ้นทะเบียน มีระบบจัดการและควบคุมได้ นำร่องโรงพยาบาลรัฐก่อน

ภญ. สุภาภรณ์ กล่าวว่า การปลดล็อกต้องนำมาใช้ทางการแพทย์ได้หลายทาง ทั้งการแพทย์แผนไทยดั้งเดิมและการวิจัยในการแพทย์สมัยใหม่ โดยทางเครือข่ายเฝ้าดูด้วยความหวัง ว่าสักวันประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตัวเองเรื่องยาได้ และผู้ป่วยไม่ต้องสิ้นหวังอีกต่อไป โดยกัญชาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ เครือข่ายจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดเส้นทางของกัญชา โดยในเร็วๆ นี้ จะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ สธ.ด้วย

จ.ตรัง นายเสน่ห์ ทองศักดิ์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ไม้ยางพาราจังหวัดตรัง และผู้ประกอบการโรงงานไม้ยางพารา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โรงงานไม้ยางพาราได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังจากที่โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ในประเทศลดกำลังการผลิตและรับซื้อไม้ยางพาราแปรรูปลดลง หรืองดรับซื้อไม้ยางพารา เนื่องจากประเทศจีนกำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่สหรัฐปรับภาษีนำเข้าจากจีนสูง ทำให้จีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐลำบาก จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานไม้ยางในประเทศไทยและในจังหวัดตรัง

นายเสน่ห์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจไม้ยางพาราตรังมีการประชุมหาแนวทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีข้อสรุปโดยให้ชะลอการส่งออกไม้ยางไปประเทศจีน และตั้งราคากลางไว้ เพื่อให้ทุกโรงงานจำหน่ายไม้ยางพาราตามมติที่ประชุมกำหนด เพื่อไม่ให้ถูกกดราคาจากนายทุนของจีน ตั้งแต่เดือนกันยายน ทางโรงงานประสบปัญหาชาดทุน 20-30 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน 20 ล้านบาท การแก้ปัญหาปรับลดคนงานแรงงานต่างชาติสัญชาติพม่า โรงงานต่างๆ เริ่มส่งแรงงานต่างชาติกลับประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง

“สำหรับไม้ยางพาราของประเทศไทย เป็นไม้ยางพาราที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งผู้ประกอบการไม้ยางพาราต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ถูกเอาเปรียบ รัฐบาลควรส่งเสริมคนในประเทศให้มีการลงทุนเพิ่มมากกว่า ที่่จะสนับสนุนนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน” นายเสน่ห์ กล่าว

พ.ต.ต.สุชิน วัดจะโป๊ะ สวป.สภ.เมืองบุรีรัมย์ รับแจ้งมีคนจมน้ำ พร้อมรถไถเดินตาม รุดไปที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรม พร้อมนักประดาน้ำ ที่เกิดเหตุเป็นคลองน้ำ บริเวณสะพาน ก่อนถึงแยกกระสัง ตั้งอยู่เขตบ้านปรุ ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์

พบชาวบ้านกำลังมุงดูที่เกิดเหตุจำนวนมาก ต่อมานักประดาน้ำกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมลงงมหาร่างผู้เสียชีวิต ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตโดนรถไถนาเดินตามทับจมน้ำอยู่ จึงนำผู้เสียชีวิตขึ้นจากคลอง ทราบต่อมาผู้เสียชีวิต ชื่อ นายหอม ปัญญารัมย์ อายุ 63 ปี มีรอยบาดแผลที่บริเวณคิ้วขวาเป็นแผลลึก

สอบถาม นายจงรักษ์ ประโลมรัมย์ อายุ 35 ปี เล่าว่า กลางคืนที่ผ่านมา ตนเองและผู้ตายพร้อมพวกอีก 4-5 คน มาสูบน้ำบริเวณดังกล่าว เพื่อสูบน้ำเข้านา ก่อนให้ผู้เสียชีวิตนอนเฝ้ารถไถนา พอตอนเช้าจึงพากันมาที่คลองอีกครั้ง เพื่อเก็บรถไถนา พวกตนกับผู้เสียชีวิตกำลังลงไปเอารถไถนา ตนเตือนให้ถอยห่างให้ระวัง

ขณะขับขึ้นรถเกิดตะแคง แต่รถไถนายังไม่ตก ขณะนั้นนายหอมผู้เสียชีวิตลื่นตกลงไปในน้ำ ก่อนที่รถไถนาตกลงไปตาม ทับนายหอมจมต่อหน้าต่อตา ตนรีบลงงมไปหาร่างนายหอม แต่เนื่องด้วยน้ำลึกจึงไม่สามารถช่วยได้ทัน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ในเวลาต่อมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างจรรยาธรรม นำร่างผู้เสียชีวิตไปที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เพื่อชันสูตรตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งนางสำราญ ยะประดิษฐ์ อายุ 61 ปี ชาว อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ว่าพบ กุ้งแม่น้ำ ปลา ขนาดใหญ่ ลอยหัว-เกยตลิ่งขึ้นมาหาออกซิเจน และมีชาวบ้านจำนวนมากใช้อุปกรณ์คอยจับสัตว์น้ำที่โผล่ขึ้นน้ำ บริเวณหลังประตูปิด-เปิดน้ำบางพลวง ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

จึงลงพื้นที่ตรวจสอบตัดจากถนนสายปราจีนบุรี-บ้านสร้าง เลยจากบ้านพักหมอแสง หรือนายแสงชัย แหเลิศตระกูล แพทย์แผนไทยที่แจกสมุนไพรฟรีรักษาโรคมะเร็งมาประมาณ 100 เมตรเศษ พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ยังคงหางมกุ้งแม่น้ำ-ปลาตามตลิ่ง บางคนใช้แหหว่าน, บางคนเดินหาตามชายตลิ่ง หรือบางคนใช้ยอยกดัก

นางสำราญ กล่าวว่า “น้ำในคลองชลประทานบางพลวงมีกลิ่นเน่าเหม็น พบน้ำมีสีขุ่นข้น ด้านบนมีคราบเป็นฝ้าแขวนลอยและเป็นฟองมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว และช่วงในวันที่ 20 ต.ค. มีฝนตกหนักชะล้างน้ำเน่าจากตอซังฟางข้าวลงมาผสมกับน้ำที่เสียเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากหลังจากน้ำท่วมไม่ได้เปิดระบายน้ำเลย

พบในช่วงเช้าตรู่ว่า กุ้งแม่น้ำ และปลาชนิดต่างๆ ทั้งปลาน้ำลึก ปลาผิวน้ำ ได้ลอยหัวขึ้นมาหาออกซิเจนเต็มแม่น้ำ โดยมาเกยตลิ่ง ชาวบ้านจำนวนมากต่างมาจับนำไปประกอบอาหารกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกจับเฉพาะกุ้งแม่น้ำที่ชุกชุมได้กันคนละนับ 10 ก.ก.ขึ้นไป” นางสำราญ กล่าว

ด้านนายชัยวรรณ นิยม นายอำเภอบ้านสร้าง กล่าวว่า “ได้รับแจ้งจากกรมเจ้าท่าว่า น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี หลังจากน้ำลดระดับสู่ภาวะปกติแล้ว ระดับค่าออกซิเจนที่ละลายในแม่น้ำมีน้อย ส่วนปัญหากุ้ง-ปลา ในธรรมชาติลอยหัว-เกยตลิ่ง จะเร่งตรวจสอบในพื้นที่ต่างๆ และจุดเกิดเหตุเพื่อเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนต่อไป

คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์ เกษสกุล ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 57/1 หมู่3 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

แต่เดิมคุณสหรัฐ ทำงานอยู่ที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ลาออก มาทำอาชีพค้าขายยางพารา จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นค้าขายมะละกอโดยซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท ระหว่างที่ซื้อมะละกอไปขายนั้น คุณสหรัฐพบว่า เกษตรกรมักประสบปัญหามีโรคระบาดในแปลง ผลผลิตมีน้อย บางช่วงของไม่พอส่ง เพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่อง เขาจึงลงมือปลูกมะละกอเองส่วนหนึ่ง โดยการเช่าที่ปลูก เมื่อปลูกไปได้สักพัก ราว 2-3 ปี ก็ย้ายที่ปลูก ทั้งนี้เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลงนั่นเอง

ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงปัจจุบัน ย้ายมาหลายแปลงแล้ว พื้นที่จะหมุนเวียนอยู่ระหว่างจันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว แปลงปลูกมะละกอของคุณสหรัฐ มีพื้นที่ระหว่าง 20-30 ไร่

สายพันธุ์มะละกอที่ปลูกคือพันธุ์”แขกดำหนองแหวน” เป็นพันธุ์ที่เก็บเป็นมะละกอดิบได้ แต่ทางคุณสหรัฐและภรรยา เก็บสุกอย่างเดียว เนื่องจากได้น้ำหนักและราคาเพิ่มขึ้น

คุณสหรัฐและภรรยาแนะนำการปลูกว่า ใช้ระยะระหว่างต้น 2.5 คูณ 2.5 เมตร ปลูกไปราว 7 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ มะละกอต้นหนึ่งให้ผลผลิตราว 100 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อระยะการเก็บเกี่ยว คือปีเศษๆ

สำหรับการดูแลรักษา ได้รับคำแนะนำว่า ปลูกมะละกอเป็นการค้า ขาดน้ำไม่ได้ เขาจึงให้น้ำโดยสูบขึ้นมาจากแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว น้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงแล้ง หากขาดน้ำ มะละกอจะให้ผลผลิตน้อย ผลผลิตขาดช่วง หรือไม่ให้ผลผลิตเลย

ปุ๋ย เขาใส่ปุ๋ยคอก เป็นขี้ไก่

สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ใส่ให้ 15 วันครั้งหนึ่ง แต่ละครั้งจำนวนครึ่งกิโลกรัม ดังนั้นปุ๋ยที่ใส่ให้เดือนหนึ่งต้อง 1 กิโลกรัม ต่อต้น ที่แนะนำมานี้ หมายถึงต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ต้นที่ปลูกใหม่ อายุ 3-4 เดือน จำนวนปุ๋ยที่ใส่ให้น้อย

สูตรปุ๋ยที่ใส่ให้คือ 15-15-15 เป็นหลัก เมื่อเห็นว่าดอกน้อย ต้นมะละกอยืดก็ใส่สูตร 8-24-24 ให้

ศัตรูของมะละกอที่พบ ในแขตในชุกอย่างจันทบุรี คือโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแอนแทรกโนส ป้องกันและกำจัดได้โดยใช้พันธุ์ที่มีความต้านทาน เจ้าแขกดำหนองแหวนต้านทานได้
แต่โรคที่เอาไม่อยู่ คือโรคใบด่างวงแหวน หากพบต้องตัดทำลายทิ้ง ถ้าระบาดทั้งแปลงก็ต้องย้ายแปลงปลูก โรคใบด่างวงแหวน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มะละกอมีผลผลิตน้อยลง แล้วก็ต้องย้ายที่ปลูกอยู่เป็นประจำ

เรื่องของการจำหน่าย ยามใดที่ผลผลิตมีไม่มาก คุณสหรัฐนำมะละกอไปส่งตลาด 3 วันครั้งหนึ่ง แต่หากมีมาก ทั้งสวนตัวเองและลูกสวน ต้องส่งทุกวัน ซึ่งต้องใช้รถ 2 คัน มีที่ต้องจ้างรถคนอื่นเพิ่ม

งานเก็บมะละกอ จะเริ่มตั้งแต่เช้า พอบ่ายก็ลำเลียงใส่รถปิกอัพ ที่บรรทุกได้มากกว่า 2 ตัน ราว 4 โมงเย็น คุณสหรัฐก็ออกเดินทางจากจันทบุรี ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไทราว 2 ทุ่ม ขายมะละกอเสร็จก็กลับบ้าน ถึงบ้านก่อนสว่างนิดๆ ชีวิตคนปลูกและขายมะละกอจะเป็นอยู่อย่างนี้

ได้รับคำแนะนำว่า มะละกอสุก ราคาแพงช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เพราะของมีน้อย ครั้นเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ราคามะละกอก็จะถูกลง เนื่องจากมะละกอที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปได้รับน้ำฝนดี

ดังนั้น หากจะให้มีมะละกอเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม ต้องปลูกช่วงปลายปี แต่ข้อสำคัญต้องมีน้ำให้

ทุกวันนี้ คุณสหรัฐมีลูกสวนอยู่ 4-5 ราย พื้นที่ปลูกมากกว่า 100 ไร่

คุณสหรัฐบอกว่า งานค้าขายมะละกอ ถึงแม้จะต้องเดินทาง แต่ก็คุ้มค่า

ส่วนการทำสวน ค่อนข้างเหนื่อย เพราะมีปัญหาให้แก้ไขมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศัตรูพืชระบาด หรือภัยธรรมชาติ

ผู้ที่อยากปลูกมะละกอ คุณสหรัฐและคุณเจษฏาภรณ์บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา โดยติดต่อได้ตามที่อยู่ หรือ โทร.087-074-8739 และ 087-134-0345 จากปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ คุณสอาด คำทราย จำต้องเกษียณตัวเองออกราชการก่อนกำหนด ทั้งๆ ที่ใจยังรักอยากจะทำงานต่อ แต่เพราะกลัวความเครียดจากการทำงานที่เพิ่มขึ้นตามภาระงานที่ได้รับ ซึ่งเป็นสาเหตุเร่งเร้าทำให้สุขภาพทรุดโทรม จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากอดีตเจ้าพนักงานการเกษตร อำลาหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้แก่เกษตรกรมา 31 ปี

คุณสอาด คำทราย อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 6 บ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สัมผัสชีวิตเกษตรมาโดยตลอด เมื่อเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมลำปาง (ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง) ปี พ.ศ. 2520 ในระดับ ปวช. และ ปวส. จบปี พ.ศ. 2524 (ต่อมาจบปริญญาตรี วท.บ. เทคโนโลยีการเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปี พ.ศ. 2535) ในปี พ.ศ. 2524 ได้บรรจุเป็นเจ้าพนักงานการเกษตรที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ และย้ายมาอยู่จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ.ศ. 2531

ระหว่างรับราชการอยู่ที่จังหวัดลำปาง ได้ใช้พื้นที่หลังบ้านตนเอง ประมาณ 400 ตารางเมตร ยกแปลงปลูกผักเป็นแปลงๆ เริ่มปลูกได้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน เมื่อมีมากขึ้นจึงมีแม่ค้าใกล้เคียงมาซื้อกัน ส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล ในเวลานั้นไม่ได้ปลูกมาก เพราะมีเวลาให้หลังเลิกงานและวันหยุดเท่านั้น หลังจากเกษียณจึงมีเวลาให้อย่างเต็มที่ เป็นการทำเกษตรปลอดสารเคมีที่ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช เขาเลือกใช้สารสกัดจากสะเดา น้ำส้มควันไม้ กาวดักจับแมลง กะเพาล่อแมลงวันทอง ปลูกดาวเรืองเพื่อขับไล่ไส้เดือนฝอย ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใช้น้ำหมักชีวภาพ และจับทำลาย ปลูกผักตามฤดูกาล ได้แก่ พริก กะหล่ำปลี ผักบุ้ง กุยช่าย โหระพา หอม กระเทียม ผักที่ถูกกล่าวขานกันมากก็คือ กะหล่ำปลี เพราะสามารถปลูกจนได้หัวหนัก 6 กิโลกรัม เป็นพันธุ์หัวกลมจากญี่ปุ่น

ผักบุ้ง เป็นพืชที่ทำรายได้ดี เพราะปลูกเพียง 20 วัน ก็ถอนไปขายได้ ในการเตรียมแปลงปลูกผักบุ้งกับแปลงผักทั่วไปมีวิธีการคือ แช่เมล็ดด้วยน้ำอุ่น ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นผึ่งให้แห้ง หว่านในแปลงที่หว่านปุ๋ยสูตร 15-15-15 แล้วสับคลุกเมล็ดลงดินเข้ากับปุ๋ยก่อนเก็บ 1 สัปดาห์ รดด้วยปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 จะได้ผักบุ้งต้นใหญ่ ต้นยาวและกรอบ แต่การปลูกในแปลงเดิมจะทำได้ไม่เกิน 3 ครั้ง เพราะหลังจากนั้นถ้าปลูกซ้ำที่เดิมจะเป็นโรคใบลายใบด่าง ต้องเปลี่ยนไปปลูกผักชนิดอื่นแทนแล้วกลับเวียนมาปลูกอีกครั้ง

พอเข้าสู่ฤดูหนาวจึงเริ่มเพาะกะหล่ำ ปลูกกะหล่ำไว้ 1,000 หลุม ด้วยการเพาะเมล็ดในหลุมถาดเพาะเมล็ด อายุได้ 30 วัน จึงย้ายปลูกได้ หลุมปลูกคลุกเคล้าด้วยสินแร่ธรรมชาติ ธาตุอาหารพืช (ซี ฟอส Ze-PHOS) ชนิดผงผสมกับแกลบ ส่วนแปลงปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนแกง อายุได้ 15 วัน จึงรดด้วยยูเรีย ปักแผ่นพลาสติกทากาวดักจับแมลงเป็นระยะๆ มีร้านขายอาหารอีสานในพื้นที่ใกล้เคียงมาซื้อประจำ เพราะมั่นใจว่าเป็นผักปลอดสารเคมี ลูกค้ารับประทานเป็นผักสดได้สนิทใจ เหตุผลที่เลือกปลูกกะหล่ำปลีไม่ปลูกกะหล่ำดอก เพราะกะหล่ำปลีสามารถทิ้งไว้ในแปลงได้นาน เมื่อยังไม่ต้องการเก็บหรืออยู่ในช่วงผักราคาถูก ส่วนกะหล่ำดอก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ถ้ายังไม่เก็บเกี่ยวดอกจะบานออกทำให้เสียราคา ส่วนผักคะน้าแมลงรบกวนมาก เนื่องจากไม่ใช้สารเคมีจึงเลี่ยงที่จะปลูกผักคะน้า