ประกอบกับภาวะการค้าภายในประเทศทรงตัวซึ่งจากผลการ

ประชุมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทยครั้งที่ 3/2562 มีแผนขยายการส่งออกกุ้งไปยังตลาด EU และจีน โดยเน้นคัดเลือกกุ้งที่มีคุณภาพจากสหกรณ์การเกษตรที่ได้มาตรฐานห้องเย็นตรงกับเงื่อนไข รวมทั้งการขอความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนรณรงค์ให้ความรู้เกษตรกรในเครือข่ายให้ผลิตกุ้งที่มีคุณภาพปลอดสารเคมี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น

ขณะที่สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเดือนมีนาคม 2562 ได้แก่ สับปะรด ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะผู้ส่งออกมีความต้องการมาก

และ สุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดภายในประเทศยังคงมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ผลิต สามารถป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น แต่จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) แพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้น ครม. จึงได้เห็นชอบแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 มีแผนใช้จ่ายงบประมาณในปี 2562 – 2564 วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 148 ล้านบาท โดยดำเนินการระยะเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค

สำหรับระยะยาวให้ยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2562 ลดลงจากเดือนมีนาคม 2561 ร้อยละ 1.88 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน สับปะรด และหอมแดง ด้านสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กระเทียม ไก่เนื้อ และไข่ไก่

สำหรับดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือนเมษายน 2562 คาดว่าลดลงจากเดือนเมษายน 2561 ร้อยละ 0.96 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตสินค้าปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.65 ได้แก่ อ้อยโรงงาน สับปะรด และหอมแดง เช่นเดียวกับดัชนีราคาที่ปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.31 จากสินค้าสำคัญอ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน หอมแดง กระเทียม และกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ เดือนพฤษภาคม 2562 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรจะทรงตัว ส่วนดัชนีราคาจะมีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย ในขณะที่ดัชนีผลผลิตจะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร โดยมีหน่วยงานต่างๆ บูรณาการร่วมและปรับแผนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อรองรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ออกตลาดและมีราคาปรับตัวลดลงในขณะนั้นอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 26 เมษายน 2562 นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมค่ายนวัตกรรมสร้างสรรค์ สำหรับธุรกิจเกษตรอาหารใหม่ ยุคประเทศไทย 4.0 (Creative Innovation Camp for Agri-Food Startup under Thailand 4.0) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาต่อยอดให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็น Young Smart Farmer

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ตลอดจนเกษตรกรและผู้ประกอบการมืออาชีพ ที่ร่วมกันมุ่งพัฒนา Young Smart Farmer สู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และร่วมกันจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และถ่ายทอดประสบการณ์ด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การต่อยอดการเป็นผู้ประกอบการ Startup ตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่กลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพในภาคการเกษตรและอาหารในอนาคต

โดยงานดังกล่าวได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ครั้ง แบ่งเป็นหัวข้อ Creative Innovation Camp จำนวน 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวม 60 ราย 41 ธุรกิจ และหัวข้อ Make it Happen Camp จำนวน 4 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวม 225 ราย 167 ธุรกิจ สำหรับกิจกรรมค่ายนวัตกรรมสร้างสรรค์ฯ ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวม 42 ราย จำนวน 30 ธุรกิจ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้และฝึกทักษะเกี่ยวกับการทำแผนธุรกิจเกษตร เช่น Consumer Insight to Success, Who is your target customer, Value Proposition Canvas, Business Model Canvas, How to Pitch & Presentation, Pitching

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วย “โมเดลประเทศไทย 4.0” ที่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” (Value – Based Economy) คือการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม

เปลี่ยนจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบตามองค์ประกอบสำคัญโดยเฉพาะด้านการเกษตรและด้านอาหารของไทย จากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบันไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความยั่งยืน และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการเพื่อสังคม

กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ที่จบภาคการเกษตรมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเองและการแข่งขันทางการค้าในอนาคต สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer

มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรเกิดการพัฒนา โดยใช้การสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นเครื่องมือและกลไกการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” สอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0” เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่

ที่มีการบริหารจัดการเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) รวมทั้งการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในการวิจัยและพัฒนาแล้วต่อยอดเป็นกลุ่มเกษตรอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็นการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่นำมาสู่วิธีการปฏิบัติแบบใหม่นี้ จะทำให้ภาคการเกษตรเกิดความก้าวหน้าและขยายวงการพัฒนาไปสู่เกษตรกรรายอื่น

“กรมได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ซึ่งมีอายุระหว่าง 17-45 ปีให้เป็น Young Smart Farmer มาตั้งแต่ปี 2557 โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม พัฒนาให้มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร จนเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้ ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ 12,459 ราย ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer 10,415 ราย ทั่วประเทศ”

นายสุชาติ กาญจนวิลัย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานราชบุรี เปิดเผยว่า ปี 2562 กรมชลประทานจะเริ่มงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโป่งพรหม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในพื้นที่บ้านโป่งพรหม ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดความจุ 1,064,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แห่งนี้ได้แล้วเสร็จในปี 2565 เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1,700 ไร่ และสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค 200 ครัวเรือน

ทั้งนี้ เมื่ออ่างเก็บน้ำโป่งพรหม ก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นการสนองพระราชดำริที่ทรงให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำครบทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกัน 3,278,030 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รองรับพื้นที่เกษตร 7,300 ไร่ ซึ่ง ณ ปี 2542 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 5 แห่ง เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไปแล้วกว่า 6,000 ไร่ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ อ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นายสุชาติ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำ 6 แห่ง ในพื้นที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรพื้นที่ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทประจัน บ้านไทยประจัน ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และโครงการป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ณ บ้านไทประจัน ในวันที่ 10 เมษายน 2534 ครั้งนั้นพระองค์ได้พระราชทาน พระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครงการ และก่อสร้าง แหล่งน้ าช่วยเหลือการเพาะปลูก และการอุปโภค-บริโภค รวม 6 แห่ง ตามที่ราษฎรได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน

ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยการพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 5 แห่ง ถึงปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำทั้งหมด มีสภาพสมบูรณ์ สามารถช่วยเหลือราษฎรได้อย่างทั่วถึง โดยอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งจะมีกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ช่วยกัน ดูแลรักษาสภาพพื้นที่อ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำร่วมกับโครงการชลประทานราชบุรี และมีการประชุมกลุ่มเพื่อร่วมกัน วางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงก่อนและหลังฤดูเพาะปลูก

“อำเภอปากท่อ เป็น 1 ใน 3 อำเภอของ จังหวัดราชบุรี ที่ไม่มีระบบชลประทาน เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรง พระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน อำเภอปากท่อ ในปี 2534 เป็นปีที่ชาวบ้าน ตำบลยางหัก ดีใจมากที่ พระองค์ทรงมีพระรำชดำริให้กรม ชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 6 อ่าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการพลิกชีวิตชาวบ้านที่นี่ จากเมื่อก่อนทำการเกษตรกันช่วงฤดูฝนเท่านั้นเพราะขาดแคลนแหล่งน้ำ แต่หลังจามีอ่างพระราชทาน ชาวบ้านที่นี่ก็มี รายได้ดีขึ้น” นายสุชาติ กล่าว

นายถวัลย์ ติ่งทอง ประธานอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อดีตกำนัน ตำบลยางหัก ซึ่งเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานความช่วยเหลือ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่เมื่อปี 2534 กล่าวว่า ในอดีตประชาชนเมื่อก่อนชาวบ้านแถบนี้ จะออกไปขายแรงงานนอกพื้นที่ เพราะทนความแห้งแล้งไม่ไหว ในฤดูแล้งที่นี่ี่แล้งมาก แต่พอมีอ่างเก็บน้ำที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมาก ชาวบ้านมีอาชีพ หน้าแล้งก็มีผลผลิต ปลูกผัก ผลไม้ได้ ไปส่งตลาดศรีเมือง ซึ่งเป็นตลาดขายส่งขนาดใหญ่ของจังหวัดราชบุรี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากพื้นที่น้ำเข้าไม่ถึง ตอนนี้มีระบบท่อส่งน้ำ ที่กรมชลประทานทำให้ ต่อไปถึงที่ดอน เมื่อมี แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งงานเกิดขึ้นมากมายที่นี่ี่ สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดว่า ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายจันทร์ ทองหวี ประธานอ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เล่าว่า เมื่อก่อนชาวบ้าน ลำบากสุดๆ ถ้าฝนไม่ดี ก็ไม่ได้ผลผลิต เพราะการเพาะปลูกเมื่อก่อน รอฝนอย่างเดียว ตอนนั้นปลูกได้ 2 อย่าง คือฝ้ายกับข้าวโพด รายได้ไม่ดี บางปีแทบไม่ได้เลย แต่หลังมีแหล่งน้ำ ชีวิตคนแถบนี้เปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือ กรมชลประทานได้มาดำเนินการต่อท่อส่งน้ำเข้าไร่เข้าสวนให้ ในหนึ่งปีสำมารถปลูกพืชได้ต่อเนื่องชุมชนมีระบบการจัดสร้างในรูปแบบกลุ่ม มีระบบควบคุม ตอนนี้ปลูกพืช หลากหลาย เพราะน้ำเรามีมากพอ เช่น มะละกอ กล้วย อ้อย ขนุน ส้มโอ ทุเรียน เงาะ กระท้อน มีรายได้เพิ่มเยอะ เมื่อก่อนรายได้ 1-2 หมื่นล้าน ตอนนี้ทะลุเกินหลายแสนต่อปี

กลุ่มวิจัยการอบแห้งขั้นสูงสำหรับอาหารและวัสดุชีวภาพ คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ภายใต้ทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ขอเชิญผู้ประกอบการ SME ด้านเกษตรและอาหาร รวมถึงผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมอบรมในหัวข้อ “การผลิตผลไม้อบแห้งแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีและสารละลายน้ำตาล ที่มีคุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ”

เพื่อรับทราบความรู้ที่ได้จากการวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ในการค้นพบวิธีการเตรียมผักและผลไม้ก่อนการอบแห้งเพื่อให้ได้ผักและผลไม้อบแห้งที่มีคุณภาพ สูง ตั้งแต่พื้นฐานการอบแห้ง การเตรียมผลไม้ก่อนอบแห้ง วิธีการอบแห้งแบบใหม่ การออกแบบเครื่องอบแห้ง และวิธีการสร้างเครื่องอบแห้ง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในธุรกิจ ในวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 ณ ห้องปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มจธ. ผู้สนใจสมัครพร้อมลงทะเบียนได้ที่ is.gd/dtrlws1 ค่าลงทะเบียน 2,000 บาท รับจำนวนจำกัด สอบถามเพิ่มเติม โทร. (02) 470-8613 (กิตติมา)

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความแข็งแรงของเซลล์รากผม บำรุงหนังศีรษะ ชะลอการหลุดร่วงเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเส้นผม “เวชสำอางนาโนแฮร์โทนิคจากสารสกัดดอกคำฝอย” สู่เชิงพาณิชย์ ให้แก่บริษัท เฮอร์บอร์นิค จำกัด มุ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค เสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการจากการนำ ผลงานฝีมือนักวิจัยไทยต่อยอดเชิงธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า จากความสำเร็จของศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ในการวิจัยและพัฒนาสารสกัดจากดอกคำฝอย (Carthamus tinctorius) เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนแฮร์โทนิค ซึ่งมีประสิทธิภาพช่วยในการเสริมความแข็งแรงของเซลล์รากผม บำรุงหนังศีรษะ ชะลอการหลุดร่วงและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเส้นผมได้เป็นอย่างดี

โดยอาศัยวิทยาการด้านนาโนเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่ตื่นตัวในวงการวิชาการระดับนานาชาติ ตลอดจนสามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพนี้ให้แพร่หลาย วว. จึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แก่บริษัทเฮอร์บอร์นิค จำกัด เพื่อนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยจะมีการจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในเชิงพาณิชย์ร่วมกันต่อไป

ผลิตภัณฑ์เวชสำอางแฮร์นาโนโทนิคต้านการเกิดผมร่วงและเสริมสร้างการเจริญของเส้นผมจากสารสกัดดอกคำฝอย ภายใต้แบรนด์ Herberish เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์จากดอกคำฝอย ซึ่งเป็นสมุนไพรของประเทศไทยที่มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพและป้องกันการเกิดโรคต่างๆ จากงานวิจัยและพัฒนาของ วว. พบว่า สารสกัดดอกคำฝอยในตัวทำละลายที่เหมาะสมยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสามารถยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดผมร่วงและศีรษะล้านได้ใกล้เคียงกับตัวยามาตรฐาน Dutasteride และ Finasteride

จุดเด่นที่สำคัญของผลิตภัณฑ์นี้คือ การใช้วิทยาการด้านนาโนเทคโนโลยี (Nanoencapsulation) เพื่อกักเก็บและนำส่งสาร safflomin A ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ตรวจพบในดอกคำฝอย โดยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มการซึมผ่านสาร safflomin A เข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าการเตรียมสารสกัดในรูปสารละลายถึง 6 เท่า เนื่องจากมีขนาดหยดอนุภาคภายในน้อยกว่า 50 นาโนเมตร และมีความคงตัวทางกายภาพที่ดี ไม่เกิดการแยกชั้น หลังจากเก็บเป็นระยะเวลา 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 30 oC และ 45 oC นอกจากนี้ยังพบว่า

ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดระคายเคืองต่อผิวหนังและหนังศีรษะของอาสาสมัคร ในด้านการทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัครยังพบว่า ผลิตภัณฑ์สามารถช่วยส่งเสริมการเจริญของเส้นผมและช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมคิดเป็น ร้อยละ 16.48 ซึ่งดีกว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มควบคุม (Placebo) หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 12 สัปดาห์ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นยังปราศจากซิลิโคน พาราเบน และซัลเฟต

“…อุตสาหกรรมความงามเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มูลค่าของตลาดสินค้าความงามทั่วโลกมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางเวชสำอางอันดับ 3 ของเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ครอบครองตลาดความงามที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ

ทั่วโลกกว่า 97% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์เวชสำอางเป็นผู้ประกอบการเวชสำอางรายย่อยและกลุ่ม SMEs เรียกได้ว่าผู้ประกอบการเวชสำอาง SMEs นั้น เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเวชสำอางของไทยให้ก้าวไกลระดับโลก การถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยของ วว. สู่เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้เป็นความสำเร็จอีกวาระหนึ่งในการนำ วทน.ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรมและขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม…” ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป

นายวิบูลย์ อัศวะอำนวย กรรมการบริษัทเฮอร์บอนิค จำกัด กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ วว. ประทับใจในการทุ่มเททำงานและความรับผิดชอบของ วว. ในการผลิตผลงานวิจัยออกมามีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเป็นประโยชน์มากต่อสังคมและการประกอบธุรกิจ ในการเพิ่มมูลค่าสมุนไพร ทรัพยากรในประเทศด้วย วทน.สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทั้งนี้บริษัทมีเป้าหมายในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ผ่านตัวแทนจำหน่ายและระบบออนไลน์ โดยมุ่งตลาดภายในประเทศและอาเซียน

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้ดำเนินมาตรการในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 160,000 ตัน ในราคา 18 บาท ต่อกิโลกรัม โดยต้องรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรในราคา 3.24 บาท ต่อกิโลกรัม (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%) ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2562 และกระทรวงพลังงานเร่งปรับแผนการผลิตไบโอดีเซลในทุกรูปแบบให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะ B20 เพื่อกระจายการใช้กับกลุ่มรถยนต์ประเภทต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยทุกครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ในอัตรา 1,500 บาท ต่อไร่ รวม 250,000 ครัวเรือน จ่ายตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.เรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน กำลังติดตามสถานการณ์ด้านการผลิต และด้านอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมัน รวมทั้งกลไกขับเคลื่อนทั้งระบบ และขอเรียนว่าทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก กนป. กำลังถอดบทเรียนจากการดำเนินมาตรการที่ผ่านมาข้างต้น และลงเก็บข้อมูลในพื้นที่หาข้อเท็จจริงในจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พบ ว่ายังไม่คลี่คลาย และยังคงเดินหน้าที่จะพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบให้ครบวงจร โดยจะร่วมกันเสนอแนวทางและมาตรการเพิ่มเติม พร้อมทั้งรับฟังความเห็นและข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดจัดประชุม กนป. ภายในเดือนพฤษภาคม 2562 โดยเร็วต่อไป

ศ. คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมโครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ Betagro WiL-TVET Academy โครงการต้นแบบในการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับวุฒิการศึกษาผ่านการเรียนรู้รูปแบบใหม่ โดยมี รศ. ศีลศิริ สง่าจิตร ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ขวา) และ นางสาวถนอมวงศ์ แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเบทาโกร (ซ้าย) ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงงานอาหารสัตว์ 3 บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) จังหวัดลพบุรี

โครงการ Betagro WiL-TVET Academy เป็นโครงการจัดการเรียนการสอนและวิจัยแบบบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน เกิดจากความร่วมมือระหว่างเครือเบทาโกร กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ถือเป็นต้นแบบของประเทศในการพัฒนา บุคลากร พร้อมยกระดับวุฒิการศึกษา จาก ปวส. สู่ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเกษตรและชีวภาพ ผ่านระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ด้วยการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติผ่านการทำโครงงาน การทำงานจริงในสถานประกอบการ