ประกาศปิดโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61

เกษตรกรรับกำไรเต็มๆ ชูตลาดนำการผลิตกรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศปิดโครงการส่งเสริมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ณ แปลงนาเกษตรกร บ้านเทียนชัย ต.ห้วยน้ำหอม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึง ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 67,369 ราย คิดเป็นพื้นที่ 452,827.75 ไร่ คิดเป็น 64.68% จากพื้นที่เป้าหมาย 7 แสนไร่ โดยเป็นเงินสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ให้เกษตรกรทั้งสิ้น 905,655,500 บาท (2,000 บาท ต่อไร่ คนละไม่เกิน 15 ไร่) โดยผลผลิตของเกษตรกรขึ้นกับวิธีปฏิบัติดูแลรักษาโดยเฉลี่ย 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ (ความชื้น 30%) ได้รับผลตอบแทน (กำไร) ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ต่อไร่ วางเป้า ปี 62 ขยายพื้นที่เพิ่ม สนับสนุนตามนโยบายรัฐบาล

โดยพื้นที่ที่ปลูกได้มากสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ และ จ. พิษณุโลก ส่วนเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมการปลูก 3 จังหวัดแรก ได้แก่ จ.แพร่ จ.พิษณุโลก และ จ. น่าน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในวันนี้ เป็นโครงการที่ดีมาก เนื่องจากความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังมีมาก ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วย

โดยงานในวันนี้ มีการมอบรางวัลให้กับเกษตรกรที่มีผลผลิตข้าวโพดดีเยี่ยม โดยสามารถผลิตได้เฉลี่ย 1,000 -1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากสามารถปรับตัวในการทำการเกษตรได้ดี โดยเฉพาะการปรับตัวทางการเกษตรได้ดี มีการบริหารจัดการและการวางแผนก่อนการเพาะปลูก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมเครือข่ายสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ ปรับระบบการขนส่งและกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ พร้อมจับมือไปรษณีย์ไทยส่งผลไม้ของสหกรณ์ถึงผู้บริโภค เร่งพัฒนาความรู้การผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ เน้นปลอดภัยไร้สารเคมี เผยปีนี้ลำไยภาคเหนือและเงาะโรงเรียนนาสารเสียงตอบรับดี คนสั่งมากจนผลผลิตไม่เพียงกับความต้องการ

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดประชุมตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ 40 สหกรณ์ทั่วประเทศ และสหกรณ์ที่เป็นฝั่งผู้สั่งซื้อและกระจายสินค้า จำนวน 20 แห่ง เพื่อร่วมกันหารือและจัดทำแผนในการกระจายและขนส่งผลไม้ของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา โดยต้องเร่งระบายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตให้เร็วที่สุด เนื่องจากสหกรณ์ได้มีการรวบรวม ผลไม้และส่งจำหน่ายให้กับห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดส่งออก และตลาดภายในประเทศ ซึ่งตลาดภายในประเทศจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ในการกระจายผลไม้ ระหว่างสหกรณ์ต้นทางกับสหกรณ์ปลายทางที่ไปทำหน้าที่กระจายผลไม้ให้สมาชิกสหกรณ์ ส่วนราชการ ตลอดจนตลาดปกติในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้วางแผนที่จะกระจายผลไม้ให้ถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพ เน้นประหยัดและลดต้นทุนในการขนส่งให้กับสหกรณ์ต้นทาง ซึ่งหากมีการวางแผนที่ดีจะทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคผลไม้ในราคาที่ไม่สูงนัก และเกษตรกรก็ขายผลผลิตได้ราคาดี ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันไม่ให้พ่อค้าคนกลางมากดราคาจากเกษตรกรผู้ผลิตตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้น กรมฯ จึงต้องใช้ช่องทางสหกรณ์ในการดูดซับผลผลิตออกมาจากในพื้นที่ก่อน

ทั้งนี้ โครงการกระจายผลไม้โดยกลไกสหกรณ์ ดำเนินการมาแล้ว 10 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 11 เป็นปีแห่งการต่อยอด ในส่วนของเอกชนที่มารับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ปลายทาง ก็ไม่มีปัญหาในการตกลงซื้อขายระหว่างกัน และทำให้มีความมั่นใจว่าเอกชนรายใดเชื่อถือได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ เพราะตลาดมีความต้องการอีกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องปรับทิศทางให้ชัดเจนและช่วยทำให้กลไกการตลาดทำงานได้เต็มที่

“การประชุมครั้งนี้เป็นการทบทวนกลไกในการกระจายผลไม้ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ ซึ่งได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งต้องมาประมวลผลว่ามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดและมีวิธีการดำเนินการที่ดีกว่านี้หรือไม่ โดยได้ข้อยุติว่าแหล่งผลิตผลไม้เมื่อผลผลิตออกมา ต้องมีการประเมินสถานการณ์ว่าจะมีปริมาณมากน้อยเพียงใด และให้ข้อมูลล่วงหน้ากับสหกรณ์ปลายทาง เพื่อจะได้เตรียมการกระจายผลผลิตรองรับไว้ เช่น หาตลาดรองรับ หารถสำหรับขนส่ง การจัดหาบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ซึ่งหากทุกอย่างจัดเตรียมไว้พร้อมก็จะทำให้ผลไม้ยังคงความสดใหม่ เมื่อไปถึงปลายทางจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายยกสินค้าขึ้นลง อีกทั้งผู้บริโภคจะได้ผลไม้สดมีคุณภาพ” นายเชิดชัย กล่าว

สำหรับสถานการณ์ผลไม้ในขณะนี้ ตลาดปลายทางไม่เกี่ยงเรื่องราคาหากสินค้ามีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้จะต้องแนะนำให้สมาชิกผลิตผลไม้ให้ได้คุณภาพมากขึ้น คือ หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวต้องตัดแต่งกิ่ง การใช้ปุ๋ยบำรุงต้น การดูแลรักษา ส่วนการกำจัดแมลงก็ต้องใช้วิธีธรรมชาติ เน้นที่ความปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี

“มติจากที่ประชุมสหกรณ์เห็นตรงกันว่า สหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้จะกำหนดราคาผลไม้เอง เช่น ทุเรียนภูเขาไฟ จากศรีษะเกษ ลำไยสีชมพู จากลำพูน น่าน เชียงราย เชียงใหม่ หรือจะเป็นลองกองตันหยงมัส จากนราธิวาส สหกรณ์ผู้ผลิตจะมีการกำหนดราคาขายล่วงหน้า และมีการเพิ่มช่องทางตลาดผลไม้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งปีหน้าน่าจะขยายได้อย่างตัวรูปแบบ โดยมี บริษัท ไปรษณีย์ไทย เป็นตัวเชื่อมในการ ขนส่งและเก็บเงินโดยระบบ Payment ลูกค้าสามารถสั่งของได้ที่ทำการไปรษณีย์ และทางระบบ ออนไลน์ ส่วนระยะเวลาขนส่งผลไม้ถึงมือผู้บริโภคอยู่ที่ 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับผลไม้แต่ละชนิด” นายเชิดชัย กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ กรมฯ ได้ประสานความร่วมมือกับทาง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยให้สหกรณ์เป็นผู้รวบรวมสินค้าส่งให้ไปรษณีย์ ซึ่งจะเน้นลำไยจากจังหวัดลำพูนและเงาะโรงเรียนนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการดำเนินการในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ทำให้สหกรณ์ต้นทางซึ่งเป็นแหล่งผลิตผลไม้ต้องปิดรับออเดอร์ก่อนกำหนด

เพราะผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากผลไม้ทั้งสองชนิดแล้ว ยังได้ขยายไปถึงมังคุดด้วย ซึ่งสหกรณ์จะบริหารจัดการผลผลิตทั้งหมดทุกขั้นตอน ซึ่งเมื่อลำไยตัดช่วงบ่ายของวัน จะต้องบรรจุกล่องและไปรษณีย์ต้องขนส่งไปยังปลายทางในทันที เพื่อจะได้ส่งผลไม้สดใหม่ถึงมือผู้บริโภคภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งการวางระบบการขนส่งสินค้าได้รวดเร็วจะทำให้ผู้บริโภคมีความพึงพอใจและเกิดการสั่งซื้อผลไม้ของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปีหน้าการใช้ช่องทางไปรษณีย์ในการระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภคจะได้รับการตอบรับอย่างดีเหมือนเช่นในปีที่ผ่านๆ มา

สศท.7 เผยผลการศึกษาต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่กรณีศึกษาพื้นที่ภาคกลางตอนบน 2 ระบุ เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีต้นทุนเฉลี่ย 4,083 บาท ต่อไร่ ผลผลิต 813 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งต้นทุนลดลง แถมผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนเข้าโครงการ แนะเกษตรกรปรับลดการใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม และจดบันทึกข้อมูลการผลิต เพื่อปรับปรุง ผลให้มีคุณภาพ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่กรณีศึกษาพื้นที่ภาคกลางตอนบน 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าว และประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่ และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ ในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และจังหวัดลพบุรี รวม 160 ราย

จากการศึกษาพบว่าต้นทุนเฉลี่ยการผลิตข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ โดยต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อยู่ที่ 4,083 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิต 813 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 2,069 บาท ต่อไร่ ในขณะต้นทุนของเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ อยู่ที่ 4,476 บาท ต่อไร่ ผลผลิต 780 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 395 บาท ต่อไร่ ทั้งนี้ ต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงจากค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น ค่าปุ๋ย ยา สารเคมี รวมทั้งค่าแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่ามีความเหมาะสมกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ

ดังนั้น ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตลงให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ และควรส่งเสริมให้เกษตรกร มีการจดบันทึกข้อมูลการผลิตเช่น ปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี) ปริมาณผลผลิตที่ได้รับ รายรับ-รายจ่ายจากการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลมาปรับปรุงให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเกษตรกรมีรายได้มากยิ่งขึ้น

ผลจากการศึกษา สศท.7 จะนำผลศึกษาที่ได้เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสนอแนะมาตรการ นโยบาย ในการบริหารจัดการการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป สำหรับท่านที่สนใจขอข้อมูลผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-005 หรือ อี-เมล public@oae.go.th

สศก. ร่วมประชุมกลุ่มผู้ส่งออกใน BIMSTEC การจัดการโซ่คุณค่าของสินค้าเกษตร ณ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เน้นร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ด้านไทย ชู แผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร ปี 2560-2564 และจัดทำ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ปี 2560 ในการพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในฐานะผู้นำความร่วมมือด้านการเกษตร ภายใต้กรอบ “ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Muiti-Sectoral Technical and Economic cooperation : BIMSTEC) ได้จัดการประชุมกลุ่มผู้ส่งออกใน BIMSTEC ประเด็น “การจัดการโซ่คุณค่าของสินค้าเกษตร”

ในระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเนปยีดอ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศกลุ่มผู้ส่งออกใน BIMSTEC 4 ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ และไทย รวมทั้งผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร โดยมี Dr. Thanda Kyi ผู้อำนวยการฝ่ายแผน กระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทาน เป็นประธาน การประชุม และในส่วนของไทยมีผู้แทนจาก สศก. เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย

ในการนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่แต่ละประเทศนำเสนอ ประกอบด้วย 1. การบูรณาการแผนขับเคลื่อนภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร ปี 2560-2564 และจัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธะสัญญา ปี 2560 ของประเทศไทย 2. แผนขับเคลื่อนโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ภายใต้แผนปฏิบัติงานแห่งชาติสำหรับภาคการเกษตร ปี 2559/60-2563/64 โดยเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้าด้วยหลักการ Myanmar GAP ซึ่งสอดคล้องกับ ASEAN GAP และยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนในการทำเกษตรพันธสัญญา ช่วงปี 2560-2561 ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 7,772 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

3. แผนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เน้น 4 รูปแบบของประเทศศรีลังกา ได้แก่ การพัฒนาโซ่คุณค่า การถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาธุรกิจบริการด้านการเกษตร 4. ความสำคัญต่อการพัฒนาโซ่คุณค่าโดยจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมให้เหมาะสมของอินเดีย เพื่อให้ผู้ประกอบการใหม่สามารถผลิตนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาด

บ่มเพาะธุรกิจให้เติบโต และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น 5. นโยบายด้านการเกษตรของประเทศบังกลาเทศ ปี 2561 มุ่งเน้นการสร้างโซ่อุปทานที่ยั่งยืนตั้งแต่ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค และ 6. ภาคเอกชนของเมียนมาให้ความเห็นว่าภาครัฐควรมีกฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อดูแลคู่สัญญาของเกษตร พันธสัญญา และควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้นเพื่อให้การพัฒนาโซ่คุณค่าภายในประเทศสมาชิก ให้มีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย ได้เน้นการบูรณาการแผนขับเคลื่อนภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่ อุปทานภาคการเกษตร ปี 2560-2564 และจัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตร พันธสัญญา ปี 2560 ของประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ มีโครงการภายใต้แผนขับเคลื่อนฯ จำนวน 91 โครงการ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับประเทศไทยและอินเดียในการจัดทำกลไกทางกฎหมายในระบบเกษตรพันธะสัญญาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

และเห็นพ้องว่าการสร้างความไว้วางใจกันระหว่างคู่สัญญาเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าควรมีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านเกษตรพันธสัญญาให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับกฎหมาย นโยบายและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรให้เป็นรูปธรรมชัดเจนต่อไป

อธิบดีกรมการตลาดทางการเกษตรฯ ภูฏาน ชื่นชมไทย ต้นแบบสหกรณ์การเกษตรคุณภาพดำเนินธุรกิจครบวงจร ปลื้มดูงานสหกรณ์ไทยได้ประโยชน์ คาดนำความรู้กลับไปพัฒนาสหกรณ์ที่ภูฏานนำผลผลิตนมมาแปรรูปเป็นโยเกิร์ต-นมเปรี้ยว-นมอัดเม็ด พร้อมนำแนวทางสหกรณ์ออมทรัพย์ไปขยายธุรกิจสินเชื่อ-บริการเงินรับฝากช่วยประชาชนชาวภูฏาน เตรียมเสนอความร่วมมือจากไทยส่งผู้เชี่ยวชาญอบรมหลักสูตรสหกรณ์เพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศภูฏานในอนาคต

Mr.Ugyen Penjore อธิบดีกรมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและป่าไม้ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และคณะ เดินทางเยือนประเทศไทยและเข้าพบ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการสหกรณ์และการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ระหว่างประเทศไทยและภูฏาน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการทำเกษตรพันธสัญญา เพื่อจะนำความรู้กลับไปพัฒนาสหกรณ์ที่ประเทศภูฏาน อีกทั้งยังมีการหารือเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรผ่านระบบสหกรณ์ การพัฒนาความร่วมมือในด้านการเกษตรและสหกรณ์ของทั้งสองประเทศ เพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และจัดทำหลักสูตรเพื่ออบรมสมาชิก คณะกรรมการ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ร่วมกัน โอกาสนี้ ทางผู้แทนของภูฏานยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานสหกรณ์ในจังหวัดนครปฐมและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรีด้วย

Mr.Ugyen กล่าวว่า สหกรณ์ในประเทศภูฏาน ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 100 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและปศุสัตว์ เป็นสหกรณ์ขนาดเล็กและอยู่ในระยะแรกเริ่มดำเนินการ ทำเฉพาะเรื่องการรวบรวมผลผลิต เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกได้ร่วมใช้ทรัพยากรในการผลิตร่วมกันและช่วยในเรื่องการจัดจำหน่ายสินค้าในตลาดท้องถิ่น โดยการศึกษาดูงานที่ประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรที่ประสบความสำเร็จ และยังดูการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม สหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ออมทรัพย์ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ร่วมกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะนำกลับไปปรับใช้กับสหกรณ์ของภูฏาน คือการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนม โดยการนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นโยเกิร์ต นมเปรี้ยวและนมอัดเม็ด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการนำเรื่องของสหกรณ์ออมทรัพย์มาปรับใช้ในการเพิ่มธุรกิจด้านการให้สินเชื่อและบริการเงินรับฝากจากสมาชิก เพราะสหกรณ์การเกษตรของภูฏานเป็นเพียงการรวมคนแต่ไม่ได้มีการรวมเงิน ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดจะจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติมด้วย

“ผมยังได้แนวคิดในการดำเนินการธุรกิจสหกรณ์การเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต อย่างมีคุณภาพ การแปรรูปการตลาด และการจัดจำหน่ายอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ผมยังได้หารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพของบุคลากรของสหกรณ์ เช่น การฝึกอบรมสมาชิกสหกรณ์และคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ โดยทางไทยจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้ความรู้และจัดอบรมในประเทศภูฏานในอนาคต ผมขอชื่นชมในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในด้านการส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทยและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางประเทศภูฏานจะได้รับความร่วมมือจากประเทศไทยในการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ต่อไป” Mr.Ugyen Penjore อธิบดีกรมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและป่าไม้ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน กล่าว

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของผู้แทนจากประเทศภูฏานในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2561ที่ผ่านมา ทางกรมส่งเสริมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ ของประเทศภูฏาน ได้เชิญผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะ เดินทางไปประเทศภูฏาน เพื่อร่วมประชุมหารือแนวทางการขยายความร่วมมือในด้านการพัฒนาสหกรณ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในวางแผนเพื่อพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ในภูฏานให้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันสหกรณ์ในภูฏานส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก มีสมาชิกแห่งละประมาณ 25-30 คน และยังขาดระบบบริหารจัดการที่ดี จึงทำให้ไม่มีความเข้มแข็งมากนัก จึงได้เชิญผู้แทนจากกรมส่งเสริมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ของภูฏาน ผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เดินทางมาศึกษาดูงานในประเทศไทย เริ่มจากการไปเยี่ยมชมการบริหารจัดการสหกรณ์ขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้านข้าวและโคนมของไทย ซึ่งภูฏานสนใจมากเป็นพิเศษ เพื่อนำไปปรับใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ประเทศภูฏานต่อไป

สกว.ส่ง 3 นักวิจัยนำเสนอผลงาน ซีเมนต์กระดูกแบบฉีดสำหรับทดแทนกระดูกและสภาวะกระดูกพรุน หมอนรักษ์หลังจากวัสดุธรรมชาติ และพุดดิ้งผักสำหรับผู้สูงวัย เพื่อจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการหวังผลิตเชิงพาณิชย์ตามนโยบายประเทศไทย 4.0

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ผนึกกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์สู่ธุรกิจและการลงทุน “โครงการส่งเสริมนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ด้วยการลงทุน” Promoting I with I Espisode 2/2018 Thailand 4.0 จับมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว). สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจจับคู่ทางธุรกิจ ณ โรงแรมอโนมา

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ TCELS กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อีกทั้งเป็นการสร้างโอกาสพัฒนาโครงการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตอบรับนโยบายประเทศไทย 4.0

สำหรับการนำเสนอผลงานวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว. ประกอบด้วย “หมอนรักษ์หลัง” โดย รศ.ดร.รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล สายวิชากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากการสนับสนุนทุนวิจัยแก่นักศึกษาระดับปริญญาโท โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งได้ประดิษฐ์นวัตกรรมหมอนรองหลังเพื่อสุขภาพที่มีค่าความโค้งเหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุของคนไทยทั้งเพศหญิงและเพศชาย วัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยผู้ป่วยที่รักษาด้วยหมอนรองหลังร่วมกับการทำกายภาพมีค่าเฉลี่ยอาการปวดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ป้องกัน และ/หรือรักษาอาการปวดหลังในพนักงานทุกอาชีพในทุกอิริยาบถ เนื่องจากแนบติดหลังส่วนล่างของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา

หมอนนี้ผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุตามธรรมชาติ เช่น นุ่น จึงทำให้ระบายอากาศได้ดีและสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ นอกจากนี้ ขณะที่สวมใส่ยังไม่รู้สึกเหมือนคนไข้เนื่องจากออกแบบไว้อย่างสวยงาม ผลการศึกษาพบว่าสามารถลดอาการปวด ลดภาวะทุพพลภาพ และเพิ่มคุณค่าชีวิตได้ดีกว่าเสื้อพยุงหลัง (lumbar support) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่สำคัญมีต้นทุนเพียง 100-150 บาทต่อใบ ตัดเย็บได้รวดเร็ว โดยผู้วิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์แก่บริษัทผลิตหมอนหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้แต่เป็นสินค้าโอท็อป

“พุดดิ้งผัก” ผลงานของ ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากฝ่ายเกษตร ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์พุดดิ้งผักสำหรับผู้สูงวัยที่มีสารอาหารครบถ้วน 3 รสชาติ คือ มันเทศเหลือง ข้าวโพดหวาน และฟักทอง เพื่อเพิ่มปริมาณใยอาหาร วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และแคโรทีนอยด์ รวมทั้งมีเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมกับการสูญเสียฟันในแต่ละระดับ โดยผลิตภัณฑ์พุดดิ้งผักพร้อมบริโภคบรรจุในถ้วยพลาสติกปริมาณ 120 กรัม ปิดผนึกด้วยแผ่นฟิล์มพลาสติก ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการสเตอริไลเซชั่น สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานานถึง 6 เดือน หากเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่านั้นก็จะยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้นโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น น้ำหนักเบาพกพาง่าย รับประทานได้ทันที เหมาะสำหรับเป็นอาหารระหว่างมื้อหรือขนมหวาน เพื่อให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารสำคัญเพิ่มขึ้น

คุณค่าทางโภชนาการพบว่าในพุดดิ้ง 1 หน่วยบริโภค มีพลังงานทั้งหมด 120 กิโลแคลอรี มาจากไขมัน 25 กิโลแคลอรี สัดส่วนการกระจายตัวของพลังงานที่มาจากไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเหมาะสม เป็นไปตามคำแนะนำที่กำหนดให้มีสัดส่วนการกระจายตัวของพลังงานจากไขมันร้อยละ 25-35 โปรตีนร้อยละ 10-15 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 55-65 นอกจากนี้ ยังปราศจากน้ำตาลนม เป็นแหล่งของใยอาหารและแคลเซียมตามหลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างทางโภชนาการบนฉลากอาหารของกระทรวงสาธารณสุข

โดยพบปริมาณสารแคโรทีนอยด์ในพุดดิ้งผักแต่ละชนิดค่อนข้างสูง โดยในพุดดิ้งฟักทองพบ ลูทีน, ซีแซนทีน และเบต้าแคโรทีน ขณะที่พุดดิ้งมันเทศเหลืองและข้าวโพดหวานพบเพียงลูทีนและซีแซนทีนเท่านั้น นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมภาวะโภชนาการของผู้สูงวัยหรือผู้ที่มีปัญหาด้านการเคี้ยว รวมทั้งยังสามารถนำค่าเค้าโครงเนื้อสัมผัสไปเป็นหนึ่งในการจัดตั้งมาตรฐานอาหารผู้สูงวัยต่อไป หรือนำไปต่อยอดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงวัยในอนาคตได้อีกด้วย เนื่องจากมีสูตรและองค์ประกอบที่เหมาะสม เพื่อให้พุดดิ้งมีความคงตัว ทนต่อความร้อนจากการฆ่าเชื้อ จึงสามารถใช้เป็นสูตรต้นแบบในการผลิตในโรงงานจริง

“ซีเมนต์กระดูกแบบฉีดสำหรับทดแทนกระดูกและสภาวะกระดูกพรุน” โดย รศ.ดร.ศิริรัตน์ ทับสูงเนิน รัตนจันทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภายใต้โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ที่พัฒนาวัสดุที่เป็นของผสมระหว่างผงของแข็งและของเหลวในอัตราส่วนที่เหมาะสม และมีสมบัติคล้ายซีเมนต์ที่สามารถขึ้นรูปเป็นรูปต่างๆ โดยการปั้นหรือการฉีดผ่านเข็มฉีดยาขนาดเล็ก และเซ็ตตัวได้ในร่างกายโดยไม่เกิดความร้อน

จุดเด่นสำคัญยิ่งที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิมคือ เป็นซีเมนต์กระดูกที่มีส่วนผสมในการเกิดปฏิกิริยาในการเซ็ตตัว และได้องค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ ซึ่งสามารถสลายตัวได้ในร่างกาย และช่วยส่งเสริมการเกาะของเซลล์กระดูก โดยการสลายตัวจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และให้รูพรุนที่เป็นโครงสร้างในการให้เซลล์กระดูก เลือด และของเหลวในร่างกายเข้าไปภายใน สามารถเกิดเนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตเข้ามาแทนที่ได้โดยไม่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ส่วนผสมประกอบด้วยส่วนเสริมแรงคือ เส้นใยพอลิเมอร์ธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ เพื่อให้เกิดความแข็งแรงเพียงพอในขณะที่เนื้อซีเมนต์บางส่วนสลายตัวไป

ซีเมนต์เชื่อมกระดูกที่มีขายในปัจจุบันและนำเข้าจากต่างประเทศโดยทั่วไปเป็นประเภท PMMA ซึ่งมีข้อเสียในการนำมาใช้งานทางการแพทย์หลายประการ เช่น เกิดความร้อนขณะเซ็ตตัวซึ่งอาจส่งผลให้เซลล์ตายและเกิดการหลวมระหว่างวัสดุฝังในและกระดูกของผู้ป่วย ไม่สามารถสร้างและยึดเกาะกับกระดูกตามธรรมชาติ และไม่สามารถสลายตัวให้เกิดโครงสร้างยึดเกาะของเซลล์ได้ ทำให้ภายหลังการผ่าตัดวัสดุซีเมนต์เกิดการยึดเกาะไม่ดี หลวม และใช้เวลาในการยึดเกาะนาน ซึ่งจะส่งผลในการผ่าตัดรักษา อาจต้องผ่าตัดซ้ำและเกิดการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ การสลายตัวของซีเมนต์ยังทำให้ความแข็งแรงของซีเมนต์ลดลง