“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมสรุปการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ

และปริมาณความต้องการใช้ยางปี 2561 แบ่งเป็นปริมาณการใช้น้ำยางข้นปี 2561 จำนวน 9,916.832 ตัน ปริมาณการใช้ยางแห้งปี 2561 จำนวน 1,132.39 ตัน รวมทุกงบประมาณทั้งสิ้น 11,589,115,494.57 บาท

ตัวเลขล่าสุดมีหน่วยงานราชการ 6 หน่วยงานนำไปใช้ ได้แก่ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปริมาณความต้องการใช้ยาง 709.76 ตัน 2.กระทรวงกลาโหม ปริมาณความต้องการใช้ยาง 1,472.73 ตัน 3.กระทรวงคมนาคม ปริมาณความต้องการใช้ยาง 8,351 ตัน 4.กระทรวงศึกษาธิการ ปริมาณความต้องการใช้ยาง 334.88 ตัน 5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปริมาณความต้องการใช้ยาง 28.3745 ตัน 6.กรุงเทพมหานคร ปริมาณความต้องการใช้ยาง 152.45 ตัน รวมปริมาณความต้องการใช้ยาง 11,049.1945 ตัน

ดังนั้น จะเห็นว่าการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศน้อยมากเพียง 10% ขณะที่ กยท.ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะส่งเสริมการใช้ยางในประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 30%

อย่างไรก็ตาม เพื่อกระตุ้นการใช้ยางพาราภายในประเทศ รัฐบาลมีนโยบายให้ส่วนราชการต่าง ๆ หันมาใช้ยางในหน่วยงานมากขึ้น และรวดเร็วขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งงานให้สำนักงบประมาณเร่งรัดการใช้ยางในหน่วยราชการ โดยหากมีหน่วยงานใดต้องการจะใช้เงินเพิ่มในการซื้อยางให้เสนอมาได้ทันที ส่วนงบประมาณสำหรับภาคเอกชนที่จะนำไปแปรรูปยางนั้น ได้เสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3% และขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างโรดโชว์รายภาคเพื่อกระตุ้นและประชาสัมพันธ์ไปยังสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาหอการค้า ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มาเข้าร่วมโครงการใช้ยางในประเทศมากขึ้นด้วย

วันที่ 15 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับทราบว่ามีหนุ่มดีกรีรัฐศาสตร์ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรปลูกคะน้าไซต์ยักษ์ รายได้ปีล่ะกว่า 1 ล้านบาท จึงเดินทางไปพบกับ นายยอดชาย รังสีธนกุล หรือยอด อายุ 35 ปี ชาว ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ การปกครอง จากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง หลังจากเรียนจบก็ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว เพื่อสืบสานอาชีพของครอบครัวที่ทำนากว่า 50 ไร่ มาหลายสิบปี แต่ช่วงระยะหลังประสบปัญหาเรื่องน้ำ ศัตรูพืช และราคาข้าวตกต่ำ เลยคิดลองไปเรียนรู้ศึกษาการทำเกษตรกรในรูปแบบอื่นดูบ้าง เลยตัดสินใจเลิกทำนา และหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน และตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง ใช้พื้นที่กว่า 50 ไร่ ปลูกคะน้าเป็นหลัก ส่วนรอบๆ ก็ปลูกผักชีและพริกเสริมรายได้อีกทาง โดยลองผิดลองถูกมานับไม่ถ้วน

นายยอดชาย เปิดเผยว่า หลังเรียนจบมาแม่ก็ขอให้มาช่วยกิจการของครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการมาเป็นชาวนาก่อน แต่ตอนนั้นราคาข้าวก็ตกต่ำ และทำได้เพียงปีละ 2 ครั้ง อีกทั้งยังประสบปัญหาเรื่องน้ำอีก ตนจึงคิดว่าน่าจะลองหันไปปลูกผักชนิดอื่นดูบ้างที่ให้ราคาดี และลงทุนไม่มาก จึงได้ไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองจากตำราและดูงานจากเกษตรกรที่อื่นบ้าง จึงพบว่าการปลูกคะน้า ก็มีรายได้ดี จึงหันมาปลูกคะน้าในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ทำมากว่า 3 ปีแล้ว โดยปีหนึ่งทำได้ 5-6 ครั้ง ครั้งหนึ่งก็ได้กำไรหลักแสน รวมปีหนึ่งมีกำไรถึงหลักล้านบาท ซึ่งตนก็คิดว่าการปลูกกคะน้า จึงนับว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้ายรายได้ให้กับครอบครัวได้ดี จึงหันมาสนใจและเรียนรู้กับมันอย่างเต็มที่ ด้วยการทดลองและหาเทคนิคมาปลูกให้มีคุณภาพ และลดการใช้สารเคมี ให้น้อยที่สุด

“หลังจากที่ผมได้ลองผิดลองถูกมาสักระยะ จึงพบว่าการปลูกคะน้าสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงตั้งหน้าตั้งหน้าทำอย่างจริงจัง ซึ่งการปลูกคะน้านั้นก็ต้องดูแลอย่างพิเศษ นอกจากรดน้ำ ใส่ปุ๋ยหมัก พรวนดิน ตามสูตรที่ตัวเองใช้ ยังต้องมีเทคนิคพิเศษในการดูแล ด้วยการเอาใจใส่ ไม่ละเลย ตลอดระยะเวลาการเติบโต ตั้งแต่ขั้นตอนการหว่านเมล็ดพันธุ์ จนเริ่มโตตามระยะ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 45-55 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งผมก็จะมาดูแลด้วยตัวเองพร้อมคนงานในไร่ ส่วนคะน้าไร่ของผมนั้นก็จะมีความแข็งแรง ตัดขายได้ราคาดี มีลำต้นใหญ่ โดยไร่คะน้าของผมก็มีหลายขนาด หลายไซด์ แล้วแต่พ่อค้าที่มารับซื้อจะชอบขนาดแบบไหน” นายยอดชาย กล่าว

นายยอดชาย กล่าวต่อว่า แต่ที่ขายดีที่สุดโดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงไร่ จนปลุกแทบไม่ทัน คือคะน้าไซต์ยักษ์ ซึ่งเป็นคะน้าที่ตนดูแลอย่างดี จนมีขนาดต้นใหญ่มหึมา ความยาวเกือบประมาณ 2 ฟุต น้ำหนักต่อต้น ก็ประมาณ 6-7 ขีด เห็นจะได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็สร้างความฮือฮาให้กับลูกค้าที่มาซื้อที่ไร่ เพราะชอบเรียกกันว่า คะน้ายักษ์ ซึ่งผักคะน้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ พ่อค้าที่ซื้อไปก็มีหลากหลาย บางคนก็ชอบต้นเล็ก ต้นกลาง และต้นใหญ่ แต่ต้นใหญ่ก็ขายดีมาก พ่อค้าที่มารับซื้อบอกว่าคะน้าต้นใหญ่ก็จะซื้อไปขายส่งตามร้านอาหาร ร้านข้าวต้ม ที่มีออร์เดอร์ไว้ แล้วนำไปทำเมนู คะน้าผัดน้ำมันหอย ซึ่งคะน้าจะมีรสชาติอร่อย หวานกรอบ และ ราคาถูก ไม่แพง เป็นคะน้าผักสดๆ ตัดมากจากไร่

นายยอดชาย กล่าวต่ออีกว่า มีอีก 10 ไร่ที่เหลือเวลาอีก 10 วัน จะตัดคะน้ายักษ์แล้ว ตอนนี้ก็มีบรรดาชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเตรียมตั้งหน้าตั้งตารอดูและจะขอถ่ายรูปเซลฟี่กับคะน้ายักษ์กันยกใหญ่ เพราะที่ผ่านมา ตนเคยถ่ายลงเฟซบุ๊กส่วนตัว จนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ตนเคยผิดหวังและท้อแท้ชีวิต ในอาชีพเกษตรกรมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยคิดท้อแท้ เพราะคิดว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จต้องอยู่ที่นั่น อย่าขายแค่ความฝัน เราต้องเดินหน้าสานฝันให้เป็นจริงด้วย ขอแค่มีแรงใจลุกขึ้นมาต่อสู้เท่านั้น อาชีพเกษตรกรจึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ตัวเองตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด และหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมั่นคงต่อไป

บูมเลี้ยงโคเนื้อ รุกส่งออก เผยตลาดจีน-เวียดนาม อนาคตสดใส คาดแต่ละปีเงินสะพัด 6-7 หมื่นล้าน กรมปศุสัตว์ โดดหนุนเต็มสูบ จัดสัมมนากระตุ้น ดัน “พัทลุง” ศูนย์กลางโคเนื้อพันธุ์พื้นเมือง สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน เฟ้นคุณภาพป้อนตลาด สหกรณ์โคเนื้อศรีวิชัย มุ่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลเพิ่มมูลค่าโกยเงินนอก

นายกิตติ กุบแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันโคเนื้อเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ โดยมีโคเนื้อประมาณ 4.87 ล้านตัว เงินหมุนเวียนกว่า 60,000-70,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดในประเทศ มีความต้องการบริโภคสูงถึง 1.2 ล้านตัวต่อปี แต่ผลิตได้เฉลี่ยปีละ 1 ล้านตัว ส่วนการส่งออกมีประมาณ 150,000 ตัว/ปี

ตลาดหลักคือจีนและเวียดนาม โดยผ่านพ่อค้าคนกลางใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันภาครัฐเตรียมผลักดันการส่งออกให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น เช่น เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้จัดสัมมนา “การประชุมเครือข่ายโคเนื้อระดับชาติ เพื่อการผลิตเชิงคุณภาพ” เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคเนื้อ ทั้งกลุ่มเกษตรกรณ์ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่เพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผู้เลี้ยง เพื่อร่วมมือ วิเคราะห์ วางแผนทางการตลาดร่วมกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้เจรจากับต่างประเทศ และมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน

นายสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จ.นครปฐม ในฐานะเลขาฯ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันจีนยังเป็นตลาดที่มีอนาคตมากสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไทย แม้ที่ผ่านมายอดการส่งออกไปจีน รวมถึงเวียดนามอาจจะชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากปัญหาโรคปากเท้าเปื่อยและการใช้สารเร่งเนื้อแดง และการที่ภาครัฐ

ควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมด้วยมาตรการต่าง ๆ จะช่วยให้การเลี้ยงมีคุณภาพมากขึ้น และสามารถส่งออกได้มากขึ้น “สำหรับตลาดในประเทศ ปัจจุบันราคาโคเนื้ออยู่ที่ 80-90 บาท/กิโลกรัม จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 100 บาท ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศลดลง จากปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกา และมีราคาถูกกว่าทำให้คนหันไปบริโภคเนื้อนำเข้ามากกว่า”

นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ประธานกรรมการ สหกรณ์โคเนื้อศรีวิชัย จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์ฯได้ทำสัญญากับตัวแทนจำหน่ายเพื่อส่งออกโคเนื้อไปยังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จัดส่งไปได้ประมาณ 40 ตัวต่อสัปดาห์ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการส่งออกเนื้อแปรรูป

ขณะเดียวกัน สหกรณ์ฯ ยังได้เริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารโคกระบือ มา 2-3 เดือนแล้ว โดยตั้งเป้าว่า คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการจะมีแม่พันธุ์โคเนื้อประมาณ 150,000 ตัว จากปัจจุบันโคทั้งจังหวัด 60,000 ตัว และตั้งเป้าส่งออกไปต่างประเทศประมาณ 15,000 ตัว/ปี ภายใน 5 ปี ตลาดเป้าหมาย คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ส่วนปีแรกนี้คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาประมาณ 50-60 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอีก 50% ในปีที่ 2 คาด 5 ปี จะมีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

ด้านนายณรงค์ สุทธิสังข์ ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ต้องการจะพัฒนาให้พัทลุงเป็นเมืองปศุสัตว์ เพื่อรวบรวมโคเนื้อของภาคใต้ แปรรูป และส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันนำโคจากภาคกลางส่งผ่านภาคใต้ไปยังประเทศมาเลเซียกว่า 200,000 ตัว/ปี ในอนาคตจะตั้งพัทลุงเป็นศูนย์กลาง เพื่อรวบรวมโคจากภาคใต้สำหรับส่งออก

“ปีนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพัทลุงทุ่มงบประมาณ 35 ล้านบาท เพื่อการปรับปรุงโรงเชือดและแปรรูป รวมถึงเพื่อการปรับปรุงพันธุ์โคแจกจ่ายโคพันธุ์ผสมศรีวิชัย-ชาร์โรเล่ส์ให้เกษตรกร ปีละ 4,000 ตัว ผ่านโครงการธนาคารโคกระบือ”

นายฤชัย วงศ์สุวัฒน์ อุปนายกสมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคไทยพื้นเมือง (สคท.) และอดีตประธานกรรมการ สหกรณ์โคเนื้อพัทลุง ให้ข้อมูลว่า นอกจากนี้พัทลุงยังมีการแปรรูปโคเนื้อเป็นผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโปรดักต์ โดยที่ราคาอาจเพิ่มขึ้นเป็น 400-500 บาท/กก.เพื่อเจาะตลาดพรีเมี่ยม เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น บีฟโลน ฯลฯ และมีการออกบูทงานตามต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อให้ได้ขนาดกุรบาน หรือขนาดสำหรับทำพิธีกุรบานหลังช่วงเดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอดของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะทำให้โคมีราคาขึ้นไปถึง 27,000-35,000 บาท/ต่อตัว โดยตลาดในมาเลเซียมีความต้องการสูง

นายกชกร วัชราไทย ผู้จัดการลุงเชาวน์ ฟาร์ม เปิดเผยว่า ตลาดโคเนื้อมีชีวิตในประเทศจีนถือเป็นตลาดใหญ่ของเกษตรกรไทย ที่ผ่านมา การส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกผ่านประเทศเมียนมา สปป. ส่งออกผ่านลาวไปยังเวียดนามและส่งเข้าไปจีน เนื่องจากที่ผ่านมา ไทย-จีน ยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการซื้อขาย รวมถึงการป้องกันโรคสัตว์ที่ชัดเจน

“การส่งออกโคเนื้อของเกษตรกรไทย ส่วนใหญ่เน้นขายถูกและไม่มีการควบคุมคุณภาพ ซึ่งช่วงหลัง ๆ มานี้ ทางการจีนค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ทำให้การส่งออกของไทยมีตัวเลขที่ลดลง”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ก็ได้เข้ามามีบทบาท และหาทางออกในเรื่องนี้ผ่านโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโคบูรพา สนับสนุนการเลี้ยงตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้ได้โคที่มีคุณภาพ ไม่มีสารเร่งเนื้อแดง และเกษตรกรควรมีการรวมตัวกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ซึ่งก็จะทำให้การส่งออกสามารถดีขึ้นและมีราคาสูงขึ้น

การดํารงชีวิตประจําวันที่จําเป็นต้องมีการพบปะสนทนากับบุคคลรอบข้าง ทำให้เราต้องคำนึงถึงความสำคัญของภาวะกลิ่นปากเหม็น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางด้านบุคลิกภาพและสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม

ภาวะกลิ่นปากเหม็น เกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งภายในช่องปากและภายนอกช่องปาก ซึ่งอาจเกิดจากโรคของระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ โรคในช่องปาก หรือภาวะเครียด กังวล การอดอาหารและน้ำที่ส่งผลให้เกิดภาวะนํ้าลายแห้งและมีกลิ่นปากตามมา อย่างไรก็ตาม ภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีสภาพร่างกายปกติ ไม่มีโรคภัยใดๆ หากผู้นั้นสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และรับประทานอาหารที่ก่อกลิ่น

การที่คนไทยนิยมบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดกลิ่น เช่น ต้นหอม กระเทียม หรือรับประทานผลไม้ที่มีกลิ่น เช่น ทุเรียน ทําให้ผู้บริโภคอาหารเหล่านี้เกิดภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวได้ ซึ่งผู้บริโภคเองอาจจะรู้สึกได้ว่าเกิดภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวขึ้นหลังจากรับประทานอาหารบางชนิดและระยะเวลาหนึ่งกลิ่นนั้นจะหายไป ได้มีการศึกษาความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวจากอาหารที่ก่อกลิ่นจำนวน 3 ชนิด ที่คนไทยนิยมรับประทาน ได้แก่ กระเทียม ต้นหอม และทุเรียน โดยวัดด้วยเครื่อง “ฮาลิมิเตอร์” ซึ่งเป็นเครื่องที่ตรวจวัดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ซึ่งประกอบด้วยสาร หลายชนิด เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นปากเหม็นนั่นเอง

การศึกษานี้ วัดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ด้วยเครื่องฮาลิมิเตอร์ เป็นตัวแทนระดับความรุนแรงของกลิ่นปาก โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพช่องปากดี ไม่มีภาวะกลิ่นปากเหม็น เคี้ยวกระเทียม ต้นหอม และทุเรียน เป็นเวลา 1 นาที แล้วกลืน วัดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ก่อน รับประทาน และที่ 0, 15, 30 และ 45 นาที หลังรับประทาน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ก่อนและหลังการเคี้ยวอาหาร กระเทียมเพิ่มปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหย ได้มากที่สุด รองลงมา คือ ต้นหอม และทุเรียน เพิ่มปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้น้อยที่สุด และปริมาณกลับสู่ภาวะปกติภายใน 15 นาที ต้นหอมใช้เวลาระหว่าง 30-45 นาที ปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้จึงจะกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่กระเทียมใช้เวลามากกว่า 45 นาที

เมื่อเราทราบถึงธรรมชาติความรุนแรงและระยะเวลาการคงอยู่ของกลิ่นจากอาหารที่ก่อกลิ่น เช่น กระเทียม ต้นหอม และทุเรียน จากการศึกษานี้ ทำให้เราสามารถเลือกรับประทานชนิดอาหาร และวางแผนการทำกิจกรรมหลังรับประทานอาหารได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ให้ผู้ประกอบการเตรียมตัว 1 ปีครึ่ง

สถาบันโภชนาการเผยข้อมูลอาหารไขมันทรานส์อันตราย ทั้งโดนัททอด พาย เพสตรี้ แนะควรบริโภคไม่เกิน 0.5 กรัม ต่อหน่วยบริโภค เหตุมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ด้าน อย.ร่างประกาศห้ามผสมเด็ดขาด คาดบังคับใช้จริงปี ’62

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่โรงแรมเอเชีย ศ. วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวภายในการประชุม “ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์” ว่า ไขมันทรานส์เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างไปจากเดิม เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ และด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีการเติมไฮโดรเจนลงในกรดไขมันไม่อิ่มตัว เพื่อเปลี่ยนสภาพของเหลวของน้ำมันให้แข็งขึ้น หรือมีสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลว ซึ่งผลการตรวจสอบปริมาณกรดไขมันทรานส์ในอาหาร มีทั้งโดนัททอด พาย ชีส ฯลฯ อย่าง โดนัททอด พบไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 3 กรัม ต่อหน่วยบริโภค รองลงมาได้แก่อาหารประเทศพัฟและเพสตรี้ ประมาณ 2 กรัมต่อหน่วยบริโภค ซึ่งจริงๆ บริษัทแฟรนไชส์หลายแห่งไม่พบการปนเปื้อนกรด ไขมันทรานส์ เพราะมีการปรับปรุงกระบวนการผลิต

รศ. วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การกินอาหารที่มี ไขมันทรานส์จะก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มร้อยละ 23 ซึ่งข้อแนะนำคือ ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน ร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรี ต่อวัน ในเพศชาย ก็ควรรับอาหารที่มีไขมันทรานส์ไม่ควรเกิน 2.2 กรัม ต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัม ต่อหน่วยบริโภค

นางสาวมยุรี ดิษย์เมธาโรจน์ นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ได้ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่… พ.ศ… เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เนื้อหาสาระจะควบคุมการผลิตอาหารที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่ก่อให้เกิดกรดไขมันทรานส์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่ง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ดังนี้ 1. ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ

เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย และ 2. ประกาศฉบับให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะนี้ได้ผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอาหาร และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการต่างๆ น่าแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งหากประกาศในราชกิจจาฯ ตามกำหนดจะมีผลในอีก 1 ปี แต่ความเป็นจริงหากนับเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายนก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวไป 1 ปีครึ่ง นอกจากนี้ อย.กำลังปรับปรุงฉลากโภชนาการด้วย ซึ่งเดิมจะระบุแค่พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แต่อันใหม่จะมีไขมันทรานส์ด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน และนายเลิศชัย ศรีอนันต์ ที่ปรึกษากรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ภัยแล้งและสถานการณ์แม่น้ำโขง พร้อมหาแนวทางแก้ไข พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

โดยที่ประชุมมีการพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ทั้งการวางแผนการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเน้นการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที ตลอดจนมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ ศก.ชีวภาพอืดเหตุติดปัญหาผังเมือง ‘อุตตม’ เผย ปตท.เตรียมลงทุนหลักภาคเหนือ-กลาง โดยใช้วัตถุดิบน้ำตาลเป็นหลัก ด้านเอกชนชี้จะเกิดได้ต้องแก้ไขผังเมืองก่อน แนะออกมาตรการเสริมเพิ่มเติมเหตุของเดิมยังไม่ตอบโจทย์

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพหรือไบโออีโคโนมี เป็น 1 ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมายที่จัดทำโดยคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้สานพลังประชารัฐ (กลุ่มประชารัฐ ดี 5) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ ซึ่งเดิมมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ปลายปี 2560 ว่า ขณะนี้ในภาพรวมของแผนเรียบร้อยดี แต่ยังติดรายละเอียดบางข้อที่ต้องปรับแก้หลังคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้หารือเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยสาเหตุที่แผนยังไม่เข้า ครม.ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่เกิดปัญหาภายหลัง และตอบคำถาม ครม.ได้

“แผนนี้ถือเป็นการลงทุนระยะ 2 ของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งจะเน้นลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางที่มีวัตถุดิบหลัก คือ น้ำตาล โดยมีกลุ่ม ปตท.เป็นผู้ลงทุนหลัก หลังจากมีการลงทุนแล้วหลายแสนล้านบาทในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)” นายอุตตม กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์ไบโออีโคโนมียังไม่สามารถเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาได้ เนื่องจากติดปัญหาผังเมือง เพราะพื้นที่ที่ต้องการส่งเสริมไม่สามารถใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามแผนของยุทธศาสตร์ไบโออีโคโนมีได้ ต้องแก้ผังเมืองก่อน ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่รอแผนไบโออีโคโนมีอยู่อาจจะมีความกังวลบ้าง เพราะจะส่งผลให้แผนการลงทุนอาจล่าช้าออกไป แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เพราะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มประชารัฐ ดี 5 จึงทราบความคืบหน้าเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ส่วนแผนจะสามารถนำเสนอ ครม.ได้เมื่อไรนั้นขึ้นอยู่ที่การหารือ