ประธานกรรมการ เครือกันตังกรุ๊ป ผู้ผลิตปลากระป๋องตราบิ๊กแคน

ตราทองคำ และอาหารทะเลแช่แข็ง และซูริมิรายใหญ่ในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งโดยภาพรวมถือว่ายังอยู่ในช่วงชะลอตัว แม้ว่าความต้องการของตลาดยังถือว่าดี แต่เนื่องจากประสบปัญหาปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งผลกระทบนโยบายคุมเข้มการทำประมงของรัฐบาลจากมาตรการไอยูยู (IUU) ทำให้วัตถุดิบขาดแคลน รวมถึงการเข้ามาแย่งตลาดของประเทศเวียดนาม ที่ได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าแรงที่ถูกกว่า จึงสามารถตั้งราคาได้ถูกกว่าประเทศไทย ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการเวียดนามมากขึ้น

จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผลิตภัณฑ์ทาโร่ เคยซื้อวัตถุดิบจากทางบริษัทเดือนละกว่า 7 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่หลังจากเวียดนามเข้ามาตีตลาดทำให้มียอดขายเพียง 1-2 ตู้คอนเทนเนอร์ ต่อเดือนเท่านั้น นอกจากจะส่งวัตถุดิบให้กับทาโร่แล้ว ยังส่งให้กับผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ อาทิ เบนโตะ ฟิชโช่ ลัคกี้ ทวีวงศ์ เป็นต้น ซึ่งทางบริษัทก็พยายามรักษาตลาดภายในประเทศไว้ได้ในระดับหนึ่ง โดยพยายามรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจคุณภาพสินค้าของเรามากกว่าจากประเทศเวียดนาม

นายสุบรรณ กล่าวว่า บริษัทได้แก้ไขปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบโดยการสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งวัตถุดิบก็มีการปรับราคาขึ้นประมาณ 20-30% ทำให้ต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5-10% หากปรับขึ้นมากก็จะส่งผลกระทบต่อยอดขาย เพราะลูกค้าจะหันไปซื้อจากเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญแทน
อย่างไรก็ตาม ได้พยายามทำตลาดในทุกรูปแบบ เพื่อรักษาผลประกอบการให้อยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือขยับขึ้นบ้างทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ เช่น ปลากระป๋อง ก็ได้นำหมึกแดงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพและรสชาติความอร่อย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศเมียนมา ขณะนี้มีการเจรจากับตัวแทนจำหน่ายแล้ว คาดว่าจะสามารถนำปลากระป๋องออกไปเปิดตลาดได้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้ตั้งเป้าผลผลิตรวมปีนี้ไว้ที่ 7,500 ตัน ยอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท แม้ว่าช่วงครึ่งปีนี้จะทำยอดได้ประมาณ 40% แต่ก็มั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะทำยอดขายได้ตามเป้าอย่างแน่นอน เพราะตลาดญี่ปุ่นจะมีออร์เดอร์เข้ามามากในช่วงปลายปี

สำหรับกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง และซูริมิ จะส่งออกไปขายประเทศญี่ปุ่นเกือบ 100% ขณะที่ปลากระป๋องที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี 2553 เน้นทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเทศในแถบแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย อียิปต์ กานา และโรมาเนีย และยังหันมาทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา ลาว มาเลเซีย รวมถึงตลาดในประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการรับรองเครื่องหมายฮาลาลจากประเทศมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ทำให้ได้รับความมั่นใจจากพี่น้องชาวมุสลิมมากขึ้น และสามารถทำตลาดเข้าไปในประเทศมาเลเซียได้ด้วย จึงทำให้ยอดขายปลากระป๋องเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 5 ล้านกระป๋องต่อเดือน มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาทในปี 2559 ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 80 ล้านบาท

ในส่วนของซูริมิ (เนื้อปลาบด) ก็หันมาทำตลาดภายในประเทศควบคู่กับการส่งออกไปญี่ปุ่น โดยมีกำลังการผลิตราว 1 หมื่นตันต่อปี สำหรับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา เครือกันตังกรุ๊ปมียอดขายรวมประมาณ 1,400 ล้านบาท

ด้าน นายโอฬาร อุยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จำกัด ผู้ส่งออกปลากระป๋องรายใหญ่ และในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยกลุ่มบริษัทของตนมีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นในปีนี้ประมาณ 10% หลังจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วยอดการส่งออกถดถอย แต่ปีนี้ก็ประสบปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

นายภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมประมงจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำยังขาดแคลนวัตถุดิบ โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย คือ เรือประมงไม่ได้ออกทำการประมงกว่า 1 หมื่นลำ และวันทำการประมงเหลือน้อยเพียง 7 เดือน อีก 5 เดือนต้องหยุดทำการประมง

ส้มโอทับทิมสยามเมืองคอนไม่พอขาย ผลผลิตลดลงกว่า 40% หลังเจอพิษน้ำท่วมใหญ่ต้นปี’60 ดันราคาขายปลีกพุ่ง 600-650 บาท/ลูก ชี้แนวโน้มความต้องการตลาดจีนรับซื้อไม่อั้น ด้านภาครัฐหนุนทำเกษตรแปลงใหญ่ หวังควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน มุ่งสู่มาตรฐาน GAP

นายชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม ประมาณ 2,500 ไร่ พื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูก คือ ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) โดยมีลักษณะเด่น คือ รสชาติหวาน เปรี้ยวนิดๆ เนื้อสีแดงใสคล้ายทับทิม ผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เฉลี่ยมีผลผลิตไร่ละ 700-800 ลูก โดยตลาดหลักเป็นตลาดพรีเมี่ยม และของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งการบำรุงรักษา การควบคุมคุณภาพ ทำให้ราคาผลผลิตค่อนข้างสูง ราคาหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ 150 บาท/ลูก ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกตั้งแต่ 200-500 บาท/ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ หากเป็นเกรดพรีเมี่ยมราคาจะสูงถึง 600 บาท/ลูก

ปัจจุบัน ส้มโอทับทิมสยามสร้างรายได้ให้จังหวัดประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นจำหน่ายในประเทศ 40% ได้แก่ จำหน่ายภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลาด อ.ต.ก. โมเดิร์นเทรด เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และส่งออกต่างประเทศ 60% ได้แก่ จีน ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่จะรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก คัดเกรด และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ เนื่องจากเป็นลักษณะเฉพาะของส้มโอทับทิมสยาม

ขณะที่เกษตรกรก็ประสบปัญหาด้านต้นทุนสูง และภัยธรรมชาติ เนื่องจากพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก คือ พื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ ทำให้ประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เกษตรกรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ส้มโอทับทิมสยามร้อยกว่าไร่ยืนต้นตาย และต้องได้รับการฟื้นฟูอีกจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตลดลงกว่า 30-40% และผลผลิตออกล่าช้ากว่าปกติ โดยปีนี้เลื่อนมาออกช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน

ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์น้ำท่วม ภาครัฐได้เข้าไปช่วยเหลือและส่งเสริมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่กว่า 1,000 ไร่ เป็นการรวบรวมการผลิต และมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพให้ดี มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งวางแผนการขาย ลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต และพยายามใช้ชีวภาพให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี และเข้าสู่มาตรฐาน GAP 100% ในอนาคตจะมุ่งไปสู่เกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกัน ทางชลประทานได้เข้ามาดูแลในเรื่องของระบบน้ำให้ด้วย

“เกษตรกรที่จะเข้ามาร่วมทำเกษตรแปลงใหญ่ ต้องสมัครสมาชิกเข้ามาเอง เพราะต้องการเกษตรกรที่มีความต้องการที่จะพัฒนาในรูปของกลุ่มรวมตัวกัน ไม่อยากให้เป็นลักษณะบังคับกัน ซึ่งภาคราชการก็สามารถเข้าไปส่งเสริมได้สะดวก หลักการคือให้รวมกันผลิต รวมกันขาย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการนำเอาส้มโอไม่มีคุณภาพมาขายได้ โดยในอนาคตจะพัฒนาคิวอาร์โค้ด เพื่อใช้ตรวจสอบผลผลิตแบบย้อนกลับด้วย” นายชลินทร์ กล่าว

ด้าน นายฉัตรชัย ศีลประเสริฐ เจ้าของสวนลุงน้อยส้มโอทับทิมสยาม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่สวนส้มโอทับทิมสยาม ประมาณ 10 กว่าไร่ และมีของลูกสวนอีกประมาณ 6 ราย พื้นที่รวมทั้งหมด 60 ไร่ จำหน่ายในประเทศ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งผลผลิตที่ส่งออกจะต้องมีมาตรฐาน GAP ผิวเรียบ สวย ผิวเขียวอมเหลือง เนื้อในต้องเป็นสีแดงสด และมีรสชาติหวาน แต่ปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะจีนเข้ามากว้านซื้อไปเกือบหมด

สำหรับปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเดือนธันวาคม 2559-มกราคม 2560 เกษตรกรบางส่วนขาดทุนย่อยยับ เพราะว่าท่วมหนักกว่าทุกปี ถ้าหากท่วมประมาณ 10-15 วัน ก็สามารถอยู่ได้ แต่ที่ผ่านมาน้ำท่วมนานเดือนกว่า ทำให้ต้นส้มโอตาย ส่วนต้นที่เหลือต้องตัดผลผลิตทิ้งหมด เพื่อรักษาและฟื้นฟูต้นไว้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี ส่วนต้นที่ปลูกใหม่ใช้เวลา 3-4 ปีกว่าจะได้ผลผลิต เกษตรกรบางรายจึงถอดใจเพราะต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบน้ำ ถมดินใหม่ และต้นทุนสูง เช่น กิ่งพันธุ์ ราคา 200-350 บาท/กิ่ง

“ในปี 2560 คาดว่าผลผลิตจะลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้ราคาส้มโอทับทิมสยามสูงขึ้น ปกติราคาจำหน่ายปลีก ไซซ์ใหญ่ ขนาด 2.5 กิโลกรัม ราคา 450-500 บาท/ลูก แต่ตอนนี้ราคาสูงขึ้นอยู่ที่ 600-650 บาท/ลูก ขณะที่ราคาหน้าสวนก็สูงขึ้นเช่นกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 150-180 บาท/ลูก จากเดิม 120-150 บาท/ลูก” นายฉัตรชัย กล่าว

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ว่านอกจากสารอาหาร 5 หมู่ที่เราต้องการแล้ว ร่างกายมนุษย์ยังต้องการสารอาหารอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ สารอาหารฟังก์ชั่น (functional ingredlient) ซึ่งสารกลุ่มนี้จะพิเศษคือ ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างจำเพาะเจาะจงต่อระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย เช่น เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย หรือลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) หรือสารพฤกษเคมี เป็นสารเคมีที่พบในพืชแทบทุกชนิด จัดว่าเป็นสารอาหารฟังก์ชั่นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหมด ซึ่งจะพบได้ในพืชผักและผลไม้ โดยได้จากการสันดาปของพืช สารกลุ่มนี้ทำหน้าที่ก่อให้เกิดสีสันในผักและผลไม้ กรองแสงแดดที่มีรังสียูวีที่จะก่อให้เกิดอันตรายพืชได้ นอกจากนี้ ยังคอยปกป้องผักและผลไม้จากแมลงศัตรูพืชต่างๆ สารพฤกษเคมีกลุ่มนี้ ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ ลิกนิน แคโรทีนอยด์ เทอร์พีนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายในการจดจำ จะขอแบ่งชนิดของสารสำคัญตามสีของผักและผลไม้ ดังนี้

1. กลุ่มสีน้ำเงิน และ สีม่วง ผักและผลไม้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือม่วง มันสีม่วง ดอกอัญชัน ข้าวนิล ข้าวเหนียวดำ องุ่นแดง ชมพู่มะเหมี่ยว ชมพู่แดง ลูกหว้า ลูกพรุน และบลูเบอร์รี่ ซึ่งผักและผลไม้ในกลุ่มนี้จะมีสารที่ทำหน้าที่เป็นสารอาหารฟังก์ชั่น ได้แก่ กลุ่มแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มีงานวิจัยพบว่า สารนี้มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันแอลดีแอล และยังทำให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดมีความอ่อนนิ่ม การกินผักและผลไม้ที่สีน้ำเงิน และสีม่วง จึงสามารถชะลอการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้

2. กลุ่มเขียว ได้แก่ ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ใบทองหลาง ใบย่านาง พืชผักสีเขียวนอกจากจะอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์แล้ว ยังมีสารประกอบอื่นๆ เช่น ลูทีน (lutein) อินโดล (indole) และไทโอไซยาเนต (thiocyanate) ซึ่งมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพหลายประการ ลูทีนเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบในผักใบเขียวเข้ม

3. กลุ่มสีส้ม และสีเหลือง จะมีสารประเภทแคโรทีนอยด์มาก อาทิ ลูทีน (Lutein) ซึ่งมีประโยชน์โดยตรงกับดวงตา ช่วยป้องกันและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาในผู้ใหญ่ ส่วนประโยชน์ในเด็กคือ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีสารเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไขมันในเส้นเลือด ช่วยให้ผิวพรรณสดใส รักษาความชุ่มชื่นให้ผิว ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ช่วยส่งเสริมและสร้างภูมิคุ้มกันผักที่อยู่ในกลุ่มสีเหลืองและส้ม ได้แก่ ฟักทอง มันเทศ แครอต มะละกอ และข้าวโพด ส่วนในผลไม้ ได้แก่ ส้ม มะม่วง สับปะรด ขนุน และเสาวรส

4. กลุ่มสีแดง สารสีแดงในผักและผลไม้ที่มีสีแดง คือ ไลโคปีน (Cycopene) และเบตาไซซีน (Betacycin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันการเกิดมะเร็งตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก รองลงมาคือ มะเร็งปอด และมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ผักและผลไม้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ มะเขือเทศ บีทรูท กระเจี๊ยบแดง ทับทิม แตงโม เชอร์รี่ และชมพู่แดง

5. กลุ่มสีขาว นั้น หลายคนคิดว่าไม่มีสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผักและผลไม้ที่มีสีขาวนั้นมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ไม่แพ้สีอื่นๆ เลย สารพฤกษเคมีที่พบในพืชสีขาว ได้แก่ อัลลิซิน เป็นสารให้กลิ่นและรสในกระเทียม มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล เควอร์เซทิน และแคมป์ฟีรอล พบมากในหอมใหญ่ ซึ่งพบว่าช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและลดการต้านยาในเซลล์มะเร็งได้ แซนโทน พบในเนื้อสีขาวและเปลือกของผลมังคุด สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า ผักและผลไม้ 5 สีนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จึงอยากขอเชิญชวนท่านผู้อ่านหันมาทานผักและผลไม้กันให้มากขึ้น โดยพยายามทานให้หลากหลาย ในวันหนึ่งอย่างน้อยๆ ให้พยายามรับประทานให้ได้ 3 สี ถ้าให้จำง่ายๆ ท่านอาจนึกถึงสัญญาณไฟจราจรก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรสลับหมุนเวียนชนิดของผักและผลไม้กันไป เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้สารอาหารครบถ้วนแล้ว

การดื่มกาแฟยามเช้าและระหว่างวัน เป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย โดยเฉพาะกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในตอนเช้า เรียกความสดชื่นให้ตื่นเต็มตาก่อนเริ่มต้นวันทำงาน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กาแฟมีหลากหลายให้เลือกบริโภค ทั้งแบบกึ่งสำเร็จรูปที่ต้องปรุงรสชาติเพิ่มเติมทั้งนมและน้ำตาล หรือปรุงรสชาติมาให้เสร็จสรรพในรูปแบบอินสแตนท์ รวมถึง “กาแฟสด” ที่บดเองชงเอง ขณะเดียวกันคอกาแฟโบราณยังชื่นชอบกาแฟกึ่งสำเร็จรูปของท้องถิ่น “โกปี้” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ โกปี้เป็นสินค้าที่ยังคงได้รับความนิยม

ที่ จังหวัดสตูล เคยมีพื้นที่ปลูกกาแฟ ประมาณปี 2540 อำเภอควนโดนมีการปลูกไร่กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าค่อนข้างมากทีเดียว รวมทั้งกลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันผลิตกาแฟโบราณเพื่อสร้างรายได้ และต่อยอดอาชีพ ต่อมาเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกยางพารา ลองกอง ซึ่งมีรายได้ดีกว่า ขณะที่กลุ่มแม่บ้านยังคงผลิตกาแฟโบราณอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องถึงขีดสุด ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟอีกครั้ง ส่งผลให้การผลิตกาแฟพื้นบ้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ฉ๊ะ แกสมาน วัย 56 ปี ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานเคียน เล่าว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานเคียน เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ ตำบลควนโดน 30 คน ใช้เวลาว่างช่วยกันผลิตกาแฟโบราณ โดยใช้กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งปลูกในพื้นที่อำเภอควนโดนในรอบ 6 เดือน อีกส่วนจะซื้อพันธุ์กาแฟจากจังหวัดชุมพร ทำให้ทางกลุ่มสามารถผลิตกาแฟได้ตลอดทั้งปี

ในการผลิตกาแฟพื้นบ้าน สมาชิกกลุ่มจะรวมตัวกันในช่วงบ่ายสองโดยนัดวันว่างพร้อมกันในแต่ละสัปดาห์ ทุกคนต้องสวมใส่ผ้ากันเปื้อนก่อน จากนั้นเตรียมอุปกรณ์ ส่วนผสมของกาแฟโบราณ ประกอบด้วย เมล็ดกาแฟกะเทาะเปลือก 1 กิโลกรัม น้ำตาลแดง 1 กิโลกรัม และน้ำตาลทรายขาว 2 กิโลกรัม เป็นสูตรในการผลิตกาแฟโบราณแต่ละครั้ง โดยขั้นตอนการผลิต เริ่มจากการล้างเมล็ดกาแฟที่ผ่านการตากแห้งแล้ว ก่อนนำไปคั่วด้วยไฟอ่อนในกระทะใบบัว ใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงจนเมล็ดกาแฟเป็นสีดำ ส่งกลิ่นหอมจึงยกขึ้นจากเตา จากนั้นลงมือเคี่ยวน้ำตาลแดงกับน้ำตาลทรายแดงจนเหนียวข้นเป็นยางมะตูม น้ำตาลกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ แล้วใส่เมล็ดกาแฟคั่วลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอย่างต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง จนส่วนผสมกาแฟเหนียว หอม มีข้อควรระวัง ไม่ให้ไหม้เด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้กาแฟจะขมเสียรสชาติ

“หลังเคี่ยวส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันเสร็จ ให้ยกลงจากเตาและเทใส่ถาดพักไว้ให้เย็น เนื้อกาแฟจะเกาะกันเป็นแผ่น จากนั้นนำไปตำในครกไม้ใบใหญ่ให้แหลก โดยสมาชิกช่วยกันตำมือ สมาชิกกลุ่มช่วยกันลงสากสลับกันไปมาตรงจังหวะขึ้นลง แล้วนำร่อนให้ได้กาแฟเนื้อละเอียดที่สุดเป็นอันใช้ได้ แค่นี้สามารถนำผสมกาแฟชงได้เหมือนกาแฟทั่วไป”

ดวงตา มาลินี ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลควนโดน i-army.org สมาชิกกลุ่มวัย 59 ปี กล่าวว่า กาแฟโบราณชงได้เหมือนกาแฟทั่วไป ปกติชาวบ้านชอบดื่มแบบชงคู่กับน้ำตาล จะให้รสชาติเข้มไม่เลี่ยน เรียกว่า โกปี้ หรือ กูปี้ หรือชงคู่กับนมข้น จะให้สีหม่นๆ ไม่ดำเข้มเหมือนโกปี้ สูตรนี้เรียก “กาแฟนม” เอกลักษณ์ของกาแฟโบราณต่างจากกาแฟกึ่งสำเร็จรูปที่ขายทั่วไป คือ มีกากเล็กน้อย ซึ่งบางคนชอบเคี้ยวระหว่างดื่ม ที่สำคัญกาแฟโบราณเป็นกาแฟที่ปรุงแต่งน้อยที่สุด

กาแฟพื้นบ้าน ภาษาถิ่นเรียกว่า โกปี้ หรือ กูปี้ ซึ่งเพี้ยนมาจากภาษามลายูว่า โกปิ เข้ามาแพร่หลายในอำเภอควนโดน เมื่อราว 100 ปีก่อน ช่วงสมัยพระยาภูมินารถภัคดีเป็นเจ้าเมืองสตูล โดยชาวรัฐเปอลิส ประเทศมาเลเซีย ชื่อ นายมาแอ ละใบ โดยอพยพครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านวังประจัน ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน และนำต้นกาแฟมาปลูก ต่อมาแปรรูปเป็นกาแฟผงตามตำรับของมาเลเซียบริโภคภายในหมู่บ้าน และจำหน่ายในเวลาต่อมา

สำหรับการผลิตกาแฟตามสูตรนี้ จะได้กาแฟผง 3 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ปัจจุบัน วางขายที่กลุ่มกาแฟพื้นบ้าน หมู่ 2 บ้านสะพานเคียน ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล หรือตามจุดจำหน่ายสินค้าโอท็อป มีจำหน่ายทั้งแบบขวดโหลหรือแบบถุง ขนาดครึ่งกิโลกรัมส่ง 80 บาท ปลีก 100 บาท ส่วนโหลและถุงกระดาษหิ้วส่ง 35 บาท ปลีก 40 บาท โทร.สั่งซื้อได้ที่ (081) 7631-4562

กัญญาพัชร รัตนพันธ์ ผู้ประกอบการที่นำสินค้าไปกระจายต่อ กล่าวว่า เสน่ห์ของกาแฟโบราณของกลุ่มแม่บ้านสะพานเคียน คือ ความหอม รสชาติกลมกล่อมของกาแฟ ที่สำคัญคือ สำหรับคนที่ไม่เคยดื่มกาแฟ หากได้ดื่มแล้วจะไม่มีอาการปวดหัว จึงสนใจนำไปต่อยอดให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่เพิ่มความสะดวกในการดื่มโดยทำเป็นถุงชง กรองกากกาแฟ แต่สำหรับคนที่ชอบเคี้ยวกาแฟ ถือว่าตรงความต้องการแล้ว

“เห็ดโคน” เป็นเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ พบในพื้นที่ป่าทั่วไป จะออกผลผลิตหลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน สลับกับมีแสงแดดในอุณหภูมิที่เหมาะสม

เมื่อถึงช่วงที่เห็ดโคนออก ชาวบ้านมักจะนิยมเข้าป่าหาเห็ดโคนกัน เพราะมีราคาแพง เป็นเห็ดป่ามีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหาร ต้มยำ หรือผัดน้ำมันหอย อร่อยมากว่ากันว่าดอกตูมๆ กิโลกรัมละ 500-600 บาท ส่วนดอกที่บานแล้วกิโลกรัมละ 250-300 บาท ที่แพงเพราะปีหนึ่งได้กินเพียงครั้งเดียว และที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครที่สามารถนำเห็ดนี้มาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้เลย

แต่วันนี้เห็ดโคนถูกนำเชื้อมาเพาะเชื้อได้แล้ว

รณรงค์ มงคลการ เป็นผู้นำเชื้อเห็ดโคนมาเพาะเลี้ยงเป็นเห็ดโคนคอนโดสําเร็จแห่งแรก ภายในโรงเรียนวัดท่ามะขาม (ท่ามะขามประชาอุทิศ) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และได้จดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กําลังขยายผลให้ความรู้ออกสู่ชุมชนสร้างรายได้กับนักเรียน

โดยหลังทราบข่าว จิตรลดา เนียมรักษา นายกเทศบาลตำบลดอนทราย ได้นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งผู้นำชุมชน ประชาชน ผู้ปกครองนักเรียน เข้ามาศึกษาดูงานโครงการเพาะเห็ดโคนคอนโดจากวัสดุจากธรรมชาติจนสำเร็จ จึงเตรียมนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริมให้แก่ชุมชนได้มีรายได้อีกทางหนึ่ง

ภายในโรงเรียนวันนี้ ธัญญชล จันทร์มโน ครู คศ. 2 ชำนาญการ ผู้ร่วมคิดค้นการเพาะเห็ดโคน เป็นผู้ให้ความรู้ และนำนักเรียนมาช่วยกันฉีกเชื้อเห็ดโคน บริเวณพื้นที่อาคารไม้ลักษณะปลูกสร้าง 2 ชั้น ภายในโรงเรียน

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดโคนคอนโด จะมีถังต้ม เตา ใช้แบบประหยัดโดยใช้ก้อนหินใหญ่ หรือ อิฐบล็อกก็ได้ มีหัวเชื้อเห็ดโคนคอนโด ฟาง อาหารเสริม หัวเชื้อต้มฟาง และฮอร์โมนเห็ดโคนคอนโด