ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่

ตำบลโคกยาง ระบุว่า การแจกจ่ายสารอินทรีย์ครั้งนี้จะให้สมาชิก 2 กระสอบ ต่อไร่ ครั้งก่อนได้มีการแจกจ่ายพันธุ์ข้าวมะลิ 105 ให้กับเกษตรกรไปแล้ว ไร่ละ 25 กิโลกรัม สมาชิกรับไปแล้วประมาณ 4,000 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลดีสำหรับเกษตรกรเป็นอย่างมากในการทำเกษตรอินทรีย์ เราจะต้องเอาธรรมชาติกลับคืนมาให้ได้ ซึ่งวันนี้เราได้รับความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างดีที่ร่วมในการดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นผลต่อไป

ด้าน นายนำ ละเมียดดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โคกยาง บอกว่า เรื่องของงบประมาณในการขุดลอกลำห้วยนั้น นับว่าเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างสูงมาก การดำเนินการเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่ต้องลงมาช่วย เพราะเกินกำลังกว่าที่ อบต.จะดำเนินการ เรามีเพียงแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่ แต่แหล่งน้ำซึ่งเป็นหัวใจหลัก ทั้งที่เป็นเส้นหลักของลำห้วยเสนง 2 ไม่มีที่กักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตรให้กับเกษตรกรเลย หวังอย่างยิ่งว่าผู้ใหญ่จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้

นางอรุณ สัชชานนท์ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการ ตนมีที่นา 9 ไร่ ลองปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ดู หากทำแล้วดีขายได้ราคาดีก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม นอกจากนี้ในพื้นที่ยังต้องการแหล่งน้ำ เพราะถ้าฝนไม่ตกก็ลำบาก และที่สำคัญคืออยากหมดหนี้ เมื่อมีการประกันราคาให้ข้าวอินทรีย์ตันละ 18,000 บาท ชาวนาที่ร่วมโครงการก็ดีใจจะได้หมดหนี้ เพราะปลูกปีแรกสามารถขายได้เลย หากใช้สารปรับสภาพดินจากทอช

นางเกื้อง สุรเนตร สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรอินทรีย์ผสมผสานนาแปลงใหญ่ ตำบลโคกยาง ในวัย 60 ปี บอกว่า แค่ให้ในพื้นที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ นอกจากชาวนาจะปลูกข้าวอินทรีย์ได้แล้ว ยังสามารถเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักขายได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี แต่ขณะนี้ในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำเลย อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาช่วยเหลือชาวนาด้วย

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรม ในรูปแบบของประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จด้านการจัดการอาชีวศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ที่ลึกซึ้งในวิชาชีพที่ได้จากการฝึกปฏิบัติจริง มีความรับผิดชอบในงานที่ทำ มีความอดทนและมีวินัยในตนเอง โดยมอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิค (วท.) ชลบุรี ทำความร่วมมือจัดการเรียนการสอนรูปแบบทวิภาคี กับโรงไฟฟ้าบี.กริมของบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส จํากัดโดยจัดส่งนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาช่างไฟฟ้า จำนวน 10 คน เข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ตามโครงการช่างฝึกอาชีพ GTDEE นั้น

ขณะนี้นักศึกษาทั้ง 10 คน ได้ผ่านการฝึกตามหลักสูตร ผ่านการประเมินสมรรถนะตามมาตรฐานช่างเทคนิคเยอรมัน และสำเร็จการศึกษาหลักสูตรอาชีวศึกษาทวิภาคีแล้วทุกคน ซึ่งในปีนี้มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ได้คะแนน 94 คะแนนจาก 100 คะแนน คือนายพงศกร และแฟง ซึ่งถือเป็นคะแนนสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาขณะนี้ส่วนหนึ่งได้บรรจุเป็นพนักงานของบริษัทแล้ว โดยได้มอบหมายให้นายปริวัฒน์ ถานิสโร ผอ.วท.ชลบุรี จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นเกียรติและสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาทั้ง 10 คน โดยเชิญนายโรแลนด์ ไวน์ ผอ.บริหารหอการค้าเยอรมัน-ไทย นายมาร์คุส ฮอฟฟ์แมนน์ ผอ.โครงการเยอรมัน-ไทย และน.ส.พิมพ์มณี ทวีกาญจน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาวุโสทรัพยากรมนุษย์ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมมอบใบประกาศนียบัตร

นักศึกษารุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่ 6 ที่สำเร็จการศึกษาจาก GTDEE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ VETnet (Vocational Education Training Network) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และวิจัยแห่งสหพันธรัฐแห่งเยอรมนี (BMBF) และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเยอรมนี (DIHK)

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล 300 เมกะวัตต์ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และ จังหวัดนราธิวาส ตามนโยบายของ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าอยู่ระหว่างร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสรุปหลักเกณฑ์การพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้นเนื่องจากนโยบายกระทรวงพลังงานต้องการให้ชุมชนในพื้นที่มีความเป็นเจ้าของโครงการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ โดยปัจจุบันในพื้นที่มีการพัฒนาไปแล้ว 100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้ว (ซีโอดี) 40 เมกะวัตต์ กำลังก่อสร้างอีก 60 เมกะวัตต์ ทำให้เหลือเป้าหมายใหม่ที่จะพัฒนาประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ ซึ่งการพัฒนาจะดูความต้องการการใช้ไฟและวัตถุดิบในการเป็น เชื้อเพลิงในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ

“ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. วิสาหกิจชุมชน เบื้องต้นได้รูปแบบชัดเจนแล้วเหลือรายละเอียดบางส่วน อาทิ การถือหุ้นต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร ระยะแรกอาจให้โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียนช่วยชุมชนก่อนจากนั้นค่อยให้ชุมชนถือ 100% ส่วนเอกชนที่ลงทุนจะพิจารณาอีกครั้ง” นายประพนธ์ กล่าว

ผศ.ดร.นิวัต กลิ่นงาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินงานเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ตามพระราโชบายรัชกาลที่ 10 ร่วมกับ จ.สงขลา สตูล และพัทลุง เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าว คือ มรภ.สงขลาจะร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชน และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย และกำหนดแผนงานยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนจัดคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมาย ติดตามประเมินผล รวมถึงพิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมต่างๆ ตามแผนงานยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น

โดยจังหวัดมอบหมายภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและการวางแผนงานยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติและดำเนินการตามแนวทางกำหนดในรายละเอียดร่วมกัน

ด้าน ดร.บรรจง ทองสร้าง ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมา มรภ.สงขลาได้หารือแนวทางการดำเนินงานพัฒนาเชิงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนจาก จ.สงขลา สตูล และพัทลุง โดยในปีแรกจะจัดทำแผนพัฒนาชุมชนและพัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานตามความต้องการที่แท้จริงของคนในท้องถิ่น อาทิ การพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน/ โอท็อป สู่ตลาดสากล การจัดการท่องเที่ยวชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น พันธุ์พืชพื้นเมือง หรือพืชผักพื้นบ้าน โดยการสำรวจ รวบรวม และศึกษาวิจัยถึงสรรพคุณ คุณค่าทางโภชนาการ เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“ในส่วนของแผนการดำเนินงานบริการวิชาการเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2561 มรภ.สงขลาได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายซึ่งแบ่งออกเป็น พื้นที่ตามมติสภามหาวิทยาลัย จำนวน 3 พื้นที่ พื้นที่สนองพระราโชบายรัชกาลที่ 10 จำนวน 5 พื้นที่ และพื้นที่สนองพระราโชบายที่จังหวัดกำหนดร่วมกับมหาวิทยาลัย ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าว” ผอ.สถาบันวิจัยฯ มรภ.สงขลา กล่าว

เขต ศก.พิเศษชายแดนหงอย 3 ปี เอกชนขอลงทุนไม่ถึงหมื่นล้าน “อุตตม” แก้เกมเร่งหอการค้า- ส.อ.ท.ทำแผนตลาด-พีอาร์กู้วิกฤตเสนอ กนพ.อนุมัติ เล็งพ่วงโรดโชว์บีโอไอกระตุ้นคำขอ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าได้มอบหมายให้ภาคเอกชนคือหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ร่วมกับภาครัฐจัดทำแผนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เร่งทำรายชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะดำเนินการใน 10 เขตเศรษฐกิจชายแดน และให้ประสานผู้ที่ต้องการลงทุนตลอดจนพันธมิตรในการลงทุนและจัดทำรายชื่อมาเสนอคณะอนุกรรมการอีกครั้ง เพื่อให้จัดทำมาตรการสนับสนุนในด้านต่างๆ ให้กับผู้ลงทุน และเสนอเข้าสู่ กนพ. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้

“ได้ให้เอกชนทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและ ส.อ.ท.จัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ รวมทั้งประเภทอุตสาหกรรมและผู้สนใจลงทุนในแต่ละพื้นที่ของ 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะหากภาครัฐกำหนดอาจไม่สามารถลงลึกได้เมื่อเทียบกับเอกชนแสดงความต้องการเข้ามาเอง และหลังจากนี้คณะอนุกรรมการจะนำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ไปทำเป็นแผนปฏิบัติการพ่วงกับแผนชักจูงการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ยังสั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง รวมทั้งนายกรัฐมนตรียังให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในสมาร์ตซิตี้ใน 7 พื้นที่ทั่วประเทศ และให้จัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วย

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า เบื้องต้นอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับใน 10 เขตเศรษฐกิจ อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี เน้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย เน้นการค้าและโลจิสติกส์ จังหวัดตาก เน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจังหวัดตราด เน้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดนครพนม เน้น โลจิสติกส์ จังหวัดนราธิวาส เน้นการค้าชายแดน จังหวัดมุกดาหาร เน้นโลจิสติกส์ จังหวัดสงขลา เน้นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จังหวัดสระแก้ว เน้นอุตสาหกรรมแปรรูป และ จังหวัดหนองคาย เน้นศูนย์การค้า

รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการลงทุนและการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561 มีผู้ขอรับการลงทุนจำนวน 51 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 8,955 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติแล้ว 45 โครงการ เงินลงทุนรวม 8,338 ล้านบาท กระจายลงทุนในหลายจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ยกเว้น จังหวัดนครพนม และ จังหวัดนราธิวาส ยังไม่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน

สวทน. ชวนนิสิต นักศึกษา ฟอร์มทีมเฟ้นไอเดีย ภายใต้ 2 โจทย์ใหญ่ นวัตกรรมอาหารสำหรับสังคมสูงวัย และ นวัตกรรมอาหาร น้อยแต่มาก – ยิ่งมากยิ่งได้มาก เปิดรับสมัคร มิถุนายน ศกนี้

ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในฐานะ ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของโครงการ “ Food Innopolis Innovation Contest” ในปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพในการคิดค้น สร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นอย่างมาก การแข่งขันในปีนี้ เราจึงเดินหน้าสนับสนุนและพัฒนาความรู้ของนิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีเวทีในการแสดงออกในด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ และนำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ดี

ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ พัฒนาองค์ความรู้ และการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทั้งระหว่างกลุ่มนักศึกษาเอง รวมไปถึงระหว่างอาจารย์ด้วยเช่นกัน และยังเป็นแหล่งให้ภาคเอกชน เสาะหาบุคคลากรที่มีคุณภาพจากสถาบันการศึกษาเข้าร่วมทำงานในองค์กร และได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่เข้าร่วมประกวดไปพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

ดร.อัครวิทย์ กล่าวว่า สำหรับการแข่งขัน Food Innopolis Innovation Contest 2018 ที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ได้กำหนดโจทย์การแข่งขัน ภายใต้ 2 แนวคิด โดยแนวคิดแรกคือ Silver Food ซึ่งสืบเนื่องมาจากสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ภายในปี 2568

ซึ่งหมายความว่า ตลาดในส่วนของผู้สูงอายุจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศต่าง ในอาเซียนและประเทศที่พัฒนาแล้วและเมื่อมีผู้สูงอายุจำนวนมาก ความต้องการอาหารที่เหมาะกับสังคมสูงวัยเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของนักนวัตกรรมอาหาร จึงอยากให้นิสิต นักศึกษา สร้างสรรค์ไอเดียเพื่อตอบโจทย์ “นวัตกรรมอาหารสำหรับสังคมสูงวัย”

ส่วนอีกแนวคิด ดร.อัครวิทย์ กล่าววว่า คือ นวัตกรรมอาหาร Less is More – More is More โดย Less is More มีต้นกำเนิดจากวงการศิลปะที่เรียกว่า Minimalism โดยมีหลักคิดคือ การใช้วัตถุดิบ หรือ ส่วนประกอบที่ลดทอนบางกระบวนการทางอาหารบางอย่าง เช่น การดูดซึม หรือการใส่ส่วนประกอบปริมาณน้อยลง แต่ได้คุณประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น

กล่าวคือ ลดทอนส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งหลายๆ วงการรวมทั้งวงการอาหารเองก็ได้เริ่มนำคำนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งในแนวคิดนี้จะให้นิสิต นักศึกษา สร้างสรรค์ไอเดียที่นำเสนอนวัตกรรมโดยเลือก “ตัดหรือลด” บางสิ่งบางอย่างออกไปจากผลิตภัณฑ์ และ “เพิ่ม” ประโยชน์หรือคุณค่าที่มากขึ้น เพื่อมอบ “คุณค่าใหม่” ให้กับวงการอาหาร นอกจากนี้ ทีมงานยังให้ทางเลือกเพิ่มคือ More is More คือ “มาก ได้มากยิ่งกว่า” เพื่อท้าทายนิสิต นักศึกษา ที่สามารถคิดไอเดียที่เติมความ “มาก” และให้ “คุณค่าที่มากขึ้น” กับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารอีกด้วย

ทั้งนี้ การแข่งขัน Food Innopolis Innovation Contest 2018 จะเริ่มเปิดรับสมัครช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2561 โดยนิสิต นักศึกษา ที่สนใจร่วมประลองไอเดียด้านนวัตกรรมอาหารสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : FI Innovation Contest

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด “โครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อในวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ของบุตรเกษตรกร” เปิดโอกาสให้ลูกหลานเกษตรกรไทยเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยการชลประทาน พร้อมเป็นตัวแทนมอบทุนการศึกษา “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า วิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อของบุตรเกษตรกร ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเมล็ดพันธุ์สู่ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดยเปิดโอกาสให้ทายาทของผู้ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ชาวประมง เจ้าของกิจการตามที่คณะหรือสาขาวิชากำหนดได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อผ่านระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาสถาบันอุดมศึกษา หรือ TCAS เข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น วิทยาลัยการชลประทาน จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาและวางรากฐานด้านน้ำให้กับเยาวชนลูกหลานเกษตรกรไทยทั้งประเทศ บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยการเปิดโอกาสให้บุตรหลานของเกษตรกรเข้ามาเรียนในวิทยาลัยการชลประทาน เป็นระยะเวลา 4 ปี

เมื่อจบการศึกษาจะได้รับวุฒิวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา-ชลประทาน ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้ จะมีโอกาสฝึกงานจริงในหน่วยงานของกรมชลประทาน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเอง ที่สำคัญจะมีโอกาสเข้าทำงานในกรมชลประทานภายใต้โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับบุตรหลานเกษตรกร สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้ตั้งกองทุนการศึกษา “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน” เพื่อมอบทุนการศึกษาตลอด 4 ปี จำนวน 5 ทุน โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานเปิดโครงการและเป็นตัวแทนมอบทุนการศึกษา

เนื่องจากโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในปี 2564 จะเพิ่มทุนการศึกษาเป็นจำนวน 20 ทุน เพื่อเปิดโอกาสให้กับบุตรหลานเกษตรกรมากขึ้นอีกด้วย

ในอนาคตข้างหน้าประเทศไทยเรา จะมีต้นกล้าพันธุ์ใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านการเกษตรและการชลประทานกลับไปช่วยงานภาคการเกษตรในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง สามารถที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวของตนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

เครือเบทาโกร จัดสัมมนา “ยกระดับมาตรฐานแรงงานไก่ประกันสู่ความยั่งยืน” ครั้งที่ 2 โดยมีผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย เจ้าของฟาร์มและผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านแรงงานในฟาร์มไก่ประกัน ซึ่งเป็นเกษตรกรคู่สัญญาของเครือเบทาโกรจากจังหวัดต่างๆ ผู้บริหาร นักวิชาการจากเครือเบทาโกร และสถาบันอิสราเข้าร่วม เพื่อรับฟังข้อมูล สร้างความเข้าใจ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาการบริหารจัดการด้านแรงงานในฟาร์มไก่ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมผลักดัน “Your Voice, We Care” อีกหนึ่งช่องทางการรับฟังเสียงสะท้อนจากแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทยในสถานประกอบการ

นายสมศักดิ์ บุญลาภ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมการส่งออกเนื้อไก่ของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้และกำไรที่ดีให้กับภาคปศุสัตว์ไทย ปัจจุบัน ลูกค้าในต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับที่มาของผลิตภัณฑ์ทั้งด้านคุณภาพของสินค้าในทุกกระบวนการผลิต มากไปกว่านั้นคือ การดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบทางสังคมของผู้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะเรื่องสภาพการจ้างงานและการจัดการด้านแรงงานใน ซัพพลายเชน (Supply Chain) เครือเบทาโกรให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคน จึงมุ่งมั่นปรับปรุงการบริหารจัดการและมาตรฐานแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง ปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับสถาบันอิสรา จัดทำโครงการ “Your Voice, We Care” การรับฟังเสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาด้านแรงงานในระยะยาว

“เบทาโกร เริ่มโครงการ Your Voice, We Care กับพนักงานระดับปฏิบัติการในโรงงานผลิตเนื้อไก่ สำหรับปีนี้ จึงขยายสู่ฟาร์มไก่เนื้อของเกษตรกรคู่สัญญา เพราะฟาร์มคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตที่สำคัญ เบทาโกร มีนโยบายด้านแรงงานที่ยึดปฏิบัติคือ แนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices: GLP) ของภาครัฐ และมาตรฐานแรงงานเบทาโกร (BETAGRO Labor Standard: BLS) ซึ่งกำหนดใช้ทุกบริษัทในเครือและขยายไปสู่ผู้ผลิตในซัพพลายเชน ดังนั้น เจ้าของฟาร์มและคนงานในฟาร์ม ซึ่งมีวัฒนธรมและภาษาที่แตกต่างกัน

มีการเรียนรู้ระหว่างกัน ลดช่องว่างระหว่างกัน เกิดความเข้าใจกัน นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม พนักงานทุกระดับได้รับการดูแลที่ดี นอกจากนี้ การบริหารจัดการด้านแรงงานจะไม่ใช่อยู่แค่ฟาร์มเพราะห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นห่วงโซ่ที่ยาว การผลักดันให้ทุกสถานประกอบกิจการนำมาตรฐานด้านแรงงานไปปฏิบัติ จะทำให้เป็นสถานที่ทำงานที่ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างเป็นสุขและมีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี นำไปสู่การยกระดับมาตรฐานแรงงานของภาคอุตสาหกรรมไก่ไทย” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายมาร์ค เทย์เลอร์ Director of Strategy & Global Partnerships สถาบันอิสรา กล่าวว่า อิสรามีประสบการณ์การทำงานกับฟาร์มไก่ และทราบดีว่ามีอุปสรรคและปัญหาหลายด้านที่ทั้งเจ้าของฟาร์มและแรงงาน ต้องเผชิญ เนื่องจากลักษณะการทำงานในฟาร์มไก่ มีความแตกต่างจากการทำงานในโรงงาน ทำให้ชั่วโมงการทำงาน ระบบการจ่ายค่าจ้าง วันทำงาน วันหยุด แตกต่างจากระบบการทำงานที่ปฏิบัติใช้ในโรงงานทั่วไป

นอกจากนี้ อิสรายังช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการหาแรงงาน และช่วยทำความเข้าใจกับแรงงานตั้งแต่ประเทศ ต้นทางก่อนเดินทางมาประเทศไทย สิ่งสำคัญคือ มีช่องทางการรับฟังเสียงสะท้อนที่แรงงานสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ ได้แก่ สายด่วน 24 ชั่วโมง ที่รองรับการใช้งานหลายภาษา แอปพลิเคชั่น Golden Dreams ผ่านสมาร์ทโฟน รวมถึงช่องทางการรับส่งข้อความส่วนตัวอื่นๆ เช่น LINE Viber และ Facebook Messenger เป็นต้น ช่องทางเหล่านี้จะช่วยให้แรงงานข้ามชาติและแรงงานไทย สามารถส่งคำถามและข้อเสนอแนะต่างๆ โดยตรงถึงสถาบันอิสรา ซึ่งร่วมกับเครือเบทาโกร เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ยกระดับสภาพการทำงานของแรงงาน และเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตให้กับเจ้าของฟาร์ม