ประธานชุมชนหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง

กรรมการผู้แทนวิสาหกิจชุมชน (กรรมการบอร์ด) เปิดเผยว่า กรณีจะมีการก่อสร้างท่าเทียบเรือ PTT LNG และคลังเก็บก๊าซ บริเวณพื้นที่ชุมชนหนองแฟบในเร็วๆ นี้ PTT LNG ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ในฐานะประธานชุมชนหนองแฟบ ได้เสนอความเห็นให้บริษัทสนับสนุนและพัฒนาการเกษตรและดอกไม้เมืองหนาวให้ชุมชนหนองแฟบ โดยใช้พลังงานความเย็นจากก๊าซ LNG เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมพืชเกษตรและดอกไม้เมืองหนาวให้กับวิสาหกิจชุมชน

“ล่าสุด PTT LNG ได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้ 12 ไร่ สร้างบึงน้ำปลูกต้นแฟบซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ้านหนองแฟบ ซึ่งในอดีตชาวบ้านนำต้นแฟบจากหนองน้ำมาใช้ทำขอบกระด้งและทำลอบดักปลาแทนหวายซึ่งมีความเหนียว บริเวณรอบบึงน้ำทำเป็นสวนสาธารณะชุมชน เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้ชาวบ้าน พื้นที่อีกส่วนหนึ่งจัดสร้างโดมเป็นศูนย์วิจัยพืชเกษตรเมืองหนาว อาทิ สตรอเบอรี่ ฯลฯ ก่อนจะนำมาเพาะปลูกในแปลง โดยใช้พลังงานความเย็นจากก๊าซ LNG ส่งตามท่อเข้ามาในแปลงเพาะปลูก รวมทั้งดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ อาทิ ดอกทิวลิป เป็นต้น ขณะนี้ได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเรียบร้อยแล้ว ในอนาคต จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรและดอกไม้เมืองหนาวชุมชนหนองแฟบแห่งแรกของ จังหวัดระยอง”

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า จากการที่ตัวเลขประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวมเร็ว ส่งผลให้ปริมาณความต้องการบริโภคผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้นตาม เมื่อพื้นที่เพาะปลูกคงที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ทำการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงลงนามความร่วมมือกับสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (สคพ.) (องค์การมหาชน) เพื่อพัฒนาผู้บริหาร และครูวิชาชีพเกษตร บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญในอาชีพเกษตรกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ไปจนถึงพัฒนาภาคการเกษตรของไทย สู่เกษตรแปลงใหญ่อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

สอศ.จะกำหนดแผนพัฒนาผู้บริหาร ครูวิชาชีพเกษตร และผู้เรียนอาชีวศึกษาเกษตรให้มีความรู้เรื่องเกษตรสมัยใหม่ เพิ่มศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถประกอบอาชีพได้ในอนาคต และจัดกิจกรรม Youth Camp “SMART FARMER” ทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้แก่ผู้เรียนเกษตร โดยผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก Smart Farmer ต้นแบบ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรในยุคปัจจุบันไปพัฒนาอาชีพของตนเองต่อไป

ด้าน นายกมลินทร์ พินิจภูวดล ผอ.สคพ. กล่าวว่า สคพ.จะสนับสนุนบุคลากร วิทยากร ผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตร เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ และส่งเสริม สนับสนุนบุคลากร ทรัพยากร อุปกรณ์ และการอำนวยความสะดวกในการจัดอบรม และร่วมกับ สอศ.จัดอบรมความรู้สู่การเป็น Smart Farmer ให้แก่ครู นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกันนั้นทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดวิธีการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพต่อไป

รศ.ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ เคเคยู เมกเกอร์ สเปซ ว่า มข.จัดโครงการเคเคยู เมกเกอร์ สเปซ แหล่งเรียนรู้เพื่อความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสำนักหอสมุด ภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้นักศึกษาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้นักศึกษาสามารถผลิตนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ตลอดจนสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม

“เคเคยู เมกเกอร์ สเปซเป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัด ส่งเสริมให้นักศึกษาออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากได้ ตลอดจนสร้างทักษะการใช้งานเครื่องมือผลิตต้นแบบขั้นสูงมาตรฐานอุตสาหกรรมสากล นับเป็นตัวกลางสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างนักศึกษาและบุคลากรแบบพหุสาขา รวมศาสตร์ความรู้หลากหลายแขนง อาทิ ด้านการออกแบบ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ซอฟต์แวร์ ทำให้เกิดนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนา ตนเองสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่อีกด้วย” อธิการบดี มข.กล่าว

รายงานข่าวเผยว่า เคเคยู เมกเกอร์ สเปซประกอบด้วยเครื่อง 3D พรินติ้ง เครื่องระดับอุตสาหกรรมที่สามารถพิมพ์งานที่มีขนาดใหญ่ ใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงสูง ทนความร้อน ลดเวลา และข้อจำกัดการออกแบบในการสร้างโปรเจ็กต์ของนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ลายตัดไม้และอะครีลิกด้วยเลเซอร์ รูปภาพออกมาแม่นยำ เส้นคม ทั้งลายฉลุ และภาพวาด ทำให้นักศึกษาสามารถออกแบบได้ตามจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่ต้องกังวลคุณภาพของชิ้นงาน เป็นต้น

ลำพูน – นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.) ครั้งที่ 1/2561 เพื่อ รับทราบข้อมูลสถานการณ์ด้านการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นไป เช่น กระเทียม หอมแดง มันสำปะหลัง ข้าวนาปรัง และลำไย(นอกฤดู) เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไย(ในฤดู) ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน

ในปีนี้คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก ข้อมูลจากหลายภาคส่วนแจ้งว่าสถานการณ์ส่งออกลำไยไปต่างประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ชะลอการนำเข้าช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เป็นช่วงผลผลิตลำไยของทางภาคเหนือออกสู่ตลาดเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาเกษตรกรเนื่องมาจากผลผลิต

นครราชสีมา – ว่าที่ร.ต. ขรรค์ไชย ทันธิมา ท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นากลาง อำเภอสูงเนิน มีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องรับฟังการชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอย

นายสามิตร์ ศิริฤกษ์ ปลัดอบต.นากลาง กล่าวว่า แต่ละวันมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 2,460 ตัน กำจัดขยะได้ 708 ตัน นำขยะไปใช้ประโยชน์ 958 ตัน เหลือขยะตกค้าง 957 ตัน มีขยะสะสมตกค้างกว่า 9 แสนตัน เป็นอันดับ 2 ของประเทศ หากปล่อยปละละเลยจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต และอำเภอสูงเนินยังเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรม มีปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยขยะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วล่าสุดเฉลี่ยวันละกว่า 12 ตัน แนวทางบรรเทาปัญหาได้ดำเนินการตามนโยบาย “โคราชเมืองสะอาด ไร้ขยะ” แปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า เสนอเป็นทางเลือกให้อปท.ในพื้นที่นครราชสีมา ที่สนใจเข้าร่วมลงนามข้อตกลงการ จัดทำบริการสาธารณะด้าน การบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งขีดความสามารถกำจัดขยะได้วันละ 600 ตัน มูลค่าโครงการ 2 พันล้านบาท

นายกฤษณพงษ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากฎหมายอบต.นากลาง กล่าวว่า ปัญหาขยะทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ขาดความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่างๆ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จึงส่ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสุขภาพอนามัยของประชาชน ส่วนหนึ่งยังขาดองค์ความรู้และจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาและการจัดการขยะมูลฝอย พื้นที่ตำบลนากลาง มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการ โดยศึกษาวิเคราะห์สู่การปฏิบัติการแปรรูปขยะมูลฝอยให้เป็นพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและถูกหลักวิชาการ

ชุมพร – นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดเวทีระดมความคิดเห็นในการวางและจัดทำผังโครงการวางผังการระบายน้ำจังหวัดในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครั้งที่ 2 (พื้นที่จังหวัดชุมพร) ว่าจากอุทกภัยขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำของประเทศไทยจะเกิดขึ้นทุกๆ รอบ 15-20 ปี การวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำโดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่แก้มลิงแม่น้ำและทางน้ำหลากธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องกระทำด้วยความรู้และความเข้าใจในสภาพธรรมชาติของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในอนาคต จึงศึกษาโครงการวางผังการระบายน้ำจังหวัดในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อหาแนวทางป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย

ด้าน นายกุมพล พฤติพฤกษ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชุมพร เผยว่ามอบให้บริษัทที่ปรึกษาลงสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำผังระบายน้ำจังหวัดชุมพร รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลในพื้นที่มาประกอบ กับข้อมูลทางวิชาการ เป็นผังร่างระบบระบายน้ำ ซึ่งจะเป็นชั้นหนึ่งของแผนที่ที่จะบังคับใช้ใน ผังเมืองรวม แยกแต่ละลุ่มน้ำ ดูขีดความสามารถแต่ละลุ่มน้ำ เลือกใช้มาตรการดำเนินการ ถ้าใช้การเสริมสิ่งก่อสร้าง เช่น การขุดลอกคลอง การเสริมคันคลอง และการสร้าง พนังกั้นน้ำ จะใช้หลักเกณฑ์คาบการเกิดที่ 25 ปี วิเคราะห์ผลกระทบบริเวณที่มีน้ำท่วม ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

ผู้เข้าร่วมเสนอแนะให้ช่วยแก้ปัญหาที่ปลายน้ำมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเป็นพื้นที่สุดท้ายจึงมีปริมาณน้ำมาก อาทิเช่น ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว และ ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร พร้อมยังได้เสนอให้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีอยู่ให้มากขึ้น ดีกว่าเปิดพื้นที่เพิ่ม ซึ่งอาจจะทำให้ความแรงของน้ำเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

สตูล – นางสาวมณฑิรา เอียดเสน ผู้จัดการศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศให้ทุกจังหวัดจะต้องมีการจัดทำสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้าในท้องถิ่นรับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอ (GI) อย่างน้อยจังหวัดละ 1 สินค้า จังหวัดสตูลอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อขอจดทะเบียนเลือกจำปาดะ เพื่อใช้ขอจดทะเบียนเป็นสินค้าจีไอ เนื่องจากจำปาดะจังหวัดสตูล เป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น มีชื่อเสียงด้วยรสชาติอร่อย และมีตำนานการจัดงานจำปาดะติดต่อกันมากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าจำปาดะเป็นสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ทางศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก ลงพื้นที่ทำข้อมูลทั้งเชิงสังคมศาสตร์และเชิง วิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันว่าจำปาดะของจังหวัดสตูลแตกต่างและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่าที่อื่น คาดว่าประมาณเดือนกันยายนจะทราบผล

รมว.เกษตรฯ เตรียมเรียก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไข่ไก่เข้าพบ หารือแก้ปัญหาราคาตกต่ำเหลือ 2 บาทเศษ/ฟอง ถูกกว่าต้นทุนการผลิต หวั่นปิดเทอมรูดเหลือแค่ 2 บาท/ฟอง สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่วอนเร่งช่วยรายย่อย

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะเชิญ 4 บริษัทผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ของไทย ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท แสงทอง และบริษัท แหลมทองสหการ จำกัด หารือเพื่อขอความร่วมมือลดจำนวนพ่อแม่พันธุ์ให้เหลือ 5.5 แสนตัว จากขณะนี้พ่อแม่พันธุ์มีสูง 6.2 แสนตัว ส่งผลให้ไข่ออกสู่ตลาดประมาณ 45 ล้านฟอง/วัน ขณะที่ความต้องการบริโภคมีประมาณ 40 ล้านฟอง/วัน

“ขณะนี้ไข่ออกสู่ตลาดมาก และเป็นช่วงปิดเทอม ประชากรไทยหันไปบริโภคไข่อย่างอื่น อาทิ ไข่นกกระทา ไข่เป็ด หรือโปรตีนชนิดอื่น ทำให้ปริมาณที่เกินความต้องการสูงกว่า 5 ล้านฟองต่อวัน ส่งผลให้ราคาไข่ตกต่ำเหลือ 2.50-2.60 บาทต่อฟอง ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 2.90 บาทต่อฟอง ดังนั้นเกษตรกรรายย่อยจึงอยู่ไม่ได้ จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ หารือกับเอกชนลดปริมาณนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เพื่อช่วยรายย่อยบ้าง”

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า แนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ รับพิจารณาและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาคือ 1. กำหนด ให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดมาตรการจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไม่ให้เกิน 5.5 แสนตัว/ปี ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่เกินความต้องการประมาณ 2,000 ล้านฟอง/ปี

มอบหมายกรมปศุสัตว์พิจารณากำหนดมาตรการตรวจนับปู่ย่าพันธุ์ (GS) ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผล ต่อปริมาณพ่อแม่พันธุ์ที่จะผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะบริษัทผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่
กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแนวทางการออกประกาศกระทรวง เรื่องการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแล ซึ่งจะมีผลให้ผู้นำเข้าต้องแจ้งข้อมูลการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ที่ชัดเจน

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า นายมาโนช ชูทับทิม ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ นำตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่จากทั่วประเทศ เข้าพบนายกฤษฎาเพื่อขอ ความช่วยเหลือหลังราคาไข่ไก่ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยราคา ณ วันที่ 20 มีนาคม อยู่ที่ 2.10 บาท/ฟอง และคาดว่าเดือนเมษายน 2560 เป็นช่วงที่นักเรียนปิดเทอมจะร่วงแตะ 2 บาท/ฟอง

โดยขอความช่วยเหลือ อาทิ ยกเลิกการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ และนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่แทน, เมื่อปริมาณไข่เกิดล้นตลาด ขอให้กรมการค้าภายในดูแลอย่าให้มีการทุ่มตลาด, ขอให้นำเงิน คชก.ช่วยปลดแม่ไก่แก่ออกจากระบบเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 200,000-300,000 ตัว เป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้น

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายขับเคลื่อนและดำเนินงานแก่กรมปศุสัตว์ ที่โรงแรมอมารี ว่า กรมปศุสัตว์ได้รับงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมปี 2561 เพื่อขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จากวงเงินงบประมาณรวมของกระทรวงเกษตรฯ 24,000 ล้านบาท ซึ่งกรมฯได้นำงบ 671 ล้านบาท ไปจัดทำ 3 โครงการ คือ1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 12 ล้านบาท 2.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์และส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์ 140 ล้านบาท 3.โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมด้านการเกษตร 518 ล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า นโยบายที่เน้นย้ำ คือ การลงไปขับเคลื่อนตามแผนงานโครงการในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัด ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการแจกพันธุ์สัตว์ การนำชาวบ้านมาอบรมวิธีการเลี้ยงและวิธีการทำการปศุสัตว์ ให้ประสานงานกับนายอำเภอ จากนั้นคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมตามมติของที่ประชุมประชาคมของตำบลหมู่บ้านนั้นๆ

ส่วนโครงการบางส่วนที่เป็นการอบรมชาวบ้านแล้วจ่ายค่าอบรมให้วันละ 300 บาท ถ้าเป็นค่าอบรมเกิน 500 บาท ให้จ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)หรือธนาคารออมสินเท่านั้น แต่ถ้าต่ำกว่า 500 บาท จ่ายเป็นเงินสดได้ โดยต้องมีชาวบ้านด้วยกันมาเป็นพยานในการเซ็นรับเงิน ส่วนบางโครงการ เช่น การซื้อพันธุ์เป็ด ไก่ โค และแพะ มาแจกชาวบ้าน ต้องมีกรรมการตรวจรับพัสดุหรือครุภัณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพัสดุ

อีกทั้งทุกโครงการในงบกลางปี 2561 ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือเรียนไปถึงเลขาธิการ ปปท. ปปช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน โดยส่งรายละเอียดโครงการทั้ง 24,000 ล้านบาท ให้หน่วยตรวจสอบอิสระทราบ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มดำเนินการ เพื่อหากเกิดปัญหาหรือมีร่องรอยการทุจริตจะได้ตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ และในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ทั้ง 2 ท่าน ติดตามภาพรวม และมอบรองปลัดทั้ง 4 ท่านเป็นเลขานุการคณะติดตามงาน

นายกฤษฎา กล่าวถึงกระแสข่าวการโยกย้าย น.สพ. อภัย สุทธิสังข์ ออกจากตำแหน่งอธิบดีปศุสัตว์ ตนยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งโยกย้าย น.สพ.อภัย ไปดำรงตำแหน่งอื่นแต่อย่างใด

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณี ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่ากรมปศุสัตว์ปกปิดข้อมูลการตรวจพบไข้หวัดนก ที่สวนสัตว์นครราชสีมา เมื่อปลายปี 2560 นั้น ได้สอบถามทางโทรศัพท์กับ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แล้ว พบว่าการให้ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ ศ.นพ. ธีระวัฒน์ กระทรวงสาธารณสุขไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขไม่มีข้อมูลการตรวจพบไข้หวัดนกในปีที่ผ่านมา รวมทั้งไม่มีหลักฐานว่าไข้หวัดนกระบาดติดต่อมายังคน ในขณะที่กระทรวงสาธรณสุขได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคระบาดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง กรณีการเกิดโรคขึ้นก็จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่ในปีที่ผ่านมาไม่พบการรายงานเรื่องดังกล่วแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายเทวินทร์ รัตนะวงศะวัต ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา ได้ออกมาระบุว่าในปีที่ผ่านมาสัตว์ในสวนไม่มีข้อมูลการตรวจพบไข้หวัดนกเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนตระหนักได้ แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะเรื่องนี้ไม่ส่งผลดีใดๆ กับใคร หากมีสัตว์ป่วยตายก็ควรรายงานให้กรมปศุสัตว์รับทราบเพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบ

ในขณะที่กรมปศุสัตว์ต้องรายงานข้อมูลที่เป็นจริง เพราะเรื่องนี้กระทบกับความปลอดภัยของทั้งผู้บริดภคและสัตว์ปีกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกไก่ในตลาดโลกที่สำคัญการสร้างความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ การปกปิดข้อมูลมาได้สร้างประโยชน์ใดๆ เลย โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 27 มี.ค.

“ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข ทำงานประสานกันโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้ง ส่วนที่กรมปศุสัตว์จะมีหรือเปล่านั้น ผมไม่รู้ แต่กรณีที่หมอออกมาพูดเรื่องไข้หวัดนกแล้วจะกระทบกับภาคเอกชน หรือกับการส่งออกไก่นั้น ถ้าใครได้รับความเสียหายก็ให้ไปฟ้องร้องกันเองได้”

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งใดๆ กับกระทรวงสาธารณสุข ยังร่วมมือกันทำงาน และกรมปศุสัตว์ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในประเทศแต่อย่างใด ตลอดระยะเวลา 15 ปี โดยกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญต่อปัญหาไข้หวัดนก มีการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะรอบบ้านของไทยยังมีการตรวจพบเชื้อโรคนี้ระบาดอยู่

หากประชาชนพบเห็นมีสัตว์ป่วยตายผิดปกติ สามารถแจ้งอาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่หรือแจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 063-2256888 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ในภาวะที่มีการระบาด ต้องทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด ทำความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อให้ทั่วฟาร์มหรือพื้นที่ที่เลี้ยง และบริเวณโดยรอบ ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ทุกชนิดในรัศมี 5 ก.ม. จากจุดเกิดเหตุ

“ไทยเป็นประเทศเดียวที่ตัดสินใจไม่ใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดนกในการแก้ไขปัญหา แต่เลือกที่จะใช้การกำจัดสัตว์ปีก จนปัจจุบันสามารถควบคุมได้ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วยการเลี้ยงไก่ภายใต้ระบบคอมพาร์ตเมนต์ ที่ผ่านความเห็นชอบจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (โอไออี) แล้ว และกรมปศุสัตว์ต้องรายงานสถานการณ์โรคระบาดในประเทศให้โอไออีรับทราบตลอดทุกเดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จึงกล่าวได้ว่ามีไทยเท่านั้นกล้าทำเรื่องนี้และไม่มีปกปิดข้อมูลทั้งอย่างแน่นอน”

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออก กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีผู้นำเข้ารายใดสอบถามถึงสถานการณ์เกิดขไหวัดนกในปี 2560 แต่อย่างใด การส่งออกและการรับออร์เดอร์ยังเป็นปกติ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้นำเข้าจะให้ความสำคัญกับกรมปศุสัตว์ เนื่องจากมีการแจ้งสถานการณ์ให้หน่วยงานสากลได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าได้ส่งตัวแทนเข้ามาตรวจสอบรับรองอุตสาหกรรมไก่ของไทย ทุกระยะ จึงมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานได้

อย่างไรก็ตาม การที่หมอออกมากล่าวว่ากรมปศุสัตว์ปกปิดข้อมูลเรื่องไข้หวัดนกนั้น ไม่เป็นผลดีกับผู้ส่งออกอย่างแน่นอน แต่คงไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรืออื่นใด เพราะไม่อยากสร้างศัตรู หากเป็นเรื่องไม่จริงจะปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปเอง ซึ่งที่ผ่านมากระแสข่าวลวงเรื่องไข้หวัดนกก็มีมาต่อเนื่อง

ตรังขับเคลื่อนโครงการตลาดประชารัฐ พร้อมส่งเสริมและพัฒนาตลาดประชารัฐสู่ตลาดเพื่อการท่องเที่ยว ภายใต้แนวทาง “ช้อป ชิม ชม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และศักยภาพการแข่งขันของประชาชนผู้ประกอบการได้อย่างยั่งยืน

นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรังได้ขับเคลื่อนโครงการตลาดประชารัฐของจังหวัดตรัง โดยได้แต่งตั้งผู้บริหารจัดการตลาดประชารัฐ (CMO) พร้อมจัดตั้งคลินิกผู้ประกอบการตลาดประชารัฐ เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่ประสงค์จะจำหน่ายสินค้าอย่างแท้จริง นำมาพัฒนาศักยภาพการสรรหาสินค้าเพื่อค้าขายและการตลาด รวมทั้งคัดกรองผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดำเนินงานตลาดประชารัฐ

ทั้งนี้ยังมีการปรับปรุงตลาดประชารัฐทุกแห่งให้เป็นตลาดที่สะอาด และอาหารปลอดภัย โดยมีนโยบายไม่ใช้ภาชนะจากโฟม และให้มีการตรวจประเมินตลาดประชารัฐอย่างต่อเนื่อง

“ที่ผ่านมาจังหวัดตรัง ได้มีการปรับปรุงตลาดประชารัฐทุกแห่งให้เป็นตลาดที่สะอาด อาหารปลอดภัยและไม่ใช้ภาชนะจากโฟม โดยกำหนดให้มีการตรวจประเมินตลาดประชารัฐ ผ่านเกณฑ์ 4ด้าน ได้แก่ ด้านสุขลักษณะทั่วไป ด้านการจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ด้านความปลอดภัยอาหารและการคุ้มครองผู้บริโภคและด้านการมีส่วนร่วมของผู้ค้าและผู้ซื้อ” นายศิริพัฒกล่าว

ทั้งนี้จังหวัดตรังได้เร่งบูรณาการเพื่อพัฒนาและยกระดับตลาดประชารัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการต่อยอดศักยภาพการจำหน่ายสินค้า และผู้ซื้อได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงมีพื้นที่เลือกซื้อสินค้าที่สะอาด ปลอดภัย และส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาด การจัดโปรโมชั่น เพื่อให้ตลาดประชารัฐเป็นตลาดแห่งโอกาส สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สามารถเข้าถึงทรัพยากร และยกระดับรายได้

นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรัง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เตรียมจัดงาน “เชิดชูพระยารัษฎาฯ บิดายางพาราไทย” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 7-13 เม.ย.2561 ที่บริเวณลานเรือพระ สนามกีฬาเทศบาลนครตรัง (ทุ่งแจ้ง) อ.เมืองตรัง พื่อเป็นการรำลึกและเชิดชูเกียรติของท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) บุคคลที่ได้วางรากฐานการพัฒนาให้กับจังหวัดตรัง มีคุณูปการในหลายด้านต่อคนตรังและคนไทย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย ประกอบด้วย กิจกรรมความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมยางพาราหลากหลาย พร้อมศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่ นิทรรศการเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงานของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) นิทรรศการอยู่อย่างพอเพียงตามศาสตร์พระราชาในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ตามวิถีคนตรัง และนิทรรศการองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังกับการพัฒนาเมืองตรัง เป็นต้น