ประมาณ 08.30 น. พวกเราก็เข้าเรียนในห้องเรียนที่เป็นส่วนหนึ่ง

ของโรงอาหาร เครื่องแบบนักเรียนเราแต่งกายด้วยชุดกางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อสีขาว รองเท้าดำ ถุงเท้าขาว กลัดเข็มของโรงเรียนที่หน้าอกซ้าย โต๊ะเรียนเป็นเล็กเชอร์เก่าๆ บางตัวไม่อยู่ในสภาพจะใช้ได้ อาจารย์ทั้ง 4 คนผลัดเปลี่ยนกันมาสอนประกอบด้วย อาจารย์สัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นอาจารย์ใหญ่, อาจารย์สานนท์ ภู่ขวัญเมือง, อาจารย์สาคร ช่วยสุข และ อาจารย์สมบัติ พัฒนา ในชั่วโมงปฏิบัติอาจารย์สั่งให้เราได้ยกแปลงปลูกผักบุ้งจีนกันคนละแปลง มันเจริญเติบโตขึ้นงอกงามอย่างรวดเร็ว ทำให้เราอดภูมิใจในความสำเร็จในการเพาะปลูกเป็นครั้งแรกไม่ได้ จนมันครบวันเก็บเกี่ยวผักบุ้งก็ถูกนำไปทำเป็นอาหารให้พวกเรา

หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วพักผ่อนได้สักพักใหญ่จึงเริ่มเข้าเรียนที่โรงอาหารหลังเดิมนั่นแหละแต่เป็นห้องที่แยกออกมาห้องใช้รับประทาน ระหว่างนั่งเรียนช่วงนั้นเป็นฤดูการทำนา มีชาวนามาทำการไถคราดอยู่ใกล้กับห้องเรียนเราจึงได้เห็นภาพชาวนาทำนาเป็นการเรียนรู้การทำนาโดยไม่ต้องมีการบรรยาย เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเพื่อนที่ไม่เคยเห็นการทำนามาก่อน แต่กับเพื่อนที่เป็นลูกชาวนาผ่านการทำนามาแล้วจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ขณะที่เรียนเรามักได้ยินเสียงชาวนาออกคำสั่งให้วัวทั้งคู่ทำตามขณะไถ เราจำได้ว่ามีวัวอยู่ตัวหนึ่งชื่อมันยังติดปากทุกวันนี้ มันชื่อไอ้เขียว เสียงของชาวนาตะโกนสั่งว่า “ไอ้เขียวถาด…ไอ้เขียวทูน…ยอๆ” เราจึงรู้ศัพท์ที่ใช้ในการทำนาตั้งแต่นั้นมา วันดีคืนดีงูเห่าเลื้อยเข้ามาเรียนกับเราด้วย นั่งเรียนจนเกือบเที่ยงใกล้ได้เวลาพักกลางวันมักได้ยินเสียงช้อนส้อมตกกระทบพื้นบ่อยๆ เพื่อเตือนให้อาจารย์ที่กำลังสอนทราบว่าหมดชั่วโมงได้เวลาแล้วพักกลางวัน

ผู้เขียนมีโอกาสไปเที่ยวชมสวนส้มกาที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอทองผาภูมิ สวนส้มแห่งนี้ชื่อสวนลุงแกละ เจ้าของคือ “ลุงสมนึก ชูปัญญา” โทร. 089 -5094619 ความจริงลุงสมนึกเป็นอดีตเจ้าของสวนส้มบางมด ที่ยึดอาชีพปลูกส้มมาตั้งรุ่นคุณพ่อ ยาวนานกว่า 40 ปี แต่เจอวิกฤตน้ำเน่าเสียและโรคระบาดทำให้ต้นส้มตาย ลุงสมนึกจึงตัดสินใจมาซื้อที่ดินผืนใหม่ที่อำเภอทองผาภูมิเพื่อทำสวนปลูกผลไม้ตามคำแนะนำของเกษตรอำเภอ เพราะที่นี่ดินดี น้ำดี อากาศดี กว่าแหล่งอื่น

สวนลุงแกละ มีเนื้อที่ประมาณ ในเนื้อที่ 42 ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ผลไม้ที่เป็นพระเอกของสวนแห่งนี้ ที่ลุงภาคภูมิใจมากก็คือ ส้มกา คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นหูกับพันธุ์ส้มชนิดนี้ ความจริงส้มกาก็คือ ส้มเช้ง เป็นส้มเปลือกหนาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ชาวสวนบางรายมักเรียก “ส้มตรา” หรือ “ส้มกา”

ความจริงส้มกา มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเมืองจีน เป็นผลไม้กึ่งเมืองร้อนตระกูลเดียวกันกับส้มทั่วๆ ไป คนจีนในสมัยก่อนได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาหากินอยู่ในเมืองไทยก็ได้นำสายพันธุ์ส้มชนิดนี้เข้ามาปลูกด้วย โดยแหล่งใหญ่ที่ปลูกก็คือ ย่านบางมดนั่นเอง

ส้มกา มีผลผลิตปีละหนึ่งครั้ง ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนนิยมใช้ในพิธีไหว้บรรพบุรุษ คำว่า ส้มในภาษาจีนออกเสียงว่า ไต่กิ๊ก แปลได้2 ความหมาย คือคำว่า ทอง และคำว่า ความสงบ

นอกจากนี้ ส้มกายังมีสรรพคุณเด่น คือ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาเหงือก คุณค่าทางอาหารให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี ที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมปลูกส้มกากันมากในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร

รศ.ดร.ระวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านส้มและมะนาว เล่าว่า ส้มกาหรือส้มตรา มี 2 พันธุ์ คือ “เม้งลิ้วเช้ง” ที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีตราวงกลมที่ปลายผล ผิวผลเป็นสาแหรก หรือเป็นริ้ว มีแหล่งปลูกที่จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และ “ส้มเช้ง” มีลักษณะพิเศษ คือ ผิวผลเรียบ ไม่มีสาแหรก และมีตราวงกลมที่ปลายผล

ย้อนกลับมาชมสวนส้มกาของสวนแห่งนี้กันต่อ ลุงสมนึกเล่าว่า ตอนแรกลุงตัดสินใจปลูกลิ้นจี่ แต่ ผลผลิตเสียหายเยอะ จึงตัดสินใจโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้ง และหันมาปลูก “ส้มกา” แทนต้นส้มกาปลูกและขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งตอน

ลุงปลูกส้มกาโดยคัดเลือกพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี เจาะหลุมลึกพอประมาณ และนำกิ่งตอนลงปลูก ในระยะห่าง 4 -5 เมตร ให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ ให้หมุนกระจายรอบโคนต้น ทุกๆ 5 วัน เปิดให้น้ำนานประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง

เมื่อต้นส้มกาอายุ 3 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต โดยส้มกา แต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 400 -500 ก.ก.ต่อปี ลุงจะขายส่งให้แม่ค้าที่กรุงเทพฯ ในราคาก.ก.ละ 80 บาท ส่วนราคาขายปลีกในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 110 บาทต่อก.ก. ลุงสมนึกยืนยันว่า ส้มกาขายได้ราคาดีกว่าส้มทั่วไป และเป็นที่ต้องการของ แม่ค้าในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท

ที่ผ่านมา มีเกษตรกรจำนวนมากสนใจอยากปลูกส้มกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นส้มกา ลุงบอกว่า เคล็ดลับสำคัญที่สวนส้มกาแห่งนี้ มีผลผลิตที่ดีตรงกับความต้องการของตลาดก็คือ ดูแลให้น้ำอย่างเต็มที่ ที่นี่ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องขับดันน้ำอย่างแรง ใช้ท่อส่งน้ำขนาด 8.5 นิ้ว สามารถให้น้ำบำรุงต้นส้มกาประมาณ 30 -40 วันต่อปี ลุงสมนึกบอกว่า ที่ผ่านมา ผมแจกจ่ายกิ่งพันธุ์ส้มกาให้แก่ผู้สนใจนำไปทดลองปลูกแต่ไม่มีใครปลูกได้สำเร็จ มีเกษตรกรรายหนึ่งนำไปปลูกที่ราชบุรี แต่ปลูกไม่สำเร็จเพราะเป็นพื้นที่อับและขาดแคลนน้ำ

ที่อำเภอทองผาภูมิ มักเกิดลมพายุอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ระยะที่ฝนตกใหม่ๆ มักเกิดลมพายุพัดค่อนข้างรุนแรง ทำให้ กิ่งไม้หักหรือต้นไม้โค่นล้ม ลุงสมนึกปลูกต้นปาล์มน้ำมันประมาณ 200 ต้น ทแยงฟันปลาสลับกับต้นส้มกา จำนวน 600 ต้น ในระยะห่างประมาณ 6 วา เพื่อเป็นแนวกำแพงกั้นลมให้กับต้นส้มกา

ลุงสมนึกเริ่มต้นดูแลสวนในระบบเกษตรอินทรีย์หลายปีก่อน ปรากฎว่า ไม้ผลนานาชนิดภายในสวนก็มีอัตราเจริญเติบโตที่ดีวันดีขึ้น มีนกและแมลงภายในสวนเพิ่มมากขึ้น เพราะสวนแห่งนี้ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลตามธรรมชาตินั่นเอง อาการป่วยต่างๆ ที่เคยรุมเร้าก็หายไปหมด ลุงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น จึงแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนเกษตรกรที่รู้จักหันมาดูแลสวนผลไม้ในเชิงเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

สภาพสิ่งแวดล้อมภายในสวนแห่งนี้ ปรับตัว ดีวันดีคืนเลยทีเดียว ลุงบอกว่า หลังจากหยุดใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีแค่ 2 ปี ปรากฎว่า ผลผลิตภายในสวนมีคุณภาพดีขึ้น สังเกตได้จากรสชาติความอร่อยเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ควบคุมปริมาณผลผลิตไม่ได้

ในแต่ละวัน ลุงจะตื่นตอนแต่เช้าตรู่ เพื่อทำงานตัดหญ้าเองทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาแรงงานจากภายนอก พืชแต่ละชนิด เมื่อถึงช่วงฤดูจึงค่อยเข้าไปดูแลตัดแต่งกิ่งหรือให้ปุ๋ย ดังนั้น พื้นที่สวน 40 ไร่ ใช้แรงงานลุงและลูกน้องอีก 2 คนทำงานได้อย่างสบาย ๆ

ช่วงเก็บเกี่ยวก็จะว่าจ้างแรงงานรายวันหลายคนหน่อย อาศัยหลักการบริหารจัดการที่มีต้นทุนต่ำไม่ถึงแสนบาท แต่สามารถเก็บผลผลิตออกขายกว่า 5 แสนบาทต่อปี ทุกวันนี้ลุงมีความสุขกับการทำงานในสวนแห่งนี้ เพราะการดูแลสวนแบบเกษตรอินทรีย์ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ ไม้ผลมีลำต้นสูงใหญ่ ต้องเสียต้นทุนค่านั่งร้านในการเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่บ้าง แต่ลุงถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบที่ได้รับแล้ว เพราะสุขภาพคนปลูกและผู้บริโภคก็ปลอดภัยเท่าๆ กัน

เป็นสมุนไพรที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ คนสมัยก่อนรู้คุณค่าดี แต่คนรุ่นหลังไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่

ย้อนไปในยุคก่อนเก่าโบราณ บ้านเมืองยังไม่มีความเจริญทางด้านรักษาพยาบาลอย่างปัจจุบัน มีแม่ยายกับลูกเขย ในชุมชนห่างไกลแห่งหนึ่ง ต้องเข้าป่าลึกไปหาของป่า เมื่อหาของป่าได้แล้ว ก่อนกลับ ลูกเขยคนขยัน ถูกงูมีพิษร้ายกัด จนถึงแก่ความตาย

แม่ยายซึ่งเห็นเหตุการณ์เสียใจมาก นางพยายามช่วยเหลือลูกเขยแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้ นางพยายามแบกศพลูกเขยกลับบ้าน แต่ก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะลูกเขยตัวโตมาก

นางจึงลากศพลูกเขยไปซุกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับไปหักกิ่งไม้มาปกคลุมไว้ เพราะเกรงว่า สัตว์ป่าจะมาแทะกิน จากนั้นนางกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับไปตามญาติพี่น้อง เพื่อนำศพลูกเขยกลับมาทำพิธีที่บ้าน

นางเดินร้องไห้ พร้อมกับบ่นเสียดายลูกเขย เพราะขยันและเป็นคนดี

เมื่อมาถึงบ้าน ปรากฏว่า ลูกเขยมานั่งรอแม่ยายอยู่แล้ว ซึ่งแม่ยายตกใจมาก นึกว่าผีหลอกตอนกลางวัน

ลูกเขยเล่าว่า ตนเองฟื้นขึ้นมา ร่างกายเต็มไปด้วยใบไม้ชนิดหนึ่ง เข้าใจว่า ใบไม้มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรพลิกฟื้นชีวิต แต่ก็ยังไม่มีการปักใจเชื่อ จนกระทั่งมีคนในหมู่บ้าน เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับลูกเขยของแม่ยาย เมื่อทดลองนำมาใช้ดู ปรากฏว่าได้ผลดีมาก คนในหมู่บ้านจึงเรียนพืชชนิดที่รักษาพิษร้ายของงูว่า “เขยตายแม่ยายปก”

นอกจากชื่อเขยตายแม่ยายปกแล้ว สมุนไพรชนิดนี้ ยังเรียกได้หลายชื่อ ดังนี้ กรุงเทพฯ เรียก ประยงค์ใหญ่ แถบภาคกลาง เรียก กระรอกน้ำข้าว เขยตาย ลูกเขยตาย แถวชลบุรี เรียก กระรอกน้ำ กระรอกน้ำข้าว ภาคเหนือ เรียก เขนทะ ภาคใต้ เรียก ต้นน้ำข้าว มาลายู-ยะลา เรียก ตาระแป สุโขทัย เรียก พุทธรักษา ประจวบคีรีขันธ์ เรียก มันหมู ภาคอีสาน เรียก ส้มชื่น บางคนเรียก พิษนาคราช

ลำต้น เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 3-6 เมตร ขนาดลำต้นโตประมาณเท่ากับต้นหมาก ส่วนผิวของลำต้นจะเป็นสีเทา ตกกระเป็นดวงสีขาว มีขนสั้นนุ่มที่กิ่งก้าน

ต้นและใบคล้ายต้นชา ปลายใบจะเรียวเล็ก ขอบใบเรียบส่วนกลางใบกว้าง ปลายใบแหลม ยาว 9-18.5 เซนติเมตร กว้าง 3-7 เซนติเมตร ผล…สีแดงอมชมพู ผลกลม ขนาดใกล้เคียงผลมะแว้ง ขนาดกวาง 1-1.2 เซนติเมตร ยาว 1-1.8 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเขียวทึบ เมื่อสุกเป็นสีชมพูใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวาน ในผลหนึ่งมีเมล็ดอยู่เพียง 1 เมล็ด เมล็ดมีสีดำ กลม เป็นลาย

รสชาติจะออกเปรี้ยวๆ หวานๆ รับประทานจิ้มกับน้ำตาลอร่อย นำมาทำแยมรสชาติดี

ดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอม ก้านดอกสั้น ดอกย่อยเป็นกระจุก กระจุกละ 12-15 ดอก ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอก 5 กลีบขนาด 4-5 X 2-2.5 มิลลิเมตร ผิวมีต่อมเป็นจุด กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร รูปแหลมกึ่งรูปไข่ มีขนอ่อนที่ส่วนปลาย มีใบประดับหุ้ม ชั้นบนมี 5 กลีบใหญ่ และมีส่วนย่อยเล็กๆ อีกหลายอัน

ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ติดผลราวเดือนมีนาคม

เกสรตัวเมียเรียงเป็นวง ตรงกลางแกนดอกมีเกสรตัวผู้เป็นแท่ง รังไข่ขนาดกว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร รูปไข่ เกสรเพศผู้ 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 2-3 มิลลิเมตร ปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้

ขยายพันธุ์โดยการชำกิ่ง ตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

ตำรายาไทย ราก รสเมาขื่นปร่า กระทุ้งพิษ แก้พิษฝีภายในและภายนอก ขับน้ำนม ฝนน้ำกินและทาแก้พิษงู แก้พิษแมลงกัดต่อย ทาแผลที่อักเสบ แก้ไข้กาฬ แก้โรคผิวหนังพุพอง แก้ไข้รากสาด เกลื่อนฝีให้ยุบ แก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม ยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิด

เปลือกต้น รสเมาร้อน แก้ฝีภายนอกและภายใน กระทุ้งพิษ แก้พิษงู ขับน้ำนม แก้พิษต่างๆ แก้พิษไข้

เนื้อไม้ กระทุ้งพิษ แก้ฝีภายนอกและภายใน แก้พิษงู ขับน้ำนม ดอกและผล รสเมาร้อน ทารักษาหิด ไม่ระบุส่วนที่ใช้ กระทุ้งพิษ แก้ฝีภายนอกและภายใน แก้พิษงู ขับน้ำนม

ประเทศบังคลาเทศใช้ น้ำคั้นจากใบผสมน้ำตาล กินตอนท้องว่างเพื่อถ่ายพยาธิตัวกลม แก้ไข้ แก้โรคตับ ใบบดผสมกับขิง รักษาผิวหนังอักเสบ ตุ่มพุพอง หรือคันแสบ ราก ใช้ลดไข้

แพทย์แผนไทยใช้สมุนไพรเขยตายแม่ยายปกสำหรับถอนพิษ เมื่อถูกแมลงมีพิษกัดต่อย เป็นเริม-งูสวัด-ไฟลามทุ่ง -ขยุ้มตีนหมา เพียงแค่ใช้ใบขยี้ หรือนำใบบดผสมกับแอลกอฮอลล์ เหล้าขาว หรือน้ำมะนาว นำไปทาแล้วพอกไว้ ประเดี๋ยวเดียวก็สามารถถอนพิษได้

คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ นักวิชาการเกษตรอิสระ เจ้าของส่งตะวันรีสอร์ท อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี บอกว่า แถบที่ตนเองอาศัยอยู่ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทุรกันดาร คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ได้สมุนไพรชนิดนี้ รักษาพยบาลคนในชุมชน ซึ่งได้ผลดีมาก จึงมีการอนุรักษ์พันธุกรรม มาจนบัดนี้

ส่วนการปลูกประดับ สามารถทำได้ดีเพราะทรงพุ่มสวยงาม คล้ายๆหูกระจง ดังนั้นเจ้าของรีสอร์ทพื้นที่กว้างๆควรพิจารณาใช้เขยตายแม่ยายปก เป็นไม้ประดับสถานที่

ไม้เลื้อยส่วนใหญ่มักเป็นไม้หน้าฝน มาเองกับธรรมชาติ และจากไปในฤดูกาลเมื่อถึงเวลาของมัน

เราจะเห็นเถาตำลึง มะระขี้นก กระทกรก พวงชมพู อัญชัน เถาคัน ฯลฯ แตกต้นเล็กๆขึ้นมาจากผืนดินในที่รกร้างพร้อมกับฝนแรก และไม่นานหลังจากนั้นมันก็จะระบัดใบรวดเร็ว เลื้อยไต่พันเกาะทุกสิ่งที่มือของมันยึดเกี่ยวไปถึง

ในบรรดาไม้เลื้อยเหล่านี้ ต้นที่แข็งแรงกว่าจะได้ชัยชนะในการปีนป่ายทับไม้อื่นเสมอ และมันจะไม่ยอมหยุดยั้งการแผ่อาณาเขตตราบเท่าที่มีช่องว่างให้ผ่านไป

แถวบ้านฉันราชาและราชินีแห่งไม้เถาที่เลื้อยเก่งแบบไม่เกรงใจผู้ใดเลยก็คือมะระขี้นกกับกระทกรก เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ฝังอยู่ในดินมีมากมายก่ายกอง มีน้ำชุ่มเมื่อไหร่ก็แทงยอดใหม่ทันที

แต่สุดยอดแห่งความทรหดอดทนนั้นต้องยกให้เป็น “ตำลึง” ซึ่งไม่ต้องรอฝนตกเลยก็เกิดและเติบโตได้ในทุกที่ขอเพียงให้มีหยาดน้ำค้างพร่างพรมอยู่บ้างในยามค่ำคืน

ส่วนเถาไม้งามประดับรั้วในฤดูฟ้าฉ่ำนั้นไม่มีไม้ใดงดงามเท่า พวงชมพู กับ อัญชัน อีกแล้ว ในที่รกร้างรอบบ้านทุกฤดูต้นฝน พวงชมพูกับอัญชันจะแผ่ขยายอาณาจักรไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ต้องมีเสารั้วให้เกาะก็ไม่เป็นปัญหา พวกเธอจะคืบคลานไปในทางระนาบทุกทิศทาง

แต่หลังจากธรรมชาติเล่นเอาล่อเอาเถิดกับมนุษย์ยุคนี้อย่างไม่ปราณี ให้ฝนทิ้งช่วงบ้าง ฉ่ำแฉะเกินไปบ้าง แล้งยาวนานบ้าง หรือไม่ก็ปล่อยน้ำมาท่วมเมืองกันง่ายๆ ฤดูกาลปกติของต้นไม้ก็ผิดเพี้ยนไปเหมือนกัน

สองฝนมาแล้วฉันไม่ได้เห็นพวงชมพูกับเถาอัญชันเกิดขึ้นในที่เดิมของมัน อัญชันที่ปลูกอยู่ข้างบ้านในดินลักปลูกบนที่สาธารณะเวลานี้จึงไม่ใช่เถาไม้ตามธรรมชาติ แต่ฉันไปถอยมันมาจากร้านต้นไม้ซึ่งปลูกเลี้ยงโด๊ปปุ๋ยมาเต็มที่แล้วในกระถางขนาด 8 นิ้ว

พอเอามาลงดินแค่ไม่กี่วัน อัญชันจากร้านขายต้นไม้ก็ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เนียนสนิทภายในสัปดาห์เดียวก็ทยอยออกดอกสีครามเข้มไปพร้อมๆ กับการยืดแขนยาว อีกไม่นานรั้วลวดหนามตรงนั้นก็คงจะเต็มแน่นไปด้วยดอกอัญชันที่มีลักษณะเหมือนดอกถั่วแต่สีเข้มจัดจ้านกว่ามากมาย

การที่อัญชันมีดอกคล้ายดอกถั่วก็เพราะมันเป็นไม้เถาวงศ์เดียวกับถั่ว (pea) นั่นเองเพียงแต่เราไม่กินฝักของมันเหมือนที่เรากินถั่วชนิดต่างๆ และดอกอัญชันก็แปลกไปจากดอกถั่วทุกชนิดตรงที่มีดอกซ้อนหลายกลีบด้วยขณะที่ดอกถั่วเป็นดอกชั้นเดียวแถมขนาดยังเล็กกว่า ชื่อภาษาอังกฤษของอัญชันจึงเรียกว่า Butterfly pea

อัญชันเป็นพืชล้มลุกชอบขึ้นกลางแจ้งในที่ได้รับแดดเต็มที่และจะเลื้อยยาวไปไกลได้ถึง 7 เมตร เลยทีเดียว พอถึงฤดูแล้งเถาจะแห้งตายไปแต่ถ้าหากมีน้ำเพียงพอและดูแลอย่างเหมาะสมก็จะสามารถปลูกอัญชันให้ออกดอกงามได้ตลอดปีและมีอายุยาวนานไปเรื่อยๆ

เฉพาะอัญชันพันธุ์ที่ขึ้นเองตามที่รกร้างว่างเปล่าเท่านั้นถึงจะเป็นพันธุ์ดอกชั้นเดียว ขนาดดอกเล็ก สีไม่เข้มมากนัก แต่ขณะนี้เราสามารถพัฒนาพันธุ์ให้มีดอกขนาดใหญ่ขึ้น มีสีน้ำเงินเข้มจัด กลีบดอกซ้อนและดก เป็นที่นิยมปลูกกันมากพราะนอกจากสวยงามแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

สำหรับถิ่นกำเนิดของอัญชันเป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อน บางตำราบอกว่าอยู่ที่ประเทศอินเดีย บางตำราว่าอยู่ในทวีปอเมริกาใต้แล้วจึงแพร่มาถึงอินเดีย ส่วนประเทศไทยคงรับเข้ามาจากประเทศอินเดียอีกต่อหนึ่ง โดยอัญชันขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง ขึ้นงอกงามดีในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงและชอบแสงทั้งวัน อัตราการเจริญเติบโตดีมากเมื่อปลูกแล้วมักไม่ค่อยตายง่ายๆ

เรามักจะคุ้นเคยกับดอกอัญชันสีน้ำเงินเข้มกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วอัญชันมี 3 สีเลยนะ คือ สีขาว สีน้ำเงิน และสีม่วง ว่ากันว่าพันธุ์ดอกสีม่วงซึ่งเพิ่งมีภายหลังนั้นเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ดอกสีขาวกับพันธุ์ดอกสีน้ำเงิน แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการสำหรับทฤษฎีนี้

การแพทย์แผนไทยใช้ประโยชน์ของอัญชันในแง่ยารักษาโรคมาแต่โบราณ โดยใช้ทุกส่วนทั้งราก ใบ ดอก

ราก ซึ่งมีรสเย็นจืดบำรุงสายตาทำให้ตาสว่าง ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้ถูฟันแก้ปวดฟัน และเชื่อว่าทำให้ฟันทน

น้ำคั้นจากใบสดและดอกสด ใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ ฝ้าฟาง ตาแฉะ มืดมัว

น้ำคั้นจากดอก เป็นยาปลูกผมและขนทำให้ผมดกดำเงางาม ใช้ทาคิ้ว ศรีษะ หนวด เครา โดยคนโบราณนิยมใช้ทาคิ้วเด็กเพื่อทำให้คิ้วดกดำ

และดอกสามารถสกัดสีมาทำสีประกอบอาหารได้

สีจากดอกอัญชันสีน้ำเงินมี สารแอนโธไซยานิน( Anthocyanin) มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตาได้มากขึ้น

สารแอนโธไซยานินนี้จะพบในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีม่วง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ โดยพืชจะสร้างสารนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันดอกหรือผลตัวเองจากอันตรายของแสงแดดหรือโรคภัย

แอนโธไซยานินละลายน้ำได้ดีและยังเปลี่ยนสีไปตามความเป็นกรดด่างได้ด้วย จึงนิยมใช้ทำเป็นสีธรรมชาติผสมในอาหาร ขนม และเครื่องดื่มได้อย่างปลอดภัย เช่น ขนมดอกอัญชัน ขนมช่อม่วง ขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ ขนมขี้หนู น้ำดื่มสมุนไพร และใช้หุงกับข้าวเพื่อให้ได้สีสวยงาม เป็นต้น

ความที่อัญชันเป็นดอกไม้กินได้นี่เอง เราจึงเห็นดอกไม้ชนิดนี้เกาะรั้วบ้านคนส่วนใหญ่อย่างเจนตา หลายคนนิยมเอาไปกินแบบผักพื้นบ้านใช้จิ้มน้ำพริกสดๆ หรือไม่ก็ชุบแป้งทอด ทำไข่เจียว บ้างก็เอาไปทำเครื่องดื่ม ใช้เป็นส่วนผสมหลักในการทำผลิตภัณฑ์บำรุงผมจำพวกแชมพูและครีมนวดผม

และเนื่องจากอัญชันเป็นพืชตระกูลถั่ว เกษตรกรจึงนำมาปลูกคลุมดินเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ได้ดี ขณะเดียวกันลำต้นและใบสดยังใช้เลี้ยงสัตว์เป็นอาหารของแพะ แกะ ได้ด้วย

แต่ที่บ้านฉันนิยมใช้ดอกอัญชันมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรน้ำดอกอัญชัน ทำง่ายมาก แค่เด็ดดอกสดๆจากต้นสักหนึ่งกำมือมาล้างน้ำให้สะอาดและนำไปต้มในน้ำเดือดสักสองสามนาที ความร้อนก็จะดึงสารแอนโธไซยานินสีน้ำเงินเข้มออกมาเต็มหม้อจะเห็นชัดเลยว่าอัญชันกลีบสีซีดจางลงมาก จากนั้นก็ช้อนเศษดอกไม้ทิ้งแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลเล็กน้อยหรือไม่ก็ใช้น้ำผึ้งแทนพอให้หวานติดปลายลิ้นเท่านั้นเอง

เพราะบ้านเราไม่นิยมกินอาหารและเครื่องดื่มรสหวาน และเราอยากคงสภาพรสตามธรรมชาติของสมุนไพรไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นจึงใช้น้ำตาลน้อยจริงๆ

อัญชันเป็นผักรสอ่อนมาก แทบไม่รู้สึกเลยว่ามีรสผัก และน่าเสียดายที่ไม่มีกลิ่นดอม ไม่เช่นนั้นคงจะช่วยเพิ่มรสชาติในเครื่องดื่มได้มากยิ่งขึ้น

ปกติพืชผักสีเข้มมักจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และไม่ต้องกังวลว่าต้องใช้ปริมาณดอกอัญชันเป็นสัดส่วนแค่ไหนกับน้ำ ขอให้ดึงสารแอนโธไซยานินออกมาให้เยอะๆเถอะ สีเข้มเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น ไม่ต้องห่วงว่าจะมากเกินไป

ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะทำเครื่องดื่มน้ำดอกอัญชันไว้สำหรับดื่มแบบเย็นจัด ถ้าไม่ใส่น้ำแข็งเกล็ดก่อนเสิร์ฟก็มักจะนำไปแช่ตู้เย็นเสียก่อน รสชาติเครื่องดื่มเย็นๆจะดีขึ้นมาก ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย สบายใจในทันที โดยเฉพาะถ้าดื่มตอนที่ทำสร็จใหม่ๆสดๆเดี๋ยวนั้นเลย คุณค่าทางอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินต่างๆจะยังอยู่ครบถ้วน

และเรายังสามารถเล่นสนุกกับสีสันของน้ำดอกอัญชันได้ด้วย “น้ำมะนาว” ที่ทำให้น้ำผักผลไม้เปลี่ยนสีไปได้อย่างน่าทึ่ง

น้ำมะนาว มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีสูง และมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ในผิวมะนาวอีกด้วย

เมื่อเติมน้ำมะนาวซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดลงในน้ำที่มีสีจากพืช สีของน้ำนั้นจะเปลี่ยนไปทันที! ในทางกลับกันถ้าเราเติมโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) หรือน้ำสบู่ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างลงไป สีของเครื่องดื่มจากผักผลไม้นั้นก็จะเปลี่ยนไปอีกเป็นสีหนึ่งแตกต่างไปจากการเติมฤทธิ์กรด

ปฏิกิริยาของดอกอัญชันที่มีต่อฤทธิ์กรดจะทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง แต่ถ้าเจอสารที่เป็นด่างจะทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียว!

อันนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางเคมีล้วนๆ มิใช่ความแปลกมหัศจรรย์อันใดค่ะ และเราจะสนุกมากเลยถ้าใช้น้ำสีจากพืชหลายๆชนิดมาทดลองดู

มีข้อแนะนำจากผู้รู้ว่า ถ้าต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของสีในน้ำอย่างชัดเจนควรใช้น้ำผักผลไม้ที่คั้นมาใหม่สดจะได้ผลดีที่สุด ถ้าหากเก็บไว้นานเกินไปคุณสมบัติของสีอาจเปลี่ยนแปลงไปจากค่าเดิมของมัน

เรื่องคุณสมบัติทั่วไปของมะนาวซึ่งมีมีมากมายมหาศาลนั้นจะหาโอกาสนำมาเล่าในคราวต่อไป

และถ้าที่บ้านท่านมีเด็กๆ ลองทำเครื่องดื่มนี้ด้วยกันในลักษณะแล็บทดลองในบ้านก็จะเป็นวิธีเรียนรู้ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ให้เทน้ำดอกอัญชันใส่แก้วใสไว้หลายๆ ใบเพื่อจะได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนสีได้ง่าย ให้เหลือสีต้นฉบับของเดิมเอาไว้เปรียบเทียบสักแก้ว จากนั้นบีบมะนาวลงไปในน้ำดอกอัญชันแต่ละแก้ว ลองเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมะนาวที่ใส่ลงไปด้วย ถ้าใส่มากยิ่งจะเปลี่ยนสีจากเดิมไปมาก

กรดของมะนาวจะทำปฏิกริยากับน้ำดอกอัญชัน ทำให้น้ำดอกอัญชันเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีม่วงสดใส และน้ำดอกอัญชันก็จะเปลี่ยนรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ อร่อยชื่นใจยิ่งกว่าเดิม ฤทธิ์ของมะนาวนี่เด็ดขาดจริงๆ สมควรที่จะมีไว้เป็นยาสามัญประจำตู้เย็นมิให้ขาด

เพราะไม่ว่าเราจะเป็นหวัด ไอ ระคายคอ มีเสมหะ ถ้าไม่มียาแผนใหม่ก็ใช้น้ำมะนาวนี่แหละคั้นสดๆเติมเกลือเข้าไปหน่อย จิบบ่อยๆอาการก็จะทุเลาในทันที

แม้แต่ตอนรับประทานอาหารแค่งบีบมะนาวลงไปสักหน่อย รสของปลาก็จะดีขึ้น เนื้อที่จะนำไปปรุงอาหารเพียงบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยก่อนนำไปปรุงกรดจากมะนาวก็จะแทรกเข้าไปในเนื้อทำให้เนื้ออ่อนนุ่มเคี้ยวง่ายขึ้น

น้องสะใภ้ปลูกอัญชันไว้เป็นดง ตอนที่ดอกออกดกมากเธอเสียดายที่จะปล่อยให้มันเหี่ยวแห้งทิ้งไปเปล่าๆ ก็เลยลองทำชาดอกอัญชัน โดยเก็บดอกสดมาผึ่งแดดจัดสัก 2 วัน จากนั้นผึ่งลมต่อลมในที่แห้ง รอจนดอกอัญชันแห้งสนิทกลายเป็นชาดอกไม้จึงค่อยเก็บไว้ในโถปิดสนิท วิธีนี้จะใช้ได้นานประมาณ 6 เดือนเลยทีเดียว

เธอบอกว่าให้เลือกเก็บดอกสีเข้มๆเข้าไว้ เวลานำมาชงเป็นชาก็ให้เพิ่มปริมาณมากหน่อยจะได้น้ำสีเข้มสมใจ คือ อาจจะต้องใช้อัญชันแห้งมากถึง 10 ดอกเทียบกับการใช้อัญชันดอกสดแค่ 5 ดอกต่อการชงชาหนึ่งแก้ว

อีกวิธีหนึ่งคือการเก็บแบบดอกสดใส่ในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่นเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาแบบนี้รักษาความสดได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่จะให้สีชาไม่ค่อยสวยเท่ากับดอกสดที่เพิ่งเก็บมาจากต้นใหม่ๆ

แต่ถ้าอยากเก็บดอกสดไว้นานกว่านั้นก็ต้องแพ็คใส่ถุงพลาสติกเก็บเข้าช่องฟรีซไปเลย โดยให้ดึงกลีบเลี้ยงข้างในดอกออกให้หมด นำไปล้างน้ำเบามือเสียก่อนค่อยบรรจุถุง ดอกสดอัญชันแบบแช่แข็งนี้สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ไม่เสื่อมสี และไม่เสียคุณค่า

สีของน้ำอัญชันนั้นลองเอาไปประยุกต์ใช้แบบไม่มีกรอบจะสนุกขึ้นเรื่อย ไม่ว่าจะเอาไปหุงกับข้าวสวย หรือ ข้าวมัน การทำน้ำแข็งสีฟ้าหรือสีม่วง นำไปผสมวุ้น หรือ น้ำมะพร้าวอ่อนก็จะได้สีแปลกตา ฯลฯ บ้านใครยังไม่มีอัญชันลองไปหามาปลูกสักต้นนะคะแล้วจะไม่ผิดหวังเลย