ประยุกต์ใช้ความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้ และที่สำคัญ จะต้องเกิดการ

ปฏิวัติความคิดโดยการปรับกรอบความคิด ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ที่จะปฏิรูปตัวเอง โดยการปรับทักษะ ปรับพฤติกรรม และยอมรับ, ปรับตัวก้าวทันในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยต้องรอบรู้วิชาการ ใช้เทคโนโลยี มีนวัตกรรม เรียนรู้ตลอดชีวิต เท่าทันสถานการณ์ พัฒนาตนเองนำไปสู่การพัฒนางาน “คาดหวังให้คนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

เข้าใจสถานการณ์ของพื้นที่และสามารถบริหารจัดการพื้นที่ทางการเกษตรที่ตัวเองรับผิดชอบได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักส่งเสริมการเกษตรเอง ก็จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในเมื่อเราตั้งเป้าให้เกษตรกร จะต้องเป็น ผู้ประกอบการเกษตร ดังนั้น เกษตรกรตำบล ก็ควรที่จะสามารถเดินเคียงข้างเกษตรกรได้ ให้สมกับ สโลแกน “50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ปฏิบัติกับเกษตรกรดุจญาติมิตร” นี่คือ สโลแกน ที่พวกเราทุกคนยึดถือและปฏิบัติมาตลอด และถือเป็นโอกาสดี ที่ 50 ปี ที่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเกษตรกรมาโดยตลอด ถ้าเกษตรกรเปลี่ยน นักส่งเสริมการเกษตรต้องปรับ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

นครราชสีมา – นายอัศวิน มุงคุณคำขาว ผอ.สนง.คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภาค 2 พร้อม นายมงคล ฉัตรเวทิน ผอ.กสทช. เขต 23 นครราชสีมา ร่วมจัดประชุมโครงการอบรมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องด้านการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ที่โรงแรมดิอิมพีเรียล โฮเทล อ.เมือง โดยมีผู้ทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงประเภทวิทยุชุมชนสาธารณะและธุรกิจ รวม 150 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ รับฟังการชี้แจงนโยบายการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตทดลองสถานีวิทยุชุมชนพร้อมให้ความรู้และทำความเข้าใจการโฆษณา อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้รับฟังและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการออกอากาศรายการหรือโฆษณาที่ฝ่าฝืนข้อกฎหมาย

นายอัศวิน กล่าวว่า ช่องทางการสื่อสารโดยวิทยุชุมชนถือเป็นสื่อสาธารณะที่เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและมากที่สุด รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทั้งการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ห้ามเกินความเป็นจริง ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ยกกรณีการจับเมจิคสกิน และสินค้าที่ตลาดใหม่ดอนเมือง เป็นโมเดล รวมทั้งภัยความมั่นคง

ขอให้ทุกสถานีปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงกับ กสทช. ทั้งลิงก์สัญญาณรายการของคสช. และต้องไม่มีเนื้อหา ขัดแย้ง บิดเบือนและสร้างความสับสน รวมทั้งมิให้โฆษณาหลอกหลวงหรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หากฝ่าฝืนมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบกิจการฯ มีอัตรา ลงโทษตั้งแต่สั่งระงับการออกอากาศพร้อมโทษปรับตั้งแต่ 5 หมื่นบาท แต่ ไม่เกิน 5 แสนบาท หากฝ่าฝืนถูกปรับวันละ 1 แสนบาท และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต

นครราชสีมา – นายอัศวิน มุงคุณคำขาว ผอ.สนง.คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภาค 2 พร้อม นายมงคล ฉัตรเวทิน ผอ.กสทช. เขต 23 นครราชสีมา ร่วมจัดประชุมโครงการอบรมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องด้านการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ที่โรงแรมดิอิมพีเรียล โฮเทล อำเภอเมือง โดยมีผู้ทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงประเภทวิทยุชุมชนสาธารณะและธุรกิจ รวม 150 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ รับฟังการชี้แจงนโยบายการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตทดลองสถานีวิทยุชุมชนพร้อมให้ความรู้และทำความเข้าใจการโฆษณา อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้รับฟังและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการออกอากาศรายการหรือโฆษณาที่ฝ่าฝืนข้อกฎหมาย

นายอัศวิน กล่าวว่า ช่องทางการสื่อสารโดยวิทยุชุมชนถือเป็นสื่อสาธารณะที่เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและมากที่สุด รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทั้งการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ห้ามเกินความเป็นจริง ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ยกกรณีการจับเมจิคสกิน และสินค้าที่ตลาดใหม่ดอนเมือง เป็นโมเดล รวมทั้งภัยความมั่นคง

ขอให้ทุกสถานีปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงกับ กสทช. ทั้งลิงก์สัญญาณรายการของคสช. และต้องไม่มีเนื้อหา ขัดแย้ง บิดเบือนและสร้างความสับสน รวมทั้งมิให้โฆษณาหลอกหลวงหรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หากฝ่าฝืนมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบกิจการฯ มีอัตราลงโทษตั้งแต่สั่งระงับการออกอากาศพร้อมโทษปรับตั้งแต่ 5 หมื่นบาท แต่ ไม่เกิน 5 แสนบาท หากฝ่าฝืนถูกปรับวันละ 1 แสนบาท และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต

ขอนแก่น – นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวภายหลังร่วมกับ นายชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทโฆษะกรุ๊ป มอบต้นราชพฤกษ์ ต้นไม้ประจำประเทศไทยและเป็นต้นไม้ประจำ จังหวัดขอนแก่น 19,999 ต้น ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ที่โรงแรมโฆษะ ว่า เพื่อสร้างแลนด์มาร์กให้กับขอนแก่น ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ทุกปีจะส่งมอบต้นราชพฤกษ์ให้ไปปลูกในพื้นที่สาธารณะ ริมถนน หรือในพื้นที่ปลูกป่าเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความเขียวขจี

ต้นคูนทั้งหมดจะทยอยส่งมอบให้กับทุกพื้นที่ ด้วยงบประมาณต่อเนื่องตามระยะเวลาของการดำเนินโครงการ 10 ปี วงเงินรวม 3,000,000 บาท โดยปีนี้เป็นปีที่ 7 ของการดำเนินงาน สร้างความเขียวขจีและความเหลืองอร่ามครอบคลุมทุกพื้นที่ เมื่อปลูกเต็มพื้นที่จะทำให้ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่สวยงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่เป็นมรดกให้กับลูกหลานต่อไป

คลังเตรียมชงครม.สัญจรอุบลฯ พักหนี้ 3.5 ล้านเกษตรกร ที่มีหนี้กับธ.ก.ส.ยาว 3 ปี ดันงบ 3 หมื่นล้าน ฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร สร้างอาชีพเสริม แยก 2 กลุ่ม กลุ่มภาระหนี้ไม่หนัก 70% และกลุ่มภาระหนี้หนักกว่าล้านครัวเรือน อุดหนุนรายละ 3 หมื่นบาท

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คาดว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดอุบลราชธานี 23-24 กรกฎาคม นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอโครงการพักหนี้เกษตรกร ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะเวลา 3 ปี โดยพักทั้งต้นทั้งดอก ระหว่างพักชำระหนี้ จะมีแนวทางฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ในส่วนนี้กระทรวงเกษตรเตรียมงบไว้ 5,000 ล้านบาท คาดว่าเพียงพอฟื้นฟูอาชีพ ให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้

vรายงานข่าวจากธ.ก.ส.แจ้งว่า การพักหนี้เกษตรกร สมาชิกธ.ก.ส.ทุกราย รวม 3.5 ล้านครัวเรือน ระยะเวลา 3 ปี โดยระหว่างพักหนี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอแนวทางฟื้นฟูเกษตรกร ภายใต้งบอุดหนุนแผนการผลิต 31,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาชีพเดิม สร้างอาชีพเสริม เพิ่มช่องทางการตลาด โดยยึดหลักให้เกษตรกรมีรายได้นำมาชำระหนี้ได้ตามกำหนด

“เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส.มีจำนวน 3.5 ล้าน ครัวเรือน ธ.ก.ส.จำแนกเกษตรกรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มมีหนี้ภาระไม่หนัก มีสัดส่วนประมาณ 70% หรือ 2,450,000 ครัวเรือน และเกษตรกรกลุ่มมีหนี้ภาระหนัก มีสัดส่วนประมาณ 30% หรือ 1,050,000 ครัวเรือนของเกษตรกรทั้งหมดที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ซึ่งในส่วนของเกษตรกรที่มีภาระหนี้หนัก ธ.ก.ส.จะมีการสนับสนุน เงินทุนเพื่อสร้างอาชีพตามเมนูอาชีพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายละ 30,000 บาท”

ดังนั้น การพัฒนาเกษตรกร ต้องแบ่งตามภาระหรือกลุ่มที่ธ.ก.ส.แบ่งไว้ ดังนี้คือ 1. เกษตรกรกลุ่มมีหนี้ภาระไม่หนัก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบการส่งเสริมปกติของกระทรวง จัดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายการดำเนินงานเป็นลำดับต้น ใช้เงินทุนของเกษตรกรที่ได้รับการ พักชำระหนี้ และงบสนับสนุนการเรียนรู้ตามระบบงบประมาณปกติ

เกษตรกรกลุ่มมีหนี้ภาระหนัก จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบการส่งเสริมปกติของกระทรวง จัดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายการดำเนินงานเป็นลำดับต้น ใช้เงินทุนของเกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ และงบประมาณสนับสนุน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือน มิถุนายน 2561 อยู่ที่ระดับ 91.7 เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 90.2 และสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 เนื่องจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มองภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีการขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก ส่งผลดี ต่อการส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงฟุตบอลโลก 2018 ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้งผู้ประกอบการยังมองว่า การลงทุนภาครัฐและการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 101.6

ซึ่งผู้ประกอบการยังกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่ยังไม่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ราคาน้ำมันผันผวน การแข่งขันด้านราคา และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ ทางส.อ.ท.จึงมีข้อเสนอที่อยากให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตและใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ได้ประสานงานศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อความเป็นเลิศ หรือไออีซี ศึกษามาตรการและแนวทางส่งเสริมการใช้สินค้าไทย หรือ เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) เป็นวาระ แห่งชาติ โดยต้องไม่กระทบกับระเบียบขององค์การการค้าโลก หรือ ดับเบิลยูทีโอ เพื่อ

ทดแทนการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้า คาดว่าจะเสนอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาเดือนสิงหาคมนี้

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนมิถุนายน 2561 ผลิตได้ 188,970 คัน เพิ่มขึ้น 7.71% จำหน่ายในประเทศ 93,407 คัน เพิ่มขึ้น 20.1% มีโอกาสที่ปี 2561 ไทยจะสามารถผลิตรถยนต์รวม 2.1 ล้านคัน สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้ 2 ล้านคัน

ก.ท่องเที่ยวและกีฬาเผย 6 เดือนแรกยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.46% สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท ชาวจีนแชมป์เดินทางมากสุด ด้านท่องเที่ยวเมืองรอง 5 เดือนโตชัด รายได้ 1 แสนล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นครศรีฯกวาดรายได้สูงสุด รองลงมาเป็นเชียงราย และตราด แนะรัฐ-เอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจูงใจเพิ่ม

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวเมืองรองว่า การเติบโตของการท่องเที่ยวเมืองรองเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอตัวบ้าง แต่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม) มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยรวม 35.54 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองรวม 100,531.18 ล้านบาท ทำสถิติเป็นประวัติการณ์หลังรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา โดยรายได้สูงสุดมาจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช เชียงราย และตราดตามลำดับ

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ผลกระทบค่าเงินบาทอ่อนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสถานการณ์สงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเติบโตดี อย่างไรก็ตามยังต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนในเมืองรองมากขึ้น

“ในสัปดาห์หน้าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประชุมร่วมกันว่าจะพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายอย่างไร หลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกจากเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลหมู่ป่าอะคาเดมี 13 ราย ซึ่งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวนี้จะต้องคำนึงถึงความต้องการของชุมชน การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และขีดความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งวางเป้าหมายว่าจะต้องพัฒนาการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ” นายพงษ์ภาณุ กล่าว

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ส่วนกรณีเรือล่มภูเก็ตจนเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขประมาณการที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล แต่จากการติดตามจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น รายวันในช่วงวันที่ 1-15 กรกฎาคม จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังไม่ติดลบ แต่เติบโตในอัตราชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลเยียวยาญาติ

ผู้เสียหายแล้ว จะต้องประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศ โดยคาดว่าในช่วงวันชาติจีนเดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาขยายตัวดี และเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2561) มีนักท่องเที่ยวรวม 19.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.46% และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนยังเป็นนักท่องเที่ยวอันดับแรก ทั้งในแง่จำนวน นักท่องเที่ยวและรายได้เข้าประเทศ ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในเดือนมิถุนายน 2561 ขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากชะลอตัวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดือนมิถุนายน รวมประมาณ 3 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศมุสลิม ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซียและตะวันออกกลาง ขยายตัวสูงจากวันอีฎิ้ลฟิตริ

“Season NAN” สีสันน่าน ตอกย้ำการท่องเที่ยวแบบสโลวไลฟ์เมืองเก่าน่านอีกครั้งรับหน้าฝน การันตีความชุ่มชื่นไปกับธรรมชาติอันเขียวขจี และชุ่มฉ่ำหัวใจไปกับวิถีชุมชนแสนน่ารักษ์ แคมเปญการท่องเที่ยววิถีชีวิตสุดเท่ ไม่ตกเทรนด์คนรุ่นใหม่ ชวนทุกเจนเนอเรชั่น ปลดปล่อยความเหนื่อยล้า มาสัมผัสความสดชื่นกับ “น่าน…เมืองเก่าที่มีชีวิต” ในหน้าฝน

“สำนักงานพื้นที่พิเศษ 6” หน่วยงานบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ปล่อยแคมเปญ “Season NAN” อย่างต่อเนื่อง หลังจากได้กระแสตอบรับที่ดีจากการเชิญชวนเที่ยวน่านหน้าร้อนในครั้งก่อน จึงตอกย้ำการท่องเที่ยวแบบสโลวไลฟ์เมืองเก่าน่านอีกครั้งในหน้าฝนนี้ พร้อมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวอย่างมีชีวิตชีวา กับนักแสดงหนุ่มแถวหน้า มากผลงานทั้งทีวีและออนไลน์ อย่าง นิว ชยพล พูพาร์ต

พร้อมเหล่าบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมาร่วมสัมผัสประสบการณ์น่านหน้าฝน เพื่อประชาสัมพันธ์สีสันน่านหลากหลายมุมมอง เริ่มต้นด้วยการพาสักการะขอพรที่ศาลเจ้าปู่ฮ่อ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่นับถือของชาวบ่อสวก ต่อด้วยพาชมแหล่งโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากเตาเผาโบราณบ้านจ่ามนัส สัมผัสงานศิลป์ด้วยการลงมือปั้นหม้อดินเผาลายเอกลักษณ์เฉพาะบ่อสวก แล้วไปเรียนรู้วิถีชาวบ้านที่สวนเศรษฐกิจพอเพียง ทำลูกประคบสมุนไพรด้วยตนเอง ที่พลาดไม่ได้ต้องแวะชมการสาธิตทอผ้าบ้านซาวหลวงและผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นบ้าน “แบรนด์น่านเน้อเจ้า” ปิดท้ายด้วยการแวะชมหีบอ้อยโบราณบ้านป่าคา พร้อมชิมเมี่ยงขึ้นชื่อที่ทำจากน้ำอ้อยของที่นี่

ด่วน! ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับ 9 เตือนภัยพายุ “เซินติญ” ฝนถล่มซัดทั่วประเทศ

วันที่ 19 ก.ค. เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ พายุ “เซินติญ” ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 19 ก.ค. 2561 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (19 ก.ค. 61) พายุโซนร้อน“เซินติญ” (SON-TINH) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นบริเวณชายแดนประเทศลาวและเวียดนามแล้ว ที่ละติจูด 20.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 104.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง คาดว่าจะอ่อนกำลังลง หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเข้าปกคลุมประเทศลาวตอนบนในวันนี้ (19 ก.ค. 61) และส่งผลกระทบทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2561

ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ตาก พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ ยโสธร ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561

ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร และนครพนม

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย มีกำลังแรง ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งจนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา จะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 23.00 น. จากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามทุ่มเทกำลัง ความสามารถ รวมทั้งงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรยังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ และการเร่งรัดพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปัญหาทรัพยากรน้ำซับซ้อนมากขึ้นและมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างออกไปในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และคุณภาพน้ำ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงเห็นว่า ข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นคำตอบสำคัญที่จะนำไปสู่การวางกรอบแนวทางเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาได้อย่างเหมาะสม และยั่งยืน

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช. ได้จัดให้มีการประชุมแนะนำโครงการและรับฟังความคิดเห็น “โครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้น ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้

สทนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เร่งดำเนินงานโครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมุ่งหวังให้ได้ข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางปรับปรุงการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำของประเทศ ซึ่งมีอยู่กว่า 30 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

โครงการนี้ เป็นรูปแบบการศึกษาทบทวน วิเคราะห์ข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำโขงอีสาน ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูน กำหนดกรอบประเด็นหลักในการศึกษาไว้ 4 มิติ คือ ปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ องค์กรที่ครอบคลุมการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติการ และคณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ