ประเทศไทย เตรียมการเฝ้าระวังสกัดกั้นไม่ให้เข้ามา

คุณภูวนารถ กล่าวต่อไปว่า กรมวิชาการเกษตร มีความกังวลเกรงว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังจะระบาดเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่การระบาดในประเทศกัมพูชาอยู่ใกล้ชายแดนของประเทศไทย จึงเตรียมการสกัดกั้นไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทย โดยเฝ้าระวังคอยสำรวจแปลงมันสำปะหลังของเกษตรกร จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมาได้มีการตรวจพบต้นมันสำปะหลังของเกษตรกรมีลักษณะอาการคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2 ต้น

และพบที่ อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เราได้ทำการสำรวจต้นมันสำปะหลังในรัศมี 5 กิโลเมตร รวมทั้งหมด 60 ไร่ จึงได้ทำลายทั้งหมดโดยการไถแล้วฝังกลบ เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม แม้จะพบเพียง 2 ต้น จะใช่โรคใบด่างหรือไม่ก็ตาม เมื่อมีอาการและลักษณะคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลัง ก็จำเป็นต้องทำลายทั้งแปลง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายออกไป

โชคดีที่เกษตรกรยินยอมให้ทำลายทั้งแปลง เมื่อเราชี้แจงถึงความเสียหายที่จะเกิดในบ้านเรา คุณภูวนารถ บอกพร้อมกับยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศกัมพูชา เช่น จังหวัดรัตนคีรี เสียมราฐ อุดรมีชัย กำปงธม กำปงจาม และตโมงฆมุม เป็นผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังของกัมพูชา ปี 2561/2562 มีแนวโน้มผลผลิตโดยรวมจะลดลงอีกประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

“เนื่องจากชายแดนของประเทศกัมพูชาอยู่ติดกับประเทศไทย ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องช่วยกันเฝ้าระวังอย่าให้ท่อนพันธุ์หลงเข้ามาในประเทศไทยได้” อาการของโรคใบด่างมันสำปะหลัง

เมื่อนักวิชาการโรคพืชไปพบต้นมันสำปะหลังที่มีลักษณะคล้ายโรคใบด่าง กลุ่มวิจัยโรคพืชของกรมวิชาการเกษตรและนักวิชาการเกษตร ได้เข้าไปแนะนำให้ความรู้แก่เกษตรกรเจ้าของแปลงมันสำปะหลังให้รู้จักลักษณะอาการของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตลอดจนความรุนแรงของโรคที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรเอง และให้เกษตรกรเจ้าของแปลงหมั่นเข้าไปตรวจสอบแปลงมันสำปะหลังของตน

มันสำปะหลังที่เป็นโรค จะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงใบด่างอย่างรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ทั้งนี้ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและพันธุ์มันสำปะหลังด้วย

“อาการใบด่างของมันสำปะหลังมีหลายรูปแบบ เช่น ด่างเขียวซีดสลับเขียวเข้ม ด่างเหลืองสลับเขียว ใบหงิกหรือหงิกเหลือง ใบย่อยหงิกเบี้ยว หงิกงอ โค้ง เสียรูปทรง ใบอ่อนและใบที่เจริญใหม่มีขนาดเล็กลง ยอดหงิกต้นแคระแกร็น”

การแพร่ระบาดของโรค

คุณภูวนารถ พูดถึงสาเหตุการแพร่กระจายของโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีสาเหตุหลักมาจากการนำท่อนพันธุ์มาจากต้นที่เป็นโรคใบด่าง ที่มีเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคปนเปื้อนมาปลูก จึงทำให้โรคใบด่างมันสำปะหลังแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ดังที่เกิดในประเทศใกล้เคียงบ้านเรา นอกจากนั้น ยังมีแมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรค ไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่ไม่เป็นโรคต่อก็จะเป็นโรคขึ้นมา จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายและระบาดไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ต้นมันสำปะหลังก็จะแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว

มาตรการเฝ้าระวัง การแพร่กระจายของโรคพืชที่สำคัญ

หากมีการระบาดของโรคพืชที่สำคัญและร้ายแรงเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น จะต้องมีการประกาศเขตควบคุมโรค คุณชลธิชา รักใคร่ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มเฝ้าระวังศัตรูพืช กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า ในกรณีที่ตรวจพบศัตรูพืชที่สำคัญ และไม่สามารถบริหารจัดการด้วยมาตรการต่างๆ ได้ เช่น การทำลายหรือฝังกลบ หรือการทำลายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้ เราจำเป็นต้องหันมาใช้มาตรการทางด้านกฎหมาย คือ มาตรา 17 ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่ง พ.ร.บ. 17 ให้อำนาจไว้ว่า ในกรณีที่ตรวจพบศัตรูพืชร้ายแรงที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน สามารถประกาศให้เป็นเขตควบคุมศัตรูพืช วัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูพืชร้ายแรงแพร่ระบาดจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งที่ยังไม่มีโรคระบาด โดยแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่ที่ประกาศเขตควบคุม

การประกาศเขตควบคุมโรคจะต้องบอกขอบเขตในหมู่บ้านนั้นให้ชัดเจนว่า ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก จรดกับหมู่บ้านอะไรในเขตนั้นๆ ที่เราคิดว่ามีศัตรูพืชกักกัน ดังนั้น การที่จะนำเข้าหรือส่งออกพืชในเขตควบคุม จะต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่

คุณชลธิชา กล่าวว่า ในกรณีที่มีโรคพืชที่สำคัญและร้ายแรงเกิดขึ้นในประเทศใกล้เคียง และเป็นโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือสงสัยว่าพืชที่พบมีลักษณะการคล้ายโรคที่เกิดก็จำเป็นต้องทำลายและฝังกลบ โดยให้เจ้าของแปลงหรือเจ้าของสวนเป็นผู้ทำลาย เมื่อทำลายหมดแล้วก็ประกาศยกเลิกเป็นเขตควบคุม

ถ้าเกษตรกรไม่ยอม จะมีมาตรการอย่างไร

คุณชลธิชา ชี้แจงว่า ในกรณีที่ข้อมูลทางวิชาการระบุชัดเจนว่า พืชนั้นๆ เป็นโรคร้ายแรงที่สำคัญจำเป็นต้องทำลายเพื่อไม่ให้เกิดแพร่ระบาด จะทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งของเกษตรกรเอง และถ้าพืชนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจจะทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของภัยพิบัติจึงต้องใช้มาตรการทางด้านกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าไม่ยอมทำลายถือว่าเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ควบคุมกฎหมาย กรมวิชาการเกษตรเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ. กักพืชเท่านั้น

โชคดีที่ยังไม่มีการระบาดของโรคพืชที่รุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเรา แต่กรมวิชาการเกษตรจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. กักพืช พ.ศ. 2507 ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ และนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด และช่วยกันเฝ้าระวังอย่าให้เหตุเกิดขึ้นมาได้

การป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง

เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ภายในประเทศ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก
เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุกๆ 2 สัปดาห์ หากพบอาการที่ผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขุดถอนทำลายต้นต้องสงสัยออกจากแปลงนำไปฝังกลบพ่นต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียงด้วยสารฆ่าแมลงเพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบ ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์

หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง กลุ่มงานเฝ้าระวังศัตรูพืชกักกัน กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-8516, (061) 415-2517 หรือกลุ่มงานไวรัสวิทยา โทร. (02) 579-9588

คุณเฉลียว ยันสาด เป็นประชาชนธรรมดาผู้ยากจน มีอาชีพเป็นกรรมกรรับจ้างรายวัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ทำกิน พื้นที่ที่มีอยู่ก็เพียง 98 ตารางวา สำหรับปลูกบ้านเท่านั้น คุณเฉลียว อ้างสิทธิของประชาชน ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบึงวงฆ้อง ซึ่งเคยเป็นแหล่งอาหาร เลี้ยงดูชีวิต และครอบครัว มาตั้งแต่ตนเองยังเป็นเด็กด้วยเป็นแหล่งน้ำทางการเกษตร และการประมงน้ำจืดของครอบครัว

คุณเฉลียวได้ชักชวนชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่รอบบึงกว่า 3 ตำบล มาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีทั้งตำบลห้วยงู ตำบลนางลือ และตำบลแพรกศรีราชา แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าร่วม คุณเฉลียวจึงลุกขึ้นมาปกป้องบึงวงฆ้องด้วยหลักฐานที่เป็นเอกสาร และกระบวนการทางกฎหมาย

คุณเฉลียวได้ใช้ความกล้าหาญในฐานะประชาชน ลุกขึ้นมาเป็นโจทย์ฟ้องร้อง อธิบดีกรมที่ดินเป็นจำเลย เนื่องจากเป็นผู้ออก นส.3 ก ทับพื้นที่บึงวงฆ้อง ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นเพียงผู้เดียวที่กระทำการอย่างอาจหาญ ในการทวงคืนที่ดินสาธารณประโยชน์บึงวงฆ้อง จากกลุ่มนายทุน และชาวบ้านบางส่วนที่ออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินสาธารณประโยชน์ มาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

โดยใช้แผนที่ทหาร ที่ออกก่อนปี 2477 มาเป็นหลักฐาน และดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรม มาเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน เพื่อให้บึงวงฆ้องได้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันดังเคยเป็นมาเช่นในอดีต โดยสามารถทวงคืนพื้นที่ได้จำนวน 77 แปลง จาก 60 ราย รวมเนื้อที่ 640 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา ซึ่งศาลปกครองสูงสุด ให้เป็นผู้ชนะคดีต่ออธิบดีกรมที่ดิน ได้เป็นผลสำเร็จ

ในความเป็นจริงแล้วคุณเฉลียวเป็นผู้มุ่งมั่น แน่วแน่ แก้ไขความอยุติธรรม ไม่ย่อท้อต่อปัญหา และอุปสรรค ใฝ่รู้ ศึกษาหาข้อมูลกระบวนการ พยายามเก็บข้อมูลรวบรวมหลักฐานต่างๆ อย่างรัดกุม และเป็นระเบียบตามมิติของเวลา รวมถึงวิธีการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความถูกต้อง มาอย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 25 ปี จึงได้พื้นที่สาธารณประโยชน์กลับคืนมา แม้ว่ายังมีพื้นที่อีกบางส่วน ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้บุกรุกยังไม่ยอมคืน ทั้งที่ศาลสั่งแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ถือว่าคุณเฉลียวเป็นผู้อุทิศตน เสียสละเวลาเป็นส่วนใหญ่มาดูแลบึงวงฆ้อง ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าถึง 1 ทุ่มของทุกวัน ด้วยการปลูกและดูแลต้นไม้ ตัดหญ้า จัดการพื้นที่บึงบางส่วนให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา รวมถึงช่วยสอดส่องดูแลผู้ที่มาใช้ประโยชน์ในบึงวงฆ้อง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของชุมชนทุกอย่าง ทำด้วยจิตอาสาไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

คุณเฉลียว ยันสาด เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2501 ที่ตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท บิดาชื่อ คุณเลาะ มารดาชื่อ คุณชัว มีพี่น้องทั้งสิ้น 8 คน ช่วงวัยหนุ่มมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ที่อำเภอหันคา และกรุงเทพมหานคร เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน วัยเด็กได้ติดตามพ่อแม่มาหาปลา และใช้ประโยชน์จากบึงวงฆ้อง เป็นแหล่งหากินเป็นหลัก จึงเห็นและผูกพันกับบึงวงฆ้อง ว่าเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ อันเป็นมรดกของชุมชน

คุณเฉลียวมีคุณลำเพย ยันสาด ซึ่งมีอาชีพรับจ้างรายวันเช่นกัน เป็นคู่ชีวิต มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือคุณสุริยาวุธ ยันสาด อายุ 37 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างทำงานโรงงานที่จังหวัดอุบลราชธานี

และคุณนฤพล ยันสาด ปัจจุบันอายุ 34 ปี ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่ม ได้อาศัยอยู่วัดในกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียนหนังสือ ขณะเดียวกัน ก็ชกมวยเป็นค่าเล่าเรียน และส่งเงินบางส่วนมาเกื้อกูลบิดามารดา ด้วยความมานะ อดทน จึงเรียนสำเร็จวิชากฎหมาย และกำลังยื่นขอจดทะเบียนเป็นทนายความ หลังจากเรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมกันนี้ ก็กำลังเข้าเรียนเนติบัณฑิตไทย

คุณเฉลียว ยันสาด เรียนหนังสือจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่านั้น แม้จะอยากศึกษาต่อแต่ก็ขาดทุนทรัพย์ เมื่อถึงช่วงเวลาเกณฑ์ทหารก็ได้เป็นทหารเกณฑ์ อยู่หน่วยปืนใหญ่ประจำการอยู่ที่ ป.พัน 1 ศูนย์ 1 ลพบุรี สนใจและสามารถเรียนรู้เรื่องการดูแผนที่จนเชี่ยวชาญ เมื่อฝึกอยู่ในป่า

เมื่อคุณเฉลียว ได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด สังเกตเห็นว่า “บึงวงฆ้อง” เนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ อันเคยเป็นแหล่งหาอยู่หากินของครอบครัวยันสาด และชาวบ้านมากกว่า 3 ตำบลรอบบึงวงฆ้อง แต่เหตุไฉนจึงถูกบุกรุกจับจองเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล กระทั่งออกป็นเอกสารสิทธิ (นส.3 ก) ทับที่สาธารณประโยชน์ ตนเองในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายหมู่บ้านใน 3 ตำบล จึงได้คิดหาวิธีที่จะนำบึงวงฆ้องกลับมาเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ในปี พ.ศ. 2537 จึงเริ่มจากชักชวนหาแนวร่วมจากแกนนำในชุมชนกว่า 10 คน เพื่อรวบรวมเอกสาร และสืบหาข้อมูล จนพบว่าบึงวงฆ้องได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ พ.ศ. 2477 จึงยื่นคำร้องที่บรรจงเขียนด้วยลายมือตนเอง ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบเอกสารสิทธิในพื้นที่บึงวงฆ้อง

จากนั้นจึงทำหนังสือร้องเรียนไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบึงวงฆ้อง แต่ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งมีสัสดีจังหวัดชัยนาท แนะนำให้ศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์หลักฐานการครอบครองที่ดินของราษฎร ในเขตที่ดินของรัฐ ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.)

จากการศึกษาข้อมูลของ กบร. ทำให้คุณเฉลียวและกลุ่มผู้ร่วมคิดการ นำหลักเกณฑ์การพิสูจน์หลักฐานการครอบครองที่ดินของราษฎรในเขตที่ดินของรัฐ โดยนำภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร หลังวันประกาศหรือวันสงวนที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2478 มาดำเนินการจัดทำเรื่องแผนที่ในบึงวงฆ้อง ขณะเดียวกัน ก็ได้ไปขอคำปรึกษาจากสำนักงานกฤษฎีกา เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารการเขียนคำร้อง และกฎหมายที่ดิน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า มาเป็นระยะเวลาหลายปี

ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ. 2541 คุณเฉลียวและเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม จึงได้รวบรวมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าไปถวายฎีกา ที่สวนจิตรลดา โดยได้ยื่นเรื่องกับแผนกฎีกา กองราชเลขานุการ ในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สำนักราชเลขานุการสวนจิตรลดา โดยมี คุณสุโรจนา ศรีอักษร เป็นผู้รับเรื่อง หลังจากนั้นไม่นาน จึงมีคำสั่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการตรวจสอบที่ดินบึงวงฆ้องตามลำดับ โดยมี คุณอารยะ วิวัฒน์วานิช ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้จัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบบึงวงฆ้องขึ้น

จนถึงปี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบพื้นที่แปลงที่แปลงออกเอกสารสิทธิทับซ้อนพื้นที่สาธารณประโยชน์บึงวงฆ้อง จำนวน 77 แปลง 60 ราย รวมเนื้อที่ 640 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา จากนั้นจึงได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกทับที่ดินสาธารณะ แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

ดังนั้น ปี พ.ศ. 2549 ได้ทำหนังสือถึงนายก อบต.ห้วยงู ให้ดำเนินการกับกลุ่มเอกชนที่บุกรุกพื้นที่บึงวงฆ้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 45 วัน นับจากวันที่รับหนังสือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีการดำเนินการดังกล่าว คุณเฉลียวจึงได้ดำเนินฟ้องนายก อบต.ห้วยงู ฐานละเลยต่อหน้าที่

คุณเฉลียวจึงดำเนินการฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ในปี พ.ศ. 2551 ต่อศาลปกครอง เนื่องจากไม่ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกทับที่ดินสาธารณะ จนระยะเวลาล่วงมาถึง 7 ปี

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในปี พ.ศ. 2558 ให้ดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของผู้บุกรุกทั้งหมดที่ออกในเขตที่สาธารณประโยชน์บึงวงฆ้อง จากนั้นจึงทำเรื่องดำเนินการบังคับคดีเร่งรัด ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครอง ไปยังกรมบังคับคดี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้มีการดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิจำนวน 41 แปลง ส่วนอีก 16 แปลง อยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

นอกเหนือจากการดำเนินการขอคืนพื้นที่สาธารณะ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว คุณเฉลียว ยันสาด ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่อดูแลพื้นที่บริเวณรอบๆ บึงวงฆ้อง ได้ขอกล้าไม้จากสถานีเพาะชำ กล้าไม้จังหวัดชัยนาท นำพันธุ์ไม้ประเภท ยางนา ประดู่ป่า แดง เต็ง มะค่าแต้ สัก ตะเคียนทอง มะค่าโมง พะยูง เป็นต้น มาปลูกทุกวันบนเนื้อที่เกือบร้อยไร่

และหมั่นดูแลบำรุงรักษาต้นไม้อยู่เสมอ อีกทั้งกันพื้นที่สำหรับอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ โดยจำนวนเนื้อที่ 15 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา รวมถึงผลักดันผู้นำในชุมชน เพื่อนำที่ดินบางส่วนของบึงวงฆ้องจดทะเบียนเป็นป่าชุมชน จำนวน 99 ไร่ กล่าวได้ว่า คุณเฉลียว ยันสาด เป็นประชาชนตัวอย่างที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรม เพื่อเรียกร้องสิทธิในการจะได้พื้นที่ชุ่มน้ำกว่าพันไร่ อันเป็นสาธารณะที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของผู้คนนับหมื่นครัวเรือนคืน แม้ว่าจะมีผู้มีอิทธิพลขู่ฆ่า รวมถึงเสนอเงินจำนวนนับล้านบาท ให้คุณเฉลียวยุติการดำเนินงานต่างๆ แต่คุณเฉลียวปฏิเสธ ด้วยยึดมั่นในอุดมการณ์ จึงนับเป็นผลงานอันพึงยกย่องเชิดชูเป็นอย่างยิ่ง

มีกับข้าวมังสวิรัติมาชวนทำครับ เป็นสตูผักนุ่มๆ รสอ่อนๆ ที่ปลอดเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง

มันก็แปลกดี ผมทำสตูหม้อนี้กินมายี่สิบปีแล้วเห็นจะได้ แต่ก็นึกไม่ออก ว่าไปเอาสูตรมาจากไหน จำต้นเหตุไม่ได้เลยว่าไปแอบครูพักลักจำของใครเขามา ดังนั้นถ้าเกิดไปเหมือนสูตรเก่าแก่ของบ้านใครเข้า ก็ขออภัยนะครับ ไม่ได้จงใจจะลอกโดยไม่อ้างอิงเลยแหละถ้าวันนี้พรุ่งนี้ตั้งใจจะกินผักสไตล์ออกฝรั่งๆ หน่อย คว้าตะกร้าไปตลาดกันเดี๋ยวนี้เลยครับ

สำหรับสตูหม้อนี้ ผักที่ผมใส่เป็นหลักๆ เลย ก็มีแครอต หอมใหญ่ มะเขือเทศ บร็อกโคลี กะหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) เซเลอรี พริกหวาน (bell pepper) กระเจี๊ยบเขียว ส่วนเห็ด ก็มีเห็ดฟาง เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง เครื่องปรุงกลิ่นที่จำเป็น ก็คือใบเบย์ (bay leaf) และผักชีฝรั่ง (parsley) แห้งหรือสดก็ได้

ตัวทำความข้น ผมใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์ น้ำมันมะกอก extra virgin พริกไทยดำป่นและผงพริกปาปริก้า (paprika)นี่ว่าเฉพาะที่ใส่ปกตินะครับ ดังนั้น ถ้าใครพิสมัยของอื่นที่เข้ากันได้ เช่น กะหล่ำดาว (brussels Sprouts) กะหล่ำปลีม่วง ฟักทองญี่ปุ่น หรือเห็ดโคน เห็ดตีนแฮด เห็ดแชมปิญอง ฯลฯ ก็ปรับใช้ใส่ได้ตามใจชอบเลยครับ

จับจ่ายได้ของมาแล้ว ก็ล้างหั่นผักและเห็ดตามแบบที่ชอบ ถ้านึกไม่ออก จะหั่นแบบที่ผมลองหั่นให้ดูนี้ก็ได้อันว่าสตูว์นั้นเป็นสำรับที่ทำไม่ยากเลย เพียงแต่ว่าหม้อนี้ของเราเป็นสตูว์ผักล้วนๆ แถมใส่หลายอย่างด้วย ความซับซ้อนจึงแค่ต้องใส่ตามลำดับความยากง่ายในการเปื่อยของผักแต่ละอย่าง เท่านั้นเอง

เราเริ่มโดยตั้งหม้อน้ำใบใหญ่บนเตา ใส่น้ำพอประมาณ เติมเกลือ ใบเบย์ หอมใหญ่ซอยละเอียด ชิ้นแครอต เห็ดหอมสด แล้วก็ parsley พอเดือดก็หรี่ไฟอ่อน พอให้เดือดเบาๆ ไว้

ตั้งกระทะน้ำมันมะกอกบนเตาไฟอ่อน ใส่แป้งอเนกประสงค์ลงไป หมั่นคนจนแป้งสุกกลายเป็นสีน้ำตาลข้นๆ แค่นๆ เลยนะครับ กลิ่นที่เกือบจะไหม้ของแป้งจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสตูหม้อนี้ ทีนี้ก็ดับไฟ โรยพริกไทยป่นและผงพริกปาปริก้าลงไป ทั้งสองอย่างจะได้ไม่ไหม้เสียก่อนน่ะครับ

กวาดแป้งเขละๆ นี้ลงหม้อน้ำของเราเลยทีเดียว จะมีเสียงฉี่ฉ่า และน้ำในหม้อเริ่มข้น มีสีน้ำตาลขุ่นๆ อย่าเพิ่งสนใจมากครับ ให้ทยอยใส่เห็ดฟาง หน่อไม้ฝรั่ง เซเลอรี พริกหวานลงไป จากนี้ จะเหลือแต่ผักที่สุกง่ายหน่อย ถ้าเอาตามลำดับ ก็คือดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ บร็อกโคลี (แบ่งไว้นิดนึงครับ ไว้ใส่ตอนท้ายสุดให้มีสีเขียวสดดูสวยๆ บ้าง) กระเจี๊ยบเขียว แล้วก็เห็ดเข็มทอง

ช่วงเวลาที่ใส่เห็ดเข็มทองน่าจะอยู่ที่ราว 1 ชั่วโมงจากเริ่มตั้งไฟ ผักจะเริ่มนุ่มพอดีๆ ทั้งหม้อ มีความข้นของเนื้อผักและความหวานของน้ำผักออกมาประสมประสานกันเหมาะเจาะ โดยในระหว่างนี้ เราหมั่นชิมดูว่าถ้าอ่อนเค็มก็เติมเกลือ และถ้ามะเขือเทศของเราไม่เปรี้ยวพอ ขอแนะนำให้เติมน้ำส้มหมักดีๆ เช่น apple cider vinegar หรือจะเลือก worcester sauce ก็ได้ เป็นการเพิ่มกลิ่นเครื่องเทศอีกหน่อยหนึ่งด้วย

อย่าใส่น้ำมากนะครับ ให้มันเป็นสตูข้นๆ ดีกว่า ส่วนที่ต้องใส่แยะๆ เพื่อให้มีความหอมมัน คือน้ำมันมะกอกครับ เติมได้มากเท่าที่ต้องการเลยทีเดียวเชียว พอคิดว่าได้ที่แล้ว ใส่บร็อกโคลีส่วนที่ขยักไว้แต่แรก รอสักอึดใจหนึ่งก็ดับไฟได้เลย

“สตูผักใส่เห็ด” นี้ อุ่นรอบที่สองจะอร่อยกว่าตอนทำเสร็จใหม่ๆ ตักมาราดข้าวสวยร้อนๆ เส้นหมี่อิสลาม หรือพาสต้าแบบที่ชอบ หยอดน้ำมันมะกอกให้ชุ่ม โรยปาปริก้า พริกไทยป่น ถ้ามีซอสพริกเขียวก็อาจเหยาะสักหน่อยหนึ่งเป็นจานมังสวิรัติที่ได้รสชาติผักและเห็ดเต็มที่จริงๆ ครับ ขอให้ลองทำดู

“เจก รัตนตั้งตระกูล” ชื่อนี้หากใครดูช่วงข่าวในพระราชสำนัก หรือรายการข่าวในบางช่วง ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ก็จะได้มีโอกาสพบผู้ประกาศข่าว ซึ่งอ่านข่าวด้วยสไตล์กระฉับกระเฉง เป็นตัวของตัวเอง และไม่เพียงแต่จะมีความสามารถด้านการเป็นผู้ประกาศข่าว ยังมีความสามารถในการเป็นเกษตรกรชั้นแนวหน้าของพื้นที่บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการด้วย

คุณเจก รัตนตั้งตระกูล กระโดดเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีไฮโดรโปนิกส์กับการปลูกผักสลัดประเภทต่างๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และเรียนรู้จากการทดลองปลูกด้วยตนเอง ตามคำแนะนำของครูที่สอนในคอร์สการอบรมแบบวันเดียวจบ จนกระทั่งวันนี้ เป็นเจ้าของ “โกดังผักสลัด ณ บางกะเจ้า” อย่างเต็มตัว ในวัยเพียง 40 ปี

ผลงานการปลูกผัก ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทผักสลัด พันธุ์กรีนโอ๊ค และรางวัลชมเชย พันธุ์เรดโอ๊ด จากงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย และของดีเมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2561 และปีนี้ก็คว้ารางวัลที่ 3 มาครอง ด้วยคุณภาพของผักสลัดที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์

แรงบันดาลใจที่นับเป็นจุดสำคัญในการเริ่มต้นให้คุณเจกก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับการยอมรับนั้นคือ การเติบโตมากับธรรมชาติที่บางกะเจ้า และแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่อยู่กับธรรมชาติ มีความเป็นเกษตรกรอยู่ดั้งเดิม จึงคิดว่าควรทดลองปลูกผักให้เป็นกิจกรรมของครอบครัว จึงนำพื้นที่บางส่วนของบริเวณบ้านให้เป็นพื้นที่ปลูกผักแบบลงดิน ซึ่งก็พบกับอุปสรรคหลายอย่างในเรื่องของธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้

จากนั้นจึงเริ่มไปเรียนเทคนิคการปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์จากคอร์สที่มีการอบรม เมื่อเรียนแล้วนำความรู้มาทดลองใช้ทันที ด้วยการตั้งโต๊ะปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์เพียงตัวเดียว โดยใช้โต๊ะที่มีความยาว 12 เมตร และใช้เงินลงทุน 30,000-40,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีโต๊ะปลูกผักทั้งหมด 5 โต๊ะ

“ประมาณเกือบ 2 ปีที่แล้ว ครอบครัวเราอยากจะหากิจกรรมสนุกๆ ทำด้วยกัน ส่วนผมนอกเหนือจากการอ่านข่าว อย่างน้อยได้ลองทำ ปลูกพืช ปลูกผัก ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีมีท้องร่องหลังสวน ก็ลองปลูกผักเล่นๆ ดู ก็ยังไม่เป็นไฮโดรโปนิกส์ ก็เจอทั้งเรื่องแมลง ทั้งโรค คุมลำบาก ก็เลยคุยกันในครอบครัวว่า ลองปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ดูไหม เรียนวันหนึ่งก็จบแล้ว เมื่อเรียนเสร็จแล้ว ก็ทดลองปลูก เพื่อให้รู้ว่าเราชอบไหม และทุกฤดูกาลจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีผลกับผักที่เราปลูกอย่างไรบ้าง ต้องทดลองปลูก ตอนนั้นก็ต้องถมที่ พื้นที่หลังบ้านเป็นร่องสวน ซึ่งมันรกมาก ปรับพื้นที่ใหม่ ปูหิน และนำโต๊ะที่จะปลูกผักสลัดไปลงเพียงโต๊ะเดียว วางไว้กลางแจ้ง และก็เริ่มนำเทคนิคที่เรียนมาใช้ บวกกับประสบการณ์ของตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ปรากฏว่าผักที่ปลูกออกมาให้ผลผลิตได้ดี” คุณเจก เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น

สำหรับรอบผักสลัดที่คุณเจกปลูกนั้น จะมีรอบการเติบโตประมาณ 42 วัน ต่อรอบ ตั้งแต่ขั้นตอนการลงเมล็ด และ เติบโตจนเก็บกินได้ ซึ่งช่วงแรกที่ปลูกเพียงโต๊ะเดียว ได้ผลผลิตราว 480 ต้น ก็นำผลผลิตมากินเอง พร้อมกับแบ่งให้เพื่อนบ้านกิน โดยคุณเจกบอกว่า เป็นความสุขที่ได้เห็นตั้งแต่เป็นผักเม็ดเล็กๆ และเติบโตขึ้นมา จนมีผลผลิตให้กิน