ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมและอาหาร

แบบดิบๆ สุกๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง7.หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ เนย ไขมันสัตว์ 8.ลดบริโภคเนื้อแดง ควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม และ 9.เกลือแกงอาหารหมักดองต้องน้อยลง ในวันหนึ่งๆควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 6 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด

นายสมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีคนหางานจำนวนหนึ่งลักลอบไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศจีนแล้วถูกนายจ้างลอยแพ หลังจ่ายค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้นายหน้าไทยและจีน พร้อมค่าประกันสัญญาให้กับนายจ้างแล้วรวม 60,000 บาท ต่อราย ทำงานได้เพียง 7 เดือน ส่วนเดือนสุดท้ายนายจ้างยังไม่จ่ายค่าจ้าง ซ้ำยังยึดพาสปอร์ตอ้างว่าจะต่อวีซ่าให้ แต่ภายหลังคืนพาสปอร์ตเพราะไม่สามารถต่อวีซ่าให้ได้ และยังหยุดกิจการชั่วคราว ทำให้ต้องกลายเป็นคนหลบหนีเข้าเมือง อยู่อย่างหวาดกลัวจนต้องขอความช่วยเหลือจากทางการกลับประเทศไทย

“กฎหมายของจีนยังไม่เอื้อต่อการนำแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน ที่ผ่านมา มีคนไทยหลายรายถูกนายหน้าหลอกไปทำงาน และต้องประสบปัญหาต่างๆ ดังนั้น หากประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศ ควรรู้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยขอให้ตรวจสอบตำแหน่งงาน บริษัทจัดหางาน หรือบริษัทที่รับสมัครงานโดยตรง สัญญาจ้างต้องมีรายละเอียดตรงกันทั้งภาษาไทยและภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น และต้องได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้น และศึกษารายละเอียดของสวัสดิการต่างๆ ก่อน สำหรับประเทศจีนวีซ่าที่ถูกต้องสำหรับคนที่ทำงานในจีน คือ วีซ่าชนิด Z ที่ออกให้ชาวต่างชาติที่ไปทำงานในจีนรวมทั้งผู้ติดตาม โดยระบุระยะเวลาตามสัญญาการจ้างงาน ส่วนวีซ่าชนิด F ใช้ได้เช่นกัน แต่มีอายุเพียง 6 เดือนเท่านั้น” นายสมบัติ กล่าว

“ปิยะสกล” ลั่นแก้ “กม.บัตรทอง” เพื่อประชาชน ย้ำชัดไร้แก้ประเด็นร่วมจ่าย อย่ากลัวไปก่อน วอนศึกษาดีๆ

จากกรณีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. …ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยภาคประชาชนมองว่ากระบวนการยกร่างขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเกิดกระแสคัดค้านและวอล์กเอาต์จากเวทีประชาพิจารณ์ใน 2 ภาค คือ ภาคเหนือและภาคใต้ เหลืออีก 2 เวที คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 17 มิถุนายน และภาคกลาง กทม. วันที่ 18 มิถุนายนนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวระหว่างการแถลงเรื่อง “ความจริงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ว่า อยากให้คนที่ยกประเด็นคัดค้านต่างๆ ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพที่มีการปรับปรุงแก้ไขจริงๆ บางคนยกประเด็นออกมามองถึงว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในร่าง พ.ร.บ. เองไม่ได้เขียนสิ่งนั้นไว้เลย เป็นการกลัวไปก่อนทั้งสิ้น หากเป็นแบบนี้คิดว่ามันคงจะลำบากในการจับประเด็นที่เกิดขึ้น

นพ. ปิยะสกล กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพที่ตนเป็นคนแต่งตั้ง โดยบอกว่ามีผู้แทนภาคประชาชนเพียง 2 คนนั้น ซึ่งก่อนที่จะลงนามแต่งตั้งได้มีการสอบถามก่อนแล้วว่าทุกคนอยู่ในสภาวะสมดุลหรือไม่ คณะกรรมการมีทั้งหมด 27 คน ที่เหลือใช่ภาคประชาชนหรือไม่ เช่น ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก็เป็นตัวแทนประชาชนเพราะมาจากการเลือกของประชาชน คณะกรรมการพิจารณา (ร่าง) จึงมีความสมดุลทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขผลกระทบให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และส่วนตัวไม่เคยเข้าไปละลาบละล้วงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ และการทำหน้าที่ไม่มีข้อเคลือบแฝงแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อและไว้ใจคณะกรรมการชุดนี้ ส่วนการวอล์กเอาต์ออกจากเวทีประชาพิจารณ์ในภูมิภาคของเครือข่ายคนรักหลักประกันจริงๆ ถือเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย ขอเพียงอย่าทำให้เกิดความระส่ำระสาย แต่เวทีประชาพิจารณ์ไม่ได้ล่ม เพราะยังมีภาคประชาชนอื่นๆ เข้าร่วมอีก 300-400 คน แต่มีคนออกจากเวทีราว 80 คน ที่ประชุมก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีคนมองว่ามีการแก้ไขเกี่ยวกับประเด็นการร่วมจ่าย นพ. ปิยะสกล กล่าวว่า ไม่เห็นมีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไขเลย แต่มีอยู่ข้อหนึ่งใน พ.ร.บ.หลักประกันฉบับเดิมที่มีอยู่แล้วพูดถึงว่าอาจจะให้มีการจ่ายร่วมได้ ที่เห็นภาพชัดคือ คนใช้บริการจ่าย 30 บาท ซึ่งไม่ได้อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ใหม่ เพียงแต่ไม่ได้มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. ใหม่ และร่าง พ.ร.บ. ใหม่ก็ไม่ได้มีสักคำเดียวว่าจะให้มีการจ่ายร่วม ทุกอย่างใน พ.ร.บ. ต้องมีความยืดหยุ่นได้ เพื่อให้อนาคตสามารถปรับได้ก็ปรับได้

ผศ.ดร. ประภา กาหยี อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวถึงการประชุมวิชาการการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและระดับนานาชาติ ครั้งที่ 9 หัวข้อ “การบูรณาการงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต ร่วมกับราชบัณฑิตยสภา จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การวิจัยเป็นพันธกิจที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะที่ มรภ.ภูเก็ต เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น งานวิจัยของคณาจารย์และนักวิจัยจะต้องตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและการแก้ปัญหาให้สังคมท้องถิ่น รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และทันสมัยให้คณาจารย์สามารถนำบูรณาการกับการเรียนการสอน นำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะสอดคล้องกับที่สังคมหรือตลาดต้องการ

“การจัดประชุมนำเสนอผลงานวิจัยในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการวิจัยของนักวิจัย เป็นการแสดงผลงานของคณาจารย์และนักวิจัย รวมถึงวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นแหล่งข้อมูลและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ รวมทั้งเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการวิจัยในรูปแบบที่หลากหลาย” อธิการบดี มรภ.ภูเก็ต กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. กุลวรา สุวรรณพิมล ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยทางการศึกษาและผลงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้พัฒนาสังคมและชุมชน อีกทั้งกระตุ้นให้นักวิชาการและนักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ตลอดจนข้อคิดเห็นในการพัฒนางานวิจัย

“ทั้งยังจะได้สร้างเครือข่ายวงการวิจัยให้เกิดขึ้นระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สำหรับการจัดประชุมวิชาการครั้งนี้มีการนำเสนอผลงานวิจัยสาขาการศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสังคมศาสตร์และบริหารธุรกิจ” ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต กล่าว

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวปาฐกถาให้คณะผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 กระทรวงดิจิทัล เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของไทย โดยให้ชุมชนที่ติดตั้งเน็ตประชารัฐใช้ประโยชน์สร้างรายได้ให้ชุมชน นำสินค้าและบริการมาซื้อขายบนร้านค้าออนไลน์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ให้ชุมชนทำการค้าขายแบบออนไลน์ ตามโครงการ e-Commerce ชุมชนของรัฐบาล

อาศัยศักยภาพไปรษณีย์ไทยที่มีสาขาทั่วประเทศ 5,000 แห่ง เครือข่ายคน 30,000 คน เครือข่ายขนส่งมากกว่า 400 เส้นทาง ร่วมกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 24,700 หมู่บ้าน

พล.อ. สาธิต พิธรัตน์ ปธ.กรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า นำจุดแข็งการขนส่งและระบบไอทีเข้ามาช่วย เป็นช่องทางขนส่งและกระจายสินค้าให้พี่น้องเกษตรกรไทย คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงระบบพร้อมโพสต์ และเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com รวมถึงเครื่อง POS เพื่อเป็นช่องทางการให้บริการผ่านระบบของ ปณท. กนพ.คลอดแพ็กเกจจูงใจลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี-นครพนม เล็งเปิดประมูลกรกฎาคมนี้ 3 จังหวัด นายกฯ สั่งทำมาตรการดึงเอสเอ็มอีลงทุนเพิ่มเติม หนุนนวัตกรรมมาใหม่ ธุรกิจด้านการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์อัตราค่าเช่าที่ดินที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี และนครพนม ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่

กำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี อัตรา 1,200 ต่อไร่ ต่อปี ค่าบริหารจัดการที่ดิน(ค่าธรรมเนียม) 20,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี นครพนม อัตราค่าเช่าที่ดิน 8,400 บาท ต่อไร่ ต่อปี ค่าธรรมเนียม 140,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี จากเดิม และให้ปรับเพิ่มขึ้น 9% ทุก 3 ปี ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ให้ยกเว้นอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี กรณีผู้ยื่นข้อเสนอได้รับเลือกมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าโครงการภายในปี 2560 แต่หากการลงทุนเกิดขึ้นในปี 2561 จะได้รับการยกเว้น ค่าเช่า 1 ปี

นอกจากนี้ ให้ปรับลดน้ำหนักเงื่อนไขโครงการที่เข้ามาลงทุนจากเดิมเน้นการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปา โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักให้ธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเกษตร หรือสินค้าเกษตรแปรรูปของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นหลัก

กำหนดเปิดประมูลให้ภาคเอกชนยื่นข้อเสนอแข่งขันใช้พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี นครพนม และตาก ที่อนุมัติอัตราค่าเช่าไปก่อนหน้านี้แล้วที่ไร่ละ 36,000 บาท และค่าธรรมเนียม 250,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี พร้อมกันในเดือนกรกฎาคมนี้

นายปรเมธี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการส่งเสริม การลงทุนเอสเอ็มอีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจากมาตรการ ด้านภาษี เช่น มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ

“พลเอกฉัตรชัย” ปั้นศรีสะเกษแดนเเกษตรสีเขียว ยกระดับจังหวัดหลุดเกณฑ์ยากจน หลังประเมินแปลงใหญ่โคเนื้อ-ทุเรียนภูเขาไฟผ่าน 2 ปีเห็นผลต้นทุนลด กำไรเพิ่ม วอนเกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้าหนีคู่แข่ง

​พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน68เปิดงาน “เทศกาลเงาะ- ทุเรียนศรีสะเกษ ASEAN Trade Fair 2017” จังหวัดศรีสะเกษ

พร้อมทั้งตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษที่ประสบความสำเร็จนอกเหนือจากแปลงใหญ่ข้าว เช่น แปลงใหญ่โคเนื้อ และแปลงใหญ่ทุเรียน โดยได้เยี่ยมชมจุดรับซื้อ จุดจัดส่งทุเรียนพรีเมี่ยม เพื่อการพัฒนาทุเรียนคุณภาพของจังหวัดศรีสะเกษ ณ สหกรณ์การเกษตรลักษ์ จำกัด ว่า ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ในระยะสองปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าค่อนข้างมากและชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยในปี 2560 จังหวัดศรีสะเกษมีจำนวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 85 แปลง ในพื้นที่ 22 อำเภอ ได้แก่ ข้าว 68 แปลง ทุเรียน 2 แปลง พริก 3 แปลง หอมแดง 7แปลง กระเทียม 1 แปลง และปศุสัตว์ 4 แปลง พื้นที่รวม 171,490 ไร่ เกษตรกร 14,612 ราย โดยกลุ่มสินค้าแปลงใหญ่ที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้ คือ แปลงใหญ่ทุเรียน และแปลงโคเนื้อ

​โดยแปลงใหญ่ทุเรียน พบว่า ผลผลิตของเกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิมผลิตได้ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันสามารถผลิตได้ถึง 1,590 บางพื้นที่สามารถผลิตได้ถึง 1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ชัดเจนมากในเรื่องของการพัฒนา ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็หันมาใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้นช่วยลดต้นทุน ส่งผลทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ในส่วนของมาตรฐานถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญทางกระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมระดับสินค้าทางการเกษตรนั้นจำเป็นจะต้องยกเรื่องมาตรฐานด้วย ทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษได้รับรองมาตรฐาน GMP ทุกแปลง ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อ เป็นการรวมกลุ่มของโคเนื้อที่สามารถลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องของอาหารสัตว์จากที่เคยซื้อกิโลกรัมละ 2 – 2.50 บาท เปลี่ยนมาใช้หญ้าเนเปียเป็นอาหารทำให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขายลูกโคเนื้อ อายุ 6 เดือน ที่เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้พันธุ์พื้นเมือง เปลี่ยนผสมพันธุ์ชาร์โรเล่ล์ กับพันธุ์บรามัน ทำให้คุณภาพของลูกวัวมีโครงสร้างและคุณภาพที่ดีกว่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปพณ บุญยัง อายุ 25 ปี เจ้าของร้านอาหารโอเอซิสบาร์แอนด์เรสเตอรองต์ ที่อ่าวโล๊ะบาเกา เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และเพื่อนได้ช่วยปลาฉลามเสือดาวที่ติดเบ็ด ว่ายอยู่ในน้ำ บริเวณชายฝั่ง เริ่มมีอาการอ่อนแอเนื่องจากปลาไม่สามารถกินอาหารได้ จึงได้จับมาที่ฝั่งเพื่อให้การช่วยเหลือ แต่พบว่าปลากินเบ็ดเข้าไปลึกมองไม่เห็น จึงได้ส่งให้สัตวแพทย์ที่เกาะพีพีรับช่วงไปดูแลรักษาต่อ

โดยเบื้องต้นพบว่าเป็นฉลามเสือดาว ขนาดยาวประมาณ 1.8 เมตร ได้กินเบ็ดเข้าไปมีเอ็นสลิงติดอยู่ยาว 2 เมตร ซึ่งฉลามเสือดาวนั้นเป็นสัตว์ทะเลที่หาดูได้ยากในเกาะพีพี นานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากมักอยู่ในน้ำลึก ส่วนที่ติดเบ็ดนั้น นายประพณกล่าวว่า คาดว่าคงมีคนไปตกเบ็ด แล้วเกิดติดฉลามเสือดาวตัวดังกล่าว แต่ไม่เป็นที่นิยมนำมากิน จึงได้ตัดสายสะลิงปล่อยปลาไป แต่เนื่องจากเบ็ดยังติดอยู่ที่ปากหากปล่อยไว้ไม่นานก็คงจะต้องตาย

ทั้งนี้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่หน่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.กระบี่ ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อให้การช่วยเหลือฉลามเสือดาวตัวดังกล่าวต่อไป

“อภิรดี” ตั้งเป้าปั้น 4 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ชิงแชร์ตลาดอินทรีย์ 72,000 ล้านบาท นำร่องชัยภูมิ “ออร์แกนิก วัลเลย์” แห่งแรกของไทย เดินหน้าตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์ สร้างเครือข่าย CLMVT หนุนผ้าไหมออร์แกนิกบุกตลาดญี่ปุ่น-ยุโรป

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ อ.หนองบัวแดง และ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เพื่อติดตามการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ของชุมชน ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ซึ่งได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Village เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายดำเนินการ 4 หมู่บ้านในจังหวัดนครพนม ชัยภูมิ ลพบุรี และเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ดำเนินการไปแล้ว 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านริมสีม่วง ต.ริมสีม่วง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ หมู่บ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หมู่บ้านโสกขุมปูน ต.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร และหมู่บ้านห้วยพูล จ.นครปฐม

“ได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะต้องใช้เวลา 3-5 ปี ให้มีช่องทางการตลาด กระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่ดูแลด้านการตลาดให้ ซึ่งได้หารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ยืนยันว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้กระทรวงยังผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน เพราะสินค้าไทยมีศักยภาพ มีความหลากหลาย โดยจะสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT” นางอภิรดีกล่าว

พร้อมกันนี้ เตรียมจัดตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน (ASEAN Organic Federation) และจัดประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกภายในงาน Organic & Natural Expo ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 ก.ค. 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งหวังให้สหพันธ์ดังกล่าวเป็นเวทีในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิต และการตลาดเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิต และผู้ประกอบการในอาเซียน ในส่วนของตลาดต่างประเทศ กระทรวงได้สร้างเครือข่ายออร์แกนิกร่วมกับสมาคมการค้าออร์แกนิกของสหรัฐ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าออร์แกนิกระดับโลก เช่น ANUGA BioFach และ All Things Organic เป็นต้น

โดยปัจจุบันตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่า 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท ขยายตัวปีละ 20% ในส่วนมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย มีมูลค่า 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี และส่งออกได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ด้านนายวรวัฒน์ บุญหลาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประกันราคารับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรสมาชิก 9 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการโดยให้ราคาสูงกว่าปกติ 60% เช่น ข้าวหอมมะลิ ซื้อในราคา กก.ละ 15 บาทจากราคาตลาด กก.ละ 9 บาท เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีตลาดรองรับและมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐ ซึ่งประชาชนเริ่มให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในอาหารมากยิ่งขึ้น

นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ knifelesstechsystems.com จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ในการออกแบบที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายและผ้าไหมออร์แกนิกเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป สินค้ากลุ่มนี้สามารถทำรายได้มากขึ้น 20-30% ไทยจะต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการออกแบบ หนีคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม ที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพและราคาใกล้เคียงกับไทย

“เบื้องต้นเริ่มให้ชาวบ้านย้อมสีผ้าให้ได้ตามเทรนด์ที่ตลาดต้องการในปีนี้ซึ่งจะเน้นเป็นสีพาสเทลน้ำเงิน คราม จากนั้นจะออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย และของใช้ในบ้านที่เรียบง่าย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เพิ่มความพิถีพิถันในการตัดเย็บ สร้างแบรนด์และเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือนต่อซีซั่น”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การตั้งเป็น Organic Village ต้องมีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 50% ของครัวเรือนทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ กลุ่มนี้จะได้รับการผลักดันให้เกิดการรวมตัวเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว “ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี” ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งเป็น ยักษ์ยางพาราของโลก ด้วยจำนวนโรงงานมากถึง 35 แห่งใน 3 ประเทศ ครองส่วนแบ่งการตลาด 12% พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2.9 ล้านตันในปีนี้ และยังรั้งอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย วันนี้กลุ่มศรีตรังฯก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะเติบโต รองรับดีมานด์ยางจากทั่วโลก ด้วยเป้าหมายรายได้รวมที่ใกล้จะทะลุ 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ยางพาราจัดเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาขึ้น-ลงตลอดเวลา จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้ส่งออกยางในขณะนี้ “วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดใจเป็นครั้งแรกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยางพารา

วีรสิทธิ์เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจกลุ่มศรีตรังฯในช่วงปี 2560-2561 ว่า ในส่วนของธุรกิจต้นน้ำ คือ การปลูกยางพารา มีเป้าหมายปลูกยางในภาคเหนือ 50,000 ไร่ ตอนนี้ปลูกไปแล้วราว 80% ต้องรอให้ต้นยางโต 7 ปี ซึ่งได้เริ่มทยอยเปิดกรีดลอตแรกเมื่อปลายปี 2558 ซึ่งที่ผ่านมาศรีตรังฯ

มีโรงงานอยู่ที่ภาคใต้ แต่ไม่มีสวนยางแม้แต่ไร่เดียว แต่ที่ทำสวนยางก็เพื่อทำ R&D เกี่ยวกับพันธุ์ยางและการปลูกให้มีประสิทธิภาพที่สุด ขณะที่ธุรกิจกลางน้ำที่เป็นโรงงานผลิตยางแท่ง ยางแผ่น และน้ำยางข้น ถือเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มศรีตรังฯที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530 โดยสร้างรายได้ถึง 90% และในช่วง 10 ปี

ที่ผ่านมามีการขยายไปที่ภาคอีสานเต็มที่ ปัจจุบันมีโรงงานทั้งหมด 35 โรงงานใน 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย 3 แห่ง และเมียนมา 1 แห่ง และปีนี้เตรียมลงทุนสร้างโรงงานใหม่อีกแห่งที่ภาคอีสาน