ปลดล็อกห้ามเผา-เหนือวิกฤตทันควัน หมอกพิษรม ‘น่าน-เชียงใหม่’

เชียงใหม่ – วันที่ 23 เมษายน นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผวจ.เชียงใหม่ ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ แต้งเตือนประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำเภอจอมทอง และ อำเภอกัลยาณิวัฒนา เนื่องจากประเมินจากทิศทางลมที่จะพัดพาเอาหมอกควันลอยมาจากจังหวัดข้างเคียง ประกอบกับอำเภอทางโซนใต้มีการเผาเพิ่มขึ้น หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาห้ามเผาในพื้นที่โล่งทุกชนิดอย่างเด็ดขาด เพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร

เนื่องจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าอยู่ที่ 152 มคก. ต่อลบ.ม. และอำเภอแม่แจ่ม มีค่าอยู่ที่ 143 มคก. ต่อลบ.ม. ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน (120 มคก. ต่อลบ.ม.) เป็นผลให้อำเภอจอมทอง และอำเภอกัลยาณิวัฒนา มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงขอให้กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ให้ดูแลสุขภาพในช่วงสภาวะหมอกควันเป็นพิเศษ รวมทั้งประชาชนทั่วไปสามารถป้องกัน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากคุณภาพอากาศ

วันเดียวกัน ในพื้นที่จังหวัดน่าน ค่าฝุ่นขนาดเล็กอยู่ที่ 138 มคก. ต่อลบ.ม. พุ่งทะลุเกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากเกษตรกรเร่งเผาวัชพืชเตรียมปรับพื้นที่ทำการเกษตร เพราะพ้นห้วงเวลาห้ามเผาโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 เมษายน ส่งผลให้ขณะนี้จังหวัดน่านปกคลุมไปด้วยหมอกควันไฟหนาแน่น จนสามารถมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า

โดยเฉพาะอยู่บนที่สูงอย่างที่บนวัดพระธาตุเขาน้อยซึ่งเป็นจุดชมวิว จะมองเห็นทัศนียภาพตัวเมืองน่านได้ทั่วเมืองทั้ง 360 องศา แต่ในวันที่ 23 เมษายน กลับพบว่ามีหมอกควันสีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง

สกลนคร – นายวิศรุต แก้วฝ่าย นายก อบต.ขมิ้น อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เปิดอบรมอาชีพให้เกษตรกรและผู้สนใจ ที่อาคารอเนกประสงค์ อบต.ขมิ้น ประกอบด้วย โครงการอบรมเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กเพื่อการเกษตรให้แก่ชุมชน โครงการอบรมเครื่องทุ่นแรงเพื่อการเกษตรให้แก่ชุมชนโครงการ ติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟฟ้าในอาคาร โดยคณะคณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เป็นวิทยากรผู้ฝึกอบรม

นายวิศรุต กล่าวว่า พื้นที่ของ อบต.ขมิ้น เป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบเต็มพื้นที่ ทั้งฤดูกาลผลิตและพืช ฤดูแล้ง เช่น ปลูกพริก แตงกวา และแคนตาลูป ถั่ว ฯลฯ เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี จึงจำเป็นต้องอบรม ให้ความรู้ดังกล่าวขึ้นทุกปี เพื่อพัฒนาและให้เกิดความรู้แก่เกษตรและผู้สนใจปีละครั้ง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานกิจกรรมทางวิชาการ PIER : Field Workshop Agriculture ขับเคลื่อนเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยี ที่อาคาร 2 ธปท. เมื่อวันที่ 23 เมษายน ว่า ขณะนี้นโยบายภาคเกษตรของไทยยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การใช้เงินอุดหนุนราคาเพื่อผลักดันรายได้เกษตรกร ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกกำหนดราคาจากตลาดโลก ดังนั้น ไม่สามารถที่จะแทรกแซงราคาได้

นายวิรไท กล่าวว่า การใช้นโยบายอุดหนุนราคาเพื่อผลักดันรายได้ให้เกษตรกรหากเป็นเรื่องระยะสั้นที่มีปัญหาความเดือดร้อนอาจจะใช้มาตรการเหล่านี้ดูแลได้ แต่ไม่ควรใช้ในระยะยาวเพราะจะเพิ่มภาระทางการคลัง ดังนั้น ระยะยาวภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพดีขึ้น และสามารถช่วยลดต้นทุนได้

นายวิรไท กล่าวว่า ที่ผ่านมาผลิตภาพภาคการเกษตรของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ซึ่งการเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรจะเป็นการช่วยผลักดันผลิตภาพของทั้งประเทศให้เพิ่มขึ้นได้ โดยทั่วโลกมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาใช้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกของพืชพรรณหลากหลายชนิดจะเพิ่มมากขึ้น และการที่ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นผลมาจากมีซัพพลาย (การผลิต) สินค้าเกษตรที่ออกมามากขึ้น เช่น เนเธอร์แลนด์สามารถปลูกมะเขือเทศส่งออกมายังกรีซได้ เป็นต้น

“ภาคเกษตรของไทยแม้ว่าจะมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ไม่มากแต่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรม ปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ ทั้งรายได้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือน การบริโภคที่อยู่ในระดับต่ำปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลพัฒนาการในภาคเกษตรที่อาจจะมีปัญหาหลากหลายมาก แม้ว่า ธปท. ที่เป็นธนาคารกลางจะดูห่างไกลจากภาคเกษตร แต่นักเศรษฐศาสตร์ของ ธปท.ต้องติดดิน เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรและชนบทไทย เพื่อให้สามารถทำนโยบายได้ตรงจุดและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก” นายวิรไท กล่าว

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจแนวปะการังที่เสื่อมโทรมบริเวณฝั่งตะวันตกของ จังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนฟื้นฟูปะการังในพื้นที่เสื่อมโทรมโดยวิธีการที่เหมาะสม ผลจากการสำรวจเบื้องต้นทางด้านใต้ของเกาะปู อ่าวกะตะ อ่าวนาคา แหลมหยมดิ่ง และอ่าวป่าตองด้านเหนือ พบว่าแนวปะการังบางส่วนเริ่มมีการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ มีตัวอ่อนปะการัง อายุ 1-2 ปี ขึ้นกระจายบนซากปะการังเดิมที่ตายแล้ว และมีเศษปะการังชนิดต่างที่แตกหักอยู่ตามพื้นในปริมาณมาก สามารถนำไปปลูกฟื้นฟูได้

นายธนา ยิ่งเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สทช.) กล่าวว่า สาเหตุสำคัญและแนวโน้มของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของแนวปะการังมีดังนี้ 1. เกิดจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ การระบาดของดาวมงกุฎหนาม เนื่องจากดาวมงกุฎหนามเป็นสัตว์กินปะการังเป็นอาหารโดยตรง เมื่อมันเพิ่มจำนวนขึ้นมากก็จะมีการกินปะการังมากขึ้น ผลกระทบจากการเกิดพายุ และคลื่นลม คลื่นและกระแสลมที่แรงจะทำให้กิ่งก้านของปะการัง เกิดการแตกหักเสียหายได้มาก ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดในปะการังกิ่งมากกว่าปะการังก้อน กลุ่มของปะการังจะฟื้นตัวภายใน 1 ปี โดยพายุจะส่งผลให้ความหลากหลายของปะการังลดลงได้ แต่ก็จะมีการเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อได้รับแสงสว่าง สามารถเติบโตเพิ่มโคโลนีได้ต่อไป 2. เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ การที่มนุษย์เข้าไปในแนวปะการังย่อมเกิดผลกระทบต่อแนวปะการังอย่างแน่นอน ในเบื้องต้นทาง สทช.จะตรวจสอบพื้นที่แนวปะการังตามลำดับความสำคัญของพื้นที่ โดยเฉพาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อนำมาจัดทำแผนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในระยะเร่งด่วนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2564 ต่อไป

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการทำงาน อัพเดตข่าวสาร แชตคุยกับเพื่อน เล่นเกมตลอดเวลา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อโรคนิ้วล็อก

นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่เข้าข่ายนิ้วล็อก รวมถึงคนที่ซักผ้าด้วยมือ ถือถุง หิ้วตะกร้า ทำกับข้าว พ่อครัว แม่ค้า คนทำไร่ทำสวน ช่างไม้ ช่างทำผม ช่างตัดเสื้อผ้า ผู้ที่ชอบ ตีกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยโรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์

โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยจะมีอาการนิ้วล็อก กำมือ งอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดออกนิ้วใดนิ้วหนึ่งจะเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อกไว้ ซึ่งอาการมี 4 ระยะ คือ 1. อาการปวดบริเวณฝ่ามือตรงกับโคนนิ้วมือ และมีอาการมากขึ้นเมื่อกดหรือบีบบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า 2. เมื่องอแล้วเหยียดข้อนิ้วจะสะดุด และปวดเพิ่มมากขึ้น 3. เมื่องอนิ้วลงไปแล้วจะติดล็อกไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วได้ 4. มีอาการอักเสบบวมมากจนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อยไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ หากพยายามเหยียดจะทำให้ปวดมาก

นพ. สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.เลิดสิน กล่าวว่า ในการรักษานั้น หากเป็นระยะที่ 1 และ 2 กินยาเพื่อลดอาการอักเสบ บวม ปวด ร่วมกับการแช่น้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง และหยุดพักใช้มือ ตลอดจนนวดเบาๆ ใช้ความร้อนประคบและออกกำลังกายเหยียดนิ้ว ส่วนระยะที่ 3 ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ แต่มีข้อจำกัด ไม่ควรเกิน 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็น และระยะที่ 4 ต้องผ่าตัด

โรคนี้ป้องกันได้โดยไม่หิ้ว หรือ ยกของหนัก ถ้าจำเป็นควรใช้ผ้าขนหนู ผ้านุ่มๆ รองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือแทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อมือ หรืออุ้มประคอง หรือใช้รถเข็น รถลาก ไม่ควรบิดผ้าซักผ้าด้วยมือ และควรพักมือเป็นระยะๆ

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่า เมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ

ได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุ

ว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหวัด รวมทั้งมีประกาศกำหนดเรื่องการจดทะเบียน ผู้ส่งออกทุเรียน ซึ่งกำหนดให้ติด sticker ที่ขั้วผล เพื่อให้เป็นช่องทางการแจ้งปัญหาที่ผู้ซื้อพบ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจสอบการติด sticker ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืชอีกทางหนึ่งด้วย เป็นต้น

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส โฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด รายงานสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายไม้ผลภาคตะวันออกทุกสัปดาห์ โดยขณะนี้มีทุเรียนออกสู่ตลาดไปแล้ว 112,817 ตัน คิดเป็น 27.93% และผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 291,089 ตัน คิดเป็น 72.07% (ข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2561) ซึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ไม่ใช่เป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่มักประสบกับปัญหาทุเรียนอ่อน อย่างไรก็ดี

ได้มีมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และมีการส่งเสริมในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนในภาคตะวันออก จำนวน 23,092 ไร่ มีสมาชิก 3,079 ราย ซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ การลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดแก่เกษตรกรที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่าน ศพก. เครือข่าย สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับซื้อ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้

“มาตรการด้านการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนนั้น ทางคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน แก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นนโยบายหลัก ไว้ 3 แนวทาง คือ 1.แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสร้างทีมเกษตรกรและหน่วยรับตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว

2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด 3.การนำบทลงโทษทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางดาเรศร์ กล่าว

นางดาเรศร์ กล่าวว่า สำหรับข้องสังเกตง่ายๆ ก่อนผู้บริโภคจะซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ 1.สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน

2.สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง

3.สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว

4.การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน

5.การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายพงษ์ธร แก้วผนึก นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กล่าวถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าบนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ว่า ปัญหาของเกาะหลีเป๊ะยังมีสุนัขจรจัดจำนวนมากส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยว และคนที่อาศัยบนเกาะ โดยเฉพาะถูกสุนัขกัดเฉลี่ยประมาณ 15-20 ราย ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว แต่ปัญหาคือที่ รพ.สต.หลีเป๊ะ มีสต๊อกวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไม่เพียงพอ ทาง รพ.ก็จะมีการส่งมาให้ที่ รพ.สจ.หลีเป๊ะบ้าง ส่วนเซรุ่มที่ใช้ฉีดให้ผู้ถูกกัดเป็นแผลเหวอะหวะ ต้องไปฉีดที่ รพ.สตูลเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้ประกอบการบนเกาะได้ร่วมมือกันในการจัดหาสัตวแพทย์มาฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในสุนัข และทำหมันสุนัขก็ลดปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่

ด้าน นพ. โสภณ เมฆธน ประธานคณะองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวระหว่างลงพื้นที่ รพ. สต.หลีเป๊ะ ว่าโดยปกติ อภ.มีระบบในการแก้ปัญหาการเข้าถึงยา และวัคซีนของ รพ.ต่างๆ อย่าง รพ.ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากลำบาก เช่น เกาะหรือแนวชายแดน ทาง อภ.จะมีการสต๊อกวัคซีนและยาไว้ที่ รพ. แม่ข่าย กรณี รพ.สต.หลีเป๊ะ ที่ยังขาดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคนนั้น อภ.รับทราบปัญหา และสต๊อกที่ รพ.สตูล ซึ่งเป็น รพ.แม่ข่าย ทั้งนี้ วัคซีนที่ อภ.จัดหาเป็นของบริษัทร่วมทุนฝรั่งเศสมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งยืนยันว่าเพียงพอ โดยล่าสุดได้จัดวัคซีน 280,000 โดส เดือนละ 35,000 โดส กระจายทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า เกษตรกรตรังทิ้งสวนยางหันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก-สาหร่ายพวงองุ่น ส่งขายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งมีราคาดี สร้างรายได้ เผยตลาดมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดคนรักสุขภาพตามโรงพยาบาลต่างๆ เพราะคุณค่าทางโภชนาการเพียบ

นายจิรวุฒิ วงศ์เทพวณิชย์ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายขนนก บ้านเลขที่ 377 ม.8 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เปิดเผยว่า หลังจากราคายางพาราตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงหันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายขนนก ส่งขายให้กับลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร เนื่องจากสาเหร่ายที่เพาะเลี้ยงมีราคาสูง สามารถทำอาหารได้สารพัดเมนู และเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันนิยมกินกันอย่างแพร่หลาย

สำหรับสาหร่ายขนนกเป็นสาหร่ายพื้นถิ่นทางฝั่งอันดามัน ซึ่งจังหวัดตรังจะมีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว การนำมาเลี้ยงในกระชังเพื่อง่ายต่อการขายและจำหน่าย เพราะว่าหากของธรรมชาติเมื่อเก็บแล้วเก็บรักษาไม่ได้ แต่หากนำมาเก็บรักษาในกระชังสามารถขายให้กับลูกค้าได้ทั้งปี ส่วนสาหร่ายพวงองุ่นซื้อพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี จากศูนย์วิจัยของประมงเพชรบุรีแล้วนำมาเพาะเลี้ยง ซึ่งสาหร่ายพวงองุ่นเมื่อเลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็สามารถนำมาจำหน่ายได้

“ส่วนวิธีการเก็บสาหร่ายพวงองุ่นคือ เมื่อได้ขนาดประมาณ 3 นิ้วขึ้นไป ก็สามารถขายได้ เก็บจากตัวที่เพาะเลี้ยงและนำมาพักไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพื่อให้ตะกอนออก เนื่องจากล้างด้วยวิธีอื่นยาก เพราะไม่สามารถนำมาขัดถูหรือใช้วิธีอื่นได้ จึงต้องใช้วิธีน้ำผ่าน นำมาใส่น้ำและเปิดออกซิเจนเพื่อให้ตะกอนหลุดลอกออกไป” นายจิรวุฒิ กล่าว

นายจิรวุฒิ บอกว่า สำหรับตัวสาหร่ายพวงองุ่น ขายส่ง กิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งผู้รับซื้อก็จะนำไปขายต่อในราคา กิโลกรัมละ 350 บาท แบ่งขายเป็นกล่อง กล่องละ 1 ขีด ขีดละ 35 บาท ส่วนสาหร่ายขนนก ขายส่งราคา กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนในท้องตลาด กิโลกรัมละ 170-200 บาท แบ่งขายเป็นกล่อง กล่องละ 35 บาท เช่นกัน พร้อมกับมีน้ำจิ้มเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทำเองแถมให้ในกล่องอีกด้วย

ทั้งนี้รสชาติสาหร่ายพวงองุ่นจะมีรสชาติไม่เค็ม ซึ่งรสชาติจะกินได้กับอาหารทุกประเภท ส่วนสาหร่ายขนนกจะมีความเค็ม จะเน้นกินได้กับพวกอาหารภาคใต้มากกว่า เป็นผักพวกเครื่องเคียงกินกับขนมจีนกินกับข้าวแกง การกินจะต่างกัน แต่ตัวสาหร่ายพวงองุ่น สามารถนำไปทำได้เป็นเมนูต่างๆ ส่วนสาหร่ายขนนกจะเป็นเครื่องเคียงมากกว่า

ในตัวของสาหร่ายมีเกลือแร่ ไอโอดีนจากทะเล เพาะเลี้ยงในทะเล ฉะนั้น มั่นใจได้ว่าไม่มีสารพิษไม่มีการใส่ปุ๋ยหรือสารเคมี จึงมั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยจากสารพิษอย่างแน่นอน

นายจิรวุฒิ บอกอีกว่า ตนเคยทดลอง โดยตั้งสาหร่ายไว้ 7 วัน สาหร่ายไม่เกิดการเน่าเสียเลย แต่หากนำไปแช่ตู้เย็นไม่ถึง 1 คืน สาหร่ายจะกลายเป็นน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นความแปลก ตอนนี้ตนไม่ได้ขายส่งในเฉพาะจังหวัดตรังเท่านั้น ยังส่งไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดทางภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยทางเคอรี่หรือทางไปรษณีย์ ซึ่งสร้างรายได้วันละประมาณ 1,000 บาท และมีการขายทุกวัน

สศก. ระบุ ปีนี้ผลผลิตมันสำปะหลังโรงงาน 27 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 3.2 ล้านตัน ดันราคาขยับตัวสูง 2.49 บาท/กก. เกษตรกรโกยราคาตั้งแต่ต้นปีการผลิต และปลูกซ้ำต่อในช่วงราคายังดี คาดผลผลิตออกตลาดอีกรอบในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน 61

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ถึงผลพยากรณ์มันสําปะหลังโรงงาน ปี 2561 (ข้อมูล ณ มีนาคม 2561) คาดว่า ผลผลิต 27.240 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 30.495 ล้านตัน (ลดลง 3.255 ล้านตัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 10.67) เนื่องจากราคามันสําปะหลังโรงงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกประสบปัญหาขาดทุน ประกอบกับในปี 2560 สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังโรงงานซึ่งเป็นพืชทนแล้ง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผล เป็นต้น

สำหรับราคาช่วงต้นเดือนเมษายน 2561 (6-12 เมษายน 2561) หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.49 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 88 ราคาส่งออกมันเส้น (ณ มีนาคม 2561) เฉลี่ยตันละ 6,786 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 12 และราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง (ณ มีนาคม 2561) เฉลี่ยตันละ 13,795 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 25 ซึ่งสาเหตุที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ

จากราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรบางส่วนจึงเร่งขุดมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นปีการผลิต (ตุลาคมถึงธันวาคม 2560) และเพาะปลูกซ้ำ เพื่อรีบเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งอาจทำให้มีผลผลิตมันสำปะหลังโรงงานออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีการผลิตอีกรอบหนึ่ง (สิงหาคมถึงกันยายน 2561) อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรคอยดูแลด้านคุณภาพ มีการประเมินผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่ที่ดี โดยต้องเก็บบางส่วนของพื้นที่ไว้เพื่อเป็นต้นพันธุ์ต่อไป ซึ่งในส่วนของภาครัฐยังได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการ โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 รวม 14 โครงการ งบประมาณ 551.659 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ