ปลาหลดมีรูปร่างเพรียวยาว ลำตัวแบนข้างหัวและตามีขนาดเล็ก

มีจุดเด่นคือ ปากเล็กและมีจะงอย ปากแหลมยาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลากระทิง แต่ทว่ามีขนาดและรูปร่างเล็กกว่ากันมาก มีสีสันและลวดลายน้อยกว่า โดยเฉลี่ยแล้วจะมีความยาว และมีครีบหางแยกออกจากครีบหลังและครีบท้องชัดเจน ก้านครีบเดี่ยวของครีบหลังเป็นหนามสั้นๆ เกล็ดมีขนาดเล็กมาก

ปลาหลด เป็นปลาน้ำจืดธรรมชาติที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย อินเดีย พม่า และเวียดนาม พบอาศัยตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง และนาข้าว และสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศไทย ปลาหลด เป็นปลาที่มีความอดทนสูง อาศัยในโคลนตมได้นาน ชอบอาศัยตามพื้นท้องน้ำ และฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน มีนิสัยชอบหากินในเวลากลางคืน ปลาหลด เป็นปลากินเนื้อ กินอาหารจำพวกตัวอ่อนแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อเน่าเปื่อย ลักษณะรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวและสามารถยืดหดได้ มีสีเทาและสีดำ ปากเล็ก ฟันเล็กและคม และมีช่องเหงือกเปิดอยู่ใต้ส่วนหัว

ปลาหลด ลำตัวมีรูปร่างแบน และแบนมากบริเวณส่วนที่ค่อนไปทางหาง ผิวลำตัวด้านบนมีสีเทา และดำ ผิวลำตัวบริเวณท้องมีสีขาวอมเหลือง ลำตัวมีเกล็ดขนาดเล็กที่แทบมองไม่เห็นว่าเป็นเกล็ด ผิวลำตัวมีเมือกลื่นคล้ายปลาไหลที่ทำให้จับด้วยมือเปล่าได้ยากมาก ส่วนหัวประกอบด้วยปากยื่นยาวที่สามารถยืดหดได้ ปากมีขนาดเล็ก ปลายปากแหลม ภายในปากมีฟันเล็ก และคม ส่วนตาที่มี 2 ข้าง ซ้าย-ขวา และมีร่องเหงือกขนาดเล็กเปิดอยู่ใต้หัว โดยบริเวณครีบหลังจะมีหนามแหลม ส่วนความยาวของลำตัว โตเต็มวัยก็จะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารของปลานั่นเอง!

ปลาหลดเพศผู้ และเพศเมีย จะมีรูปร่างภายนอกที่เหมือนกันมาก หากไม่สังเกตดีๆ จะแยกเพศไม่ออก แต่จะสังเกตได้ง่ายเมื่อตัวเต็มวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูสืบพันธุ์ คือ เพศเมียมีรูปร่างลำตัวอ้วนป้อมมากกว่าเพศผู้ และมีส่วนท้องแบนใหญ่กว่า บริเวณอวัยวะเพศที่อยู่ถัดจากส่วนท้องมาด้านปลายหางด้านล่างจะมีติ่งยื่นออกมา ส่วนเพศผู้ บริเวณอวัยวะเพศจะไม่มีติ่งเหมือนกับเพศเมีย และลำตัวมีรูปร่างเรียวยาวมากกว่าเพศเมีย

การดำรงชีพ และการหาอาหาร

ปลาหลดอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำไหล และน้ำนิ่ง แต่โดยธรรมชาติจะชอบอาศัยในแหล่งน้ำนิ่งตามบึง อ่างเก็บน้ำ แอ่งน้ำ หรือตามนาข้าว โดยช่วงกลางวันจะชอบหลบซ่อนตามโพรงไม้ รูดินใต้น้ำ หรือตามกอหญ้า และหาอาหารบ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยธรรมชาติ ปลาหลดจะออกหาอาหารในเวลากลางคืนเป็นหลัก สำหรับอาหารของปลาหลดในวัยอ่อนจะเป็นพวกแพลงก์ตอนสัตว์ต่างๆ รวมถึงไรแดง และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ส่วนในระยะโตเต็มที่จะชอบกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก ตัวอ่อนของแมลง แมลงขนาดเล็ก รวมถึงซากเน่าเปื่อยต่างๆ

การจับปลาหลด

1. ในฤดูฝนที่มีน้ำหลาก โดยช่วงนี้เกษตรกรมักจับได้ด้วยการใช้ผ้าไนลอนดักจับตามคลองน้ำไหล ทางน้ำไหล โดยเฉพาะตามทุ่งนา นอกจากนั้น ยังได้มาด้วยการปักเบ็ด และวิธีอื่นๆ

2. ฤดูหนาวหรือหมดฝน ซึ่งช่วงนี้จะหมดฝนแล้ว ทำให้ทุ่งนาหรือแอ่งน้ำมีน้ำแห้งขอด ทำให้สามารถลงจับปลาได้ง่าย ซึ่งการจับปลาหลดในนาข้าวหลังน้ำลด (จับยากหากยังมีน้ำเหลืออยู่) เพราะปลาหลดจะมีเมือกลื่นตามลำตัวคล้ายปลาไหลทำให้จับยากมาก หลังจากน้ำลดเหลือเฉพาะขี้โคลนเราจะจับปลาหลดได้ง่ายเพียงแค่ใช้สวิงช่วยจับก็ได้แล้ว
การเพาะพันธุ์ปลาหลด

เมื่อปลาหลดที่ขายตามตลาดเป็นปลาหลดที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงทำให้ปลาหลดเริ่มลดลง หายากมากขึ้น และมีราคาค่อนข้างแพง และจะหาซื้อกินไม่ได้เลย
เพื่อให้ปลาหลดกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเช่นอดีตอีกครั้ง ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดร้อยเอ็ด จึงได้มีการศึกษาชีววิทยาของปลาหลด ศึกษาวิธีการสำหรับนำมาเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอาหารประเภทโปรตีน และยังเป็นการเสริมรายได้ ให้แก่เกษตรกรที่เลี้ยงปลาหรือจับปลาขายเป็นอาชีพ

โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้จัดตั้งโครงการธนาคารปลาหลดขึ้น เพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรปลาหลดในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนเป็นศูนย์กลางให้บริการความรู้ด้านเทคโนโลยีด้านการประมงอันจะเพิ่มพูนความรู้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางศูนย์วิจัยฯ จะรับหน้าที่เพาะขยายพันธุ์ปลาหลดเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อีกทั้งยังอบรมให้ความพร้อมกับเกษตรกร และทำแผนตรวจติดตามการเจริญเติบโตหลังจากที่ได้รับแจกลูกพันธุ์ปลาหลดไป รวมทั้งให้คำปรึกษา แนะนำปัญหาของเกษตรกรที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเลี้ยงปลา

เพราะการเพาะพันธุ์ปลาหลดมีขั้นตอนที่ยาก พ่อแม่พันธุ์ที่รวบได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนน้อย ปลาหลดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีคุณภาพดี เป็นปลากินเนื้อ หากเมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิดจะทำให้น้ำเสียง่าย ดังนั้น ผู้เลี้ยงจำเป็นที่จะต้องมีระบบการจัดการน้ำที่ดี รวมถึงการอนุบาลลูกพันธุ์ที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากปลาจะมีลำตัวเล็ก และชอบหลบซ่อนแล้วลำตัวยังลื่นจึงอาจทำให้พันธุ์ปลาชนิดนี้เกิดความบอบช้ำได้ง่าย

เมนูจากปลาหลด

เมนูอาหารที่นิยมทำจากปลาหลด ได้แก่ ปิ้งปลาหลด แกงปลาหลด ปลาหลดทอดกรอบ ปลาหลดแดดเดียว เป็นต้น สำหรับเมนูที่จะแนะนำมาก็คือ ต้มส้มปลาหลดใส่ผักกะแยง (ผักแขยง) เป็นอาหารที่เคยได้กินตอนวัยเด็กจริงๆ ค่ะ ซึ่งพอเราออกจากบ้านมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ไม่ได้กินอีกเลยจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังพอจะจำสูตร ปลาหลดต้มส้ม (ใส่ฝักมะขาม และผักกะแยง) ได้จึงขอนำแนวกินบ้านๆ อาหารรสแซ่บของคนอีสาน อร่อยๆ นี้มาฝากกันวิธีทำ
1. ปลาหลดสดๆ (ที่ยังไม่ตาย ขอบอกว่า ต้องสดๆ ถ้าปลาตายจะเหม็นคาวมากๆ เพราะเป็นปลาน้ำจืดที่ชอบอยู่ในโคลนตม) ให้เอาเกลือป่นใส่ในถัง หรือกะละมังที่แช่ปลาหลด จากนั้นให้เขย่าๆ เพื่อให้เมือกปลาหลดหลุดออกมา (เป็นเมือกและฟองขาวๆ) นำมาล้างน้ำให้ตัวปลาสะอาด แล้วใช้มีดขอดเกล็ดปลา (เกล็ดปลาหลดจะบางๆ) นำปลามาผ่าท้องควักไส้ออกให้หมด ล้างให้สะอาดแล้วใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำเตรียมไว้

2. เอาหม้อแกงใส่น้ำนำไปต้มบนเตาไฟให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ทุบ หอมแดง กระเทียมบุบๆ และเกลือป่นตามลงไป

3. พอน้ำเดือดแล้ว ให้ใส่ปลาหลดที่เตรียมไว้ (ห้ามคนในหม้อโดยเด็ดขาด เพราะปลาจะเหม็นคาว)

4. เมื่อสังเกตว่าปลาเริ่มจะสุกแล้ว ให้ใส่ฝักมะขามลงไป แล้วเติมเครื่องปรุงรส เกลือ น้ำปลา จากนั้นชิมรสได้ตามต้องการ เปรี้ยว เค็ม ต่อไปใส่พริกสดบุบๆ ตามด้วยผักกะแยง (ตัดเป็นท่อนๆ) ลงไป ทีนี้ลองชิมรสชาติอีกครั้ง พอได้รสชาติตามต้องการก็ตักใส่ถ้วย ซดน้ำแกงร้อนๆ ได้กินปลาหลดสดๆ หวานๆ หอมผักกะแยง รับรองว่าแซ่บอิหลีเด้อ!

ปัจจุบันนี้ ปลาหลดในนาข้าวจะไม่ค่อยมีให้จับมากเหมือนในอดีต อาจเนื่องจากการใช้สารเคมีมากเกินไปหรืออาจเพราะปลาชนิดนี้จะไม่ค่อยอพยพลงตามน้ำในช่วงท้ายฤดูฝน ทำให้ลูกหรือแม่ปลาส่วนใหญ่ตายตามท้องนาหลังน้ำลด ทำให้แม่ปลาขึ้นมาวางไข่น้อยลงจนอาจทำให้ปลาหลดหายไปในที่สุด ปลาหลดที่เราพบเห็นตามตลาดสดทางภาคอีสานส่วนมากจึงเป็นปลาหลดที่มาจากการเพาะเลี้ยงมากกว่าปลาหลดที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ

หากท่านใดสนใจที่ข้อมูลและอยากจะศึกษาหรือเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาหลด สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดทางอีสานก็ได้ หรือจะติดต่อโดยตรง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดร้อยเอ็ด โทร. (043) 569-350 ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยฯ ที่ได้นำร่องศึกษาและเพาะพันธุ์การเลี้ยงปลดมาก่อน

“ทุเรียนปราจีนบุรี” ติดหนึ่งในทำเนียบทุเรียนพันธุ์ดีของไทย เพราะขึ้นชื่อลือชาในเรื่องรสชาติความอร่อย แต่หากินยากเพราะมีพื้นที่ปลูกไม่มาก ผลผลิตมีจำนวนจำกัด เกษตรกรจึงขายผลผลิตได้ราคาสูง 150-200 บาท ต่อกิโลกรัม

ปัจจุบัน ทุเรียนปราจีนบุรี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มีจำนวน 7 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทุเรียนพันธุ์การค้า ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง และมีกลุ่มทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอีก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ กบชายน้ำ ชมพูศรี และพันธุ์กำปั่น

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับทุเรียนปราจีนบุรี ที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอนาดีเท่านั้น เนื่องจากทำเลดังกล่าวมีสภาพดินเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินชั้นบนเป็นดินร่วนปนทราย ดินชั้นล่างเป็นหินผุและศิลาแลง ทำให้การระบายน้ำสะดวก น้ำไม่ขังในเนื้อดิน การกระจายตัวของธาตุอาหารทั่วถึง ลักษณะภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน ประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสมพอดีกัน

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนแต่ละรายในจังหวัดปราจีนบุรี จะมีพื้นที่ปลูกทุเรียนไม่มาก ใช้แรงงานคนในครอบครัวเป็นหลัก มีการดูแลจัดการสวนในลักษณะเกษตรอินทรีย์ ไม่ค่อยใช้สารเคมี และแปลงผลิตส่วนใหญ่ผ่านการรับรองการผลิตตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว ชาวสวนจะตัดตามความสุกแก่ในแต่ละมีด ทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพดี เนื้อทุเรียนมีสีเหลือง แห้ง หนา เส้นใยน้อย หวานมัน เปลือกผลบาง ผิวเปลือกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม หนามถี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสำคัญของทุเรียนปราจีนบุรีที่โดนใจแม่ค้าและผู้บริโภคอย่างแรง ทำให้ขายผลผลิตได้ราคาดี จนผลิตไม่พอขายอีกต่างหาก

สวนนายแป๊ะ เนื้อที่ 70 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ของ คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “คุณแป๊ะ” โทร. 081-374-5226

คุณแป๊ะ เรียนจบสาขาสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยทำงานบริษัทเอกชนมาก่อน แต่ใจชอบทำสวน จึงหันมาซื้อที่ดินที่อำเภอนาดี ทำสวนผลไม้ เช่น ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ ทำสวนส้มและสวนทุเรียน เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ปัจจุบัน สวนนายแป๊ะ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำสวนผลไม้ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน GAP เขาแบ่งพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ อีกแปลง เนื้อที่ 50 ไร่ ปลูกต้นส้มเขียวหวานผสมผสานกับต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

คุณแป๊ะ ได้ประยุกต์ภูมิปัญญาชาวสวนส้มบางมดมาใช้ในการบริหารจัดการสวนแห่งนี้ โดยปลูกส้มเป็นไม้ประธาน ในระยะห่าง 3.5 เมตร พร้อมปลูกทุเรียนหมอนทองเป็นพืชร่วมแปลง ในระยะห่าง 8-12 เมตร ดูแลให้ปุ๋ยพืช ตามหลักเรโชปุ๋ย และสอดคล้องกับความต้องการของพืช รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลส้มอีกทางหนึ่ง

ในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ที่นี่จะปล่อยให้ “ต้นหญ้า” เติบโตตามธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาความชื้นบนผิวดิน หลังจากนั้นจะตัดหญ้าในสวนให้โล่งเตียนสวยงาม เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นหญ้าอุ้มน้ำในช่วงฤดูฝน เรียกได้ว่า ต้นหญ้า เป็นตัวช่วยดีที่สุด ในการปรับปรุงคุณภาพดินภายในสวนแห่งนี้ เพราะรากต้นหญ้าจะทำหน้าที่พรวนดินในแปลงปลูกไม้ผลตลอดเวลา

คุณแป๊ะ เน้นดูแลจัดการแปลงปลูกผลไม้ทุกชนิดด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสกินผลไม้รสชาติดี ปลอดสารพิษ สำหรับแปลงปลูกทุเรียนของสวนแห่งนี้ เริ่มให้ผลผลิตมาได้ 2 ปีแล้ว สินค้าหลักคือ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง และปลูกทุเรียนพันธุ์ชะนีแซมในสวนเพียงไม่กี่ต้น สินค้ามีจำนวนจำกัด แต่ขายดีมาก เพราะมีรสชาติอร่อย ที่สำคัญราคาไม่แพง

อำเภอนาดี เป็นแหล่งปลูกทุเรียนปราจีนบุรีคุณภาพดี ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนดในทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และได้มาตราฐานอาหารปลอดภัย ดังนั้น สวนทุเรียนคุณแป๊ะ จึงขายดี เป็นที่รู้จักของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรทั่วไป แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานตลอดทั้งปี

ที่ผ่านมา คุณแป๊ะ อาศัยจำหน่ายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก และร้านค้าในท้องถิ่น ก็ขายดิบขายดี สินค้ามีจำนวนจำกัด ใครมาช้า ก็อดไปตามระเบียบ เนื่องจากปีนี้ จังหวัดปราจีนบุรี เจอสภาพอากาศร้อนและแห้ง ทำให้เนื้อทุเรียนปราจีนแท้ๆ มีรสชาติอร่อยสุดๆ ตามไปด้วย อย่างที่บอกข้างต้น ทุเรียนปราจีนบุรีของแท้ มีจำนวนจำกัด หากพลาด ก็ต้องร้องเพลงรอไปถึงปีหน้า

ที่ผ่านมา ทุเรียนสวนนายแป๊ะ มักถูกจับจองโดยกลุ่มลูกค้าขาประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเพื่อนและคนที่รู้จักของคุณแป๊ะ ที่มีโอกาสลิ้มลองรสชาติของทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองของสวนแห่งนี้มาก่อน พวกเขาต่างติดใจในรสชาติหวานมันอร่อยของสวนแห่งนี้ ที่เน้นตัดทุเรียนแก่จัดเท่านั้น เมื่อเปิดรับจองสินค้าหน้าเฟซบุ๊ก ทำให้สินค้าทุเรียนของสวนแห่งนี้หมดอย่างรวดเร็วทุกรอบ สำหรับปีนี้ สวนนายแป๊ะ จำหน่ายทุเรียนพันธุ์ชะนีในราคาหน้าสวนที่กิโลกรัมละ 100 บาท หมอนทอง ขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท

เนื่องจาก คุณแป๊ะ ดูแลใส่ใจให้ลูกค้าได้ทุเรียนแก่จัดที่มีคุณภาพดีจริงๆ ทำให้ผลผลิตบางส่วนสุกคาต้น ซึ่งทุเรียนกลุ่มนี้ถือเป็นสินค้าตกเกรด จะไม่นำมาจำหน่าย แต่จะแกะเนื้อทุเรียนแก่จัดไว้ทำทุเรียนกวน ที่ใช้เนื้อทุเรียนล้วนๆ ไม่ผสมแป้ง ไม่ใส่สารกันบูด จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ ในราคากิโลกรัมละ 400 บาท

หากใครสนใจก็สั่งจองสินค้าล่วงหน้ากับ คุณแป๊ะ ได้เลย ทางเบอร์โทร. 081-374-5226 หรือทาง ID.LINE 081-374-5226 หรือทางเฟซบุ๊ก สุชาติ ธนะพฤกษ์ (สวนนายแป๊ะ)

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้หน่วยงานในสังกัดคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่นในสาขาอาชีพต่างๆ ให้เป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ เผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนรับทราบโดยผลการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประจำปี 2562 ได้แก่ นางโยธกา บุญมาก เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านพญาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

นางโยธกา บุญมากปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านพญารามจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกหม่อนทั้งสิ้น จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ได้ผลผลิตใบหม่อน 2,000 – 3,000 ก.ก./ไร่/ปีเพื่อเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน จำนวน 7 รุ่น/ปีได้ผลผลิตเส้นไหม ประเภทไหมน้อย 5.5 กิโลกรัม/ปี และไหมเปลือกนอก 3ก.ก/ปี สำหรับใช้ผลิตผ้าไหมมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท โดยในปี 2561 มีรายได้จากการจำหน่าย ใบหม่อน 37,500 บาท/ปี เส้นไหม 11,000 บาท/ปี ดักแด้ไหม 2,000 บาท/ปี ปุ๋ยมูลไหม 5,000 บาท/ปี ชามูลไหม 5,000 บาท/ปี และผ้าไหม 84,700 บาท/ปี รวมรายได้ทั้งสิ้น 145,200 บาท/ปี

นางโยธกา เป็นผู้มีความคิดริเริ่มในหลายๆด้าน เช่น การรวมกลุ่มจัดตั้ง “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านพญาราม” เพื่อจัดทำหม่อนแปลงรวม โดยได้รับการสนับสนุนท่อนพันธุ์หม่อนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 151 ราย มีหม่อนแปลงรวม 130 ไร่และเป็นผู้ริเริ่มจัดหาโรงเลี้ยงไหมที่เป็นของส่วนรวม โดยสร้างห้องเลี้ยงไหมวัยอ่อนจำหน่ายให้สมาชิกภายในกลุ่ม ริเริ่มให้มีการประกันราคาดักแด้ เพื่อแก้ปัญหาราคาดักแด้ตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นคนแรกที่นำมูลไหมมาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ “ปุ๋ยมูลไหม” โดยนำมูลไหม มาอบแห้ง ก่อนส่งให้สถานีพัฒนาที่ดิน ตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหาร NPK ก่อนนำมาบรรจุถุงขายและผลิต “ชามูลไหม”โดยนำมูลไหม ไปอบแห้งและคั่วด้วยไฟปานกลาง บรรจุซองชา และส่งให้ สวทช. ตรวจวิเคราะห์หาคุณค่าและสารอาหารทางโภชนาการ พบว่า มูลไหมมีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันกลายเป็นสินค้าเครื่องดื่มสำหรับที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโปรตีนไหม เช่น สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู โลชั่นเซรั่ม และครีม ช่วยสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรในชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นางโยธกา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโดยไม่ใช้สารฆ่าแมลง ยาโรยตัวไหม และปุ๋ยเคมี ดูแลจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรม ตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วยลดการสะสมของโรคแมลงศัตรูพืช บำรุงรักษาดินและต้นหม่อน โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักจากมูลไหม แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดสารตกค้างในดิน-รักษาสิ่งแวดล้อม และจัดทำบ่อบำบัดน้ำทิ้งจากการย้อมสี รวมทั้งใช้เศษวัสดุธรรมชาติประเภทฟางข้าว หญ้าคา ใบไม้ คลุมโคนต้นหม่อนในหน้าแล้ง เพื่อป้องกันวัชพืชและลดการสูญเสียความชื้นในฤดูแล้ง นอกจากนี้ นางโยธกามีแนวคิดประหยัดพลังงาน-ลดต้นทุนการผลิตโดย ติดตั้งตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบรังไหม และอบมูลไหม รวมทั้งติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการผันน้ำมาใช้ในแปลงหม่อนรวม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดสารพิษตกค้าง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรม โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืชการบำรุงรักษาดินและต้นหม่อน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนการใช้ปุ๋ยเคมีการจัดการผลพลอยได้จากการเลี้ยงไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตั้งตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบรังไหม และอบมูลไหม การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

ในการผันน้ำมาใช้ในแปลงหม่อนรวม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้าการนำพืชท้องถิ่นมาย้อมผ้าไหมแทนการใช้สีเคมีการนำพืชสมุนไพรท้องถิ่นมาอบรักษาผ้าไหมแทนการใช้สารเคมีตามภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้พวงสาวแบบโบราณพื้นบ้านด้วยหม้อดิน โดยใช้เตาฟืนแทนเตาถ่านหรือเตาแก๊สเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้ที่ผ่านมาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น รางวัลชนะเลิศการประกวดเส้นไหมน้อยสาวมือของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯจังหวัดสุรินทร์และรางวัลชนะเลิศการประกวดเส้นไหมน้อยสาวมือระดับประเทศในงานมหกรรมไหมไทย (ปี 2550) รางวัลชมเชยในการประกวดผ้าไหมโบราณของสภาวัฒนธรรม จังหวัดสุรินทร์(ปี 2547) เป็นต้น

“จากผลงานและกิจกรรมที่ได้ทำจะเห็นได้ว่านางโยธกา บุญมาก เป็นผู้ที่มีมีความรู้ความสามารถในด้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และยังเป็นผู้นำที่มีความเสียสละ มีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ เช่น อาสาสมัครเกษตรกร (หม่อนไหมอาสา) เป็น Smart Farmer หม่อนไหม เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญารามเป็นคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองสุรินทร์เป็นเกษตรกรความคิดริเริ่มในด้านต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าหม่อนไหมในหลากหลายมิติ สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อย่างน่าชื่นชมจนทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2562 ” อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน แก้วมังกรได้รับความนิยมและมีการปลูกอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ได้มีการรวมกลุ่มผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งแบบสดและแบบแปรรูปส่งออกตลาดต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าเข้าสู่จังหวัดได้เป็นอย่างมาก ยกระดับและต่อยอด จนชูเป็นสินค้าหลักภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดเมืองต้นแบบสุขภาวะผู้สูงวัย เนื่องจากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ที่กลุ่มผู้รักสุขภาพนิยมรับประทานสด เพราะมีรสหวาน เส้นใยมาก และแคลอรีต่ำ มีสรรพคุณทางยาช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแก้วมังกรตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เกิดขึ้นจากเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายในรูปแบบแปลงใหญ่ มีเกษตรกรสมาชิก 94 ราย พื้นที่รวม 840 ไร่ ส่วนใหญ่ได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) แล้ว เมื่อต้นปี 2561 และพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ (Organic) ปัจจุบัน

มีการนำร่องแก้วมังกรอินทรีย์ จำนวน 10 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบระบบอินทรีย์มีการบริหารจัดการกลุ่มด้วยระบบที่เข้มแข็ง ทั้งด้านการบริหารเงินทุน การเข้าร่วมอบรมเพื่อพัฒนาการผลิตของเกษตรกรจากหน่วยงานภาครัฐ การช่วยเหลือกิจกรรมของกลุ่มร่วมกัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ (นายบันเทิง ถิ่นฐาน กำนันตำบลบ้านถิ่น) ให้ข้อมูลว่า ทางกลุ่มฯ ได้ดำเนินการมานานกว่า 5 ปี โดยแก้วมังกรจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 2 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิต 15,600-18,000 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้จากการผลิต 26,000-36,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 10,400-18,000 บาท/ไร่ มีช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม

สำหรับผลผลิตของทางกลุ่มฯ จะมีพ่อค้ามารับซื้อในพื้นที่ ซึ่งราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 13-18 บาท/กิโลกรัม ผลผลิตส่วนใหญ่ขายในรูปผลสด โดยร้อยละ 55 ขายส่งตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดไทยเจริญ จังหวัดพิษณุโลก ตลาดภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานี ตลาดภาคเหนือ จังหวัดลำพูน ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ร้อยละ 25 จำหน่ายผลสดในตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ส่วนร้อยละ 5 ขายปลีกให้ผู้บริโภคในชุมชน และร้อยละ 15 นำไปแปรรูปเป็นแก้วมังกรอบแห้งจำหน่ายให้แก่ บริษัท คันนาโกรเซอรีส์ จำกัด และบริษัท นานาฟรุ๊ตแอนด์ฟู้ดส์ โปรดักส์ เชียงใหม่

ด้าน นายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันปริมาณความต้องการซื้อแก้วมังกรอบแห้งของทางกลุ่มฯ เพิ่มขึ้นจาก 3 ตัน/ปี ในปี 2560 เป็นจำนวน 6 ตัน/ปี ในปี 2561 และในปี 2562 คาดว่าปริมาณความต้องการซื้อแก้วมังกรอบแห้งจะเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการได้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอรับซื้อผลผลิตแล้ว ซึ่งปี 2562 ทางกลุ่มฯ จะพิจารณาแนวทางการจำหน่ายในรูปแบบพันธสัญญากับผู้ประกอบการรับซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนธุรกิจของกลุ่มเพื่อขออนุมัติสินเชื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่วงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยกลุ่มฯ รับดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 และวางแผนนำเงินทุนมาซื้อเครื่องอบแห้งและห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาแก้วมังกรอบแห้งให้คงคุณภาพ รอการจำหน่าย ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม