ปลื้มเพาะแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ ส่งจีน/เวียดนาม-เล็ง 5 ปีบูมเลี้ยงในไทย

ซีพีเอฟเผยปลื้ม “เพาะพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ” ได้สำเร็จ 1 เดียวในไทย ส่งออกจีน-เวียดนาม ขายแข่งกับรายใหญ่จากฮาวาย สหรัฐ พร้อมวางเป้าอีก 5 ปี บูมเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้กลับมาอีกครั้ง

น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ทางกลุ่มธุรกิจสัตว์น้ำซีพีเอฟมีนโยบายจะผลักดันการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันซีพีเอฟสามารถพัฒนาสายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำได้สำเร็จ และจะพยายามส่งเสริมการเลี้ยงให้มากขึ้น และคาดว่าในอีก 5 ปีการเจริญเติบโตของกุ้งกุลาดำจะใกล้เคียงกับกุ้งขาว หากมีสายพันธุ์ที่โตได้เร็วขึ้น ต้นทุนการเลี้ยงการผลิตลดลง

“ที่ผ่านมากุ้งกุลาดำไม่สามารถเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ได้ ต้องจับจากธรรมชาติในทะเล แต่วันนี้คนที่เพาะพันธุ์กุ้งกุลาดำขึ้นมาได้เองมีซีพีเอฟเพียงรายเดียว ทำให้มีโอกาสปรับปรุงเรื่องพันธุกรรม (genetic) สูง ขณะที่ในต่างประเทศที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งได้อีกรายอยู่ที่โมอาน่า (moana) รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่งเข้ามาขายในไทยเหมือนกัน แต่เนื่องจากไม่มีการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในตลาดเมืองไทยเท่าที่ควร ตลาดยังเล็กจึงเข้ามาได้ไม่มาก”

ปัจจุบันซีพีเอฟมีโรงเพาะฟักพ่อแม่พันธุ์กุ้งอยู่ที่ จ.สมุทรสงคราม และ จ.สมุทรสาคร และส่งพ่อแม่พันธุ์ขายไปจีนและเวียดนาม แต่ในไทยมีการเพาะพ่อแม่พันธุ์แต่ยังไม่ได้ขาย

อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ซีพีเอฟยังปรับปรุงสายพันธุ์กุ้งกุลาดำต่อเนื่อง ด้วยการผสมเทียมเพื่อพัฒนาปรับปรุงให้โตเร็ว ต้านทานโรคขึ้น ยังต้องใช้เวลาพัฒนาไปเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันกุ้งกุลาดำขนาด 20-30 ตัวต่อกิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 120 วัน และตั้งเป้าให้สามารถเลี้ยงได้ขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัม ควรใช้เวลาไม่เกิน 90 วัน ลดลงมาอีกสัก 1 เดือน ตอนนี้อยู่ระหว่างพัฒนาและทดลองเลี้ยงกุ้งกุลาดำในบ่อพีอี คาดว่าน่าจะใช้เวลาทดลองเลี้ยงอีกประมาณ 2 ปี หรือทดลองเลี้ยงอีก 4-5 ครอป เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ก่อนส่งเสริมการเลี้ยงในอนาคตต่อไป

“สมมุติอีก 5 ปี พันธุ์กุ้งขาวอาจจะพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เดี๋ยวนี้กุ้งขาว 1 ตัวเลี้ยงได้ขนาด 80-90 กรัมต่อตัว สมัยก่อนเลี้ยงได้โตสุด 30 กรัมต่อตัวก็งามมากแล้ว จากปกติจะกินกุ้งตัวเล็ก ๆ เช่น ขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัม แต่ตอนนี้ตัวใหญ่มากเลย ถ้าในอนาคตกุ้งขาวมีการพัฒนาให้เติบโตได้ดีขึ้นไปอีก การพัฒนากุ้งกุลาดำต้องพัฒนาไล่ตามไป ทั้งนี้ กุ้งกุลาดำก็เลี้ยงได้ขนาด 50-80 กรัมต่อตัว แต่ต้องใช้เวลานาน พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำเพิ่งคัดสายพันธุ์ผ่านมาไม่กี่รุ่น ทำให้การเจริญเติบโตสู้กุ้งขาวที่มีการคัดสายพันธุ์มาเป็นสิบรุ่น (generation) แล้ว ทำให้เลี้ยงง่ายโตไว”

ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มกลับมานิยมเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากพอสมควรประมาณระดับพันตันแต่ยังไม่ถึง 2-3% ของการเลี้ยงกุ้งขาวในปัจจุบัน หากเทียบภาพรวมในอดีตไทยเคยมีปริมาณผลผลิตกุ้งกุลาดำสูงสุดประมาณ 2-3 แสนตัน โดยส่วนใหญ่กุ้งกุลาดำจะออกไปตลาดจีน สำหรับภาพรวมคนจีนกินกุ้งปีละ 1.7 ล้านตัน ในจำนวนนี้ไม่ได้แยกว่าเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำ โดยจีนมีความต้องการนำเข้ากุ้งปีละ 1 ล้านกว่าตัน สำหรับตลาดกุ้งกุลาดำในจีนจะเป็นตลาดนิชมาร์เก็ต ต้มแล้วผิวสวยขายได้ราคาดี เพราะคนยังหันกลับมาเลี้ยงกันน้อย

สำหรับภาพรวมยอดขายธุรกิจสัตว์น้ำของซีพีเอฟทั่วโลกใน 6 ประเทศ รวม 80,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นยอดขายของประเทศไทยประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาท

อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำลังอยู่ในทิศทางที่เติบโตมากขึ้นเรื่อย เนื่องจากทรัพยากรในธรรมชาติมีจำกัด และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำการวิจัยและเพาะเลี้ยงสายพันธุ์ปลาเชิงพาณิชย์ เช่น ปลาทับทิม และล่าสุดได้ทำการวิจัยและพัฒนาเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว โดยไปเช่าโรงเพาะฟักที่เคยเลี้ยงกุ้งของชาวบ้านใน จ.สตูลมาดัดแปลงและทดลองเพาะพันธุ์

ถึงวันนี้ทดลองทำมาประมาณ 3 ปีแล้ว และทำตลาดดูว่าสามารถขายเชิงพาณิชย์ได้มากน้อยเพียงใด วันนี้ส่งออกลูกปลากะพงขนาด 3-5 เซนติเมตร ประมาณ 35,000-50,000 ตัวต่อเดือน ไปประเทศมาเลเซียประมาณ 70-80% ของการเพาะเลี้ยงทั้งหมด เพราะขายได้ราคาดี คือด้านปริมาณยังถือว่าน้อยมาก โดยคนมาเลเซียที่มาซื้อเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาที่เป็นลูกค้าซื้ออาหารสัตว์น้ำของ ซี.พี.อยู่แล้ว

ปัจจุบันซีพีเอฟเพาะพันธุ์ขายอย่างเดียว ยังไม่ได้เลี้ยง หรือส่งเสริมการเลี้ยง เพราะมีปัญหาตลาด คือ ปลากะพงไม่ได้ผลิตยากมาก แต่เวลาเลี้ยงออกมามาก ปริมาณล้นตลาด คนภายในประเทศไทยกินไม่ไหว ขณะเดียวกันยังมีปลากะพงที่จับจากทะเล ถ้าราคาขายปากบ่อต่ำกว่า 120 บาทต่อ กก.อยู่ลำบาก อยู่ยาก แต่หากในอนาคตถ้าสามารถหาตลาดส่งออกปลากะพงขนาดใหญ่ได้ ซีพีเอฟอาจจะส่งเสริมการเลี้ยงภายในประเทศเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันนี้ประเทศที่ส่งออกปลากะพงจำนวนมากคือ ออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ส่งออกไปตลาดยุโรป โดยความต้องการปลากะพงในตลาดโลกอยู่ระดับพันตัน ถ้าเทียบกับกุ้งยังน้อยมาก แต่คิดว่าแนวโน้มความนิยมในการบริโภคจะค่อย ๆ มากขึ้น

“ตอนนี้ผมยังไม่ได้สรุปทิศทางการทำตลาดปลากะพง เพราะอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล กำลังดูว่า ที่มาเลเซียซื้อไปเลี้ยง สามารถควบคุมต้นทุนการเลี้ยงได้มากน้อยอย่างไร ก็เก็บข้อมูลจากตรงนี้มาเป็นดัชนี หากควบคุมต้นทุนได้ดี ราคาดี เราค่อยมาส่งเสริม คือ วันนี้หากเราดันทุรังไปแล้วขายไม่ออกคงไม่ดี” น.สพ.สุจินต์กล่าว

คุณ TookPhalin Thanandorn ได้โพสต์คลิปภูมิปัญญาชาวบ้าน ล่อปลามาลงหลุมแบบง่ายๆ ในคลิปจะเห็นว่าปลาจำนวนมากไหลตามร่องน้ำที่มีคนขุดไว้มาลงเข่งจนสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมคลิป อย่างไรก็ตาม คุณ ชาญ ชาญ ภาระ ได้มาแสดงความเห็นว่า พอน้ำมาปลาก็จะขึ้น ต้นฝนน้ำมาปลาขึ้นไปหากินวางไข่ ปลายหนาว ปลาต้องลงแม่น้ำเพราะน้ำข้างบนเริ่มหมด หากใครรู้ทางดักปลาก็จะทำไหลเข้ามาในทิศทางที่ดักไว้ได้ไม่ยาก ส่วนหลายคนแสดงความเห็นว่า ปลาอาจได้กลิ่นโคลนจากน้ำลึกจึงได้ว่ายมาหา

สศก. เผย สินค้าเกษตรมีทิศทางดีขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 จากปี 2559 หลังผ่านพ้นช่วงประสบภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดปี 2561 ดัชนีรายได้ภาคเกษตรยังคงขยายต่อเนื่อง ย้ำชัด กระทรวงเกษตรฯ ยังคงเฝ้าระวัง และเดินหน้าแก้ปัญหาผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ นับเป็นตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตรในภาพรวม ซึ่งประกอบด้วยหมวดพืชผล หมวดปศุสัตว์ และหมวดประมง

จากที่ สศก. ได้วิเคราะห์ดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 2.74 โดยเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 ซึ่งรายได้เกษตรกรมาจากสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ขณะที่รายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลงร้อยละ 4.03 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลัก ทั้งไก่เนื้อ สุกร และไข่ไก่ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่อ่อนตัวลง และหมวดประมง (กุ้งขาวแวนนาไม) ลดลงร้อยละ 1.66

หากพิจารณาช่วงครึ่งแรกของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.72 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.89 และ 4.46 ตามลำดับ ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 5.62 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าสินค้าเกษตรขยายตัวชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ที่ร้อยละ 2.97 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ 9.61

สำหรับแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 สศก. คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรจากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเพาะปลูกทำได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า หากมองถึงทิศทางสินค้าเกษตรช่วงปี 2560 จะเห็นได้ว่ามีทิศทางดีขึ้นกว่าปี 2556 – 2559 เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาในเรื่องภัยธรรมชาติที่ค่อนข้างรุนแรงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่การผลิตทางการเกษตรเป็นวงกว้าง ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนหลักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์น้อยมาก มีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิด อาทิ ข้าวนาปรัง พืชไร่ และผลไม้ต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างมากและมีผลผลิตต่อไร่ลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งคลี่คลาย โดยการผลิตทางการเกษตรได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2560 และราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ ในช่วงปี 2555 – 2560 พบว่า ค่อนข้างผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสินค้าเกษตรหลายชนิดต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม

การเมืองของประเทศคู่ค้าที่สำคัญซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องราคาข้าวที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกกดดันมาจากสต็อกข้าวของรัฐบาลที่มีปริมาณมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงปลายปี 2560 สามารถระบายสต็อกข้าวได้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าแก้ปัญหาผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง อาทิ ดำเนินการส่งเสริมและปรับเปลี่ยนผลผลิตให้เกษตรกรได้รับรู้และตัดสินใจที่จะผลิตตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map โดยผ่าน ศพก. 882 ศูนย์ และใช้ตลาดนำการผลิตในรูปแบบการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ โรงานแปรรูป และร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนโยบายและมาตรการเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ และเน้นการดำเนินการเป็นทีมบูรณาการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้ครบทุกด้าน รวดเร็ว และทันต่อความต้องการมากยิ่งขึ้น ส่งผลดัชนีรายได้ภาคเกษตรในปี 2561 ยังคงขยายต่อเนื่อง

ลุยถกโลจิสติกส์ “ทม.สะเดา” บูมแหล่งท่องเที่ยว

ที่โรงแรม เอ็มบีไอ.รีสอร์ท ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นายอับดลรอหมาน กาเหย็ม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาศึกษาออกแบบโครงการศูนย์คมนาคมขนส่งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสงขลา มีประชาชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าร่วมประมาณ 300 คน

นายอับดลรอหมาน เผยว่า เนื่องจากด่านชายแดนด้าน อำเภอสะเดา มีคมนาคมแออัด มีรถขนส่งสินค้าจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวปีละ 7 ล้านคน ด่านชายแดนสะเดาถือเป็นด่านการค้าทางบกที่มีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสูงสุดของประเทศไทยมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาท และจากศักยภาพด้านการค้าผ่านแดนของศุลกากรสะเดา ส่งผลให้รัฐบาลกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับการจราจรที่แออัด

“อบจ.สงขลาได้เล็งเห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากการค้าและการท่องเที่ยว บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสงขลา จึงได้ดำเนินการศึกษาออกแบบโครงการศูนย์คมนาคมขนส่ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสงขลา โดยจ้างบริษัท ทรานส์คอนซัลท์ จำกัด ดำเนินงานศึกษาออกแบบ โครงการศูนย์คมนาคมฯ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสงขลา ด้วยงบประมาณ 539.3 ล้านบาท ในเนื้อที่ 126 ไร่ เป็นศูนย์กลางคมนาคมรองรับการขยายตัวการค้าการลงทุนชายแดน ก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารและศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจร เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น”

ส่วนที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ สนามกีฬากลางเทศบาลเมือง (ทม.) สะเดา จังหวัดสงขลา นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงาน “ท่องเที่ยวสะเดาสร้างสรรค์ ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” มี นายสุเมธ ศศิธร นายก ทม.สะเดา กล่าวรายงานสรุปได้ว่า ทม.สะเดาอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย จึงเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

ซึ่งเดินทางเข้ามาเที่ยวแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ทม.สะเดา มีแหล่งท่องเที่ยวมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน แหล่งท่องเที่ยวที่สร้างขึ้น ได้แก่ พุทธอุทยานเขาเล่สะเดา และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ได้แก่ ป่าเขาเล่ ทะเลหมอก แต่ยังไม่รู้จักแพร่หลายเท่าที่ควร ทม.สะเดา จึงจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเมืองสะเดา ช่วยสร้างแรงจูงใจดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมาเยือนเมืองสะเดา สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจจากท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น

ขณะที่นายขจรศักดิ์ กล่าวว่า งาน “ท่องเที่ยวสะเดาสร้างสรรค์ ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” เชื่อมโยงกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน ในการส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวชายแดนเชิงธรรมชาติและเชิงวัฒนธรรม พัฒนาระบบการตลาด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่และเชื่อมโยงสู่อาเซียน จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของ อำเภอสะเดา และจังหวัดสงขลามีมูลค่าเพิ่มขึ้น และช่วยสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

รอยเตอร์สรายงานว่า ทางการฮ่องกงเปิดเผยว่า หน่วยงานคณะกรรมการวางแผนครอบครัว และสาธาณสุขแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขของจีนยืนยันพบผู้ป่วยไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N4 ในคนเป็นรายแรกของโลก

โดยพบไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N4 ในหญิงอายุ 68 ปี อาศัยอยู่ในมณฑลเจียงซู ซึ่งเธอมีอาการเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่ผ่านมา และเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในวันที่ 1 ม.ค.และออกจากโรงพยาบาลแล้วเมื่อ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดเธอหายจากอาการป่วยเรียบร้อยแล้ว

ด้านรัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยว่า หญิงรายนี้ได้สัมผัสกับสัตว์ปีก่อนที่จะเริ่มมีอาการป่วย ขณะที่ผู้ที่ใกล้ชิดนั้นไม่มีอาการแต่อย่างใด

ทั้งนี้ในช่วงฤดูหนาวมักจะเป็นช่วงเวลาที่ที่แพร่เชื้อไข้หวัดนกเป็นประจำ

อนึ่งการติดเชื้อไข้วัดนกในคนของประเทศจีนนั้นส่วนมากจะเป็นไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ซึ่งตั้งแต่ปี 2556 มีผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 มากกว่า 1,500 คน และเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 600 ราย

ทั้งนี้เมื่อเดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส H7N9 เพียงรายเดียว ส่วนเมื่อปีที่ผ่านมานั้นมีผู็ติดเชีย 192 คน ซึ่งเสียชีวิตแล้ว 79 ราย ผศ.ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า หลังจากได้รับทุนวิจัยจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และทำการวิจัยมะม่วงมหาชนก ที่สามารถต้านโรคมะเร็งได้ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด โดยพบว่าการวิจัยจากผู้บริโภคมีความต้องการอาหารที่มาจากธรรมชาติ มีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ในผักและผลไม้จะพบสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคโรทีนอยด์ ซึ่งไม่แสดงสีให้เห็น เนื่องจากถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบังไว้ แต่เมื่อผักและผลไม้แก่ตัว คลอโรฟิลล์จะสลายตัวไป สารสีแคโรทีนอยด์จึงปรากฏสีให้เห็น เช่น เหลือง ส้ม แดง

“แคโรทีนอยด์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี คือแคโรทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งในปัจจุบันพบว่าแคโรทีนอยด์มีประโยชน์ทางด้านช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ช่วยในการรวมตัวเองเข้ากับเยื่อบุเซลล์เหมือนกับวิตามินอี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40% อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง คือแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง ม่วง และน้ำเงิน สารสกัดแอนโธไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย”

ผศ.ดร. พีระศักดิ์ ระบุว่า มะม่วงมหาชนกเป็นมะม่วงพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมกันระหว่างพันธุ์ซันเซท และพันธุ์หนังกลางวัน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น คือเปลือกผลเมื่อแก่หรือสุกจะมีผิวสีแดงม่วงสวยงาม หรือเหลืองเข้มปนแดง ดังนั้น จึงมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสีแดง และปริมาณแอนโธไซยานินในผลมะม่วงมหาชนก พบว่าการฉีดพ่นสารเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ไมโครลิตร ต่อมิลลิลิตร สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพ เช่น วิตามินซี ปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส และพบการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคโรทีนอยด์ เท่ากับ 1.43 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม น้ำหนักสด มากกว่าการไม่ฉีดพ่นสาร

“อีกทั้งการใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอนมีผลในการเพิ่มระดับของแคโรทีนอยด์ระหว่างการสุกแก่มากกว่ามะม่วงที่ไม่ใช้สาร 50% โดยพบมากที่สุดในช่วงวันที่ 5-6 ของการเก็บรักษา (ระยะพร้อมรับประทาน) อีกทั้งการประยุกต์ใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอน ยังสามารถควบคุมกระบวนการสุกและปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของผลมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยนเรศวรจะต่อยอดไปให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกมะม่วงมหาชนกมากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพต่อไป” ที่บริเวณลานพระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย นิคมสหกรณ์โคกขาม ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายสมชัย มาเสถียร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต “นกชายเลนปากช้อน” จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ดร. อัษฎาพร ไกรพานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตเลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชมรมอนุรักษ์นกชายเลนโคกขาม ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนที่สนใจนกชายเลน และนักเรียนจาก 11 โรงเรียน เข้าร่วมจำนวนมาก

ดร. อัษฎาพร กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก และสนับสนุนการดำเนินงานจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีความสำคัญระดับโลก ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ภารกิจ โดยได้ให้ความสำคัญกับชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ 1. นกชายเลนปากช้อน เป็นนกอพยพหนีหนาวมาพักอาศัยในแถบประเทศที่อบอุ่น ปัจจุบันใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ดำเนินงานในพื้นที่ ตำบลโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร 2. นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสูญพันธุ์ในธรรมชาติไปจากประเทศไทย แต่ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และ 3. พลับพลึงธาร พืชน้ำเฉพาะถิ่นที่พบได้เฉพาะรอยต่อทางตอนล่างของจังหวัดระนอง และตอนบนของจังหวัดพังงา ปัจจุบันอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ดำเนินงานในเขตพื้นที่ อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

“สำหรับโครงการนี้มีระยะเวลาการดำเนินงานทั้งสิ้น 4 ปี ซึ่งจะได้มีการจัดทำและพัฒนากรอบกฎหมาย และการส่งเสริมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยในส่วนของนกชายเลนปากช้อน ได้มีการวางแผนที่จะขยายพื้นที่ดำเนินงานไปสู่บริเวณบ้านปากทะเลจังหวัดเพชรบุรีต่อไปด้วย”

ด้าน นายศักดิ์ชัย เนตรล้อมวง ประธานชมรมอนุรักษ์นกชายเลนโคกขาม บอกว่า สำหรับบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำใน ตำบลโคกขาม ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกชายเลนปากช้อนและนกอพยพนั้น ในแต่ละปีพบว่ามีนกชายเลนปากช้อนอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในประเทศไทยและอาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำบลโคกขาม เพียง 1 ตัว เท่านั้น เป็นนกชายเลนปากช้อนรหัส 05 โดยดูจากรหัสและสัญลักษณ์ที่ผูกติดไว้ที่ขา ซึ่งจะบินมาในทุกๆ ปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ติดต่อกันแล้ว ส่วนอีกตัวหนึ่งพบอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องส่งเสริมเพิ่มเติม คือการค้นหาหรือศึกษาความน่าสนใจของถิ่นนี้ว่ามีอะไรที่ทำให้นกชายเลนปากช้อน นกหายากที่ใกล้จะสูญพันธุ์นั้นบินกลับมาที่แห่งนี้ในทุกๆ ปี

บีโอไอไฟเขียวมาตรการช่วยผู้ประกอบการกระทบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หนุนใช้เทคโนโลยียุคดิจิทัลเพิ่มคุณภาพ อนุมัติยกระดับภาคการเกษตรท้องถิ่น ครอบคลุมตั้งแต่ต้นยันปลายน้ำ คลอดมาตรการเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ทั้งการประกอบอากาศยานและซ่อมบำรุง

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่าคณะกรรมการบีโอไอได้อนุมัตินโยบายในหลายเรื่อง คือ 1. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น โดยจะช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ปรับเปลี่ยนนำเทคโนโลยียุคดิจิทัลมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพการผลิตหรือการให้บริการ โดยผู้ประกอบการจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงิน 50% ของเงินลงทุนปรับปรุงกิจการด้านระบบดิจิทัล อาทิ การฝึกอบรมเทคโนโลยีดิจิทัลขึ้นสูงในระบบการจัดการข้อมูล (บิ๊กดาต้า) เป็นต้น