ปลื้ม บัณฑิต มวล.มีงานทำกว่า 90% รายได้เฉลี่ย 18,097 แพทย์

ศ.ดร. ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า จากการที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้สำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2558 หลังจากสำเร็จการศึกษไปแล้ว 1 ปี จำนวน 1,055 คน (ร้อยละ 83.7) จากจำนวนบัณฑิตทั้งหมด 1,261 คน พบว่า บัณฑิตของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีงานทำถึง ร้อยละ 98.3 โดยได้งานทำตรงกับสาขาที่สำเร็จการศึกษา ร้อยละ 82.4 ไม่ตรงกับสาขาที่สำเร็จการศึกษา ร้อยละ 2.5 ประกอบอาชีพอิสระ ร้อยละ 8.2 และศึกษาต่อ ร้อยละ 4.9

ศ.ดร. ธวัชชัย กล่าวต่ออีกว่า จากจำนวนบัณฑิตทั้งหมด 1,261 คน ที่สำเร็จการศึกษาใน 11 สำนักวิชา ประกอบด้วย สำนักวิชาการจัดการเทคโนโลยีการเกษตร พยาบาลศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ศิลปศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ พบว่า บัณฑิตสำนักวิชาแพทยศาสตร์มีเงินเดือน/รายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 47,893 บาท รองลงมาเป็นสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ 35,223 หากดูเป็นรายหลักสูตรจาก จำนวน 38 หลักสูตร พบว่า หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ มีเงินเดือน/รายได้สูงถึง 46,250 บาท

อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยโดยรวมทุกสำนักวิชาอยู่ที่ 18,097 บาท ต่อเดือน ทั้งนี้ จากการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตประจำปีการศึกษา 2558 ในภาพรวมของมหาวิทยาลัย จากคะแนนเต็ม 5 พบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ได้คะแนน 4.39 เท่ากัน ด้านทักษะทางปัญญา ได้คะแนน 4.38 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ได้คะแนน 4.35 ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้คะแนน 4.34 ซึ่งในภาพรวมของทุกด้าน คะแนนอยู่ที่ 4.37 อย่างไรก็ตาม หากแยกเป็นรายกลุ่มสาขาวิชา พบว่า กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพได้คะแนนภาพรวมทุกด้านสูงสุด ที่ 4.41 คะแนน รองลงมาคือ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.37 คะแนน และกลุ่มสังคมศาสตร์ ได้ 4.34 คะแนน

ผลการสำรวจภาวะการมีงานทำและการประเมินความพึงพอใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของชาติ ทั้งยังได้รับการยอมรับของผู้ประกอบการอีกด้วย รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนฯ มวล.กล่าวในตอนท้าย

นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เปิดเผยว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) อนุมัติโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่นำเสนอโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 แล้ว เพื่อให้จัดหาและเพาะพันธุ์กล้าไม้ประมาณ 1 ล้านต้น สำหรับนำไปปลูกฟื้นฟูป่าในพื้นที่ภาคเหนือในเขต 4 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งหลังจากได้รับการอนุมัติ ทางสำนักจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเพาะพันธุ์ต้นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้แต่ละหน่วยงานนำไปปลูกในพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยงานละประมาณ 100 ไร่ จะได้พื้นที่ป่าประมาณ 3,000 ไร่

นายกมลไชยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังกระจายพันธุ์ไม้ที่เพาะได้ให้กับหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชน ที่ต้องการจะพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชน หรือสถานที่ที่ต้องการฟื้นฟูเพิ่ม ให้ครบทั้ง 1 ล้านต้นดังกล่าว ซึ่งสามารถนำต้นกล้าตามโครงการไปปลูกได้ โดยต้นกล้าจะเจริญเติบโตพร้อมนำไปปลูก ในปี 2561

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย วงเงินงบประมาณแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร ปี 2561 รวม 9,456 ล้านบาท พร้อมแจงวงเงินทั้ง 3 เป้าหมาย เตรียมเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร พัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรให้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2561 ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบรูณาการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ 7 กระทรวง 28 หน่วยงาน 2 รัฐวิสาหกิจ ภายใต้หลักการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Product Base) และให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (Farmer Center) ซึ่งเน้นใน 3 เป้าหมาย ภายใต้งบประมาณ 9,456.6522 ล้านบาท ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย สับปะรด ไม้ผล (ลำไย ทุเรียน เงาะ มังคุด) ยางพารา ปศุสัตว์ (โคนม โคเนื้อ) ประมง (กุ้ง ปลานิล) วงเงิน 4,826.3962 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด (ต้นทาง) วงเงิน 4,165.7690 ล้านบาท เพื่อดำเนินการด้านข้อมูลสารสนเทศและการบริหารจัดการ ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิต
ที่มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร (กลางทาง) วงเงิน 205.8676 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนากระบวนการและแปรรูปสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

3) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการตลาดสินค้าเกษตร (ปลายทาง) วงเงิน 454.7596 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตร สร้างความสามารถในการแข่งขันตลาดสินค้าเกษตร

เป้าหมายที่ 2 ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่สู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วงเงิน 3,192.9653 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3,980 แปลง ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri – Map 418,500 ไร่ ปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ Agri – Map โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ยกระดับเกษตรกรเป็น Smart Farmer 73,715 ราย จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ 100 แห่ง จัดตังและพัฒนาธนาคารสินค้าเกษตร 173 แห่ง

เป้าหมายที่ 3 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน วงเงิน 1,437.2907 ล้านบาท ประกอบด้วย การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ /ยโสธรโมเดล /พื้นที่ทั่วไป 368,503 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 210,000 ไร่ เกษตรผสมผสาน 33,500 ไร่ (4) วนเกษตร 65,000 ไร่

ทั้งนี้ แผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร จะช่วยยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร และนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจสหกรณ์ 5 จังหวัดเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม เตรียมมาตรการช่วยเหลือพักชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ 1 ปี พร้อมจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 300 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สั่งสหกรณ์จังหวัดภาคอีสานสำรวจผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่ามีสหกรณ์ได้รับความเสียหาย 300 แห่ง สมาชิกสหกรณ์ 60,000 ราย เบื้องต้นระดมความช่วยเหลือจากสหกรณ์ภาคต่าง ๆ จัดหา ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคและมอบเงินบริจาคให้สหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วม พร้อมเตรียมมาตรการระยะยาวเสนอครม. ขอพักชำระหนี้ให้สมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเวลา 1 ปี พร้อมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปช่วยเหลือสมาชิกในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด เพื่ออบรมและให้บริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ติดตามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและมุกดาหาร ซึ่งอยู่ในแถบบริเวณเทือกเขาภูพาน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความห่วงใยเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทั้ง 5 จังหวัดสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัย พบว่า มีสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 300 แห่ง จำนวนสมาชิกประมาณ 50,000-60,000 คนที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหาย

“เบื้องต้นได้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง ส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพและอาหารไปให้สหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกและครอบครัวผู้ประสบภัย เบื้องต้นทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยะลา ได้ช่วยเหลือโดยนำปลากระป๋องมามอบให้ 1,000 กระป๋อง เพื่อช่วยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนมและจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง สหกรณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บริจาคน้ำดื่ม 1,200 ขวด และยังมีสหกรณ์หลายแห่งได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือมอบให้สหกรณ์ที่มีสมาชิกได้รับความเดือดร้อนน้ำท่วม ไปจัดซื้ออาหาร เครื่องดื่มและอาหารปรุงสุก เพื่อนำไปมอบให้กับสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ยังมีการส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและเงินบริจาคไปให้กับสหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกันของขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศที่ส่งความช่วยเหลือไปให้สหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว ซึ่งกรมฯได้เตรียมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวน 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ได้สมาชิกนำไปฟื้นฟูอาชีพของตนเอง หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้นและปริมาณน้ำลดลงแล้ว โดยอาจนำไปลงทุนอาชีพระยะสั้น เช่น ปลูกผัก เพื่อช่วยให้ตนเองสามารถมีรายได้ ระหว่างการรอปรับสภาพพื้นที่การเกษตรให้พร้อมที่จะประกอบอาชีพหลักซึ่งขณะนี้ มีวงเงินพร้อมให้กู้แล้วขณะนี้จำนวน 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 5 ล้านบาท สำหรับตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ส่งเจ้าหน้าที่มาเปิดจุดให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุปกรณ์อื่นๆ แก่สมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อเข้ามาอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทางกรมฯเคยดำเนินการสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้มาแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและการออกตรวจสอบภาวะราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า ยังได้สั่งให้หัวหน้า ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะพาณิชย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Mini MOC) ติดตามกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป เพื่อหาทางช่วยเหลือและฟื้นฟูการประกอบอาชีพ

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมี 14 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และหนองคาย ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ส่วนภาคกลางมี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา ประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้กว่า 119,000 ครัวเรือน

จังหวัดที่ครัวเรือนได้รับผลกระทบมาก คือ จังหวัดสกลนคร ขอนแก่น และร้อยเอ็ด พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 1.34 ล้านไร่ จังหวัดที่พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ พิจิตร มหาสารคาม และสกลนคร

สำหรับจังหวัดได้จัดตั้งตลาดขึ้นชั่วคราวบริเวณน้ำท่วม จำหน่ายอาหารสด และที่จำเป็นอื่นๆ จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ ส่วนห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรม ลดราคาสินค้าที่จำเป็นจากเดิมประมาณ 20-30%

นางสาลินี วังตาล ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นน้ำท่วมในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เสียหาย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ทั้งสิ้น 12 จังหวัด รวม 230,897 ราย โดยเฉพาะธุรกิจขายส่งขายปลีกผลกระทบมากที่สุด ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อรายได้เอสเอ็มอีที่สกลนครไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

สสว.ช่วยเหลือให้กู้ยืมฟื้นฟูกิจการรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขนาดย่อมไม่เกิน 1 ล้านบาท ระหว่าง 15-19 สิงหาคม จะลงพื้นที่สกลนครเพื่ออนุมัติ สินเชื่อเป็นกรณีเร่งด่วน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ของไทย ร่วมกับตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่จะจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ เพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านผลไม้ของโลก และเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ผลไม้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และเพื่อดูแลผลผลิตให้มีปริมาณเหมาะสมและมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของตลาด

รวมถึงให้ราคาผลไม้ไทยมีเสถียรภาพ ไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยยุทธศาสตร์จะจัดทำเป็นระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นเป็นแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้ระยะสั้นที่จะเกิดขึ้น แผนยุทธศาสตร์นี้จะร่วมกันทำงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งยุทธศาสตร์หลักและยุทธศาสตร์รองของผลไม้ รวมถึงดูทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ดูซัพพลายผลไม้รวมในภูมิภาคไม่เฉพาะแต่ในไทย

อาทิ คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุต บอร์ด) ซึ่งมีรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ก็จะเสนอแผนงานให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันด้านการค้า เบื้องต้นจะใช้กับทุเรียน มังคุด และมะพร้าวน้ำหอมนำร่องก่อน และขยายสู่ผลไม้ไทยอื่นๆ เช่น ลำไย สับปะรด กล้วยหอม กล้วยไข่ มะม่วง ฯลฯ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพีภาคเกษตร) ปี 2560 เพิ่มเป็น 3-4% จากคาดการณ์จีดีพีเดิม ทั้งปีจะเติบโต 2.5-3.5% เนื่องจากดัชนีผลผลิตและราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยประมาณการจีดีพีภาคเกษตรใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ภัยธรรมชาติ หรือน้ำท่วม ไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตร

“สศก.กังวลว่าน้ำท่วมรอบในในภาคอีสานและภาคเหนือ อาจกระทบกับผลผลิตข้าว ซึ่ง ถือว่ามีสัดส่วนที่มากสุดใน จีดีพีภาคเกษตรประมาณ 21% ของสัดส่วนจีดีพีภาคเกษตร และอาจกระทบผลผลิตด้านการเกษตรอื่นๆ แต่หากให้ประเมินผลกระทบเบื้องต้น แม้จะมีบ้าง ประมาณการจีดีพี คงไม่ต่ำกว่า 2.5-3.5% ตามที่ สศก.ตั้งไว้ทั้งปี 2560”

ส่วนจีดีพีภาคเกษตรไตรมาส 2 ปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2560) ขยายตัว 11.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากผลผลิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น หนุนที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 2 ขยายตัวได้ในระดับสูง จากการดำเนินนโยบายและมาตรการทางด้านการ เกษตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง

สะท้อนจากเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 16.8% ถึงแม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายจะลดลง 1.9 แต่ดัชนีรายได้เกษตรกรยังคงเพิ่มขึ้น 14.6 เนื่องจากมูลค่าการผลิตข้าวนาปรัง ยางพารา ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ชุมพร – นายณรงค์ พลละเอียด ผวจ.ชุมพร พร้อม นางศิริลักษณ์ พลละเอียด นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชมรมรักษ์ในหลวง ชุมพร พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมในกิจกรรมทำความดี ปลูกต้นไม้ถวายแม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

กิจกรรมดังกล่าว เป็นการร่วมมือกันปลูกต้นโกงกาง จำนวน 4,985 ต้น บนพื้นที่ 10 ไร่ ในอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะชุมพร ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์ พร้อมกับส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

นายณรงค์ เผยว่า รู้สึกยินดีและปลาบปลื้มที่ได้เห็นประชาชนร่วมกันทำความดีปลูกต้นไม้ถวายแม่ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคีของชาวชุมพรในครั้งนี้ สำหรับไม้โกงกางเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน เหมาะแก่การนำมาใช้ประโยชน์ เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนิน และฟีนอล จากธรรมชาติสูง อีกทั้งมีราคาถูก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้

นอกจากนี้ เปลือก ยังสามารถนำมาย้อมผ้า ย้อมหนังได้ fixcounter.com ป่าโกงกางและป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่างๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แหล่งอนุบาล ที่หลบภัย ที่อยู่อาศัย ของสัตว์น้ำหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก และประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช่วยในการป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ เป็นแนวบังคลื่นลม ที่เคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี รากของโกงกางทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยดัก กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล

นายณรงค์ เผยว่า รู้สึกยินดีและปลาบปลื้มที่ได้เห็นประชาชนร่วมกันทำความดีปลูกต้นไม้ถวายแม่ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคีของชาวชุมพรในครั้งนี้ สำหรับไม้โกงกางเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน เหมาะแก่การนำมาใช้ประโยชน์ เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนิน และฟีนอล จากธรรมชาติสูง อีกทั้งมีราคาถูก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้

นอกจากนี้ เปลือก ยังสามารถนำมาย้อมผ้า ย้อมหนังได้ ป่าโกงกางและป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่างๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แหล่งอนุบาล ที่หลบภัย ที่อยู่อาศัย ของสัตว์น้ำหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก และประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช่วยในการป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ เป็นแนวบังคลื่นลม ที่เคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี รากของโกงกางทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยดัก กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล

สินค้าเด่นของที่นี่นอกจากจะเป็นผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดแล้ว ยังมีเมล่อนปุ๋ยชีวภาพ รสชาติหวานฉ่ำที่คัดพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่น ออกสู่ท้องตลาดในรูปของผลิตภัณฑ์ชุมชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่สั่งจองจนผลิตไม่ทัน แม้ราคาขายจะสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ทั้งนี้ ด้วยสรรพคคุณความหวานที่มีค่าความหวานสูงสุดถึง 20 องศาบริกซ์ จากสูตรปุ๋ยชีวภาพที่ทางกลุ่มคิดค้นขึ้น ทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง

ดร.บุญร่วม คำจันทราช เกษตรจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยหน.กลุ่มฝ่ายฯพร้อมจนท.ประชุมตามระบบส่งเสริมการเกษตรT&V System เพื่อรายงานผล-แผนการปฏิบัติราชการ และฟังการประชุมถ่ายทอดระบบVDO Conference การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 38 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยการเยียวยาและให้การช่วยเหลือในระยะยาวการผู้ที่ประสบภัย มีหน.กลุ่ม/ฝ่ายฯเข้าประชุม 20 คน และมอบเงินให้นายสุจินต์ มูลแอด และครอบครัว ซึ่งเป็นขรก.สนง.กษจ.สน.ที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลสกลนคร..โดยรับเงินบริจาคของเกษตรอำเภอ 18 อำเภอ และเกษตรจังหวัด หน.กลุ่ม ฝ่ายไปในส่วนแรกก่อน..โดยทำพิธีมอบที่ห้องประชุมสนง.กษจ.สกลนคร