ปลูกเป็นที่แรกในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ 152 ไร่ สร้างตลาดขาย

ผลผลิตได้เอง ไม่ง้อพ่อค้าคนกลางเกษตรกรสุราษฎร์ แหกกฎปลูกสะละที่เมืองเงาะ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการขยายพื้นที่ปลูกขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกสะละมากกว่า 152 ไร่ ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

คุณอาทิตย์ มติธรรม เจ้าพ่อแห่งวงการสะละแดนใต้ อยู่ที่ตำบลคลองปราบ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้แหกกฎธรรมชาติปลูกสะละที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจนสำเร็จ ใช้เวลาศึกษาปรับปรุงพื้นดินให้เหมาะสมจนสำเร็จมานานกว่า 25 ปี ขยายพื้นที่ปลูกมาเรื่อยๆ ปัจจุบันปลูกสะละทั้งหมด 152 ไร่ แบ่งปลูกเป็น 3 สายพันธุ์ เนินวง สุมาลี และ อ้อล้อ ที่เป็นสายพันธุ์ที่ผสมพันธุ์เอง เนินวงเป็นพันธุ์ขายสดที่ตลาดต้องการมากที่สุด แปรรูปคือสุมาลี ส่วนอ้อล้ออยู่ในช่วงขยายพันธุ์ มีเพียง 100 กว่าต้น มีการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ใช้ธรรมชาติกำจัดธรรมชาติ มีการตลาดที่ทันสมัย ปรับกลยุทธ์การตลาดอยู่ตลอดเวลา มีผลผลิตคุณภาพ ออกขายตลอดทั้งปี การตลาดไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง

พลิกผืนดินเมืองเงาะปลูกสะละ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก
เพียงเรียนรู้เข้าใจธรรมชาติที่สะละต้องการ
เจ้าของบอกว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองเงาะไม่ใช่เมืองสะละ อันดับแรกต้องมีคือความกล้า กล้าที่จะเปลี่ยน เขาเคยปลูกทุเรียนมาก่อน ทุเรียนปลูกแล้วให้ผลผลิต 1 ครั้ง ต่อปี แต่ปลูกสะละสามารถทำให้ออกผลผลิตได้ทุกวัน โอกาสที่พลาดมีน้อยกว่าปีละครั้ง จึงตัดสินใจปลูกสะละบนความไม่เห็นด้วยของใครหลายคน ซึ่งความจริงแล้วเมื่อลงมือปลูก จึงรู้ว่า สะละ กลับกลายเป็นพืชที่เหมาะสมกับภาคใต้กว่าที่จันทบุรี ด้วยพื้นดินที่ใต้มีแร่ธาตุเฉพาะที่เหมาะสมกับการปลูกผลไม้ ทั้งดีบุก ยิปซัม กำมะถัน

“ผมรู้จัก สะละ ครั้งแรก จากชมรมผู้ปลูกสะละจันทบุรี สวนแรกที่รู้จักคือ สวนลุงชีพ ทรงธรรม ผู้เชี่ยวชาญในวงการปลูกสะละ ครั้งแรกที่เห็นสะละที่สวนลุงชีพรู้สึกว่าอยากนำมาปลูกที่ใต้บ้าง จึงมีความคิดที่ว่าอยากเก่งเหมือนครู ก็ต้องเรียนรู้จากครู อยากเป็นแชมป์ก็ต้องเรียนรู้จากแชมป์ ซึ่งผมโชคดีได้เรียนวิชาจากแชมป์ แล้วนำมาปรับปรุงให้เข้ากับสวนตัวเอง เพราะการทำเกษตรเราไม่สามารถจะลอกออกมาได้ทั้งหมด แต่เราสามารถปรับแก้ได้”

การปลูกเราใช้ธรรมชาติเข้าช่วยทั้งหมด

การปรับพื้นที่ให้เหมาะสม พยายามปรับพื้นดินให้ลาดเอียงไม่มีน้ำขัง เพราะคุณภาพสะละที่เกิดจากจุดที่มีน้ำขังกับจุดที่ไม่มีน้ำขังคุณภาพต่างกัน ความชื้นต้องเท่ากันทั้งสวน
สวนสะละ จะมีปัญหามากที่สุดคือ หนู กับ กระรอก มาขโมยกินผลผลิต เสียหายเดือนหนึ่งเป็นแสน กินลูกเดียวก็ราคาตก ตอนหลังจึงใช้วิธีนำทั้งแมวจรจัดที่ชาวบ้านนำมาปล่อยและประกาศรับเลี้ยงเอง มาปล่อยในสวนช่วยไล่จับหนูและกระรอก ลดค่าเสียหายจากเดือนละแสนเหลือเดือนละหมื่นใช้จ่ายค่าอาหารแมว
ใช้ธรรมชาติจัดการธรรมชาติ เลี้ยงนกไว้ฆ่าแมลง เดือนหนึ่งที่สวนทั้ง 152 ไร่ จะใช้ยาฆ่าแมลงเพียง 3 ลิตร ต่อเดือน ถือว่าใช้น้อยมาก
ปลูกไม้พี่เลี้ยง ปลูกต้นเหลียงเพื่อเป็นร่มเงาให้สะละ สะละเป็นผลไม้ที่ไม่ต้องการแดดมาก ต้องการเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ และต้นเหลียงเป็นพืชตระกูลถั่วใบตกลงมาก็เป็นปุ๋ยให้ต้นสะละได้
กำจัดหญ้าด้วยการใช้ทางใบสะละมาปูทับพื้นดินให้หนา ช่วยอมความชื้นและทับหญ้าไม่ให้ขึ้น
ปลูกช่วงแรกเจอปัญหาโรคเน่า ภาคใต้ฝนเยอะ ถ้าลูกมันทับกันฝนตกแห้งช้าจะทำให้เกิดเชื้อราแล้วเน่า ให้ใช้เชือกโยงผลดึงให้โปร่ง และใช้เชือกผูกใบรวบต้นเพื่อเดินสะดวก ให้โปร่ง เวลาฝนตกสวนจะแห้งเร็ว ถ่ายเทเร็ว เกิดโรคเน่าได้ยาก

ระยะการปลูก …ระยะห่างระหว่างต้น 4×6 เมตร ขุดหลุมปลูกไม่ลึก แค่พอกลบต้นได้ ใช้ระยะห่างการปลูกเท่ากันทั้ง 3 สายพันธุ์ 1 ไร่ ปลูกได้ 60 ต้น มีการคำนวณมาแล้วว่าระยะนี้ดีที่สุด เพราะภาคใต้เป็นเมืองฝนมีลมแรง ถ้าปลูกห่างเกินไปต้นจะล้มเสียหายง่าย

วิธีการจัดการดูแลผลผลิต
ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว
ต้องแบ่งแปลงผสมเกสรทุกวัน เรามีสะละเยอะ 20,000 กว่าต้น ใช้วิธีการแบ่งคนงาน 1 คน รับผิดชอบดูแลสะละ 500 ต้น เพื่อที่ให้คนงานดูแลได้ทั่วถึงและรับผิดชอบแปลงตัวเองให้ดีที่สุด “สวนสละอาทิตย์” ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติ น้ำ ปุ๋ย วันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตต้องเป๊ะ เพราะฉะนั้นการดูแลต้องทั่วถึง เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะต้องมีหัวหน้าคนชิมเพียงคนเดียว เพื่อให้รสชาติคงที่ ถ้าหลายคนชิมรสชาติจะไม่เหมือนเดิม จะไม่ได้คุณภาพ และต้องตัดตามริบบิ้นที่ติดครบ 9 เดือนพอดี คนงานทุกคนต้องผสมลูกให้ติด ดูแลสวนให้สวยงาม อย่าให้รก ถ้าดูแลดี ผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทุกวันที่ 1 มกราคม เราจะขึ้นเงินเดือนให้เป็นขั้น เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน สวัสดิการบ้านพักฟรี ดูแลให้หมดทุกอย่าง

การใส่ปุ๋ย… ใส่ปุ๋ยทุก 30 วัน ให้ทีละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ และจะไม่ใช้สูตรจำเจ ใช้เคมีกับอินทรีย์ร่วมกัน แล้วแต่จังหวะ เพราะปุ๋ยแต่ละยี่ห้อจะมีธาตุหลักธาตุรองไม่เหมือนกัน ถ้าใช้แบบเดิมตลอดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง วิธีการใส่ปุ๋ยเราจะรดน้ำกระตุ้นต้นไม้ให้รู้ตัวก่อน แล้วค่อยหว่านปุ๋ย ต้นละ 300 กรัม แล้วรดน้ำอีกครั้ง หากชิมผลแล้วรสชาติไม่เข้มข้นเหมือนเดิม ให้เอาปุ๋ยคอกมาใส่เสริม และต้องมีการวัดค่าดินเพื่อหาอินทรียวัตถุที่หายไป ตัวไหนขาดก็ใส่เสริมเป็นระยะ

ระบบน้ำ… สะละ เป็นผลไม้ที่ชอบน้ำ ที่ “สวนสละอาทิตย์” จะเปิดน้ำรดเฉลี่ยวันละ 50 ลิตร เป็นระบบสปริงเกลอร์เปิดรดนาน 4 นาที รดแบบวันเว้นวัน หรือถ้าวันไหนอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเกิน 35 องศา จะเปิดน้ำรดเข้าไปเพื่อลดอุณหภูมิ ความชื้นก็เพิ่ม

เก็บเกี่ยวผลผลิตตามริบบิ้นที่ติดเป็นสัญลักษณ์ครบกำหนด 9 เดือนพอดี ผลผลิตถือว่าดก เฉลี่ย 80 กิโลกรัม ต่อกอ 1 กอ มี 3 ต้น ระยะการปลูกของสุมาลีที่ภาคใต้ให้ผลผลิตเร็วเพียง 2 ปีครึ่ง เนินวง 3 ปีครึ่ง อ้อล้อ 2 ปีครึ่ง หลังจากนั้นทำให้เก็บได้ทุกวัน คือต้องควบคุมระบบน้ำ ในการปลูกพืชเมื่อให้เปียกต้องให้แห้งบ้าง ก็คือการทำหลังเต่าให้น้ำไม่ขังแห้งเร็ว คุมอุณหภูมิ น้ำ ปุ๋ย ให้พอเหมาะ และบังคับให้ออกดอกผสมด้วยคน จะมีผลผลิตออกขายได้ทั้งปี

กลยุทธ์การตลาด มัดใจลูกค้า
กลายเป็นอีกหนึ่งของดีห้ามพลาดเมืองสุราษฎร์
“คติการทำการตลาดของผม ทุกธุรกิจย่อมมีคู่แข่ง อ่อนแอก็แพ้ไป แต่จะทำอย่างไรให้เป็นผู้ชนะ”

หลักการคิดการวางแผนถือเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ต้องมีคือ

มีความเมตตา คนงานถือเป็นผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มีวันนี้ เมื่อเราดูแลเขาดี เขาก็ตอบแทนเราดี ตั้งใจทำงานให้เรา
ระบบจัดการสวนเป็นระบบ น้ำ ปุ๋ย อย่าให้ขาด รสชาติผลผลิตต้องเหมือนเดิม คนชิมที่นี่อยู่มานานกว่า 30 ปี ถ้าไม่ได้ตามมาตรฐานเราจะหยุดตัดทันที
คุณภาพของสินค้าปลอดภัย ได้มาตรฐานเสมอต้นเสมอปลาย “สวนสละอาทิตย์” จะมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติเฉพาะของที่สวน เนื้อขาวไม่มีรอยช้ำเหมือนที่อื่น
แพ็กเกจจิ้งต้องสวยงามดึงดูด สะดวกแก่ลูกค้า มีตัวเลือกให้ลูกค้าเลือกหลายรูปแบบ แบบบรรจุกล่องขนย้ายง่ายหยิบจับสะดวก กล่องละ 250 บาท แบบถุงรูปทรงสวยงาม มองเห็นผลผลิตเป็นช่อน่ากิน ถุงละ 100 บาท หรือลูกค้าที่ไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก เรามีลูกร่วงขาย แต่คุณภาพยังเท่าเดิม ขายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนลูกมีตำหนิจะนำเข้าโรงงานแปรรูป ทำเป็นสะละลอยแก้วต่อไป
กระจายสินค้าได้ด้วยตัวเอง พยายามสร้างตลาดเองให้ได้มากที่สุด ทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดจะต้องมีผลผลิตของ “สวนสละอาทิตย์” วางขาย เรามีของดีอยู่ในมือ ไม่ต้องกลัวแค่ขายให้เป็น

ตอนนี้ “สวนสละอาทิตย์” มีแหล่งกระจายสินค้ามากกว่า 8 แห่ง

แห่งที่ 1 เปิดร้านขายหน้าสวนของตัวเอง 1 วัน สามารถกระจายสินค้าได้วันละไม่ต่ำกว่า 300 แพ็ก วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต่ำกว่า 500-1,000 แพ็ก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชิมสะละในสวนฟรี มีแพะมีแกะให้เดินชมกันเพลินๆ มาที่นี่ที่เดียวได้ครบ อิ่มท้อง อิ่มใจ

แห่งที่ 2 มีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดเวียงสระ 2 ร้าน

แห่งที่ 3 ร้านน้องสาว ที่สนามบินสุราษฎร์ธานี

แห่งที่ 4 ตลาดบ้านดอน

แห่งที่ 5 ซุ้มโอท็อปในตลาดนาสาร

แห่งที่ 6 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสุราษฎร์ธานี

แห่งที่ 7 เป็นในรูปแบบของตัวแทนขาย 1 อำเภอ 1 อาทิตย์ เรากำหนดราคาเองทั้งหมด ขายได้เท่าไร เราแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ 15-20 เปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อแม้ขอเก็บเงินสด เพราะถ้าไม่เก็บเงินก่อน เขาจะไม่ดูแลสนใจสินค้า เราขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็คืน จึงเก็บเงินสดกันไว้ก่อน และสะละ “สวนสละอาทิตย์” มีการจดเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว หากใครอยากรับสะละไปขาย ต้องทำตามกฎคือ ต้องขายในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ทุกร้าน ห้ามขายต่ำกว่านี้

แห่งที่ 8 ตลาดการแปรรูป สะละลอยแก้ว สะละแช่อิ่ม เป็นโรงงานของตัวเอง ทำอย่างครบวงจร การตลาดที่ดีคือ การพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด

ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำเกษตรให้มีกำไร
คุณอาทิตย์ บอกว่า คนรุ่นใหม่ถ้าอยากทำเกษตรให้อยู่รอด คุณต้องมองเห็นประโยชน์ใกล้ตัวและนำมาใช้ให้ได้มากที่สุด ทิ้งมากกำไรน้อย ทิ้งน้อยกำไรมาก การตลาดต้องนำการผลิต ปลูกแล้วต้องขายเป็น ถ้าขายไม่ได้อย่าไปปลูกเลย ทำอย่างไรก็ไม่รวย แต่ถ้าปลูกไม่เป็น รับของคนอื่นมาขายยังได้ ดังนั้น ต้องเอาการตลาดนำการผลิต “สวนสละอาทิตย์” เวลาจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา ต้องมีการทดลองตลาดทั้งหมด ทำแจก วันหลังถ้าเขามาถามหา แสดงว่าสิ่งที่เราทำโอเค แต่ถ้าแจกไปแล้ว ไม่มีใครถามหา แสดงว่าเราต้องปรับสูตรใหม่ ยังไม่โดนใจลูกค้า อย่าใช้ตัวเองเป็นตัววัด ลูกค้าต้องการอะไร ทำให้ตรงใจเขา คนทำเกษตรยุคใหม่ต้องใจถึง กล้าได้กล้าเสีย ที่นี่ไม่ได้ทำสะละขายอย่างเดียว ถึงเวลาแจกก็ต้องแจก รู้จักขาดทุนเพื่อกำไร ขาดทุนบ้างอาจในเรื่องของเงิน แต่ในด้านของการประชาสัมพันธ์ มิตรภาพหลายๆ อย่าง เราได้กำไร

สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเรียนรู้การปลูกสะละอย่างมืออาชีพ หรือท่านใดสนใจเข้าเยี่ยมชม “สวนสละอาทิตย์” ติดต่อ โทร. 086-365-1992 เป็นเรื่องน่ายินดีที่เยาวชนไทย สามารถประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ช่วยพัฒนาและต่อยอดให้การทำการเกษตรราบรื่นรวดเร็วและประหยัดเวลารวมถึงแรงงาน ที่ปัจจุบันแรงงานในภาคเกษตรเหลือน้อย จนเรียกได้ว่า หายาก และเข้าขั้นวิกฤต

ในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา มีรางวัลหนึ่งที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ด้านการประกอบอาชีพ ซึ่งตรงกับกระดูกสันหลังของชาติมากที่สุด

เครื่องมือตอนจุกสับปะรด เป็นสิ่งประดิษฐ์โดยเยาวชนของชาติ จากนักศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลแบบคุณลักษณะ “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” ระดับภาคกลาง ประเภทที่ 2 คือ สิ่งประดิษฐ์ด้านการประกอบอาชีพ

อันที่จริง การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์โดยนักศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพแต่ละแห่งทั่วประเทศ มีขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว การจัดการประกวดก็เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดของนักศึกษาหรือเยาวชน ให้ชัดเจนและเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้เป็นเพียงกระดาษหรือโครงงานที่เก็บไว้ในตู้หนังสือ สิ่งประดิษฐ์ ชื่อ เครื่องมือตอนจุกสับปะรด เป็นฝีมือและแนวคิดของนักศึกษา 6 คน ประกอบด้วย นายบัญชา เชิดชม นายชาญวิทย์ โพธิ์ทอง นายวศิน ถิ่นหนองจิก นายคมชาญ อำนวยพร นายกฤษดา ทองศิริ และนายนนทชัย เชิดชู

โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา นำโดยหัวหน้าทีมอาจารย์ที่ปรึกษา คือ นายเทอดศักดิ์ ชมเชย หัวหน้าแผนกช่างเชื่อม และอาจารย์อีก 4 ท่าน ได้แก่ นายนิวัฒ์ วิฑูรย์พันธุ์ นายธีรฉัตร วงศ์แหวน นายพสุรัตน์ พงสา และนายองอาจ รุ่งเรือง

นายเทอดศักดิ์ หัวหน้าทีม อธิบายที่มาว่า การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ของนักศึกษา อยู่ในส่วนของการทำโครงงานเพื่อการศึกษาในวิชาก่อนเปลี่ยนชั้นเรียนหรือจบการศึกษา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างระดับชั้น รวมกลุ่มเพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นมาได้ เพราะผลงานการประดิษฐ์หรือชิ้นงาน จะได้รับการส่งเข้าประกวดในระดับภาคและระดับชาติ

แนวคิดทั้งหมด ต่อยอดมาจาก

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดไม่น้อย เกษตรกรทำไร่สับปะรดจำเป็นต้องตอนจุกสับปะรด เพื่อให้ผลสับปะรดมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนักตามต้องการ โดยการใช้ด้านหนึ่งของช้อนสแตนเลสแคะจุกสับปะรดอายุ 2-3 เดือน ออกทิ้ง การแคะจุกสับปะรดต้องเดินตามร่องหรือแถวปลูกสับปะรดเรียงลำดับไป และต้องใช้แรงงานคนในการตอนจุก

นักศึกษาทั้งหมดนำเสนอแนวคิด สร้างอุปกรณ์การตอนจุกสับปะรดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องมือตอนจุกสับปะรดที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือตอนจุกสับปะรด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้เครื่องมือตอนจุกสับปะรด เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวไร่สับปะรด

โดยมีคิดค้นและทดลองมาประมาณ 1 เดือน ได้อุปกรณ์การตอนจุกสับปะรด แบบแมนนวล คือ ใช้มือหมุนเพื่อควบคุมการตอนจุกสับปะรดเอง จากนั้นพัฒนาและต่อยอดอุปกรณ์ชิ้นเดิมให้มีการทำงานที่สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเพิ่มสว่านแบตเตอรี่ ซึ่งสว่านแบตเตอรี่จะทำหน้าที่หมุนเอง เพื่อตอนจุกสับปะรดทิ้ง ไม่ต้องใช้แรงงานในการหมุน

ผลจากการสร้างเครื่องมือตอนจุกสับปะรดครั้งนี้ พบว่า ผลการทดลองเปรียบเทียบการตอนจุกสับปะรด โดยใช้มือกับใช้เครื่องมือตอนจุกสับปะรด เมื่อนำเครื่องมือไปให้เกษตรกรทดลองตอนจุกสับปะรด เปรียบเทียบ กับ เกษตรกรที่ใช้มือตอนจุกแบบเดิม โดยใช้ช้อนสแตนเลส จำนวน 100 ต้น เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนเวลาจากการทดลอง 5 ครั้ง พบว่า การใช้มือตอนจุกแบบเดิมโดยใช้ช้อนสแตนเลส ใช้เวลาเฉลี่ย 20 นาที ต่อจำนวนสับปะรด 100 ต้น ในขณะที่ใช้เครื่องมือตอนุกสับปะรดใช้เวลาเฉลี่ย 15 นาทีต่อ 100 ต้น

“จริงๆ เรามี 2 แบบ แบบแรกเราพัฒนาให้เกษตรกรใช้มือหมุน เพื่อบิดเอาจุกสับปะรดทิ้ง ต่อมาเรานำสว่านแบตเตอรี่เข้ามาต่อกับแกนหมุน ทำให้สว่านทำหน้าที่หมุนแทนมือคน ประหยัดแรงงานไปได้มาก”

วัสดุที่ใช้ ทำจากสแตนเลสทั้งหมด คือ เพลา ท่อ สปริง และต้องขึ้นรูปใบตัดขึ้นใหม่ 1 ชิ้น นำมาเชื่อมประกอบกัน เป็นชิ้นงาน

คุณภาพของเครื่องมือ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอำนวยความสะดวกในการทำงานให้แก่เกษตรกรลดแรงงาน ประหยัดเวลา และมีผลต่อการตอนจุกที่มีคุณภาพ เครื่องมือตอนจุกสับปะรดโครงสร้างมีความเหมาะสม น้าหนักพอดี รูปแบบกะทัดรัด ง่ายต่อการถอดประกอบ มีความปลอดภัยต่อการใช้งาน เครื่องมือตอนจุกสามารถทำงานได้เร็วกว่าการตอนจุกสับปะรดแบบเดิมที่ใช้ช้อนสแตนเลสเป็นตัวแคะหรือตอนจุก จุดเด่นของเครื่องมือตอนจุกสับปะรด คือ ลดการบาดเจ็บที่มือของเกษตรกรและใช้แรงในการทำงานที่น้อยกว่า

การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับเกษตรกรผู้ทำไร่สับปะรด เลือกใช้ได้ทั้งแบบใช้มือบิดเอง และ ต่อด้วยสว่านแบตเตอรี่ ไม่ต้องใช้แรงในการบิด ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราคาเครื่องละ 390 บาท ไม่รวมสว่านแบตเตอรี่ ขึ้นกับเกษตรกรผู้ใช้สะดวกเลือกใช้แบบใด

ปัจจุบัน มีผู้สนใจสั่งจองเข้ามาจำนวนมาก แต่ด้วยวิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน มีบุคลากรในการผลิตไม่เพียงพอ ทำให้การผลิตล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายเทอดศักดิ์ ชมเชย หัวหน้าทีมอาจารย์ที่ปรึกษา โครงงาน เครื่องมือตอนจุกสับปะรด โทรศัพท์ 081-901-6494 หรือ ติดต่อไปที่ วิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน 101 หมู่ 1 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-697-061 ในวันและเวลาราชการ

กรมวิชาการเกษตร ปลุกกระแสผ้าฝ้ายไทย โชว์ผลงานวิจัยฝ้ายพันธุ์ใหม่ ตากฟ้า 6 ฝ้ายเส้นใยสีน้ำตาลธรรมชาติ พันธุ์แรกของไทย ไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งทอเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product ยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ฝ้าย จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะในภาวะโลกร้อนเช่นปัจจุบัน เพราะสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีและระบายความร้อนออกจากเส้นใยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่การปลูกฝ้ายของประเทศไทยจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีพืชแข่งขันอื่นที่ทำรายได้สูงกว่า และปัญหาด้านมลภาวะจากกระบวนการฟอกย้อม แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งยังคงมีความผูกพันและต้องการที่จะปลูกฝ้าย เพื่อใช้สำหรับผลิตหัตถกรรมสิ่งทอในครัวเรือนทั้งของตนเอง หรือรองรับการผลิตหัตถกรรมสิ่งทอของชุมชนในรูปผลิตภัณฑ์โอท็อป แสดงให้เห็นว่าการปลูกฝ้ายยังคงความสำคัญสำหรับวิถีชีวิตชุมชนของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนาฝ้ายพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “ตากฟ้า 6” โดยมีคุณสมบัติพิเศษ มุ่งเน้นความเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความนิ่มนวล และมีสีน้ำตาลตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อลดต้นทุนแรงงาน ลดขั้นตอน และเวลาในการฟอกย้อมสี อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้สารเคมีในการฟอกย้อม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมานิยมใช้เส้นใยฝ้ายสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 เป็นฝ้ายพันธุ์แรกของไทยที่มีเส้นใยสีน้ำตาลตามธรรมชาติ และมีความละเอียดอ่อนของเส้นใยสูง เมื่อนำไปทอจะได้เนื้อผ้าที่มีความนิ่ม สบาย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 177 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานต่อโรคใบหงิก เจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรคแมลงศัตรู เก็บเกี่ยวง่าย และปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป ซึ่งจากการนำฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ไปให้กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองปลูกทดสอบ พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการปลูกฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 และกลุ่มทอผ้าชอบเส้นใยที่อ่อนนุ่มและมีความแปลกใหม่ของสีธรรมชาติ ทำให้การปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้ง

นอกจากนี้ เส้นใยจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถนำไปแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากความแปลกใหม่ โดยมีผู้ผลิตหัตถกรรมศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองบ้าน และกลุ่มสายใยทองผ้าทอยกดอก จังหวัดลำพูน กลุ่มทอผ้า จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง จังหวัดเลย กลุ่มทอผ้าฝ้าย จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลุ่มทอผ้าไทย จังหวัดนครสวรรค์ ได้นำเส้นใยจากฝ้ายพันธุ์นี้ไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ เป็นการสร้างงานให้แก่ชนบท ซึ่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าเส้นใยประดิษฐ์ถึงเท่าตัว โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ราคาประมาณ 1,000 บาท ต่อชิ้น ผู้ผลิตจะได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ชิ้นละ 500 บาท ทำให้กระแสการปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

“ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) ทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ทั้งในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี มีปริมาณน้ำน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา หลังจากพื้นที่เหนือเขื่อนต้องเผชิญปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยพบว่า บ้านแพริมแม่น้ำรันตีจำนวนมาก บริเวณสะพานรันตี อยู่ในสภาพต้องเกยตื้นอยู่บนบก หลังระดับน้ำลดลง เช่นเดียวกับระดับน้ำในแม่น้ำรันตีบริเวณนี้ที่มีสภาพตื้นเขิน จนเด็กๆ สามารถลงไปยืนกลางน้ำได้ ซึ่ง อ.สังขละบุรี เป็นพื้นที่ที่มีป่าอุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำสำคัญ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ทำหน้าที่คอยเติมน้ำลงในเขื่อนวชิราลงกรณ แต่ปีนี้กลับพบว่าในพื้นที่ต้นน้ำทั้ง 3 สาย มีปริมาณฝนน้อยมาก และเกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วง

นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้สถานการณ์น้ำในเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำที่กักเก็บเพียง 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเทียบกับภาวะปกติของทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมซึ่งถือเป็นช่วงกลางเดือนของฤดูฝนของที่นี่ปริมาณน้ำในเขื่อนจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัญหาเกิดจากปริมาณฝนในพื้นที่เหนือเขื่อน ทั้งในพื้นที่ อ.สังขละบุรี และบางส่วนของ อ.ทองผาภูมิ มีปริมาณน้อยมาก โดยมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนโดยเฉลี่ยเพียง วันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ซึ่งหากเป็นภาวะปกติ ในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำของเขื่อนประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้ขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเพียง 800 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าน้อยมาก