ปลูกเพียงแค่ 3 ไร่ เป็นไผ่กิมซุ่ง การขายไผ่ไม่ได้ขายเป็นหน่อ

แต่เลือกที่จะตัดยอดมาทำเป็นยอดหน่อไม้ดองแทน หากจะไม่ขายหน่อไม้ดองและหน่อไม้สด แต่จะขายยอดหน่อไม้และกิ่งชำของไผ่ โดยจะปล่อยให้ไผ่สูง ประมาณ 7 เมตร จะใช้ไม้ขอชักยอดลงมา จุดที่แตกต่างจากหน่อไม้ธรรมดาก็คือ หน่อจะเล็กกว่าหน่อไม้ปกติ แต่จะมีความกรอบที่มากกว่า

การดองยอดหน่อไม้นั้น จะใช้ยอดมาดองน้ำเกลือ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขายเป็นชุดพร้อมกับแพ็กเกจใส่ตะกร้าเครื่องจักสาน ในราคาขวดละ 15 บาท ข้อดีของการตัดยอดหน่อไม้ขายนั้นคือ เมื่อตัดยอดแล้วจะได้ลำไม้ไผ่และลำไผ่ สามารถแตกกิ่งที่นำกิ่งไปชำและขยายพันธุ์เพื่อขายต่อไปได้อีก ลำสามารถเจาะน้ำไผ่ได้ทุกคืน ไผ่จะให้น้ำตอนกลางคืนและมีโมเลกุลเล็กกว่าน้ำทั่วไป

ซึ่งผลแล็บจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ชี้ว่า ในน้ำไผ่ 1 ขวด จะมีโซเดียม ประมาณ 40% มีแคลเซียมธาตุเหล็ก น้ำไผ่จะอยู่ในตระกูลของน้ำแร่ ถ้าเปิดขวดแล้วควรดื่มภายใน 1-2 ชั่วโมง เพราะคุณค่าทางโภชนาการจะค่อยๆ ระเหยไป การควบคุมตั้งแต่กระบวนการการเก็บ ควบคุมความสะอาดตั้งแต่วิธีการเจาะไผ่ โดยมีคณะเทคนิคการแพทย์มาให้คำแนะนำและสอนกระบวนการเก็บที่ควบคุมเชื้อโรค

เมื่อลำไผ่ที่มีอายุ 1-2 ปีขึ้นไป ยังสามารถนำมาเผาถ่าน ทำสบู่ชาโคล และนำไผ่มาแปรรูปทำเครื่องจักสานได้อีกด้วย เครื่องจักสานเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กๆ เช่น ที่รองแก้ว ตะกร้า ไผ่กิมซุ่งจะออกทั้งปี

ด้านการประมง เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงกบในกระชัง กลุ่มคนเลี้ยงกบนั้นจะมีการลงหุ้นและเปิดบัญชีกลุ่มเพื่อรวบรวมเงินใช้เป็นกองกลางในการลงทุน กบ 1 รอบ จะจับได้ประมาณ 1.2-1.3 ตัน ในกระชังกบจะแบ่งกันอย่างชัดเจน โดยมีชื่อของผู้เลี้ยงติดไว้หน้ากระชัง กบจะเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกันและจำหน่ายพร้อมกันในรูปแบบของการค้ากลุ่ม โดยการซื้อพันธุ์กบมาจากอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เพาะพันธุ์ไว้แล้ว ปล่อยกบล็อตละ 15,000 ตัว เลี้ยงประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน ทุนต่อ 1 รุ่น ประมาณ 80,000-90,000 บาท ขายส่งหน้าบ่อราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท กลุ่มผู้ซื้อจะเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งทำการค้าขายร่วมกันมาได้ 4-5 ปีแล้ว ต่อมาเริ่มมีการเลี้ยงปลาควบคู่ไปด้วย แต่จะเลี้ยงไม่มากนัก เป็นปลาจำพวกปลาดุก ปลาหมอ ไว้ขายให้กับคนในชุมชน จะเลี้ยงในบ่อเล็กๆ บ่อกว้างประมาณ 4 เมตร ยาว 7 เมตร ลึก 1.20 เมตร เพื่อที่จะสะดวกในการจับได้ง่าย โดยราคาขายนั้นจะถูกกว่าท้องตลาดถึง 10 บาท

การทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าว 1 ไร่ ทำระบบเกี่ยวด้วยมือ สีด้วยการตำและมีเครือข่ายสมาชิกที่นำกลับไปทำเองที่บ้านทั้งหมด 14 ราย ต่อมาได้พัฒนาในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการสร้างกลุ่มรถไถนำเที่ยวในชุมชน จุดเด่นคือการนั่งชมบรรยากาศสวนไผ่ พร้อมกับดื่มน้ำไผ่ไปด้วย มีการพัฒนาในเรื่องของการแปรรูปสมุนไพร นำตะไคร้หอมไปแปรรูปเป็นน้ำมันตะไคร้ ยากันยุง และกำลังจะทำน้ำยาล้างจานจากตะไคร้หอม

นอกจากนี้ พื้นที่นี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ มีการอบรมหลักสูตรเรื่องการทำประมง หลักสูตรเกษตรจุลินทรีย์ การทำน้ำหมัก การแปรรูปและการขยายพันธุ์พืชแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย สินค้าเด่นจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากไผ่ เช่น ไผ่แปรรูป เครื่องจักสาน

หากสนใจที่จะท่องเที่ยวและเรียนรู้ สามารถติดต่อผ่านหน่วยงานเกษตรอำเภอกงไกรลาศ หรือผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย โทร. 086-917-7052 เฟซบุ๊ก สุทิน ทองเอ็ม หรือ บ้านจ่าก้อง

สหกรณ์ชาวสวนยางขานรับนโยบายประกันรายได้ พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่รักษาสัญญา ช่วยซับน้ำตาชาวสวน-คนรับจ้างกรีด ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากยางราคาตกกว่า 1.7 ล้านคน และยกระดับเสถียรภาพราคายางในประเทศแบบยั่งยืน

​ภายหลังรัฐบาลมีมติให้ดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและลดผลกระทบให้แก่เกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ นายกิตติธัช ณ วาโย รองผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายดังกล่าวว่า ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ มีสมาชิก 4,000 กว่าคน ส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนยางพาราและธุรกิจหลักของสหกรณ์คือ รวบรวมน้ำยางสดแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน โดยรับซื้อยางประมาณ 500 กว่าตัน/ปี ปัจจุบัน สมาชิกมีความเดือดร้อนจากปัญหายางต่อเนื่อง โครงการประกันรายได้จึงถือเป็นความหวังของเกษตรกร

​นายกิตติธัช กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางในขณะนี้ด้วยว่า ในส่วนของสหกรณ์จะรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 35 – 37 บาท ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ต่ำมาก ส่วนราคาที่รัฐบาลจะประกันให้ ทราบว่าอยู่ที่ราคา 50 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ทำชาวบ้านก็ใจชื้นขึ้น ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการที่หลายฝ่ายอาจมองว่าให้การช่วยเหลือสั้นเกินไป แต่สำหรับตนมองว่าระยะสั้น-ยาว ไม่สำคัญ มาตรการที่ออกมาเป็นสื่อสัญลักษณ์ให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการรักษาสัญญาที่ได้รับปากกับชาวสวนยางไว้ เมื่อความเดือดร้อนของเกษตรกรคลี่คลายลง ก็อยากให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาในระยะยาว เพื่อผลักดันเสถียรภาพราคายางให้มั่นคงแบบยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศจะต้องเดินหน้าควบคู่กันไปด้วย

​“ปัจจุบัน สหกรณ์ไม่ได้หวังพึ่งภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องพึ่งตนเองด้วย โดยหันมาเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา สหกรณ์ฯ ได้เช่าพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก ปัจจุบัน แปรรูปทั้งยางอัดก้อน ยางอัดก้อน ยางรองส้นเท้าลดแรงกระแทก รองเท้านักเรียนหญิง และรองเท้าแตะ ตรา GROWY จากยาง กก. ละ 40 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส้นรองเท้าใช้ สามารถขายได้ 350- 400 บาท/คู่ ในขณะที่ใช้น้ำยางเพียง 2 กรัม เท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าหากทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสริมการใช้ยางในประเทศด้วยการแปรรูปก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับราคายางได้” นายกิตติธัช กล่าว

​ด้าน นางดวงทิพย์ มะณี อายุ 53 ปี เกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางมีความเดือดร้อนมากจากราคายางที่ตกฮวบ แถมยังประสบปัญหาน้ำยางให้ผลผลิตต่ำลง เนื่องจากฝนตกทุกวัน ส่งผลให้เกษตรกรเป็นหนี้สินตามมา เมื่อทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้ชาวสวนทุกคนก็พากันดีใจ และเฝ้ารอดูว่ารัฐบาลทำจริงหรือไม่ ส่วนราคาที่ประกันรายได้ที่ประกาศ ในส่วนของยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กก.นั้น ถือว่ารับได้และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางยิ้มออก ทุกวันนี้ขายน้ำยางให้กับสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ ในราคา 38 บาท/กก. วันหนึ่งได้ประมาณ 20 กว่า กก. คิดเป็นรายได้วันละ 700-800 บาทเท่านั้น ถือว่าไม่คุ้ม เพราะต้องแบ่งรายได้กับคนรับจ้างกรีดอีก 50% ของรายได้และขอบคุณรัฐบาลที่รักษาสัญญาในการช่วยเหลือชาวสวนยางในครั้งนี้

​ด้าน นายนิด จันทร์พุ่ม ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กล่าวว่า แม้โครงการประกันรายได้ครั้งนี้จะเป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่ก็ถือว่าช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจชาวสวนยางให้มีกำลังใจขึ้น ปัจจุบัน สหกรณ์มีสมาชิก 5,700 ราย รับซื้อสมาชิกอยู่ที่ 37 บาท/กก.ทำให้มีส่วนต่างจากราคาประกันอยู่ 23 บาท ซึ่งถือเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ส่วนยางก้อนถ้วยนั้นในพื้นที่จังหวัดตรังไม่ค่อยผลิตอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาราคาในยางประเภทนี้ เนื่องจากสหกรณ์จะรับซื้อเฉพาะน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นดิบรมควันเท่านั้น

​“สำหรับราคาประกันยางแผ่นดิบที่ราคา 60 บาท/กก. ถือว่าเป็นราคาในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะสิ่งที่ชาวสวนยางต้องการในขณะนี้ ขอแค่ให้ราคายางในราคาประกันอย่าต่ำกว่า 60 บาท มิฉะนั้น เกษตรกรจะอยู่ลำบาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการดูแลเกษตรกรในระยะสั้นๆ แล้ว อยากให้รัฐบาลวางมาตรการในการรักษาเสถียรภาพราคายางในระยะยาวควบคู่กันด้วย เช่น ส่งเสริมให้มีการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง การส่งเสริมการนำน้ำยางไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น และพร้อมให้กำลังใจรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ปัญหาราคายางในครั้งนี้” นายนิด กล่าว

​ด้าน นายสักการะ เที่ยงพึงธรรม ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด ตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หากนโยบายดังกล่าวให้การช่วยเหลือทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนและคนกรีด โดยหลักการถือเป็นมาตรการที่ดี แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้นก็ตาม ซึ่งระยะยาวเชื่อมั่นว่ารัฐบาลคงมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา

​สหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด ปัจจุบัน สหกรณ์รับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกอยู่ที่ 37 บาท/กก. ในขณะที่รัฐบาลประกันราคาให้ 57 บาท จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากโครงการ 20 บาท/กก. ส่วนราคายางแผ่นดิบ รับซื้ออยู่ที่ 39 บาท/กก. เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่ม 21 บาท/กก.

สำหรับ โครงการประกันรายได้ เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 กำหนดราคายางที่ประกันรายได้ ประกอบด้วย ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57.00 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) 50.00 บาท/กิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้เป็นยางแห้ง 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน โดย ครม. ได้อนุมัติจ่ายค่าชดเชยส่วนต่างจากการขายยางเมื่อเทียบกับราคาในโครงการประกันรายได้เป็น 3 กรณี ดังนี้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ จะใช้งบประมาณ 26,627,343,816.59 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ จะใช้งบประมาณ 24,928,133,299.41 บาท และรายละไม่เกิน 15 ไร่ จะใช้งบประมาณ 22,280,417,136.65 บาท

สหกรณ์จังหวัดลำปาง ชู “ตลาดนำการผลิต” ดันแบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ” ชาวไทยภูเขาสู่มาตรฐาน GAP เร่งปรับโฉมแพ็กเกจ-ยกระดับแปรรูปเป็นกาแฟดริปเอาใจคอกาแฟ เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรดันยอดขายพุ่ง 2 พันบาท/กก. พร้อมรุกขยายตลาดทางออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ

​​นายบรรจง ชัยขุนพล สหกรณ์จังหวัดลำปาง กล่าวว่า จากกระแสการบริโภคกาแฟ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มความนิยมมากขึ้น จึงเป็นโอกาสดีที่สหกรณ์จังหวัดลำปางเดินหน้าต่อยอดทางการตลาดและพัฒนาคุณภาพกาแฟอาราบิก้าตกเขียว หรือ แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ คอฟฟี่” ของสหกรณ์การเกษตรบ้านปางม่วง จำกัด บ้านปางม่วง ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกกาแฟให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืช : กาแฟปลอดภัย GAP แล้ว จำนวน 46 แปลง ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนประมาณปีละ 5-6 แสนบาท/ปี เพื่อให้ใช้ในการรวบรวมผลผลิตและเชื่อมโยง ตลาด พัฒนาและยกระดับการแปรรูปกาแฟจากเดิมผลิตในรูปแบบกะลา จำหน่ายได้ในราคา 8-10 บาท จากนั้นยกระดับเป็นกาแฟคั่ว ขายได้ในราคา 15-26 บาท

​​“อนาคตข้างหน้า สหกรณ์จังหวัดลำปางมีแผนในการทำตลาดกาแฟดริป (Drip) ปางม่วง โค-อ๊อฟ คอฟฟี่ ขายผ่านตลาดออนไลน์ รวมทั้งมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศอีกด้วย โดยปัจจุบันเราได้ปรับปรุงแพ็กเกจให้ดูทันสมัยสามารถยกระดับราคา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมาชิกได้ถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท ส่งผลพี่น้องชาวไทยภูเขาบนที่สูงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนับเป็นความสำเร็จในการนำกลไกของสหกรณ์เข้าไปแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง และเชื่อมโยงตลาดกาแฟให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น” นายบรรจง กล่าว

​​นายบรรจง กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน สหกรณ์ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเข้าไปส่งเสริมและให้การช่วยเหลือ อาทิ โครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ซึ่งจากการบูรณาการความร่วมมือส่งผลให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการระดับดี จากผลงานอาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ คอฟฟี่” จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งรางวัลดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำวิธีการสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยภูเขาบนที่สูงอย่างถูกต้องและตามหลักวิชาการ ทำให้เกิดการพัฒนาและส่งผลให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข และมีความยั่งยืน แก้หนี้สินที่ติดค้างพ่อค้าคนกลางได้สำเร็จ

​​สำหรับสหกรณ์สหกรณ์การเกษตรบ้านปางม่วง จำกัด ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย มีทุนดำเนินงาน 1.6 ล้านบาท มีปริมาณธุรกิจรวม 2.5 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 6 ด้าน คือ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตกาแฟสมาชิก ธุรกิจแปรรูปผลผลิตกาแฟ ธุรกิจบริการสีกาแฟและธุรกิจรับฝากเงิน โดยหมู่บ้านปางม่วง ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ หรือ “ลาหู่” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกษตรกรรม และจะปลูกกาแฟเป็นหลัก ซึ่งสายพันธุ์ที่ปลูกคือ อาราบิก้า จำนวนพื้นที่ประมาณ 560 ไร่ จำนวน 50 แปลง ให้ผลผลิต 335 ตัน/ปี

ส่วนวิธีการปลูกก็จะปลูกแทรกเข้าไปในพื้นที่ป่า ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเอง ทำให้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เมื่อนำมาผ่านกระบวนการคั่วแล้วบด นำไปชงดื่ม ก็จะมีรสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จนตอนนี้ได้รับการรับรองจากหน่วยงานเกษตรว่าเป็นเมล็ดกาแฟที่ดี มีคุณภาพ กาแฟปางม่วงจะมีกลิ่นหอมผลไม้ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สหกรณ์การเกษตรบนปางม่วง จำกัด จึงได้รวบรวมกาแฟคุณภาพจากสมาชิกสหกรณ์นำมาแปรรูปเป็นกาแฟชนิดต่างๆ จำหน่าย เป็นการคั่วอ่อน คั่วปานกลาง และคั่วเข้ม ชนิดคั่วเม็ด บดเป็นผง และบรรจุถุงพร้องชง ในรูปแบบกาแฟดริป ในนาม “ปางม่วง โค-อ๊อฟ คอฟฟี่” เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสชิมกาแฟแท้จากบนปางม่วง “วิถีชุมชนคนอยู่กับป่า”

​สำหรับใครที่สนใจอยากลิ้มรสกาแฟ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ คอฟฟี่” ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร สามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรบ้านปางม่วง จำกัด หมู่ที่ 13 ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โทร. 06-1356-3157, 06-4694-6174

ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน

ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าว ทั้งฤดูนาปีและนาปรังคร่าวๆ กว่า 66 ล้านไร่

ในการทำนา 1 ไร่ จะให้ฟางข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วย ปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณ 5 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ประมาณ 1 กิโลกรัม และโพแทสเซียม ประมาณ 11 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีจุลธาตุที่เป็นประโยชน์จากการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกไม่น้อย และจากการประมาณการในแต่ละปีประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังข้าว ไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัน

ถ้าหากชาวนาในบ้านเราไม่เผาหรือทำลายฟางข้าว แต่ให้ไถกลบฟางและตอซัง หรือไถพรวนตีหมักลงดิน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหากดูจากตัวเลข ฟางและตอซังข้าวจำนวน 50 ล้านตัน จะเป็นธาตุไนโตรเจนประมาณ 330,000 ตัน ธาตุฟอสฟอรัสประมาณ 47,000 ตัน ธาตุโพแทส เซียมประมาณ 720,000 ตัน กำมะถัน ประมาณ 2,400 ตัน และธาตุอาหารอื่น ๆ ถ้าคิดเป็นตัวเลขประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือประมาณ 105 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดค่าปุ๋ยลงได้ทันที

แต่สิ่งสำคัญถ้าหากชาวนาไม่เผาฟาง ตอซัง จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ไปเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และจะช่วยลดอุบัติเหตุจากควันไฟ นอกจากนี้ฟางข้าวที่ไถกลบหรือไถพรวน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุดด้วย

โดยมีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ช่วยย่อยสลายฟางให้เร็วขึ้น โดยให้ปฏิบัติดังนี้

ช่วงก่อนที่จะเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ให้ทำน้ำหมัก พด. 2 ทำง่าย ๆ โดยการใช้กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมกับรำหยาบ 15 กิโลกรัม ใส่ถังหมักพลาสติกความจุ 100 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดลงในถังหมักพลาสติก ให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์ พด. 2 (ขอได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง) ซึ่งบรรจุอยู่ในซอง 1-2 ซอง ลงในถังหมัก ใช้ไม้คนให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาถังหมัก หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์น้ำหมัก จะใช้การได้โดยสังเกตจากการเปิดฝาถังหมักจะพบว่ามีเส้นใยเชื้อราจำนวนมาก

ซึ่งก็พอดีเกี่ยวข้าวเสร็จ หากชาวนารีบเตรียมแปลงก็ให้เอาน้ำหมักที่ใช้การได้แล้วนี้ เทใส่ในนาพร้อมกับการเอาน้ำเข้านาที่เกี่ยวแล้ว ในอัตราการใช้น้ำหมัก 10 ลิตร ต่อไร่ น้ำที่ไหลเข้านาจะกระจายน้ำหมักที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายฟางข้าวได้ดีไปทั่วแปลงนา ให้แช่น้ำหมักฟางและตอซังข้าวในระดับท่วมตอซังข้าว โดยแช่หมักนานประมาณ 10-14 วัน ฟางและตอซังข้าวจะเปื่อย สามารถไถพรวนดินตีหมักฟางข้าวได้อย่างสบาย ๆ ด้วย

วิธีการอย่างนี้ชาวนาจะสามารถทำนาได้มากรอบขึ้น และจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ส่วนหนึ่ง และยังส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดข้าววัชพืช ข้าวเรื้อ ข้าวค้างฤดู หรือเมล็ดวัชพืชได้อีกทางหนึ่งด้วย

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศสภาวะอากาศแปรปรวน ระหว่าง วันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ทำให้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย นอกจากจะมีฝนตกเกือบทั้ง 18 อำเภอแล้ว ยังพบว่า ตามยอดดอยต่างๆ เช่น ดอยผาตั้ง ตำบลปอ อำภเอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เริ่มมีหมอกปกคลุมในยามเช้าอย่างหนาแน่น โดยช่วงเช้าอุณหภูมิอยู่ที่ 21-25 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ ดอยผาตั้ง เป็นยอดดอยอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง เป็นจุดแบ่งอาณาเขตระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้า และชมพระอาทิตย์ตกในเวลาเย็น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร

นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยในงานแถลงข่าว “การเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2562” ว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่ วันที่ 17 ต.ค. และคาดว่าจะสิ้นสุดราวกลางเดือน ก.พ. 2563 ปีนี้อากาศจะหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิต่ำสุด เฉลี่ย 20-21 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 21.9 องศาเซลเซียส รวมทั้งจะมีระยะเวลายาวนานกว่าอีกด้วย

โดยอากาศจะหนาวเย็นในช่วงเช้าและฝนจะค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะตามเทือกเขา ยอดสูง และยอดภูจะมีอากาศหนาวจัดกับจะมีน้ำค้างแข็งขึ้นได้ในบางช่วง ส่วนพื้นที่ราบจะมีอากาศหนาวจัดบางพื้นที่ช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุด 7-8 องศาเซลเซียส ในปีนี้คือ จ.เชียงราย น่าน นครพนม และสกลนคร

ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 15-17 องศาเซลเซียส กระนั้นอุณหภูมิต่ำสุดทั่วไทยจะไม่ทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2494-2561 หรือในรอบ 68 ปี โดยสถิติต่ำสุดที่ประเทศไทยเคยวัดได้ที่ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2517 คือ -1.4 องศาเซลเซียส

ดร.ภูเวียง กล่าวว่า สำหรับ จ.เชียงราย มีอุณหภูมิหนาวเย็นตลอดฤดูหนาวดังกล่าว บางวันจะมีอากาศหนาวจัดและมีหมอกหนาในบางช่วง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 7-8 องศาเซลเซียส ส่วนมากจะเป็นช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค.-ม.ค.ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเยือนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่หนาวเย็นอย่างแน่นอน ส่วนประชาชนทั่วไปควรเตรียมพร้อมและปรับตัวรองรับอากาศ เนื่องจากความแห้งอาจทำให้เกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ จึงควรร่วมกันระมัดระวังด้วยเช่นกัน