ปส.ได้เฝ้าระวังในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับกรมควบคุม

และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามตรวจวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีของCs-137 ในน้ำทะเล จำนวน 314 ตัวอย่าง และอาหารทะเลของประเทศ จำนวน 277 ตัวอย่าง จาก 6 ชนิด ได้แก่ ปลาทรายแดง ปลาปากคม หมึกกล้วย หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยนางรม จากทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตั้งแต่ภายหลังอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกูชิมา ปี 2554 จนกระทั่งปัจจุบัน พบว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-137 ในสิ่งแวดล้อมทางทะเลของประเทศไทยอยู่ในระดับปกติ ไม่แตกต่างจากปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-137 ที่ทำการตรวจวัดก่อนอุบัติเหตุดังกล่าว รวมถึงมีปริมาณอยู่ในระดับเดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” นายยุทธนา กล่าว

เชียงใหม่ – นายดี จันทคลักษณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตอาหารสัตว์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารวิสาหกิจชุมชนฯ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ชี้แจงผลการดำเนินงาน ผลประกอบการ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตอาหารสัตว์ในรอบปีที่ผ่านมา กล่าวว่า ตลอด 12 ปี มีปัญหาอุปสรรคจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหากับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เข้ามาในพื้นที่ยกชุมชนเป็นที่ตั้ง ให้ความสำคัญกับชุมชนเป้าหมายสำคัญคือการสร้างรายได้ให้เกิดแก่ชุมชน ครั้นเปิด เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีจริงๆ กลายเป็นกลุ่มอื่นที่เข้ามาบริหาร กลุ่มใหม่ได้รับรู้การร่วมดำเนินจัดตั้งระหว่างเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีกับชุมชนเป็นมาอย่างไร กลายเป็นปัญหาไม่ยอมรับวิสาหกิจชุมชนในการผลิตและนำส่งอาหารสัตว์ให้แก่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จากแรกๆ ที่เคยส่งอาหารสัตว์ได้ทั้งหมด ต่อมาถูกตัดทอนลงไปเรื่อยๆ กระทั่งวันนี้เหลือไม่ถึงครึ่งของปริมาณอาหารสัตว์ที่ส่งให้ทั้งหมด

ประการสำคัญที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีตั้งข้อสังเกตกับชุมชนคือ การไม่เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ด้วยตัวเองได้ โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารเม็ด เป็นเรื่องจริงใครก็ไม่อาจผลิตเองได้ เอกชนรายเดียวที่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างผลิตเองไม่ได้เช่นกัน กลับได้โอกาสมากกว่าชุมชนได้จัดส่ง รายได้แทนที่จะกระจายให้สมาชิกกว่า 440 คน กลับไปตกในมือคนเพียงคนเดียว แต่ที่วิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพเหนือกว่า คือ หญ้า กล้วย พืชผักบางชนิด มาจากสมาชิกกลุ่มและเครือข่ายของวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ปลูกเอง แล้วนำส่งให้วิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการส่งให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

ผลประกอบการในปี 2560 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตอาหารสัตว์ มีกำไรสุทธิเหลือเพียง 597,686 บาท จากรายได้รวมที่ 11 กว่าล้านบาท ปีก่อนหน้านี้รายได้อยู่ที่ 18 ล้านกว่าบาท ยอดกำไรสุทธิราว 8 แสนกว่าบาท

เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ยันเข้าร่วมขับไล่ผู้ว่าการยางฯ-ประธานบอร์ด

วันที่ 8 มีนาคม 2561 นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 14 มีนาคม ตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ยืนยันเข้าร่วมกับแกนนำชาวสวนยางทุกกลุ่ม และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สร.กยท.) จะนัดประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมขับไล่ พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และนายธีธัช สุขสะอาด. ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย

หลังบริหารงานผิดพลาดล้มเหลวใน 2 ประเด็น คือ นำมติบอร์ดกยท.เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เป็นเอกฉันท์ ดึงดันจะให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นผู้จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (Cess) โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของพนักงานการยางแห่งประเทศไทย รวมทั้งเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ และเสียงคัดค้านของกลุ่มชาวสวนยางทุกกลุ่ม

เป็นความตั้งใจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับนายทุน ทำลายองค์กรการยางแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าที่ผ่านมา การจัดเก็บเงินเซสได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินรั่วไหลไปจำนวนมาก จึงจะว่าจ้างเอกชนเข้ามาจัดเก็บแทนในระยะ 5 ปี ซึ่งจะกลายเป็นว่าเงินเซสจะไปอยู่ในกระเป๋าของนายทุนถึง 5 % ของจำนวนเงินที่จัดเก็บได้ ปีละไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท หรือเอกชนดูดเงินของชาวสวนไปได้ถึง 2,000 ล้านบาท และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ในโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 180,000 ตัน

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า แผนงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ปี 2561 จะขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี โดยจะใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและเครือข่ายของธนาคารในประเทศต่างๆ เพื่อต่อยอดการให้บริการและขยายฐานลูกค้า โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี 8% คาดว่าเป็นสินเชื่อใหม่ ราว 70,000-80,000 ล้านบาท และคาดว่าสินเชื่อคงค้างปีนี้อยู่ที่ 185,000 ล้านบาท จากปี 2560 ที่อยู่ที่ 171,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้ในปีนี้ คือกลุ่มยานยนต์ และกลุ่มส่งออกกับกลุ่มค้าปลีกต้องดูเป็นรายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่นำดิจิทัลมาใช้ในการปรับตัวธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า

“ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ปล่อยสินเชื่อเป็นไปตามเป้าหมาย จากปัจจัยบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตั้งเป้าบริหารจัดการให้อยู่ในระดับเดิมที่ 4.2% หลังจากพบว่ามีสัญญาณดีคือค่อนข้างทรงตัวจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นไปตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ” นายสยาม กล่าว

นายสัตวแพทย์กิติกรณ์ เจนไพบูลย์ ปศุสัคว์ จ.สงขลาเปิดเผยว่าปัญหาโรคสุนัขบ้าที่กำลังแพร่ระบาดใน 5 อำเภอของ จ.สงขลา อ.รัตภูมิ มากที่สุด รองมา อ.หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง รัตภูมิ สะเดา และ อ.กระแสสินธ์ มาจากสุนัขจรจัด ที่มีอยู่ประมาณ 30,000 ตัว ซึ่งจะอาศัยอยู่ในที่มีอาหารเช่น วัด กองขยะและในหมู่บ้าน ยังฉีดวัคซีนในกลุ่มสุนัขจรจัดได้น้อยมาก ปศุสัตว์ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.สงขลา ให้ได้ 72,000 ตัวในปี 61

นายสัตวแพทย์กิติกรณ์เปิดเผยว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขโรคพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ต้องจัดหาสถานกักและเลี้ยงสุนัข-แมวจรจัด และให้ออกกฎข้อบังคับท้องถิ่นเรื่องสุนัขและแมวให้ชัดเจน เพราะสุนัขและแมวจรจัดมาจากสุนัขและแมวที่เลี้ยงมาก่อน เมื่อหมดความรักจะปล่อยทิ้งให้เป็นภารสังคมต่อไป

นายสัตวแพทย์กิติกรณ์เปิดเผยว่าเพื่อความชัดเจนในการป้องกันและแก้โรคพิษสุนัขบ้า จ.สงขลา วันที่ 12 มี.ค.ประชุมคณะกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าระดับจังหวัด หาเจ้าภาพรับผิดชอบ

ด้าน นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกอบจ.สงขลา กรรมการ อบจ.แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าสมาคมอบจ.แห่งประเทศไทย ได้พูดคุยในที่ประชุมเกี่ยวกับงบสนับสนุนวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ประสบปัญหาเดียวกันคือ กลัวว่า สตง.จะท้วงติงแล้วเรียกเงินสนับสนุนซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าคืน ว่าไม่ใช่หน้าที่ อปท. อปท.จะซวย ตนกำลังให้เจ้าหน้าที่หารือไปยัง สตง. เพราะโรคพิษสุนัขบ้ากำลังกลายเป็นปัญหาสังคม อปท.ขนาดเล็กไม่มีงบประมาณดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีพบการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในหลายจังหวัดของประเทศไทยนั้น ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี โดยนายไพศาล ศรีธเนศสกุล นายก อบต.บึงกาสาม ได้นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเดินทางลงพื้นที่ฉีดยาวัคซีนให้กับหมา-แมวจรจัดตลอดจนสัตว์เลี้ยงของประชาชนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และยังเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ทั้ง 9 หมู่บ้าน แม้ว่าในพื้นที่ตำบลบึงกาสามยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าก็ตาม

นายไพศาล ศรีธเนศสกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บึงกาสาม เปิดเผยว่า แม้ว่าพื้นที่ตำบลบึงกาสามยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ที่ผ่านมา อบต.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดโครงการเชิงลึกลงตรวจฉีดวัคซีนให้กับสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ พบว่ามีจำนวนถึง 3,000 ตัว ยังไม่รวมสุนัข-แมวจรจัดที่เกิดใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เจ้าหน้าที่ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์

รวมถึงการคุมกำเนิดสุนัขและแมวจรจัดให้ลดน้อยลง ซึ่งทาง อบต.จะควบคุมพื้นที่ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปีนี้ สำหรับสุนัข-แมวในเขตตำบลบึงกาสามนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความร่วมมือกับ อบต.เป็นอย่างดี โดยทาง อบต.จะจัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าตามหมู่บ้านตามชุมชนต่างๆ เพื่อทำการฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน พร้อมทั้งควบคุมการขยายพันธุ์ของสุนัขและแมวจรจัดในพื้นที่ให้ลดน้อยลงได้อีกต่อไป

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “ด้วยศาสตร์พระราชา นำพาฝนหลวง ๔.๐” เพื่อแสดงความพร้อมของหน่วยงานปฏิบัติการฝนหลวงทุกหน่วย ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับแผนงานและกิจกรรม ในการปฏิบัติการฝนหลวง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการ ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมเปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2561 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องมาจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน ประกอบกับสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ อาทิ สถานการณ์หมอกควันและไฟป่า ปัญหาภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ ทำการเกษตร เป็นต้น

รวมถึงสถานการณ์ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ ยังมีเขื่อนหลักบางแห่งที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ และมีการขอรับบริการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินโครงการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลที่กำชับให้ทุกหน่วยงานมุ่งดำเนินงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชน

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำ ของประเทศ

โดยมีแผนปฏิบัติการประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี ภายใต้ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติเชิงพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ การเพิ่มขีดความสามารถ การบริหารจัดการด้านการบิน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

ซึ่งสำหรับในปี 2561 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 7 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่
ภาคเหนือ จำนวน 2 หน่วยฯ
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1 หน่วยฯ
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
ภาคกลาง จำนวน 2 หน่วยฯ
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
ภาคตะวันออก จำนวน 1 หน่วยฯ
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
ภาคใต้ จำนวน 1 หน่วยฯ
– หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ยังมีความร่วมมือจากหน่วยงานร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนน้ำแข็งแห้งในการปฏิบัติการ ฝนหลวง กรมชลประทานและกรมป่าไม้ เรื่องบริหารจัดการน้ำและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การวิจัยพัฒนา จรวดดัดแปรสภาพอากาศ กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดำเนินโครงการอากาศยานไร้คนขับ UAV กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การดำเนินงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงเกี่ยวกับการดัดแปรสภาพอากาศโดยพลุสารดูดความชื้นและพลุสารซิลเวอร์ไอโอไดร์ กับกองทัพอากาศ และการวิจัยสารฝนหลวงทางเลือก กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง และบรรเทาปัญหาภัยพิบัติต่างๆ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมเคียงข้างประชาชนเพื่อต่อสู้กับปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ปัญหาหมอกควัน และไฟป่า รวมถึงการยับยั้งพายุลูกเห็บ โดยจะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ และ จะพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้ให้ นำมาช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ป่าไม้ และประชาชนคนไทยให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการทำหน้าที่สอนแนะและกระตุ้นการเรียนรู้และติดตามผลการจัดทำบัญชี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำ “บัญชี” ไปใช้เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออม และเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาค ประจำปี 2561 วัย 29 ปี จากตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครูบัญชีรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติงานเป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยส่งเสริมการทำบัญชีให้เกษตรกรและชาวบ้านในชุมชนมาเป็นเวลากว่า 11 ปี เพื่อให้เกษตรกรและคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการทำบัญชี ซึ่งประสบการณ์การสอนและติดตามการทำบัญชี ทำให้ทราบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการทำการเกษตร ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือ ปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยคำนึงถึงหนี้เป็นหลักและใช้ต้นทุนในการขับเคลื่อนทำให้เกิดกำไรจากการประกอบอาชีพ และสามารถชำระหนี้ได้

ผลงานสำคัญคือการเป็นผู้พัฒนาโมเดลบ้านร้องส้มป่อย 4.0 ซึ่งเกิดจากการเข้าไปขับเคลื่อนให้เกษตรกรในชุมชนบ้านร้องส้มป่อย ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีสมาชิก 53 ครัวเรือน ได้เห็นความสำคัญในการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ตนเอง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากหมู่บ้านที่เกษตรกรมีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ กลายเป็นชุมชนที่มีระบบจัดการที่ดีและเข้มแข็ง จนพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบคนรักการทำบัญชี

“ชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เดิมทีเป็นชุมชนขนาดเล็กมีเฉพาะที่อยู่อาศัย และมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ส่วนมากเป็นหนี้นอกระบบ จึงได้นำระบบบัญชีมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนในการปลดหนี้ ให้ชาวบ้านใช้บัญชีในการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชุมชน ในครัวเรือน และหาวิธีลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ได้ โดยใช้แนวคิดของชุมชนเป็นหลัก และส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม ทำให้มีเงินหมุนเวียนในครัวเรือน มีเงินออม จนตอนนี้หนี้นอกระบบหายไป ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและยังเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านใกล้เคียงมาดูงานและนำไปปฏิบัติตามแบบอย่าง” ครูศุภธนิศร์ กล่าวถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนการทำบัญชีในชุมชนต้นแบบ

หลังจากพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนบ้านร้องส้มป่อยให้สามารถจัดทำบัญชีได้ทุกครัวเรือนจนสามารถปลดหนี้นอกระบบได้สำเร็จแล้ว ครูศุภธนิศร์ ยังเตรียมขยายผลเครือข่ายคนทำบัญชีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยใช้แบบอย่างจากชุมชนบ้านร้องส้มป่อย เป็นโมเดลในการพัฒนาในชุมชนอื่นๆ ต่อไป

“คิดที่จะขยายเครือข่ายคนทำบัญชีให้มากขึ้น อาศัยหลักเดิมของชุมชนบ้านร้องส้มป่อยมาเป็นโมเดลต้นแบบ โดยจะขยายไปที่ชุมชนดอยหล่อ ชุมชนบ้านวังพานทอง ชุมชนบ้านไร่สว่างอารมณ์ และชุมชนในบริเวณใกล้ๆ ซึ่งสามารถนำโมเดลของบ้านร้องส้มป่อย มาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตของตนเองและปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมไปถึงการชำระหนี้ด้วย โดยตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว เริ่มจากการเผยแพร่องค์ความรู้ในศูนย์ศพก.ก่อน และจะกระจายสู่ชุมชนใกล้ๆ ต่อไป”

กลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของการขยายเครือข่ายการทำบัญชี โดยครูศุภธนิศร์ ได้นำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง มาส่งเสริมความรู้ให้แก่เด็กนักเรียน ทำให้มีเครือข่ายครูบัญชีรุ่นเยาว์เพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแนวการสอนการทำบัญชีให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ โดยนำแอพพลิเคชั่น Smart Me ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปสอนแนะให้นักเรียนโครงการยุวเกษตรกร โรงเรียนสันติสุข อำเภอดอยหล่อ ได้เรียนรู้การบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone ควบคู่กับการนำไปปฏิบัติงานจริงในโครงการ และขยายผลนำไปสอนผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชนด้วย

ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เป็นโครงการล่าสุดที่ครูศุภธนิศร์ริเริ่มให้มีขึ้นภายในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยบูรณาการร่วมกับชมรมครูบัญชีจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมครูบัญชีระดับภาคของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 7 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและเป็นฐานเรียนรู้ด้านบัญชีครบวงจรให้กับเกษตรกรและคนในชุมชน

โดยให้บริการสอนแนะบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เชื่อมโยงกับโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่งเสริมการใช้นวัตกรรม Smart Me แก่เกษตรกร เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกร มีการนำบัญชีไปใช้ คิดวิเคราะห์วางแผนในการประกอบอาชีพ สามารถลดหนี้ แก้จน ลดต้นทุน พร้อมวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านบัญชีฯ แห่งแรก ในศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ จ.เชียงใหม่ และขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงใน จ.ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ด้านบัญชีในชุมชนต่อไป

“ศพก.บ้านไร่สว่างอารมณ์ เป็น ศพก.ใหม่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2561 ซึ่งเราได้ระดมแนวคิดให้มีกิจกรรมใหม่ขึ้นมา คือ ศูนย์การเรียนรู้บัญชีเกษตรครบวงจร เพื่อตั้งเป็นต้นแบบในการเรียนการสอนบัญชีแบบครบวงจรมีการเรียนการสอนทั้งการบันทึกบัญชีลงในสมุดและในแอพพลิเคชั่นด้วย ซึ่งเกษตรกรและประชาชนที่เข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ฯ สามารถนำข้อมูลที่บันทึกบัญชีไปวิเคราะห์ถึงต้นทุน และภาระหนี้สินได้ โดยจะทำนำร่องใน 3 จังหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน”

ปัจจุบันศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีทั้งบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงอีกทั้งสอนแนะการใช้แอพพลิเคชั่น Smart Me แก่เกษตรกรและประชาชนผู้ที่สนใจเพื่อขยายเครือข่ายการทำบัญชีให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีหนี้สินโดยใช้บัญชีเป็นเครื่องมือนำทางตามคำปรัชญาของตนเองที่ว่า “ผมจะใช้บัญชี เป็นเครื่องมือปลดหนี้ให้เกษตรกร”

“ในการทำบัญชี ถ้าเรารู้ เข้าใจ มันบันทึกไม่ยาก นอกจากเราจะได้ประโยชน์ในการบันทึก ในการทราบรายรับ-รายจ่ายของเราแล้ว ยังได้ประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์ จำแนกในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากบัญชีที่เราบันทึกมา และปรับใช้ ปรับลดให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และนำไปใช้เท่าที่จำเป็น เกิดเป็นเงินออมให้เก็บใช้ในอนาคต” ศุภธนิศร์ กล่าวทิ้งท้าย.

ผลการศึกษาเผยแพร่ในวัน “สตรีสากล” ควบคู่กับ “วันไตโลก” เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมาพบว่า ตามข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้หญิงนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะบริจาคไตให้กับคู่รักมากกว่าผู้ชาย

ผลการศึกษาของสมาคมวักกะวิทยา (ไอเอสเอ็น) และสถาบันสหพันธ์ไตสากล (ซีเคดี) ระบุว่า จากการประเมินข้อมูลของภูมิภาคยุโรปพบว่ามีผู้หญิงถึง 36 เปอร์เซ็นต์ที่บริจาคไตให้กับคู่แต่งงานในกรณีที่สามารถบริจาคให้กันได้ เปรียบเทียบกับผู้ชายที่มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ที่บริจาคให้กับคู่แต่งงานของตน ผลการศึกษาดังกล่าวยังเน้นย้ำผลที่พบว่าผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะทนต่อสภาวะของโรคไตเรื้อรัง (ซีเคดี)ได้ยาวนานกว่าผู้ชายที่ป่วยในระดับเดียวกันซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนไต

ศาสตราจารย์อาดีรา ลีวิน จากคณะแพทย์มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ระบุว่า แม้จะเป็นการยากที่จะสรุปถึงเหตุผลที่อธิบายตัวเลขดังกล่าวได้ แต่หลักฐานก็แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงนั้นมีแรงจูงใจจากเหตุผลอย่างความเอื้อเฟื้อ เห็นอกเห็นใจ และความต้องการที่จะช่วยครอบครัวให้รอดพ้นจากปัญหาต่อไป

ผลการศึกษายังพบด้วยว่าผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตจำนวน 2 ใน 3 นั้นเป็นผู้ชายอย่างไรก็ตามเพศของผู้บริจาคนั้นมักจะไม่มีการเปิดเผย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าผู้ที่ปวยเป็นโรคไตระดับซีเคดีที่เป็นผู้หญิงทั่วโลกนั้นมี 14 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับผู้ชายที่มี 12 เปอร์เซ็นต

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม กรมการค้าภายใน โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทราและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดโครงการ ส่งเสริมตลาดกลาง-ตลาดชุมชนประชารัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค (Local Economy Market)

ซึ่งเป็นโครงการที่จะส่งเสริมตลาดประชารัฐต้องชมเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนา ศักยภาพการประกอบธุรกิจของตลาดเป้าหมาย ทั้งในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และด้านบุคลากร โดยจัดทำแผนกลยุทธ์และแนวทางปรับปรุงตลาดเป้าหมาย ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และกลุ่มนักท่องเที่ยว

โครงการนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการพัฒนาปรับปรุงตลาดและบริเวณโดยรอบตลาด ให้มีมาตรฐาน ภาพลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่ดี ให้สามารถรองรับการท่องเที่ยวในอนาคตได้ รวมถึงส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการตลาดเป้าหมาย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในด้านการบริหารจัดการ การตลาด การผลิต การจำหน่าย และการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลายของตลาดแต่ละแห่ง ให้มีจุดเด่น และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่ผู้บริโภคต้องการ โดยกระบวนการฝึกอบรมผู้ประกอบการในตลาดด้วยหลักสูตรที่มีความเหมาะสมตามศักยภาพและความสนใจของตลาด

รวมถึงกิจกรรมด้านการประชาสัมพันธ์ที่จะเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการตลาด กลุ่มผุ้ประกอบการร้านค้า และผู้บริโภค ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรม จำนวน 4 ตลาด ดังนี้
1. ตลาดคลองสวน 100 ปี สมุทรปราการ
2. ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง สมุทรปราการ
3. ตลาดคลองสวน 100 ปี ฉะเชิงเทรา
4. ตลาดน้ำบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาา ซึ่งได้รับการตอบรับและสนใจเป็นอย่างมากจากประชาชนที่มาเที่ยวชมตลาด โดยมีผู้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเพื่อรับของที่ระลึกและของรางวัลเป็นจำนวนมาก