ปัจจุบันกาแฟลุงเหนอนำมาให้คนกรุงได้ลิ้มลองแล้วร้านตั้งอยู่

ที่ทางขึ้นบันไดเลื่อนบีทีเอสอุดมสุข นอกนั้นส่งไปยังซุ้มกาแฟต่าง ๆ 40-50 แห่ง“รายได้ต่อปีถือว่าเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ปัจจุบันมีรายได้เดือนละหลักแสน” ถือเป็นการรุกของกาแฟท้องถิ่นไทยที่ไม่ธรรมดา

นกเป็ดน้ำมากกว่า 500 ตัว ได้ใช้บึงหนองโคตร ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น เป็นที่หากิน และอยู่รวมกันบนฝูงในช่วงเวลาเย็นของทุกวัน โดยจะไปรวมกลุ่มอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของบึงหนองโคตร เนื่องจากเป็นจุดที่ไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก ซึ่งนกเป็ดน้ำดังกล่าวจะบินมาเป็นฝูงในช่วงบ่าย ก่อนจะรวมกันซึ่งนกเป็ดน้ำที่พบในบึงหนองโคตรครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นนกที่อพยพหนีหนาวมาจากตอนเหนือของเอเชีย ในแถบประเทศจีนและมองโกเลีย เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงที่มีอาการหนาว หาอาหารกินยาก แต่หากอาการศอบอุ่นก็จะบินกลับไปยังถิ่นเดิม ซึ่งพบเป็นปกติในประเทศไทยที่นกเป็ดน้ำ มักอพยพมาหากิน เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศอุ่นและหาอาหารง่าย

ขณะที่ชาวจังหวัดขอนแก่นที่อยู่บริเวณบึงหนองโคตร บอกว่า ตนเองเห็นนกเป็ดน้ำบินมาหาอาศัย ที่บึงหนองโคตรแห่งนี้มาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งนกเป็ดน้ำจะมาที่บึงหนองโคตรทุกปี แต่ในปีนี้มีจำนวนไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา แต่ก็สร้างความประทับใจที่ได้ชมเพราะไม่สามารถหาชมได้ง่ายๆ

ประชาชนจำนวนมากไปเดินชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกคู่กับสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมจัดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ถึง 11 มีนาคม
ด้าน นายชัยณรงค์ จันทร์แสนตอ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย ซึ่งกำลังยืนคุมงานจัดดอกไม้ เปิดเผยว่า วันนี้กรมศิลปากรได้นำเรือสุพรรณหงษ์จำลองมาจัดวางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ทางเราได้ทยอยนำต้นไม้มาวางรอบๆ เรืออย่างสวยงาม ก่อนการซ้อมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์

สมาคมผู้ส่งออกข้าวหวั่นส่งออกปีนี้ สะดุด เหตุญี่ปุ่นปรับค่า MRLs ฟอสอีทิล จาก 0.5 Mg/Kg เหลือ 0.01 Mg/Kg บังคับใช้ ต.ค.นี้ แถมค่าบาทแข็ง คาดทั้งปีเหลือ 9.5 ล้านตัน

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปี 2561 วางเป้าหมายการส่งออกข้าว 9.5 ล้านตัน มูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2560 ส่งออกได้ 11.63 ล้านตัน มูลค่า 5,167 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนผลผลิตภายในประเทศคาดการณ์ทั้งปีที่ 30 ล้านตันข้าวเปลือก โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากที่สุดคืออัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทแข็งค่ากว่า 3% สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ทำให้ไทยขายข้าวแพงขึ้น 12 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงหวังให้รัฐเข้ามาดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพไม่ผันผวนมากเกินไป และหากปรับให้อ่อนค่าลง เพื่อให้ผู้ส่งออกข้าว และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอื่นที่ได้รับผลกระทบปรับตัวได้ มองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามีผลต่อศักยภาพการแข่งขันการส่งออกข้าวไทย ดังนั้นเพื่อผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวดี ต้องการให้ราคาข้าวไทยใกล้เคียงกับคู่แข่ง หากสูงเกินไปทำให้ไม่สามารถส่งออกข้าวได้ จะส่งผลให้ข้าวเหลือในประเทศมากขึ้น ขณะที่สต๊อกข้าวรัฐตอนนี้ไม่มีแล้ว ไม่เป็นปัจจัยกดดันการส่งออก ความต้องการข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการส่งออกข้าว อีกทั้งคาดการณ์ผลผลิตข้าวในประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียลดลง มีหลายปัจจัยที่ทำให้การส่งออกข้าวไทยดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีมาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ปีนี้จะกระทบการส่งออกข้าวไทย จึงต้องติดตามเพราะจะทำให้ไทยมีโอกาสเสียส่วนแบ่งตลาด โดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นจะปรับค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่มีได้ในสินค้าเกษตร (MRLs) ของสารฟอสอีทิลจากเดิมอยู่ในปริมาณ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปรับให้เหลือเพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งจะบังคับใช้เดือนตุลาคม 2561 ดังนั้นหากกฎหมายใหม่ออกมาแล้วผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดปริมาณตามที่กำหนดได้ จะทำให้ไทยเสียโอกาสในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งต่อปี
ส่งออกปริมาณ 300,000 ตัน มูลค่ากว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้สารดังกล่าวทางสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ใช้ และยังพบสารอื่นตกค้างในข้าวนึ่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และหากไม่มีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ได้คุณภาพ โอกาสที่ไทยจะเสียตลาดข้าวนึ่งมีมาก สำหรับตลาดที่ไทยส่งออกไป เช่น เบนิน แอฟริกา เป็นต้น ส่วนปัจจัยที่เอื้อการส่งออกไทย เช่น ความต้องการของตลาดโลก เศรษฐกิจขยายตัว สต๊อกข้าวรัฐไม่มี ราคาน้ำมันดีขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่ขายน้ำมันมีรายได้ ผลผลิตของประเทศผู้ผลิตสำคัญลดลง เช่น อินเดีย บังกลาเทศ เป็นปัจจัยที่เอื้อให้การส่งออกเติบโต

ภายใต้แผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่รัฐบาลกำหนดกรอบลงทุนขั้นต่ำ 1.5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี
(2560-2564) นั้น ไม่ได้มีเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคเอกชน หรือแผนด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมายเท่านั้น

แต่ยังมีแผนการพัฒนาการเกษตรโดยเฉพาะการปลูก การตลาดของผลไม้ในพื้นที่ด้วย ภายใต้ชื่อ อีสเทิร์น ฟรุต คอร์ริดอร์ หรืออีเอฟซี เพื่อยกระดับผลไม้ไทยของภาคตะวันออกและภาคกลางบางส่วน รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก มุ่งสู่มหานครผลไม้ของไทย ภายในปี 2564

โครงการอีเอฟซี มีเจ้าโปรเจ็กต์คือกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิดของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ร่วมระดมสมองกับเอกชนอย่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาเกษตรกร ที่ต้องการขยายผลของโครงการอีอีซีไปสู่ภาคเกษตร ซึ่งภาคตะวันออกมีจุดเด่นที่โด่งดังไปทั่วโลกคือ ผลไม้คุณภาพ การสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดผลไม้ ยกระดับราคา ผลักดันอีเอฟซีเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้เกษตรกรไทยในภาคตะวันออกได้ประโยชน์ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นตามเป้าหมายของรัฐบาล

อีเอฟซี เป็นโครงการที่กระทรวงได้หารือร่วมกับภาคเอกชน อาทิ หอการค้า และกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จนตกผลึก โดยเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ ให้พิจารณากรอบแนวทางการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หรืออีเอฟซี เพื่อเป็นตลาดกลางทำการค้าผลไม้ของภาคตะวันออกทั้งหมด สอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลในการจัดตั้งอีอีซี ที่จะมีการพัฒนาทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน

การลงทุน การค้า บริการ การท่องเที่ยว และการเกษตรครั้งสำคัญของประเทศ โดยตลาดดังกล่าวกำหนดพื้นที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค บนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ และจะมีการสร้างห้องเย็นโดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยกำลังดูว่าจะใช้พื้นที่ ปตท.ก่อสร้าง หรือพื้นที่อื่นที่เหมาะสม ส่วน ปตท.จะลงทุนเองหรือเอกชนรายอื่นสนใจก็จะมีการหารืออีกครั้ง ทั้งนี้ เมื่อ ครม.สัญจรเห็นชอบตามกรอบที่เสนอ จะตั้งทีมศึกษาความเป็นไปได้โครงการ 3-4 เดือน มั่นใจว่าจะได้เห็นการลงทุนในปีนี้แน่นอน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอธิบายเพิ่มเติมว่า รูปแบบการลงทุนอีเอฟซีจะมีการจัดตั้งบริษัทประชารัฐขึ้นมารองรับ โดยเป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อลงทุนตลาดกลางและห้องเย็นในพื้นที่ใกล้เคียงกัน มูลค่าลงทุนจะมีการประเมินอีกครั้ง แต่จะรองรับผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคอื่นที่ส่งเข้ามาวางจำหน่ายได้อย่างน้อย 3,000 ตันต่อวัน ซึ่งรูปแบบธุรกิจจะมีสินค้าของเกษตรกรโดยตรง หรืออาจจำหน่ายในนามสหกรณ์การเกษตร ผู้ค้าส่งผลไม้ ตลอดจนล้ง มาร่วมเลือกซื้อสินค้า และเมื่อตกลงซื้อจะนำผลไม้จากห้องเย็นมาจัดส่งทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศผ่านสนามบินอู่ตะเภา

จากปัจจุบันขนส่งผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผลไม้สำคัญ อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย มะม่วง สับปะรด ซึ่งรูปแบบนี้จะเป็นการลงทุนระยะแรก ในระยะต่อไปจะทำรูปแบบประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์คล้ายตลาดปลาของประเทศญี่ปุ่นคือ นำสินค้าตัวอย่างมาโชว์ เมื่อประมูลได้ผู้ชนะก็จะไปเคลื่อนย้ายผลไม้จากห้องเย็นจัดส่งปลายทาง ทั้งในประเทศ และการส่งออกผ่านสนามบินอู่ตะเภา นอกจากนี้ ในการลงทุนจะมีหน่วยงานด้านการศึกษามาร่วมด้วย เพื่อพัฒนาการแปรรูปผลไม้เพื่อการส่งออก

“ห้องเย็นมีความสำคัญและจำเป็นมาก ซึ่งตอนนี้ในภาคตะวันออกไม่เพียงพอ ดังนั้น การพัฒนาโครงการโดยรัฐและเอกชนในรูปของประชารัฐจะตอบโจทย์มากที่สุด โดยความเย็นที่พอเหมาะและมากพอจะใช้แอลเอ็นจีจาก ปตท. ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือกับ ปตท.เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบัน ปตท.นำแอลเอ็นจีที่เหลือใช้มาปลูกดอกไม้เมืองหนาวและเปิดให้ประชาชนท่องเที่ยว

ดังนั้น ห้องเย็นจะร่วมใช้ประโยชน์จากแอลเอ็นจีนี้ ซึ่งประโยชน์จากตลาดกลางและห้องเย็นยังมีความเป็นไปได้ที่จะนำผลไม้จากภาคอื่น อาทิ ภาคใต้ ที่มีผลไม้หลายชนิดที่โดดเด่น โดยนำผลไม้ส่งมาทางเรือขึ้นท่าเรือแหลมฉบังและเข้าสู่ตลาดกลางเพื่อจำหน่ายผ่านระบบประมูลด้วย ทั้งนี้ ห้องเย็นไม่เพียงดูแลรักษาผลไม้สด แต่ยังจะใช้เก็บรักษาผลไม้ที่ไม่ได้คุณภาพเพื่อให้เอกชนอุตสาหกรรมแปรรูปนำไปใช้ผลิตผลไม้แปรรูป ตลอดจนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย”Ž อุตตมทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการศึกษากรอบแนวทาง ตามโครงการการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หรืออีเอฟซีของรัฐระบุว่า หากดำเนินการตามแผนภายใต้บริษัทประชารัฐรักสามัคคี จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกและภาคกลางได้มากถึง 1.65 แสนราย เพิ่มรายได้ไม่น้อยกว่า 2-3 เท่า ทำให้ผลไม้มีอายุยืนยาวขึ้น ลดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลนหรือล้นตลาด ลดปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ สนับสนุนโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร 144 โรงงานให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ที่ตกเกรด สร้างนักธุรกิจในห่วงโซ่เกษตรเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าส่งออกเฉพาะผลไม้จากภาคตะวันออกได้สูงถึง 5.1 หมื่นล้านบาท และดันไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์คบนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจังหวัดระยอง 1,500 ไร่ วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เจ้าของพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า กนอ.ใช้งบก่อสร้างนิคมฯสมาร์ทปาร์คจำนวน 2,000 ล้านบาท ได้มีการออกแบบพื้นที่โครงการไว้และจัดสรรสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ออกเป็น 4 ส่วนหลัก ประกอบด้วย พื้นที่อุตสาหกรรม 723.78 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 393.50 ไร่ และพื้นที่สีเขียวและแนวกันชน 236.51 ไร่ และพื้นที่พาณิชยกรรม 147.18 ไร่ จำนวนนี้จะมีตลาดกลางผลไม้ประมาณ 50 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 80 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย โดยขณะนี้นิคมฯอยู่ระหว่างการออกแบบ การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่ง กนอ.คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม หากโครงการดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จ นิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์คจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกและแห่งเดียวของอาเซียนและประเทศไทยที่ขับเคลื่อนทุกขั้นตอนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ผู้ว่าการ กนอ.แสดงความมั่นใจว่าทำเลการตั้งตลาดกลางผลไม้เหมาะสมที่สุด เพราะนิคมฯสมาร์ทปาร์คจะมีจุดเด่นคือขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งตลาดกลางแห่งนี้จะใช้ระบบประมูลในการซื้อสินค้าเพิ่มความสะดวก ลดต้นทุนดำเนินการ และจะทำให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในภาคตะวันออก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อประเภทเงินกู้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่

ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) อัตราดอกเบี้ยผู้กู้จะได้รับการชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี มีระยะเวลาในการชำระเงินคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ทำสัญญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) และรัฐบาลในการร่วมกันแก้ไขปัญหาราคายาง เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเป็นการดูดซับยางออกจากระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการผลักดันราคายางของรัฐบาล

โดยนำมาเก็บสต็อกของผู้ประกอบการในลักษณะหมุนเวียน Moving stock เป็นการลดปริมาณยางในตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปีประมาณ 3,200,000 ตัน (ส่วนเนื้อยางแห้ง)

“ผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางแห้ง ที่สนใจเข้าสมัครร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติคือเป็นผู้ประกอบการซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่าร้อยละ 50 ของทุน
จดทะเบียนที่ชำระแล้ว โดยผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางที่สนใจยื่นความจำนงและสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับหลักเกณฑ์และรายละเอียดโครงการได้ที่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ว่า อ.สอยดาว ประกอบด้วย 5 ตำบล มีพื้นที่รวม 770 ตร.กม. ประชากร 65,000 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำสวนลำไย นอกจากนี้ ยังมีการขุดหลุมขนมครกในพื้นที่เกษตรกรรมของแต่ละครัวเรือนปัญหาที่พบคือ ยังขาดแคลนแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในการอุปโภคบริโภค โดยในปี 2559 อ.สอยดาว ประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของประชาชนในเขต อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ตั้งแต่ ปี 2540 แต่เนื่องจากพื้นที่โครงการมีน้ำท่วมบางส่วนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวซ้อนทับป่าสงวนแห่งชาติเขาสอยดาว กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ของโครงการ ซึ่งจากการศึกษาดังกล่าว โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลายมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป โดยศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี 2549

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ขอใช้พื้นที่เพื่อเข้ากันเขตเมื่อปี 2555 พร้อมยื่นคำขอใช้พื้นที่ป่า แต่เนื่องด้วยรายงาน IEE ที่ได้จัดทำไว้เป็นเวลานานแล้ว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงขอให้ทบทวนการจัดทำรายงาน IEE อีกครั้ง

สำหรับในปี 2561-2562 กรมชลประทานได้มีการวางแผนทำการศึกษา IEE อีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง โดยจะบูรณาการทำงานร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี (ปี 2563-2565) ดำเนินการก่อสร้างที่หมู่ 1 ต.ประตง และ หมู่ 5 ต.ทรายขาว อ.สอยดาว มีพื้นที่ใช้ก่อสร้างโครงการทั้งหมดประมาณ 510 ไร่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติเขาสอยดาว 470 ไร่ ซึ่งจะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ 5.09 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการเกษตรและอุปโภคบริโภค และส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก 2,000 ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ให้ประชาชนทำการประมงเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

นายสายัณห์ บุญยิ่ง เลขาธิการสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เกษตรกรกำลังเร่งเก็บผลผลิตและคัดแยกขนาด เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนช่วงกลางเกือนกุมภาพันธ์นี้ โดยเฉพาะลูกค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สั่งจองผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สายพันธุ์สีทอง เกรดเอ กว่า 60% ของผลผลิตส่งออก รับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 70-80 บาท หรือตันละ 70,000-80,000 บาท ตามขนาดและผิวของมะม่วง คือ ผิวสวย ผลใหญ่ขนาดน้ำหนัก 2-3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเกือบหนึ่ง 100 ล้านบาท เนื่องจากมะม่วงน้ำดอกไม้สายพันธุ์สีทองเป็นผลไม้มงคล ชาวจีนนิยมนำไปประกอบพิธีไหว้เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งมอบให้เป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ของชาวจีน เนื่องจากผิวมีสีเหลืองทองและรสชาติหวานฉ่ำชื่นใจ

“ตำบลวังทับไทรถือเป็นพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 13,000 ไร่ แต่ละปีมีผลผลิตทั้งนอกและในฤดูกาลรวมกว่า 20,000 ตัน” นายสายัณห์ กล่าว

พิษณุโลก – พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะลงพื้นที่เร่งรัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลก แก้ไขปัญหาการจัดสรรที่ดินทับซ้อน กว่า 200 ไร่ ให้แก่ประชาชน อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี พร้อมเผยว่าปัญหาการจัดสรรที่ดินให้กับสมาชิกของสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทยกว่า 360 ไร่ เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ปี 2538

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติแก่ผู้ขอรับการจัดสรร พร้อมเงื่อนไขในการให้กู้เงินจาก ส.ป.ก.พิษณุโลก เพื่อนำเงินมาชำระเป็นค่าชดเชยที่ดินและค่าปรับสภาพที่ดินเนื่องจากสภาพพื้นที่ยังเป็นป่ารกไม่สามารถรังวัดได้ ก่อนออกหนังสืออนุญาติให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้ ทั้งนี้ สัญญามีกำหนดคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 15 ปี

ต่อมาเมื่อกรมป่าไม้ร่วมกับ ส.ป.ก. ตรวจสอบแนวเขตที่ดินระหว่างเขตปฏิรูปที่ดินและเขตป่าสงวนแห่งชาติ พบว่ามีพื้นที่จัดสรรกว่า 200 ไร่ ทับซ้อนในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสวนเมี่ยง และต้องถูกเพิกถอน ส.ป.ก.4-01 เหตุไม่ได้อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาปรกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานส.ป.ก.ไม่ได้ผ่อนผันหรือขยายเวลาการชำระเงินกู้ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน บางส่วนถูกฟ้องดำเนินคดี บางส่าวนยื่นเรื่องร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดิน

สำหรับแนวทางแก้ไข สรุปได้ 3 แนวทาง คือ 1. กรณีผู้ร้องเรียนมีความประสงค์รับการจัดสรรที่ดินเพื่อทำกิน ให้พิจารณาขยายเขตพื้นที่ ส.ป.ก. และเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมตรีต่อไป 2. กรณีผู้ร้องเรียนมีความประสงค์ยกเลิกการจัดสรรที่ดิน ให้ยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินเยียวยาค่าเสียหายแทน และ 3. กรณีที่ดินแปลงอื่นๆ ที่เหลือ ให้ตรวจสอบการครอบครองที่ดินว่าเป็นผู้ถือคอรงเดิมหรือไม่ หากไม่ใช้ให้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิและส่งมอบที่ดินคืนให้กรมป่าไม้

นายสุรวัช อัครวรมาศ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลวางนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น ทางกรมการท่องเที่ยว และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม สร้างวิธีกระตุ้นให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวเข้าถึงสินเชื่อดังกล่าว หลังจากที่เปิดวงเงิน 8,000 ล้านบาทมาแล้ว แต่ยังมีธุรกิจท่องเที่ยวให้ความสนใจน้อยมาก

เนื่องจากในระยะอีก 2-3 เดือนต่อไปนี้ บริษัทนำเที่ยวจะต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากการแก้ไขกฎหมายเพิ่มวงเงินหลักประกันธุรกิจนำเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์นำคนไทยไปต่างประเทศที่เพิ่มวงเงินจาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท เพื่อปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว เพราะวงเงินหลักประกันยังต่ำเกินไป สำหรับการรับรองค่าเสียหาย

“ถือแนวคิดที่ดีเรื่องการคุ้มครองนักท่องเที่ยว ให้มีหลักประกันเบื้องต้นที่สูงขึ้น ดังนั้น ด้วยต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นกลุ่มเอสเอ็มอีท่องเที่ยวรีบใช้ประโยชน์เข้าถึงแหล่งเงินทุนตามกรอบที่รัฐบาลส่งเสริมอยู่ ก็จะช่วยลดปัญหาสภาพคล่องลงไป”

แถลงไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วชะลอตัว ภาคบริการดี-ผุดโรงแรม-ปั๊มน้ำมันเพิ่ม

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวมทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ที่ห้องปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยกล่าวว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมามีการขยายตัวในอัตราชะลอลง

ทั้งเรื่องการบริโภคภาคเอกชน การค้าผ่านแดน การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน แต่ที่ชัดเจนที่สุด คือรายได้จากภาคการเกษตรชะลอลง เนื่องจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนภาพรวมการส่งออกและนำเข้า พบการส่งออกไปยังลาวและเวียดนามชะลอตัวลง แต่การส่งออกไปจีนและกัมพูชาขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนภาคเอกชนจะชะลอตัวลง แต่ภาคงานบริการกลับเพิ่มขึ้น ดูจากการก่อสร้างโรงแรมและสถานีบริการน้ำมันที่มีอัตราการเติบโตขึ้นครอบคลุมทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน

“แนวโน้มเศรษฐกิจภาคอีสาน ปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาด้วยปัจจัยบวกและปัจจัยเสริม เนื่องจากมีปัจจัยบวก ไม่ว่าจะเป็นโครงการภาครัฐ บัตรสวัสดิการของรัฐ น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นปัจจัยบวกอีกด้านหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เศรษฐกิจคู่ค้าและเศรษฐกิจไทยโดยรวมถือว่ายังขยายตัวได้ดี เป็นปัจจัยเสริมของภาคตามมา” นายสมชาย กล่าวและว่า

อีกปัจจัยที่เป็นแรงส่ง คือคาดการณ์ภาวะอากาศเป็นภาวะปกติ ไม่มีน้ำมากเกินไป หรือไม่แล้ง เอื้อต่อภาคการผลิต แต่ปัจจัยหน่วงยังเป็นเรื่องเดิมๆ คือภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนยังสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกคงเป็นเรื่องการผลิตภาคเกษตร เนื่องจากอีสานยังเป็นฐานผลิตที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เกินครึ่งหนึ่งของข้าวนาปีจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ้อย มันสำปะหลังมีลักษณะคล้ายกัน ยางพารา มีพื้นที่เปิดกรีดมากขั้นต้นยางมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น กำลังซื้อความเป็นเมืองมีสูงขึ้นในหัวเมืองใหญ่ เช่นบุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด เป็นปัจจัยเสริมดึงดูดนักลงทุนเข้ามามากขึ้น

“ส่วนการลงทะเบียนคนจนรอบสอง คงต้องรอให้เงินเข้ากระเป๋าและใช้จ่ายของประชาชนซึ่งรัฐบาลอยากกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในระยะนี้มีการเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยได้ลงทะเบียนในรอบที่ 2 ในการเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะสนับสนุนกำลังซื้อและพัฒนาศักยภาพในระดับฐานรากภาพรวมทั่วทั้งประเทศได้อย่างชัดเจน”

วันที่ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าว”ข่าวสด”ประจำจังหวัดยโสธร เดินทางไปพบ นายยิ่ง พิจารณ์ รองผอ.โรงเรียนบ้านโคกพระเจ้าโนนรัง และนางนวลจันทร์ พิจารณ์ ข้าราชการครูโรงเรียนบ้านโคกพระเจ้า ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร หลังทราบเรื่องรางของครอบครัวข้าราชการครูครอบครัวหนึ่งที่ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและช่วงวันหยุด หารายได้เสริม ด้วยการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานและเห็ดขอนขาวในโรงเรือนขาย โดยเฉลี่ยแล้วสามารถขายได้ประมาณ 60 กิโลกรัมต่อวัน โดยอาศัยที่ดินกลางทุ่งนาของตนเอง ทำโรงเรือน 5 หลัง แต่ละหลังสามารถบรรจุก้อนเชื้อเห็ด ได้ประมาณ 6,000-8,000 ก้อน