ปัจจุบันมีการเปิดหลักสูตรการอบรมในด้านต่างๆ ได้แก่

การทำเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย วิถีชีวิตชาวนา วิถีชีวิตสู่การเกษตรพอเพียง การทำบัญชีครัวเรือน การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรผสมผสาน การประกอบอาชีพโดยการพึ่งพาตนเอง การบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้เกิดความพอเพียง การวางแผนการผลิต การทำเกษตรอินทรีย์ การใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด (1 ไร่ 1 แสน)

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมอบรมสามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดใกล้บ้าน และหากต้องการขอเข้ารับการอบรมหรือขอศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านของ นายบุญส่ง มาตขาว สามารถติดต่อได้ที่ โทร. (081) 300-0165

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ช่วยผู้ประกอบการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิตที่นอนน้ำเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ป่วยแผลกดทับ พร้อมจับคู่ธุรกิจผลิตจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

นายปริญญา จันทร์หุณีย์ วิศวกรอาวุโส กลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ จากเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมเอ็มเทคได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการห้างหุ้นส่วนจำกัด เคทีซี ที่นอนน้ำ ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยแผลกดทับมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี ต้องการพัฒนาและแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผลิตที่นอนน้ำสำหรับผู้ป่วยแผลกดทับ

ซึ่งแต่เดิมได้ทดลองนำถุงปัสสาวะที่ยังไม่ได้ใช้งานมาบรรจุน้ำขนาดเท่ากับกระดาษ A4 จำนวนหลายถุง และนำไปใช้กับ ผู้ป่วยแผลกดทับเพื่อทดลองนอน ผลที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจเนื่องจากถุงน้ำที่ทำขึ้นนั้นสามารถชะลอการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยได้ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาต่อยอดทำเป็นต้นแบบที่นอนน้ำโดยใช้วัสดุจากยางพารานำมาผลิตเป็นถุงน้ำลักษณะคล้ายกระเป๋าน้ำร้อนแทนถุงปัสสาวะ

แต่เมื่อผู้ประกอบการผลิตใช้งานกับผู้ป่วยได้ระยะหนึ่งก็พบปัญหา คือถุงน้ำที่ทำจากยางพารามีการรั่วแตกไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการ จากนั้นผู้ประกอบการได้เข้ามาปรึกษากับทางเอ็มเทค และทีมวิจัยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาแล้วพบว่าผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตถุงน้ำซ้ำได้ ถึงแม้ว่าจะผลิตซ้ำได้ก็ยังเจอปัญหารั่วแตกเหมือนเดิม ทีมวิจัยจึงเข้าไปช่วยพัฒนาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ด้วยเทคโนโลยีของเอ็มเทค สวทช.

นายปริญญา จันทร์หุณีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถผลิตถุงน้ำได้เองอยู่แล้ว แต่อายุการใช้งานสั้นและเกิดปัญหาการแตกรั่ว ประกอบกับการผลิตที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีของเสียเกิดขึ้นจำนวนมาก จึงสะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย เมื่อทีมวิจัยทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงได้หารือร่วมกับทีมวิจัยวัสดุยางและการขึ้นรูปขั้นสูง ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยของเอ็มเทคที่มีประสบการณ์และมีเครือข่ายด้านยางพารา จนได้ข้อสรุปโดยปรับเปลี่ยนตั้งแต่การใช้วัสดุยางพาราแบบ Food Grade การออกแบบแม่พิมพ์ วิธีการซีลฝาเปิด-ปิด การทดสอบอุณหภูมิ และความดันของแรงกดทับ โดยหนึ่งลอนน้ำทดสอบแรงกดทับที่ 120 กิโลกรัม จนแน่ใจว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้มาตรฐานตามที่ต้องการ

นางกานต์ชนิต เทอดโยธิน ผู้ประกอบการห้างหุ้นส่วนจำกัด เคทีซี ที่นอนน้ำ กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยติดเตียงเป็นผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อย นอนนาน จึงเสี่ยงต่อการมีแผลกดทับและมีค่ารักษาสูงมาก ดังนั้น จึงคิดศึกษาที่นอนน้ำของในต่างประเทศ พบว่าที่นอนน้ำมีคุณสมบัติป้องกันแผลกดทับได้ดี จึงนำเอามาปรับใช้ในบริบทของเราโดยใช้ถุงปัสสาวะที่ยังไม่ใช้มาทำเป็นที่นอนน้ำให้กับคนไข้ซึ่งป้องกันแผลกดทับได้ แต่อายุการใช้งานของวัสดุจะสั้น

จึงมีแนวคิดในการพัฒนาวัสดุยางพาราให้เป็นลอนหรือถุงใส่น้ำแทนถุงปัสสาวะ โดยได้เข้าไปติดต่อการยางแห่งประเทศไทยให้ทำเป็นลอนใส่น้ำมาต่อกันให้เป็นที่นอน แต่พบปัญหาว่าลอนน้ำสั้นไปจึงทำให้เกิดร่อง เมื่อผู้ป่วยติดเตียงใช้งานแล้วเกิดปัสสาวะล้นก็จะทำให้เกิดความอับชื้น และเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับติดเชื้อได้ หลังจากทีมวิจัยได้พัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วจึงได้ลอนน้ำที่มีความยาวตามมาตรฐาน ทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูง

เมื่อนำไปใช้งานกับผู้ป่วยพบว่าที่นอนน้ำมีคุณสมบัติในการลดแรงกดทับในผู้ป่วยที่นอนนาน ทำให้ไม่เกิดแผลกดทับ ระบายความร้อน ระบบไหลเวียนผู้ป่วยดีขึ้น ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยังลดภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยที่จะต้องคอยพลิกตะแคงท่าของผู้ป่วยติดเตียงที่นอนนาน และประหยัดค่าใช้จ่ายได้จำนวนมากอีกด้วย

นอกจากการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เอ็มเทค สวทช. ยังได้จับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ ประกอบการเคทีซี และบริษัท กังวาลอุตสาหกรรมยาง ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการขึ้นรูปท่อยางผลิตที่นอนน้ำเพื่อสุขภาพ เพื่อผลิตจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนี้มีผู้ป่วยใช้งานแล้วหลายร้อยชุด ผู้สนใจสามารถสอบถามที่

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน เล็งเห็นความสำคัญและความต้องการที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยให้ความสำคัญในการนำเครื่องจักรมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบันเครื่องแยกเมล็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั่วไป ส่วนใหญ่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสึกหรอเร็วและยังต้องสั่งเพิ่มเข้ามาจากต่างประเทศอยู่เสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วว. จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่แปรรูปปาล์มน้ำมัน เพื่อลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสีย ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาทะลายปาล์มตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมีการวิจัยพัฒนาสร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายขึ้นอย่างเป็นระบบที่มีระดับคุณภาพตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการค้าปาล์มน้ำมัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) และชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปาล์มน้ำมันมีการจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันทางการค้าได้ รวมทั้งยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)
การออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ในปี 2559 ได้มีการออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ
ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย
ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ
สร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย

ในช่วงปี 2560-2561 ได้ดำเนินการสร้างและติดตั้งเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย จำกัด เลขที่ 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบลโมถ่าย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การทดสอบประสิทธิภาพระบบการผลิตเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายวว. ได้มีการทดสอบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ร่วมกับ บริษัท เอสเทอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2561 ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย จำกัด ผลการทดสอบ มีดังนี้

ชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ จำนวน 1 ชุด เป็นระบบโซ่ลำเลียงที่สามารถนำทะลายปาล์มจากกองบนพื้นนำขึ้นไปลำเลียงเข้าระบบแยกผลกับทะลายได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการสะดุด และติดขัดจากการลำเลียงทะลายปาล์ม สามารถป้อนทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตัน ต่อชั่วโมง มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม
อุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย จำนวน 1 ชุด เป็นระบบที่สามารถทำให้ผลหลุดออกจากทะลายปาล์มได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการติดขัด สามารถสับ ฉีก แยกทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตัน ต่อชั่วโมง ตามการป้อนของชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม
ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 อุปกรณ์ ดังนี้
3.1 อุปกรณ์หมุนปั่นแยกทะลายกับผลปาล์ม จำนวน 1 ชุด

3.2 อุปกรณ์ลำเลียงผลปาล์มด้วยสกรูลำเลียง จำนวน 2 ชุด

3.3 อุปกรณ์ลำเลียงทะลายปาล์มด้วยสายพานลำเลียง จำนวน 1 ชุด ผลการดำเนินงานในภาพรวม พบว่า เครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ ทำการออกแบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสียไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น ด้วยการใช้วิธีทางกล ด้วยระบบสับ ฉีก และแยกทะลายปาล์มออกจากผลปาล์มแบบใช้แรงเหวี่ยงหมุนปั่นแยก

ผ่านตะแกรงร่อน และมีระบบขนถ่ายระหว่างทะลายปาล์มและผลปาล์มแยกได้อย่างชัดเจน ด้วยกำลังผลิต 10 ตัน ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสู่เชิงพาณิชย์ได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการที่กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย ได้นำเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายไปใช้ ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวสวนปาล์ม โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง ร้อยละ 9.82 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิตต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้น โครงการยังได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรต้นแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 เรื่อง

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติผลจากการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิตของสหกรณ์การเกษตร ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน 2561 ได้ทำให้หลายสหกรณ์ทั่วประเทศยกระดับการทำธุรกิจ และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในการดำเนินนโยบายดังกล่าวเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบโครงการไทยนิยมยั่งยืน ปี 2561 ให้กับสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์แห่งนี้ทำธุรกิจรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 และแปรรูปเป็นข้าวสารคุณภาพดีเพื่อจำหน่ายทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเกษตรกรเป็นสมาชิกสหกรณ์ประมาณ 8,900 คน โดยสมาชิก 80% ขายข้าวเปลือกให้กับสหกรณ์ และจากกระบวนการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จากสหกรณ์การเกษตรแห่งนี้

ได้รับการตอบรับทั่วประเทศ และจำเป็นต้องมีการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สหกรณ์จึงได้เสนอโครงการขอการสนับสนุนงบไทยนิยมยั่งยืนเพื่อปรับปรุงศักยภาพในการแปรรูป ขณะนี้การก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จมีกำลังการผลิต ข้าวสารหอมมะลิจาก 30,000 ตัน เพิ่มเป็น 80,000 ตัน ต่อปี สามารถได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา

“โครงการพัฒนาศักยภาพให้กับสหกรณ์การเกษตรที่รับซื้อข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวนี้เป็นประโยชน์มาก ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้สหกรณ์นำไปสร้างโกดังเพื่อเป็นแก้มลิงเก็บชะลอข้าวเปลือกไว้ระยะเวลาหนึ่งก่อนทยอยออกสู่ตลาด ทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าวหอมมะลิไม่ให้ตกต่ำ โดยในปี 59-60 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาข้าวเปลือกตกต่ำ รัฐได้ขอให้กรมช่วยประสานกับสหกรณ์การเกษตร หลายพื้นที่ช่วยซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงข้าวเปลือกมาเก็บในโครงการชะลอข้าวเปลือกของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผล ทำให้ราคาข้าวในตลาดขยับสูงขึ้น และเป็นที่มาของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่จะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เป็นแก้มลิงรวบรวมสินค้าการเกษตรหลักๆ ของประเทศ”

ด้าน นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์แห่งนี้เป็นสหกรณ์ที่มีการซื้อขายข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวหอมมะลิมากที่สุดของประเทศ เดิมมีกำลังการผลิตเพียง 30,000 ตัน แต่เมื่อได้รับงบไทยนิยมฯ 30 ล้านบาทมาปรับปรุง ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มเป็นสามารถรองรับข้าวหอมมะลิได้ปีละ 80,000 ตัน ซึ่งงบจากโครงการไทยนิยมได้นำมาก่อสร้างโกดังเป่าลมเย็นพื้นที่ 2,50 ตารางเมตร ขนาด 40,000 ตัน เพิ่มจากปัจจุบันที่สหกรณ์มีโรงสี สีข้าวได้ 120 ตัน ต่อวัน มีไซโลเก็บข้าวสารได้ 200 ตัน โกดังเก็บข้าวสารได้ 5,000 ตัน

“สหกรณ์มีทุนหมุนเวียนในการซื้อขายข้าวประมาณ 600 ล้านบาทเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และมีกำไรจากการขายข้าวสารประมาณ 400-600 ล้านบาทในแต่ละปี ไม่รวมรายได้จากธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกในฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะขนข้าวมาขายให้สหกรณ์ประมาณ 1,500 ตัน ต่อวัน รถติด 3-5 กิโลเมตร แต่สหกรณ์จะเปิดรับซื้อทุกวันไม่มีเวลาปิดทำการจนกว่าสมาชิกจะเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกจนหมด เพราะสมาชิกฝากความหวังไว้กับเรา ซึ่งการขยายศักยภาพการผลิตจากงบโครงการไทยนิยมยั่งยืนทำให้สามารถรองรับผลผลิตของสมาชิกได้เพิ่มมากขึ้น”

สำหรับการรับซื้อข้าวเปลือก ปี 2560 ได้ประมาณ 60,000 ตัน ปี 61 ตั้งเป้าซื้อ 80,000 ตัน แต่ผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรนำข้าวมาขายได้เพียง 40,000 ตันเท่านั้น และในปี 62 นี้ ตั้งเป้าจะซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ประมาณ 90,000 ตัน ซึ่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยในปีที่ผ่านมาสหกรณ์รับซื้อข้าวเกี่ยวสดความชื้น 30% ราคา 14,000 บาท ต่อตัน เป็นราคานำตลาดประมาณ 500 บาท ต่อตัน ข้าวเปลือกส่วนหนึ่งแบ่งขายให้กับเอกชน และอีกส่วนหนึ่งสหกรณ์นำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย โดยได้ทำตลาดข้าวสารทั้งของสหกรณ์เองและผลิตเพื่อจำหน่ายในยี่ห้อของลูกค้า โดยยี่ห้อของสหกรณ์คือ TK ทุ่งกุลาฟาร์ม ยี่ห้อคนหาบข้าว ยี่ห้อ 101 สีทอง ในขณะเดียวกัน ก็ได้ผลิตข้าวสารส่งให้ห้างบิ๊กซี โลตัส และสยามพารากอน ไปจำหน่ายภายใต้ยี่ห้อของตนเอง แต่จะระบุว่ามาจากเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้ สำหรับเป้าหมายจากนี้ไปสหกรณ์พัฒนาธุรกิจไปสู่การขายข้าวสุกที่พร้อมวางขายให้ผู้บริโภคซื้อไปรับประทานได้ทันที

นางบุญเกิดกล่าวว่า นอกจากสหกรณ์จะรับซื้อข้าวในราคาที่จูงใจแล้ว สิ้นปีจะมีปันผลให้กับสมาชิกอีกประมาณ 6% นอกจากนั้น ยังมีระบบสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ เช่น สร้างห้องพักให้กับโรงพยาบาลประจำอำเภอเกษตรวิสัย กรณีสมาชิกเจ็บป่วยไปใช้บริการนอนที่ห้องนี้โดยไม่ต้องรอเตียงว่างเหมือนคนไข้ทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีสวัสดิการในเรื่องทุนการศึกษาของบุตรสมาชิกเบิกได้ 1,500 บาท ต่อปี และค่าทำศพ กรณีสมาชิกเสียชีวิต เป็นต้น

“สิ่งสำคัญคือการสร้างให้สมาชิกรู้ถึงประโยชน์ของการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันขาย สหกรณ์แห่งนี้จึงเป็นสหกรณ์ที่ใหญ่และสำเร็จจากความร่วมมือของสมาชิก เรามีทุนประมาณ 200 ล้านบาท เงินกู้ 650 ล้านบาท ทุนสำรอง 100 ล้านบาท และไม่มีหนี้เสีย นอกจากธุรกิจของสหกรณ์แล้ว แต่ละปีจะมีโครงการพิเศษ ในช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น เร็วๆ นี้จะเตรียมช่วยเหลือเครือข่ายสหกรณ์ภาคใต้ โดยทำโครงการข้าวแลกมังคุดในพื้นที่พังงา นครศรีธรรมราช ยะลา และเงาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น เพื่อช่วยกระจายผลไม้ออกสู่ตลาด และเมื่อราคาผลไม้ขยับขึ้นสหกรณ์ก็จะถอยออกมา ซึ่งจะเห็นว่าสหกรณ์เราทำงานแบบเกื้อกูลกัน”

บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ บริษัท อินฟอร์มาร์ พีแอลซี ประเทศอังกฤษพร้อมจัดงาน Fi Asia 2019 หรืองานแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และประกาศเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มครั้งที่ 2 โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของภาคเกษตรที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นน้ำของวัตถุดิบที่มีคุณภาพในห่วงโซ่การผลิตและช่วยรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดด้านอาหารและเครื่องดื่มของไทยบนเวทีโลก ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านในปัจจุบัน

นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ-ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ บริษัท อินฟอร์มาร์ พีแอลซี ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2562 จะมีมูลค่าประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นการบริโภคภายในประเทศ 1.5 ล้านล้านบาท และเป็นการส่งออก 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีประเทศคู่ค้าหลักเป็นกลุ่มอาเซียน รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ, แอฟริกา, สหภาพยุโรป และโอเชียเนีย โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 14 ของโลกในปี 2560 และเมื่อพิจารณาจากมูลค่าส่งออกอาหารในรูปดอลลาร์สหรัฐ พบว่า

ไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.36 จากร้อยละ 2.34 ในปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา, บราซิล และจีน ต่างมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง ส่วนประเทศผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญในภูมิภาคอย่างอินเดียและเวียดนาม ต่างมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลงเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากทั้งปัจจัยของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค ความเป็น “ดิจิตอล” ได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มของทุกอย่างในปัจจุบัน นำไปสู่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม ผู้ประกอบการในวงการนี้จึงต้องปรับตัวและอยู่ให้รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง โดยการตามกระแสไปกับเทคโนโลยี นวัตกรรม เทรนด์การรักษ์โลก และความนิยมของการดูแลสุขภาพ

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของไทย ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน นานาประเทศก็กำลังมุ่งเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถช่วงชิงพื้นที่ตลาด ผู้ประกอบการด้านอาหารจึงต้องปรับตัว จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ เพื่อตามให้ทันต่อยุคสมัยและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าการส่งออกของภาคเกษตรกำลังเป็นที่จับตามอง จากมูลค่า 6,551,718 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.1 เร่งขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 และมีสัดส่วนต่อ GDP รวมทั้งประเทศคิดเป็นร้อยละ 42.4

ด้าน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ให้ความเห็นว่า เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมาจากสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ การใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย เกษตรกรรมแบบแม่นยำสูงหรือฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรรมในเมือง และเกษตรกรรมแบบยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการผลิตผลเกษตรแบบครบวงจร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทย นวัตกรรมเกษตรจึงเป็นเกษตรกรรมยุคใหม่ที่จะมีบทบาทมากขึ้นและถือว่าเป็นเกษตรกรรมของอนาคตอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพดีย่อมมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง ดังนั้น การสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมไทย ผลิตวัตถุดิบต้นทางได้อย่างมีมาตรฐานโดยนำ STI (องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม) เข้ามาใช้อย่างจริงจัง ย่อมการันตีได้ว่าสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจะมีคุณภาพที่ดี ซึ่งจะส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญของผลิตผลเกษตรของโลกต่อไป

ส่วน ผศ.ดร.พิสิฏฐ์ ธรรมวิถี รองคณบดี คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Comparative advantage สำคัญ 2 ประการ คือ Biodiversity and Cultural diversity ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและความได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการประเทศอื่นๆ ที่อาจไม่มี หรือมีเพียงบางปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอาหาร เพราะอาหารไม่เพียงแต่รับประทานเพื่อความจำเป็นต่อร่างกายเท่านั้น ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของวัฒนธรรม วิถีชีวิต

และความเป็นอยู่ของผู้คนผ่านทางอาหารได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย ซึ่งการบริโภคอาหารที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงแค่ 1 ในปัจจัย 4 นั่นหมายถึงรับประทานในฐานะอาหาร แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ผู้คนสนใจอาหารในฐานะของ “ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพ” ในด้านการป้องกัน (Prevention) เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นคนสนใจการออกกำลังกาย รักษาสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในเมื่อความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากการ “กินเพื่ออิ่มอร่อย” มาเป็น “กินเพื่อสุขภาพที่ดี” นั่นคือสิ่งที่กำลังบอกผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ว่าคุณค่าที่เราจะส่งมอบนั้นมีค่ามากมายมหาศาลมากเพียงใดกับผู้บริโภค และนั่นคือคำตอบว่าเหตุใดเกษตรและอาหารของไทยถึงต้องได้การยอมรับในระดับโลก

เติมเต็มความสุขอย่างเรียบง่าย ณ จังหวัดอุดรธานี กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” สืบสานการละเล่นพื้นบ้านโบราณแดนอีสานอย่าง “ไม้โถกเถกมหาภัยและกระสุนมหาภัย” ละลายทรัพย์กับผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ “ผ้าทอกาแฟและผ้าทอลวดลายนกยูง” แซ่บนัวให้ถึงใจกับเมนูพื้นบ้านอย่าง “แกงหวายและแจ่วบอง”

เยือนถิ่นดินแดนธรรม สัมผัสศาสนสถาปัตย์ที่เต็มไปด้วยความงดงามแห่งพุทธศิลป์ท่ามกลางป่าใหญ่ ณ “วัดป่าภูก้อน” วัดป่าแห่งการวิปัสสนา พร้อมลัดเลาะสองล้อเยือน “ตลาดนัดหนองจำป่า” ตลาดขาจรประจำหมู่บ้านนาสมนึกที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง กระติ๊บข้าวเหนียว ผ้ามัดหมี่ย้อมจากกาแฟ และผ้าไหมทอลวดลายนกยูง หนึ่งในเอกลักษณ์ที่มีการสืบสานให้แก่ชนรุ่นหลัง พร้อมลิ้มรสอาหารพื้นบ้านรสแซ่บ ยำตะไคร้ แกงหวาย แจ่วบอง จากนั้นไปละลายทรัพย์ให้จุใจกับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกะลามะพร้าวอย่าง ถ้วย ช้อน และ กระบวยตักน้ำ ณ หมู่บ้านโคกก่อง ปิดท้ายความสนุกด้วยการละเล่นพื้นบ้าน “ไม้โถกเถกมหาภัย” เล่นได้ทุกวัยแถมยังได้ออกกำลังกายไปในตัว ไฮไลท์เด็ดห้ามพลาด คือการประลองฝีมือความแม่นระหว่าง “แดเนียล” กับ “ชาวบ้าน” ด้วย “กระสุนมหาภัย” หรือที่เรียกว่า “หนังสติ๊ก”

สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพื้นบ้าน รอยยิ้มและความสุขอย่างอิ่มเอิบของชาวบ้านจังหวัดอุดรธานี ไปกับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่

อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย – นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดศูนย์ทําความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์เชียงราย สาขาเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งครบ 5 จังหวัดชายแดน ตามโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดยมี นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ และผู้บริหารบริษัท ซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบศูนย์ฯ แก่ นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เป็น 1 ใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดสระแก้ว จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดเชียงราย ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงการระบาดของเชื้อโรคเข้ามาในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าโรค ASF จะไม่มีผลกระทบกับคน แต่เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงในสุกร ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ต้องทำลายหมูทิ้งอย่างเดียว และศูนย์ฆ่าเชื้อยานพาหนะ ที่ด่านเชียงแสน มีความพิเศษตรงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนถ่ายสินค้าปศุสัตว์จากเรือที่มาจากประเทศเมียนมา ลาว และจีน ซึ่งสองประเทศหลังมีการพบการระบาดของโรค ASF แล้ว

“กรมปศุสัตว์ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนรวมทั้ง ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์ฯ 2 แห่ง คือที่เชียงรายและมุกดาหาร ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการระบาดของโรค ASF ที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพของเกษตรกร ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้กับภาคปศุสัตว์ของไทยอีกด้วย” น.สพ.สรวิศ กล่าว

ทางด้าน นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน กล่าวว่า เชียงราย มีอาณาเขตติดกับ สปป.ลาว โดยทางแม่น้ำโขง และสะพานเชื่อมถึงกัน ขณะที่ภายในจังหวัดเชียงราย มีผู้เลี้ยงสุกรประมาณ 7,000 ราย มีสุกรรวมกันประมาณ 144,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังมีรายย่อยที่อาจมีความเสี่ยงและหากเกิดโรคจะทำให้เสียหาย จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการตั้งศูนย์ฯ ที่ชายแดนดังกล่าว