ปัจจุบัน สินค้าของกลุ่มชีววิถีได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอท็อป

เด่นประจำจังหวัดน่าน เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีการวางจำหน่ายทั้งในร้านค้าท้องถิ่น ร้านสปาชั้นนำทั่วไป นำความภาคภูมิใจมาสู่ชุมชน และสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นหลายล้านบาทต่อปี

วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรโดยชุมชน และช่วยขยายองค์ความรู้ไปสู่กลุ่มผู้สนใจในจังหวัดน่าน โดยการเป็นวิทยากรฝึกอบรมการทำแชมพูสมุนไพร และสบู่สมุนไพรแล้วกว่า 20 ชุมชน และมีคณะศึกษาดูงาน มาเรียนรู้ที่กลุ่มชีววิถีเป็นประจำทุกเดือน

ในปี 2559 กลุ่มชีววิถีฯ ได้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (หมู่บ้าน CIV) ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมชุมชนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชื่อมโยงกับพื้นที่ใกล้เคียงกลุ่มอื่นๆ ทั่วชุมชน เช่น ขันคำข้าวแต๋นสมุนไพร จันสมโฮมสเตย์ สวนสะเติน กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ และกลุ่มทอผ้าลายโบราณ เกิดการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนขึ้น สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกิจการวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน เลขที่ 130 หมู่ที่ 4 ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน 55000 โทร 054-684-079 สายด่วนแจ้งหนอนกระทู้ fall armyworm รุกแปลงข้าวโพด กรมวิชาการเกษตรแนะกำจัดตามหลักวิชาการใช้ร่วมกันทั้งชีวภัณฑ์และสารเคมีชนิดและอัตราที่แนะนำ พ่นทุก 7 วัน พร้อมสลับกลุ่มสาร เตือนอย่าใช้สารเคมีที่ไม่อยู่ในคำแนะนำ ยันไม่ได้ผล แถมระบาดเพิ่มขึ้น

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 ได้รับรายงานผ่านสายด่วนเฝ้าระวังหนอนกระทู้ fall armyworm ว่า พบการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ในแปลงปลูกข้าวโพดจังหวัดตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี พิษณุโลก และนครสวรรค์ โดยพบการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm หลายระยะการเจริญเติบโตในแปลงเดียวกัน

และเริ่มพบตัวเต็มวัยที่เพิ่งออกจากดักแด้ โดยหนอนกระทู้ fall armyworm จะเข้าทำลายข้าวโพดตั้งแต่ระยะเพิ่งงอกไปจนถึงข้าวโพดออกฝัก และถ้าเข้าทำลายข้าวโพดอายุ 1-15 วัน จะทำให้ต้นข้าวโพดตายทั้งแปลง หากไม่สามารถป้องกันกำจัดได้ทันท่วงทีเมื่อข้าวโพดอายุ 30 วัน ขึ้นไป หนอนที่เริ่มโตจะเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในส่วนยอด หลังจากนั้น หนอนจะย้ายเข้าไปอาศัยในดอกตัวผู้และฝักทำให้ยากต่อการป้องกันกำจัด หากพบระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73 เปอร์เซ็นต์

สถานการณ์การระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ที่สำรวจพบสามารถควบคุมได้ หากปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร โดยเกษตรกรที่พบการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm เกือบทั้งหมดที่ใช้วิธีการกำจัดตามคำแนะนำ สามารถควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มีเกษตรกรที่ใช้สารฆ่าแมลงชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้แนะนำ รวมทั้งยังพ่นสารไม่ถูกช่วงเวลาที่หนอนออกจากที่หลบซ่อน ทำให้การกำจัดไม่ได้ผลและเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า วิธีการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ fall armyworm ที่ได้ผลตามหลักวิชาการ คือ หากพบหนอนขนาดเล็กให้เก็บหนอนทำลายทิ้ง และใช้ชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อ BT สายพันธุ์ไอซาไว หรือ สายพันธุ์เคอร์สตากี้ ชนิดผง อัตรา 40-80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบการระบาด

หากพบไข่ให้ทำลายโดยเก็บกลุ่มไข่ทำลายทิ้งและใช้แมลงหางหนีบ ส่วนตัวเต็มวัยให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 80 กับดัก/ไร่ สำหรับหนอนขนาดใหญ่ให้ทำลายโดยใช้แมลงตัวห้ำ ได้แก่ แมลงหางหนีบหรือมวนพิฆาต และในกรณีที่ใช้เคมีให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่

1.สารสไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

2.สารคลอแรนทรานิลิโพรล (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

3.สารคลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

4.สารอินดอกซาคาร์บ (indoxacarb) 15% SC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ทั้งนี้ ให้พ่นสารฆ่าแมลงทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-4 ครั้ง และต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน เพื่อลดความต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

“กรมวิชาการเกษตร มีคำแนะนำการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ fall armyworm ซึ่งสามารถกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการระบาดของหนอน fall armyworm จึงไม่น่ากังวลแต่อย่างใด สิ่งที่เป็นห่วงคือ เกษตรกรใช้วิธีการป้องกันกำจัดไม่ถูกวิธีทำให้การระบาดเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีมาใช้แล้วไม่ได้ผล ดังนั้น หากพบการระบาดของหนอน fall armyworm ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนหนอนกระทู้ fall armyworm โทร. 06-1415-2517” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์กาแฟแห่งจังหวัดเชียงใหม่ 2561-2565 ผลักดันเชียงใหม่เมืองกาแฟต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน ต้นน้ำ-ปลายน้ำ และผู้ผลิตกาแฟอาเซียนจัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 (1st ASEAN1 Coffee Industry Development Conference: 1st ACID) ขึ้น ระหว่าง วันที่ 14 -17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ หวังร่วมมือสร้างอาเซียนเป็นแหล่งผลิตกาแฟสำคัญของโลก

นายมนัส ขันใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นเมืองกาแฟอย่างแท้จริงว่า เชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในการก้าวสู่เมืองกาแฟที่สำคัญของโลก ด้วยองค์ประกอบที่เป็นทั้งพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมกาแฟ มีธุรกิจร้านกาแฟมากกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟและการแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟในระดับอุตสาหกรรม

ซึ่งเป็นในส่วนของกลางน้ำและปลายน้ำอย่างครบวงจร โดยทางจังหวัดได้มีการวางยุทธศาสตร์กาแฟแห่งจังหวัดเชียงใหม่ 2561-2565 ไว้ โดยมุ่งเน้นใน 5 ส่วนสำคัญ คือ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 2. พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม 3. พัฒนาด้านการตลาด 4. การวิจัยและพัฒนาและกลยุทธ์ 5. การบริหารจัดการ

ซึ่งแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตกาแฟในอาเซียนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมกาแฟในระดับภูมิภาค

โดยล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ 12 หน่วยงานภาครัฐ สมาคม และ เอกชน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพ สมาพันธ์กาแฟอาเซียน สมาคมบาริสต้าไทย สมาคมกาแฟไทย สมาคมชาวสวนกาแฟไทย สมาคมกาแฟและชาไทย มูลนิธิชาวสวนกาแฟ และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด จัดการประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 ขึ้น โดยมีเป้าหมายในการแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความเชื่อมโยงในการพัฒนาและสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของอาเซียนให้เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกาแฟชั้นนำของโลก

ด้าน ดร. อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 กล่าวถึงทิศทางของอุตสาหกรรมกาแฟของไทยว่า ยังมีการเติบโตที่โดดเด่นต่อเนื่องมีมูลค่ารวมสูงถึง 35,558 ล้านบาท ส่วนธุรกิจร้านกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 21,220 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 10 โดยความต้องการบริโภคกาแฟและใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงถึง 1 แสนตัน

ในขณะที่ผลผลิตกาแฟรวมภายในประเทศอยู่ทีประมาณ 30,000 ตัน ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้ง เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว พม่า และ ไทย ล้วนเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพดีที่ทั่วโลกต้องการ ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงและร่วมมือกันจะทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งกาแฟที่สำคัญของโลกได้

การประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 14 -17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยและอาเซียน โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย

การประชุมสัมมนาโดยนักวิชาการและนักธุรกิจจากนานาชาติที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมกาแฟระดับโลก นิทรรศการ
การจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านวิชาการและงานแสดงสินค้า โดยองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมกาแฟ
การเปิดโอกาสหาพันธมิตรและเจรจาธุรกิจของทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านการเกษตร กิจการโรงคั่ว กิจการโรงงาน กิจการเครื่องมือและเทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจกาแฟ กิจการร้านค้ากาแฟ และ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจกาแฟ

พาวิลเลี่ยนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่นๆ
การแข่งขันศิลปะบนถ้วยกาแฟ (1st ACID Latte Art Championship)และ ผู้มีทักษะในการชงกาแฟด้วยมือโดยใช้กระดาษกรองระดับนานาชาติ (1st ACID Brewers Cup Championship) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
การเยี่ยมชมดูงานด้านกาแฟ อาทิ โครงการหลวง แหล่งปลูกกาแฟ โรงคั่วกาแฟ และร้านกาแฟ
จึงอยากเชิญชวนให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟและผู้สนใจในกาแฟเข้าร่วมชมงานในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการจัดงานที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟจากต้นน้ำยังปลายน้ำได้อย่างแท้จริง

อบจ. อุทัยธานี ร่วมกับชาวกะเหรี่ยงแก่นมะกรูด พื้นที่ปิดทองหลังพระฯ จัดเทศกาลท่องเที่ยวรับลมหนาวป่าห้วยขาแข้ง ครั้งที่ 3 เน้นธรรมชาติและวัฒนธรรม ตั้งเป้ารายได้สามล้านบาทเพื่อยกระดับชีวิตชุมชนและปกป้องผืนป่า

นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี และหัวหน้าคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติเพราะอยู่ในเขตมรดกโลก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทำให้มีภูมิอากาศที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยวจนกล่าวกันว่าเป็นที่หนาวสุดกลางสยาม

นอกจากนี้ ผลจากการที่จังหวัด อบจ. กระทรวงทรัพยากรฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามาร่วมกันพัฒนา ยังทำให้เกิดผลผลิตที่รองรับการท่องเที่ยวได้ดี เช่น สตรอเบอรี่ พืชผักเมืองหนาว จึงทำให้แก่นมะกรูดได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

“พื้นที่นี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 600 เมตร มีความหนาวเย็นเทียบเท่ากับภาคเหนือ และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว คณะทำงานจึงจัดกิจกรรมนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว และความร่วมมือของชาวบ้านก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี”

จุดเด่นของการท่องเที่ยวแก่นมะกรูดในปีนี้ ได้แก่ ไม้ดอกเมืองหนาวพันธุ์ต่างๆ ที่สวยงาม ไร่สตรอเบอรี่ ตลาดกะเหรี่ยง ซึ่งมี 74 ร้านค้า มีทั้งพืชผักผลไม้ เสื้อผ้า อาหารพื้นบ้าน การแสดงทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง มีที่พักและโฮมสเตย์ จำนวน 16 แห่ง ให้บริการพักค้างคืนท่ามกลางธรรมชาติแก่นักท่องเที่ยว

นายเผด็จ กล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูดได้รับความสนใจมากขึ้นทุกปี และในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณสามหมื่นคน และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนประมาณสามล้านบาท

“เทศกาลท่องเที่ยวนี้จะทำให้ชาวแก่นมะกรูดมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และผลที่ตามมาก็คือไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่ทำมาหากินเข้าไปในป่าห้วยขาแข้ง ทำให้เทศกาลท่องเที่ยวนี้ทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุข ชาวบ้านมีชีวิตดีขึ้น และทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรักษาป่ามรดกโลก”

งานเทศกาลท่องเที่ยวแก่นมะกรูด จะมีขึ้นระหว่างปลายธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ 2562 ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 056-511-297 ในวันเวลาราชการ

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วยหอมสุกระหว่างพักการแข่งขัน คำตอบก็คือ กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ไม่ว่าจะเป็นสารโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยสูง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ทำให้รับส่งสัญญาณประสาทเร็วขึ้น ตัดสินใจได้อย่างฉับพลันแม่นยำ และย่อยง่าย

หากใครต้องการกินกล้วยหอมเพื่อเพิ่มพลังงานยามบ่าย แค่กินกล้วยหอม 2 ลูก ก็จะได้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานได้นานถึง 90 นาที เพราะกล้วยหอมสุกผลใหญ่ 1 ลูก มีน้ำตาล 23 กรัม (น้ำตาลซุคโคส ฟรุคโตส และกลูโคส) และแป้ง 2 กรัม กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับนักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลัง และใช้เวลาแข่งขันนานๆ นักกีฬาหลายคนจึงนิยมหยิบกล้วยหอมมานั่งกินยามนั่งพักเพื่อเพิ่มพลังงานให้ร่างกายอย่างรวดเร็ว

“คิง ฟรุทส์” ผู้นำตลาดกล้วยหอม

บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด เป็นผู้นำตลาดกล้วยหอมทองรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย มีเนื้อที่ปลูกกว่า 3,000 ไร่ ผลิตกล้วยหอมทอง คุณภาพเยี่ยมเกรดส่งออก ยี่ห้อ “BANANA KING” ป้อนตลาดปีละ 6,000 ตัน ส่งขายตลาดไท ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สายการบิน และวางแผนส่งกล้วยหอมสัญชาติไทยไปแจ้งเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในเร็วๆ นี้

คุณเกรียงศักดิ์ และ คุณเสาวณี วิเลปะนะ สองสามีภรรยาเจ้าของ บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด ยืนยันว่า “กล้วยหอมทอง” เป็นสินค้าที่มีลู่ทางเติบโตสดใส เพราะมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โกยยอดขายกว่าปีละ 200 ล้านบาท เหตุเพราะกล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และราคาไม่แพง ตลาดยังต้องการกล้วยหอมทองเป็นจำนวนมาก ยิ่งผลิตได้คุณภาพดี ราคาขายก็พุ่งสูงตามไปด้วย เรียกว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

“ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่าขยายพื้นที่ปลูกเท่าไร ก็ยังผลิตไม่พอขาย เพราะตลาดเติบโตขึ้นทุกปี ยิ่งปีนี้เจอปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตเข้าตลาดน้อย ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยิ่งช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง กินเจ กล้วยหอมทองยิ่งขายดีเป็นพิเศษ” คุณเกรียงศักดิ์ กล่าว

จุดเริ่มต้นธุรกิจ “คิงฟรุทส์” คุณเกรียงศักดิ์ และภรรยาเรียนจบสาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขากลับมาสืบทอดกิจการ “สวนส้มเขียวหวาน” ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมา ปี 2540 เจอปัญหาผลส้มร่วง จากโรคกรีนนิ่ง เขาจึงปรับพื้นที่สวนส้มมาปลูกผักสวนครัว และกล้วยหอมทอง จำนวน 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยหอมให้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลัก โดยเก็บผลผลิตส่งขายพ่อค้าคนกลาง

ต่อมาคุณเกรียงศักดิ์ได้เช่าพื้นที่ที่ตลาดไท เปิดแผงขายผลผลิตในชื่อ “ร้านเกรียงศักดิ์กล้วยหอม” และเพิ่มบทบาทเป็น “พ่อค้าคนกลาง” โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรลูกไร่ในย่านคลองรังสิต ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายที่ตลาดไท ทำให้เขากลายเป็นผู้ค้ากล้วยหอมทองรายใหญ่ของตลาดไทจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณเกรียงศักดิ์ มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก ในอัตราไร่ละ 2,000-5,000 บาท ต่อปี และพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของเกษตรกรเครือข่ายอีกประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร ฯลฯ

แปลงปลูกทุกแห่งได้รับคุณภาพมาตรฐาน GAP มีทีมนักวิชาการของบริษัทเข้าไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกหน่อพันธุ์ดี การให้ปุ๋ย ให้น้ำ การเก็บเกี่ยว การขนส่งสินค้าถึงโรงคัดบรรจุ ที่ได้ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อให้ได้กล้วยหอมทองที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยส่งถึงมือผู้บริโภค

คุณเกรียงศักดิ์ บอกว่า โดยทั่วไปกล้วยหอมจะปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่นิยมปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม เพราะเสี่ยงทำให้กล้วยมีขนาดผลเล็ก เครือสั้น นอกจากนี้ ปัญหาภัยธรรมชาติ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกกล้วยหอม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องลมพายุทำให้ต้นกล้วยล้มและใบฉีกขาด ที่ผ่านมาเจอปัญหาภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก บริษัทจึงวางแผนกระจายความเสี่ยงและให้มีผลผลิตจำนวนมากรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก โดยขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 10,000 ไร่ ทั่วประเทศ ภายในปี 2562

การปลูกกล้วยหอมทองในเชิงอุตสาหกรรม

บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิตได้ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาจากแหล่งที่มาที่มีการจัดการด้วยกระบวนการปลูกที่ได้มาตรฐานสากล Global G.A.P เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกล้วยหอมทองผลไม้ไทยที่ปลอดภัย รับประทานได้ทุกวัน

สำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของบริษัท จำนวน 3,000 ไร่ ถูกควบคุมการปลูกอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อรุ่น เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่น จะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน -1 ปี ตัดขายได้ เมื่อความแก่ความอ่อนของกล้วยอยู่ที่ 80% ทำให้กล้วยมีรสชาติหวานสม่ำเสมอ หลังเก็บเกี่ยวจะคัดขนาดของผลกล้วยให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ยกตัวอย่างเช่น กล้วยหอมทองที่ส่งขายการบินไทย สำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้าชั้นเฟิร์สคลาสนั้น ต้องคัดกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนกล้วยหอมทองที่ส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนั้น จะคัดเลือกกล้วยหอมทองที่มี น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัมต่อผล โดยมียอดขายประมาณ วันละ 70,000 ชิ้น

กล้วยหอมมีขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก นอกจากจะขึ้นอยู่กับการดูแลที่เอาใจใส่อย่างดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก หากใครอยากปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์ แนะว่า ธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ย ชอบน้ำ ต้องรดน้ำทุกวัน ระวังเรื่องน้ำท่วมขัง ปลูกดินตื้นจะโตไว แต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำ เมื่อออกปลี ให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือ ออกปลีได้ 70-90 วัน จะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวย เมื่อตัดผลผลิต กล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปี ให้โค่นทิ้ง นำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทน ทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายน เป็นช่วงฤดูฝน มีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

เปิดรับ “เกษตรกรลูกไร่” ทั่วไทย

คุณเกรียงศักดิ์ บอกว่า ทางบริษัทยินดีเปิดรับสมัครเกษตรกรลูกไร่ทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากความพร้อมของสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ เช่น มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากเป็นเกษตรกรรายย่อย จะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันปลูกกล้วยไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายไม่ต่ำกว่า 10-15 ตัน/ครั้ง

คุณเกรียงศักดิ์ บอกว่า เรานำเสนอสิ่งดีๆ ให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร สมาชิกเครือข่าย “คิง ฟรุทส์” จะมีเจ้าหน้าที่วิชาการของบริษัทให้คำแนะนำวางแผนการปลูก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เช่น หน่อพันธุ์ ถุงห่อเครือกล้วย ทำให้ เป็นการลดต้นทุนการผลิต สามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามเกรดคุณภาพของสินค้ามากกว่าการขายแบบคละเกรด หรือเหมารวม สามารถขายผลผลิตได้ทุกผล ทุกต้น ลดปัญหาการขายสินค้า ด้อยคุณภาพเข้าสู่ท้องตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมากพร้อมกัน

ปัจจุบัน บริษัทรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่ายตามคุณภาพสินค้า เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด 55/12 ม.4 ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150 โทร 02-159-9770, 02-159-9772-73 แฟกซ์ 02-159-9771