ปัจจุบัน ได้นำนวัตกรรมการใช้เข็มผ่าตัด รักษาโรคนิ้วล็อค

ผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ มาใช้ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในสังกัดของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ผู้สนใจขอรับบริการปรึกษาเกี่ยวกับอาการโรคนิ้วล็อค การรักษาด้วยการใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ ผู้สนใจสามารถชมได้ที่งาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2562 Hall 102-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา หรือติดต่อโดยตรงที่ กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ถนนรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร

ไก่งวงปัจจุบันเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงอย่างแน่นอน เหมือนสัตว์เศรษฐกิจตัวอื่นๆ อยู่ที่เราจะมีแนวทางและวิธีการอย่างไร ซึ่งปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทาง คือ เลี้ยงเพื่อการจำหน่ายตัวลูกไก่งวง และเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเนื้อไก่งวง

คุณธนศักดิ์ คำด่าง เป็นหนึ่งในเกษตรที่หันมาให้ความสนใจเพาะเลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสาน ที่บ้านเลขที่ 209 หมู่ที่ 4 บ้านโคกก่อง ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

คุณธนศักดิ์ เล่าให้ว่าว่า เดิมประกอบอาชีพรับราชการครู ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ตนมีความรู้สึกว่าไม่ไม่ชอบอาชีพข้าราชการ จึงตัดสินใจลาออกและไปศึกษาด้านกฎหมายต่อแต่ก็ยังไม่ชอบ จนสุดท้ายตัดสินใจไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นศึกษาเรื่องเกี่ยวกับดินเป็นหลัก ตลอดระยะเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น เห็นความแตกกต่างของกลุ่ม คือ คนทำงานภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรที่ประกอบชีพเพาะปลูก

“คนที่ทำงานภาคอุตสาหกรรม ต้องทำงานหนัก ตื่นเช้าแต่กลับบ้านดึก ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ผิดกับภาคการเกษตรที่เป็นเจ้านายของตัวเอง มีรายได้ อยากทำงานเวลาไหนก็ได้ มีความเป็นอิสรภาพที่สูง จึงตั้งปฏิธานให้กับตัวเองว่า จะทำอาชีพที่ไม่ออกไปหาเงิน จะให้เงินเดินเข้ามาหา และไม่ทำงานกินเงินเดือนเหมือนที่เคยทำมา”

หลังจากเรียนจบ คุณธนศักดิ์ หันมาให้ความสำคัญและหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเริ่มนำวัวเข้ามาเลี้ยงบน พื้นที่ 70 ไร่ มีวัวกว่า 200 ตัว แต่ด้วยปัญหาตลาดไม่มีแหล่งรับชื้อ ทำให้ต้องหยุดเลี้ยง และกลับมาคิดถึงแนวทางการทำการเกษตรที่ผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ 40 20 30 10 ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

การทำการเกษตรของคุณธนศักดิ์ เริ่มจากการขุดบ่อเลี้ยงปลา และนำสัตว์ปีก เช่น เป็ด และไก่ไข่มาเลี้ยงโดยสร้างโรงเรือนให้อยู่เหนือบ่อเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่อื่นๆ ลงไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว สมุนไพร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ด้วยการทำเกษตรนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ หากไม่มีใจรักจะไม่สามารถไปถึงฝั่งได้ เพราะเนื่องจากว่าการทำเกษตรนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาพภูมิอากาศ สภาพสังคม และทุน ในการขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ

“เป็ด ไก่ไข่ ที่เลี้ยงต้องอาศัยและพึ่งพาปัจจัยภายนอกกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อาทิ รำ ข้าว อาหารสัตว์ ฉะนั้นอะไรที่เราตัดสินใจทำแล้วต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไปจะไปไม่รอด จึงต้องหยุด จากนั้นมาก่อนจะทำอะไรจะยึดหลักวิชาการเข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน โดยการเริ่มทำการศึกษาวิจัยและทดลองก่อนจะลงทุนทำ ซึ่งในนั้นได้ทำการศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์อยู่หลายอย่าง ไปทุกพื้นที่ ทุกภาค แต่ก็ยังไม่ถูกใจ จนกระทั่งได้ไปชิมต้มเส้นเนื้อไก่งวง สร้างความประทับใจ กลับมาจึงคิดจะหาไก่งวงมาเลี้ยงดูบ้าง”

การเพาะเลี้ยงไก่งวงของคุณธนศักดิ์ เริ่มจากการเลี้ยงไว้บริโภคเองในครอบครัว พร้อมกับทำการศึกษาวิจัยการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ โดยเริ่มนำไก่งวงมาเลี้ยงและทำการวิจัย ซึ่งทำให้พบว่าการเลี้ยงไก่งวงนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถพึ่งตนเองได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ พึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงกันข้ามกับเป็ดและไก่ไข่ที่เคยเลี้ยงมา แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีผลเสีย เนื่องจากเป็นสัตว์ปีกที่ไข่ไม่เป็นที่ ไข่แล้วไม่สามารถกกให้ออกมาเป็นตัวได้ทั้งหมด อีกทั้งยังมีปัญหาเยียบกันตายทำให้เปอร์เซ็นต์รอดน้อยและที่สำคัญไม่มีตลาดรองรับ

“การเลี้ยงไก่งวงมีความท้าท้าย แต่ด้วยเสน่ห์เนื้อที่มีรสชาติอร่อย ในบรรดาสัตว์ปีก ไม่มีเนื้อสัตว์ไหนที่เทียบได้ อีกทั้งไม่มีเงื่อนไขด้านเวลามากำหนดว่าต้องการตอนไหน ยิ่งแก่ยิ่งอร่อย จากนั้นเป็นต้นมาจึงพัฒนาการเลี้ยงทำในรูปแบบเชิงพาณิชย์ผสมผสานกับการปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ผลิตส่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนาม”

สำหรับไก่งวงที่นำมาเลี้ยงจะมี 2 ชนิด คือ หนึ่ง พันธุ์อเมริกันบรอนช์ (American Bronze) เป็นไก่งวงพันธุ์หนัก ขนสีบรอนช์ปนน้ำตาลดำ ปลายขนสีขาวเล็กน้อย แข้งและนิ้วเท้าสีเทาอ่อนปนชมพูซีด ตาสีน้ำตาล จะงอยปากสีเทาอ่อน สอง พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ (Beltsvill Small White) ซึ่งมีขนาดตัวปานกลาง และขนาดเล็ก ขนสีขาว หนังสีขาว แข้งและนิ้วเท้าสีชมพูซีด ตาสีน้ำตาล จะงอยปากสีเทาอ่อน มีการเจริญเติบโตในระยะเล็กจนกระทั่งถึงโตเต็มวัยเร็วมาก หน้าอกกว้าง และเป็นที่ยอมรับในเรื่องรสชาติของผู้บริโภค

“การเลี้ยงไก่งวงทั้งสองชนิดจะดูตามความเหมาะสมของปริมาณและพื้นที่ ถ้าเลี้ยงมากต้องทำเป็นโรงเรือนที่แข็งแรงมั่นคง คอกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งหลังคามุงสังกะสี กระเบื้อง หรือหญ้าคา ให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อย่าให้อับชื้น ทำความสะอาดได้ง่าย แต่ละอาทิตย์จะต้องทำความสะอาดคอกเปลี่ยนวัสดุรองพื้น ใช้ปูนขาวโรยฆ่าเชื้อ ล้างอุปกรณ์ ให้น้ำ อาหาร ซึ่งจะทำในช่วงที่ปล่อยไก่งวงเดินออกกำลังกาย ดังนั้น โรงเรือนจะมีลักษณะล้อมด้วยตาข่ายหรือรั้วไม้กว้างๆ แล้วมีโรงเรือนที่มีหลังคาอยู่ บริเวณกลางคอก หรือด้านข้างไว้สำหรับให้ไก่งวงหลบแดดหลบฝน

และสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ไก่งวงในโรงเรือนคือ ทำคอนให้ไก่งวง เพราะนิสัยของไก่งวงชอบนอนที่สูงเนื่องจากไก่งวงมีพันธุกรรมของไก่ป่า จึงมีร่างกายที่แข็งแรงและทนโรค ลักษณะของคอนนอนจะต้องเป็นไม้กลมไม่มีเหลี่ยม เช่น ไม้ไผ่ อีกทั้งภายในโรงเรือนจะหากล่องหรือโอ่งดินเผาขนาดเล็กไว้สำหรับให้ไก่งวงวางไข่ ซึ่งไก่งวงที่สามารถวางไข่ได้จะมีอายุ 7-8 เดือน โดยจะมีปริมาณไข่ต่อแม่ต่อปี ประมาณ 57-97 ตัว ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์”

ในหนึ่งโรงเรือนขนาดพื้นที่ 3 x 6 คุณธนศักดิ์จะปล่อยไก่งวงประมาณ 150 ตัว มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่หากเป็นโรงเรือนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะมีอัตราการปล่อยตัวผู้และตัวเมีย 1:7 ซึ่งการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นดูได้จากนิสัยของไก่ เลือกไก่ที่มีลักษณะที่มีนิสัยเป็นมิตรไมตรี มีเยื่อใย เพราะเวลาที่ไก่งวงกกไข่สามารถเข้าไปใกล้ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ไก่งวงวางไข่จำเป็นต้องเก็บไข่ออกมาใส่ตู้ฟักไข่ที่ใช้อยู่ทั่วไป ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นจนกว่าจะฟักออกเป็นตัว ก่อนนำไปอนุบาลจนแข็งแรงและไปปล่อยให้แม่เลี้ยงได้

สำหรับอาหารเลี้ยงไก่งวง เกษตรกรที่นี่จะผสมเอง โดยใช้หญ้า หยวกกล้วย ผักบุ้ง ที่มีอยู่ในพื้นที่ อย่างละ 1 ส่วน เป็นส่วนผสมหลัก และนำไปผสมกับมันสำปะหลังป่น 1 ส่วน รำ 4 ส่วน และ ปลาป่นอีก 1 ส่วน มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อใช้เป็นอาหารข้นสำหรับไก่งวง นอกจากนี้ ได้นำพืชสมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกในสวน เช่น เหงือกปลาหมอ ฟ้าทลายโจร ขมิ้นชัน ไพล มาบดและผสมในอาหาร เพื่อบำรุงและสร้างภูมิคุ้มกัน โดยให้อาหารข้นวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า และให้เศษหญ้า เศษผัก เป็นอาหารเสริมในช่วงบ่าย

สำหรับใครที่สนใจในอาชีพเพาะเลี้ยงไก่งวง อยากศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ สามารถติดต่อสอบได้ที่คุณธนศักดิ์ คำด่าง โทรศัพท์ปลากะตัก เป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มีชื่อเรียกหลายชื่อตามท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป อาทิ ไส้ตัน ปลาหัวอ่อน ปลาจิ้งจั๊ง ปลามะลิ ปลายู่เกี้ย ปลาเก๋ย ปลากล้วย ชาวประมงนิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำน้ำปลาชั้นดี บูดู และปลาป่น นอกจากนี้ ปลากะตัก ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาตากแห้ง หรือเป็นที่รู้จักในนามของปลาไส้ตันตากแห้ง หรือปลาฉิ้งฉ้าง สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นว่าช่วงเวลา 2-3 ปี มานี้ ความต้องการปลากะตักตากแห้งของต่างชาติที่เข้ามากว้านซื้อปลากะตักของไทยสูงกว่าความต้องการในประเทศสูง 5-10 เท่าตัว

ทั้งนี้ แม้ความต้องการผลิตภัณฑ์ปลากะตักตากแห้งมีจำนวนมากขึ้น แต่ชาวบ้านผู้ผลิตปลาไส้ตันตากแห้ง กลับประสบปัญหาผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลิตได้ล่าช้า คือ กรรมวิธีการผลิต ที่ต้องใช้แรงงานและเวลา เนื่องจากก่อนได้ปลากะตักตากแห้งสำเร็จรูป ผู้ผลิตจะต้องนำปลากะตักไปต้ม และตากแห้ง จากนั้นก็ต้องเด็ดหัวและผ่าเอาก้างออก กรรมวิธีดังกล่าวมานี้ล้วนแต่ใช้แรงงานคน ซึ่งทำได้ช้าไม่ทันกับความต้องการ อีกทั้งมือที่เด็ดหัวปลาและฉีกเอาก้างออก เมื่อต้องทำในปริมาณมากๆ ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เข้าไปรับฟังปัญหาของชาวบ้าน และเกิดแรงบันดาล ร่วมกันคิดประดิษฐ์เครื่องผ่าปลากะตักขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว จนสามารถนำไปช่วยทุ่นแรงของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

นักศึกษาเจ้าของผลงาน เปิดเผยว่า เครื่องผ่าปลากะตักที่พวกตนคิดค้นขึ้นมานั้น ก็สามารถนำไปให้ชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพทำปลากะตักตากแห้งใช้อย่างได้ผลและเป็นที่น่าพอใจ

พวกเขายังได้เล่าถึงผลงานอันน่าภูมิใจนี้ให้ฟังว่า ได้ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับกระบวนการแปรรูปปลากะตัก เพื่อลดการใช้แรงงานคน ในกระบวนการเด็ดหัวปลา และผ่าซีกเอาก้างปลาออก การทำงานของเครื่องคือ เมื่อป้อนปลากะตักลงเครื่อง ผ่านลูกกลิ้งทรงกระบอกเข้าสู่ใบมีด เพื่อผ่าปลากะตักให้แยกเป็น 2 ซีก โดยมีลมเป่าทำให้ปลาที่ผ่าได้ตกสู่ตะแกรงคัดแยก ระหว่างเศษไส้ ก้าง และหัวปลา ออกจากตัวปลา

ส่วนปลาที่ไม่ได้ถูกผ่าจะมีการลำเลียงผ่านสกรูลำเลียงเพื่อนำกลับไปผ่าซ้ำ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาศัยแรงงานคน คือใส่ปลาลงเครื่องและควบคุมเครื่องเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ไม่ได้สิ้นเปลืองแรงงาน ซึ่งตามปกติแล้วหากจ้างแรงงาน ต้องเสียค่าแรงงาน กิโลกรัมละ 2 บาท และได้ปริมาณเพียง วันละ 10 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้เครื่องผ่าปลากะตัก จะสามารถทำงานได้ 2.5 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง เลยทีเดียว

หลายคนมักจะเข้าใจกันว่า อากาศในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศนั้นมีความสะอาดและปลอดภัย แต่หลายคนคงยังไม่ทราบกันว่า ในห้องปรับอากาศที่แสนเย็นสบาย หรือห้องต่างๆ ที่ปิดทึบนั้นมีมลภาวะมากกว่าสิ่งแวดล้อมภายนอกหลายเท่า

การปลูกต้นไม้ไว้ในห้อง หรือในอาคารถือเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้สภาพอากาศในห้องดีขึ้นได้เพราะต้นไม้จะเป็นตัวช่วยดูดซับสารมลพิษและจุลินทรีย์ภายในห้องได้

ด้วยความหลากหลายของต้นไม้ที่มีคุณสมบัติสามารถช่วยปรับสภาพอากาศภายในห้องให้ดีขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปนิยมนำมาปลูกประดับตกแต่งเพิ่มความสวยงามภายในสถานที่ทำงาน อาคารบ้านเรือน และสวนย่อมกันเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบัน ต้นไม้ที่สามารถนำมาปลูกประดับตกแต่งภายในห้องและตามอาคารสถานที่ต่างๆ ในบ้านเรานั้นมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถหาชื้อได้ตามร้านจำหน่ายต้นไม้ทั่วๆ ไป ซึ่งต้นไม้แต่ละชนิดที่นำมาปลูกประดับตกแต่งนั้นจะมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องของพรรณไม้ ขนาดของลำต้น สีสันของดอก ใบและที่สำคัญคือ การนำไปใช้งาน

จั๋ง เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาปลูกประดับตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร เพราะด้วยความสวยงาม ทนทาน ขนาดของต้นไม่ใหญ่มากและมีความสามารถในการช่วยปรับสภาพอากาศ ช่วยดูดไอระเหยของสารเคมีต่างๆ ได้ดีเท่าต้นหมากเหลือง ทำให้ต้นจั๋งได้รับความนิยมนำมาปลูกประดับตามอาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันแหล่งผลิตต้นจั๋งในบ้านเรานั้นมีให้เห็นอยู่ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะชุมชนหมู่บ้านแคร่ ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

หมู่บ้านแคร่ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีชื่อเสียงและความชำนาญในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ต้นจั๋งที่มีคุณภาพเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ต้องการของตลาดในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งในแต่ละปีนั้นสามารถทำรายได้ให้กับชุมชนได้มากกว่ารายได้จากการปลูกพืชหลักที่ทำอยู่

สร้างรายได้เป็นเท่าตัว

จั๋ง เดิมทีเป็นพืชที่คนในอำเภอลองจังหวัดแพร่นำยอดอ่อนมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน ซึ่งจะมีรสชาติขมเล็กน้อยคล้ายกับหวาย ในขณะที่คนในชุมชนมองว่าต้นจั๋งเป็นพืชที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้นั้น คุณศรีรัตน์ วงค์สุนะ ได้มองเห็นว่าต้นจั๋งนั้นสามารถนำมาปลูกใส่กระถางและนำมาประดับตกแต่งเพิ่มความสวยงามตามอาคารได้อีกทางหนึ่ง

คุณศรีรัตน์ วงค์สุนะ เป็นคนลำปาง มีอาชีพขับรถออกขายของตามต่างจังหวัด ทำให้ได้พบเห็นต้นไม้หลากหลายชนิด ซึ่งรวมถึงต้นจั๋งไม้ประดับสารพัดประโยชน์ชนิดนี้

“ผมมองว่า ต้นจั๋ง เป็นต้นไม้ที่สามารถขุดใส่กระถาง แล้วนำไปขายเป็นไม้ประดับให้กับโรงแรมหรือว่าบ้านจัดสรรได้ แต่นั้นก็เป็นเพียงความคิดที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือเปล่า เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตลาดมันเป็นอย่างไร ส่งขายที่ไหน ราคาเท่าไร มีคนต้องการหรือเปล่า และที่สำคัญเทคนิควิธีการปลูก ขุด ห่อ ดูแลรักษา ก็ยังไม่มี ในตอนนั้นทำได้แค่เพียงหยิบสมุดขึ้นมาจดบันทึกไว้ว่า เจอต้นไม้แปลกๆ ที่บ้านแม่ป๋าน อำเภอลอง จังหวัดแพร่”

หลังจากออกขายของตามต่างจังหวัดมาหลายวัน คุณศรีรัตน์ ก็กลับมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านจนวันหนึ่งได้ผ่านไปแถวๆ บ้านน้ำโท้ง ซึ่งเป็นตลาดแถวๆ หนองกระทิง ก็ได้เห็นต้นจั๋งอยู่บนรถปิกอัพคันหนึ่ง จึงจอดรถ และลงไปถามเจ้าของรถ จนได้คำตอบว่า จะเอาไปส่งให้เถ้าแก่ที่สวนเนิร์สเซอรี่ในตัวจังหวัดลำปาง

“ตัดสินใจขับรถตามไปส่งของที่สวนและได้เห็นว่าที่นี้เขามีต้นไม้พักไว้เพื่อรอส่งขายเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นแหล่งรับชื้อที่ใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง จึงเดินไปถามเจ้าของรถปิกอัพอีกครั้งว่า รับชื้อมาต้นละเท่าไร และเถ้าแก่เขารับชื้อต้นละเท่าไร เขาก็บอกว่ารับมาจากชาวบ้าน โดยซื้อเหมายกเป็นสวน ซึ่งราคาก็แล้วแต่จะตกลง ส่วนราคาที่เถ้าแก่เขารับชื้อนั้น จะอยู่ที่ต้นละ 10 บาท” คุณศรีรัตน์ กล่าว

สอบถามราคารับชื้อและราคาขายเป็นที่เรียบร้อย เช้าวันรุ่งขึ้นคุณศรีรัตน์จึงชวน คุณอนัน ปีบ้านใหม่ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและ คุณผิน มณีวรรณ ออกหาชื้อต้นจั๋งเพื่อนำมาส่งขายให้กับเถ้าแก่ในตัวจังหวัดลำปาง

“ผม คุณอนัน และคุณผิน ตระเวนหาชื้อต้นจั๋งได้ทั้งหมด 230 ลำ นำไปส่งขายให้กับเถ้าแก่ ซึ่งครั้งแรกที่ไปส่งยังไม่เป็นที่พอใจของเถ้าแก่ เพราะสินค้าที่เราเอาไปส่งนั้นเรายังขุดไม่เป็น ห่อตุ้มถุงไม่เป็น ขนส่งก็ยังไม่เป็น ทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย ใบแตก ขุดขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะตายหรือเปล่า แต่เถ้าแก่ก็ใจดีรับชื้อของไว้ทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขยังไม่จ่ายเงิน เพราะต้องขอดูอาการของต้นไม้ก่อนเจ็ดวัน”

“หลังจากครบกำหนดเจ็ดวัน ผมก็มารับเงิน ซึ่งตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าจะได้เงินเท่าไร รับมาก็เอามานับได้ทั้งหมด 2,340 บาท นั้นก็หมายความว่าต้นไม้ที่นำมาส่งไม่มีต้นไหนที่ตาย หลังจากนั้นมาผมก็ทำการค้ากับเถ้าแก่ไปพร้อมๆ กับศึกษาวิธีการขุดและห่อตุ้มถุงรวมถึงกระบวนการขนส่งจนชำนาญจากสวนเนิร์สเซอรี่” คุณศรีรัตน์ กล่าว

คุณศรีรัตน์ คุณอนัน และคุณผิน ออกตระเวนหาซื้อต้นจั๋งในเขตภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ทั้ง แพร่ น่าน เชียงราย เชียงใหม่ ไปถึงแม่จัน แม่สาย จนแหล่งรับชื้อเริ่มน้อยลงทำให้ราคารับชื้อเริ่มสูงขึ้นจากเดิมเป็นลำละ 5 บาท แต่ช่วงนั้นคุณศรีรัตน์และเพื่อนๆ ก็ยังออกหารับซื้อและนำมาส่งขายให้กับเถ้าแก่เหมือนเดิม

เป็นช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่คุณศรีรัตน์และเพื่อนๆ ก็ยังออกหาซื้อต้นจั๋งไปขายให้กับเถ้าแก่เหมือนเดิม ซึ่งเถ้าแก่เองก็เห็นใจ ขึ้นราคาให้เป็นลำละ 15 บาท จนราคาสูงขึ้นถึงลำละ 60 บาท แต่เถ้าแก่ก็ยังรับซื้อ คุณศรีรัตน์และเพื่อนๆ เห็นว่าราคาดี จึงเอามาปลูกเองที่หมู่บ้านพร้อมกับแนะนำส่งเสริมให้กับชาวบ้านปลูกและก็รับชื้อไปขายต่ออีกทีหนึ่ง”ส่งเสริมปลูกในพื้นที่ตลาดดีเป็นที่น่าพอใจ

ด้วยราคาที่สูงขึ้น แต่แหล่งรับชื้อเริ่มน้อยลง ทำให้คุณศรีรัตน์และเพื่อนๆ ได้นำมาปลูกเองในหมู่บ้านโดยเริ่มปลูกในพื้นที่ของคุณผินเป็นที่แรก ซึ่งขณะนั้นเองก็มีชาวบ้านหลายคนให้ความสนใจแบ่งพื้นที่มาปลูก

“นำมาปลูกในพื้นที่พร้อมกับส่งเสริมให้ชาวบ้านในตำบลซึ่งส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ทำการเกษตร ปลูกถั่วลิสง ถั่วเหลือง ทำนา ซึ่งช่วงแรกที่เข้าไปส่งเสริมนั้น จะแนะนำวิธีการปลูกลงพื้นดินกลางแจ้ง โดยระยะห่างระหว่างต้นและแถวจะอยู่ประมาณ 1×1 เมตร ซึ่งการปลูกด้วยวิธีนี้จะช่วยทำให้แตกหน่อเพิ่มขึ้นและจากนั้นสามเดือนก่อนที่จะขุดขายก็จะคลุมด้วยซาแรนพร้อมกับใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เล็กน้อย เพื่อช่วยทำให้ใบเขียว สวย มันวาว เป็นที่ต้องการของตลาดยิ่งขึ้น”

“ส่วนการดูแลรักษานั้นจะไม่ค่อยมี เพราะจั๋งเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลง ใช้พื้นที่ในการผลิตก็น้อย ทำให้ไม่ต้องดูแลมาก แต่พื้นที่ที่ใช้ปลูกนั้นจะต้องเป็นดินร่วนซุยน้ำสามารถผ่านได้ดี” คุณศรีรัตน์ กล่าว

หลายคนหันมาปลูกต้นจั๋งเสริมจนปัจจุบันมีพื้นที่การผลิตทั้งตำบลมากถึง 700 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านแคร่ บ้านใหม่ และบ้านหัวทุ่ง แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตพืชผลทางการเกษตรเดิมนั้นก็ยังมีปริมาณที่น้อยกว่า เพราะพื้นที่ที่ใช้ปลูกต้นจั๋งนั้นใช้ไม่มาก สามารถปลูกตามพื้นที่ว่างๆ บริเวณหลังบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนาได้ แต่ถ้าหากต้องการผลิตให้ได้ปริมาณที่มากๆ ก็ใช้พื้นที่เพียงไม่กี่ไร่ก็สามารถผลิตได้

จากการขยายพื้นที่ปลูกทำให้ปริมาณต้นจั๋งมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อตลาดรับชื้อเดิม ไม่สามารถรับซื้อได้หมด หลายคนหาตลาดเองโดยการนำสินค้าส่งเข้าไปขายในกรุงเทพฯ บางรายก็เข้าไปขายเองที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“สำหรับตลาดรับซื้อนั้น จะอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยเฉพาะที่ ราบ 11 จะมีคนมารอรับซื้อและก็จะไปกระจายขายต่อตามจังหวัดต่างๆ และอีกที่หนึ่งคือ ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาขายส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มีร้านประจำอยู่ บางครั้งก็มานั่งขายเอง ทำให้การขนส่งสินค้าในแต่ละครั้งต้องใช้รถในการขนส่งมากถึง 30 คัน” คุณศรีรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน ชาวบ้านตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ได้จัดตั้งกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับรวบรวมสินค้าที่มีทั้งต้นจั๋ง ลีลาวดี ปาล์ม หมากเหลือง ฯลฯ ไว้จำหน่าย ท่านใดที่สนใจก็สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ 08-1998-3885 (คุณบุญส่ง อินคำเชื้อ) 08-1724-9202 (คุณสมัย ก๋าจารี) 08-7181-0091 (คุณวร จันทร์ปัน)

ผักหวานป่า จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่ง การหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค

ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียวสอบถึงแหลม ขนาดของใบ ประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ)

จากการพูดคุยกับแม่ค้าที่ขายผักหวานป่าโดยตรง พบว่าราคาผักหวานป่าค่อนข้างดีมาตลอด โดยราคาผักหวานป่าจะแพงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายนเรื่อยมาจนถึงเดือนมกราคม หลังจากนั้น ราคาจะเริ่มตกลงเล็กน้อย และมีราคาทรงตัวจนไปถึงช่วงเดือนพฤษภาคมราคาจะลดลงไปอีก เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่มีผลผลิตผักหวานป่าออกมามาก

จากข้อมูลราคาผักหวานป่าของตลาดสี่มุมเมือง พบว่า ราคาโดยเฉลี่ยของผักหวานป่า ในปี 2553 อยู่ที่ 120 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในปี 2554 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 123 บาท ต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาดีพอสมควรเลยนะคะ ส่วนต้นกล้าผักหวานป่าก็มีราคาดีไม่แพ้กัน ราคาต้นกล้าสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ขายอยู่ที่ราคาต้นละ 15-20 บาท แล้วแต่ฤดูกาลผักหวานป่า พืชซาดิสม์การขยายพันธุ์ทำได้ยาก

เมื่อมีราคาดี ผักหวานป่าจึงเป็นพืชที่มีคนสนใจกันมากทำให้ต้นผักหวานป่ามีราคาสูง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ต้นผักหวานป่าราคาสูงก็เพราะพืชชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้ยากมากๆ ปกติแล้ววิธีการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นผักหวานป่ามีหลายวิธี ซึ่งล้วนแต่มีปัญหาจุกจิกกวนใจและให้ผลผลิตน้อย เช่น การตอนกิ่งผักหวานป่าต้องใช้เวลานานกว่าพืชชนิดอื่น คือต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนขึ้นไป การออกรากก็จะไม่ออกมากเหมือนพืชชนิดอื่น

ส่วนการตัดชำ มีเปอร์เซ็นต์การออกรากต่ำมาก นอกจากนั้น ยังมีวิธีขยายพันธุ์ผักหวานป่าแบบซาดิสม์ที่เรียกว่าวิธีการสกัดราก ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มจำนวนต้นผักหวานป่า ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นผักหวานป่าที่มีอายุหลายปีแล้ว และมีรากบางส่วนโผล่ขึ้นมาบนดินใช้สันมีดหรือจอบทุบลงไปบนรากที่โผล่ขึ้นมาให้เปลือกที่หุ้มรากแตก ประมาณ 1 เดือน ต้นผักหวานป่าจะแตกขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้

ส่วนการชำราก เป็นวิธีที่เหมาะกับผักหวานป่าที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการเปิดหน้าดินแล้วตัดรากขนาดใหญ่เป็นท่อนๆ นำไปเพาะในถุงดำ ประมาณ 1-2 เดือน รากจะแทงรากใหม่แล้วแทงยอดขึ้นมาเป็นต้นกล้า หรืออีกวิธีใช้การขยายพันธุ์แบบแยกหน่อ คือการตัดรากขนาดใหญ่ให้เป็นแผลแล้วทาแผลด้วยปูนกินหมาก เมื่อปูนแห้งจึงกลบดินกลับเหมือนเดิม รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 1-2 เดือน ก็จะมีหน่อผักหวานแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตก็ให้ขุดย้ายมาชำในถุงต่ออีก

แต่วิธีการขยายพันธุ์โดยใช้รากทั้งหลายที่บอกมา เกษตรกรจะต้องมีต้นแม่พันธุ์ในปริมาณมาก จึงจะขยายพันธุ์ได้มาก และการขยายพันธุ์ด้วยรากแบบนี้อาจทำได้ไม่มาก เนื่องจากจะทำให้ต้นแม่พันธุ์โทรมเร็วและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค

การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
การขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเป็นอีกวิธีที่นิยมทำกัน ผลของผักหวานป่าเป็นผลเดี่ยวที่มีรูปไข่ ถึงค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว มีนวลเคลือบโดยรอบต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีมหรือเหลืองอมส้มเมื่อแก่ เปลือกบาง เนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดี่ยว วิธีเพาะเมล็ดผักหวานป่าโดยทั่วไปคือ ใช้เมล็ดผักหวานป่าที่สุกแล้วเปลือกจะมีสีเหลืองสด นำมาเอาเนื้อของผลผักหวานป่าออก แล้วเพาะในภาชนะที่เตรียมไว้ประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มงอก

ปัญหาจากการขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยการใช้เมล็ดก็คือ เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ นอกจากนั้น การที่รากผักหวานจะเจริญเติบโตได้เร็วจะทำให้รากผักหวานป่าโค้งงอภายในภาชนะที่ใช้เพาะชำ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลเสียอย่างมากเมื่อนำผักหวานป่าไปปลูกในสภาพแปลง เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตเป็นเวลานาน

เพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกใส วิธีง่ายๆ แต่ได้ผล

ที่กาญจนบุรี มีนักวิชาการท่านหนึ่งคือ ว่าที่ร้อยตรีสมยศ นิลเขียว นักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ประยุกต์ใช้วิธีง่ายๆ ในการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่า

“ผมพบว่า การเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยเมล็ดในขวดน้ำพลาสติกใส นอกจากจะเป็นการช่วยโลกนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพาะขยายพันธุ์พืชชนิดนี้ด้วย”

เทคนิคการเพาะเมล็ดผักหวานป่าของ ว่าที่ร้อยตรีคุณสมยศ ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ วิธีการเพาะ
1. นำผลสุกมาแช่น้ำไว้ 1-2 ชั่วโมง เพื่อที่จะทำให้เปลือกและเนื้อของเมล็ดผักหวานหลุดออกได้ง่าย

2. ล้างน้ำขยี้เปลือกและเนื้อของผลเททิ้งให้เหลือเฉพาะเมล็ดลักษณะคล้ายเมล็ดบัว

3. ล้างให้สะอาดอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าเนื้อลอกออกไปหมดแล้ว เพราะเนื้อผลผักหวานมีรสหวาน มดแมลงชอบเข้ามากัดกิน ทำให้เมล็ดไม่สมบูรณ์ อีกอย่างก็คือ เชื้อรา ถ้าเกิดเชื้อราแล้วเมล็ดจะไม่ค่อยงอกหรืออาจจะเสียได้

4. นำเมล็ดที่ล่อนแล้วไปผึ่งลมให้แห้ง สามารถเก็บไว้ได้ 15 วัน (ห้ามโดนแดด) ผสมวัสดุปลูกให้เข้ากัน

5. เจาะรูที่บริเวณก้นขวด เพื่อให้มีการระบายน้ำและใช้มีดปาดที่คอขวด แต่ไม่ให้ขาดเพื่อจะได้ใส่ดินให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

6. นำดินที่ผสมดีแล้ว ใส่ลงไปในขวดจนถึงบริเวณคอขวดที่ตัด แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

7. นำเมล็ดลงปลูกลงในขวด ฝังให้แค่พอมิด รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 1 เดือน รากของเมล็ดผักหวานป่าจะงอก

8. เมื่อต้นผักหวานป่ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน สามารถที่จะนำไปปลูกลงแปลงได้ ข้อได้เปรียบของการเพาะเมล็ดผักหวานป่า
ในขวดน้ำพลาสติกใส